<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าวเศรษฐกิจ]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/index/id/112</link>
<atom:link href="https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/index/id/112" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[ส่งออก ม.ค.69 มูลค่าพุ่ง 31,573.1 ล้านดอลลาร์ ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/149586</link>
<guid isPermaLink="false">7c4636f6c20e3c89176df870d2b1b37a</guid>
<pubDate>Mon, 23 Feb 2026 21:13:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>ส่งออกเดือน ม.ค.69 มูลค่า 31,573.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 24.4% ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ ขยายตัว 19 เดือนติด ได้แรงหนุนสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ การนำเข้ามูลค่า 34,876.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 29.4% ทำสถิติสูงสุดเช่นกัน จากการนำเข้าวัตถุดิบ สินค้าทุน เครื่องจักร ประเมินภาษีสหรัฐฯ ที่ลดลง ทำสหรัฐฯ สั่งซื้อสินค้าเพิ่ม แต่ไทยจะไม่ได้เปรียบคู่แข่ง ส่วนการเจรจาการค้าต้องเดินต่อ เพื่อรับมือสหรัฐฯ แก้เกมขาดดุลการค้า &ldquo;สุนันทา&rdquo;สั่งทูตพาณิชย์เดินหน้าขยายตลาดต่อ</strong><br />
<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกของไทย เดือน ม.ค.2569 มีมูลค่า 31,573.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 24.4% ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 19 ติดต่อกัน และมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์อีกครั้ง นับจากเดือน พ.ค.2568 ที่ทำสถิติสูงสุดที่ 31,044.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 980,744 ล้านบาท การนำเข้ามีมูลค่า 34,876.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 29.4% สูงสุดเป็นประวัติศาสตร์เช่นเดียวกัน คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 1,097,445 ล้านบาท ขาดดุลการค้า 3,303.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 116,700 ล้านบาท<br />
<br />
ทั้งนี้ การส่งออกเดือน ม.ค.2569 ที่เพิ่มขึ้น ได้แรงหนุนจากวัฏจักรขาขึ้นของสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ที่เติบโตตามการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีเอไอ และดาต้า เซ็นเตอร์ สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์ และส่วนประกอบ ยังคงขยายตัวในระดับสูง สินค้าเกษตรและอาหารแปรรูป อาทิ ทุเรียน มังคุด ข้าวหอมมะลิ และกุ้งแช่แข็ง กลับมาขยายตัวได้ดี และการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่เป็นสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป ที่นำเข้ามาผลิตเพื่อส่งออก สินค้าทุนและเครื่องจักร ที่การนำเข้าได้เปรียบจากเงินบาทแข็งค่า<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับรายละเอียดการส่งออก สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ลด 1.8% โดยสินค้าเกษตร ลด 1.8% และสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร ลด 1.7% โดยมีสินค้าสำคัญที่ลดลง ได้แก่ ยางพารา ข้าว อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป และน้ำตาลทราย ส่วนสินค้าสำคัญที่ขยายตัว ได้แก่ ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง ไก่แปรรูป อาหารสัตว์เลี้ยง ผลไม้กระป๋องและแปรรูป ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ และกุ้งสด แช่เย็น แช่แข็ง &nbsp;</p>

<p>ส่วนสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 29.8% โดยสินค้าสำคัญที่ขยายตัว ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ แผงสวิตซ์และแผงควบคุมกระแสไฟฟ้า และสินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ ผลิตภัณฑ์ยาง เม็ดพลาสติก เครื่องรับวิทยุ โทรทัศน์และส่วนประกอบ เครื่องนุ่งห่ม<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทางด้านตลาดส่งออก ขยายตัวระดับสูงและครอบคลุมเกือบทุกตลาดสำคัญ โดยตลาดหลัก เพิ่ม 24.1% โดยขยายตัวต่อเนื่องในตลาดสหรัฐฯ 43.1% จีน 35.1% ญี่ปุ่น 2.7% สหภาพยุโรป (27 ประเทศ) 17.8% และอาเซียน (5 ประเทศ) 29.8% แต่หดตัวในตลาด CLMV 8.7% ตลาดรอง เพิ่ม 22.7% โดยขยายตัวในตลาดเอเชียใต้ 11.1% ทวีปออสเตรเลีย 97.8% ตะวันออกกลาง 13.7% และลาตินอเมริกา 13.9% รัสเซียและกลุ่ม CIS 2.7% และสหราชอาณาจักร 11.0% ขณะที่ทวีปแอฟริกา ลด 3.6% และตลาดอื่น ๆ เพิ่ม 50.7%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายนันทพงษ์กล่าวว่า สำหรับผลจากการที่ศาลสูงสหรัฐฯ สั่งยกเลิกการเก็บภาษีต่างตอบแทนของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แต่นายทรัมป์ ได้ประกาศขึ้นภาษีใหม่เป็น 10% ต่อด้วย 15% ผลบวกในเบื้องต้น คือ ต้นทุนผู้นำเข้าสหรัฐฯ ลดลง ราคาสินค้าปลายทางลดลง ทำให้ผู้บริโภคในสหรัฐฯ มีกำลังซื้อมากขึ้น ส่งผลดีต่อการนำเข้าสินค้าที่จะเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มอาหาร เช่น ไก่ อาหารทะเล และผลไม้กระป๋อง แต่ในทางกลับกัน คู่แข่งของไทยที่เคยเจอภาษีสูง ภาษีก็จะลดลงมาเท่ากันทุกประเทศ ก็จะเป็นคู่แข่งสำคัญ และยังมีปัญหาค่าเงินบาทที่แข็งค่า จะเป็นตัวฉุดขีดความสามารถ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม แม้อัตราภาษีนำเข้าจะลดลงจากเดิม แต่กระทรวงพาณิชย์จะมีการเจรจากับสหรัฐฯ ต่อเนื่อง เพื่อติดตามดูว่าสหรัฐฯ จะมีมาตรการใดกับไทย เพราะสหรัฐฯ ยังคงขาดดุลการค้ากับไทย ซึ่งอาจจะมีมาตรการขึ้นภาษีในบางรายการ ทำให้ไทยต้องอยู่ในเวทีเจรจาต่อไป ส่วนประเด็นการลดภาษี การเปิดตลาดสินค้าต่าง ๆ ให้กับสหรัฐฯ ก็ต้องมาพิจารณาต่อว่าจะดำเนินการอย่างไร รวมทั้งต้องจับตาสหรัฐฯ จะมีการใช้ภาษีตอบโต้ทางการค้าเพิ่มขึ้นอีกหรือไม่<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า กรมยังจับตาการส่งออกอย่างใกล้ชิด แม้ว่าตัวเลขจะสูง แต่ก็ยังไม่สบายใจ เพราะไม่รู้ว่าวัฏจักรนี้จะจบเมื่อไร ซึ่งกรมจะหาทางบุกเจาะตลาดต่อ เพราะภาษีสหรัฐฯ ที่ลดลง ทุกคนได้เท่ากัน จะหยุดขยายตลาดไม่ได้ โดยได้สั่งการให้ทูตพาณิชย์เร่งหาโอกาสใหม่ ๆ ในตลาดที่ดูแล ทั้งสินค้าและบริการที่ไทยมีโอกาส ให้ส่งข้อมูลกับมา จะได้พูดคุยหารือกับผู้ส่งออก เพื่อดูโอกาสไปช่วงชิงได้ยังไง และเฉพาะสหรัฐฯ ที่เป็นตลาดสำคัญ ก็จะมีมาตรการเพิ่มเติมอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งล่าสุดได้เชิญผู้นำเข้ารายใหญ่สหรัฐฯ มาไทย เพื่อเจรจาธุรกิจกับผู้ส่งออกไทย</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20260223b5d5b3f6c218738effeca534aee52118211341.jpg' type='image/jpg' length='192151' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ส่งออกอัญมณีปี 68 พุ่ง 41.33% เฉพาะทองโต 48.51% จากการเก็งกำไรราคา]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/147452</link>
<guid isPermaLink="false">82016f37152f85e80adc44ea7a1923fe</guid>
<pubDate>Tue, 10 Feb 2026 11:23:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>ส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ธ.ค.68 มูลค่า 732.92 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลด 26.47% หากรวมทองคำ เพิ่ม 27.52% และรวมทั้งปี 68 ส่งออกไม่รวมทองคำ เพิ่ม 41.33% รวมทองคำ เพิ่ม 44.75% เผยเฉพาะทองปี 68 ขายได้สูงถึง 13,006.31 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 48.51% จากการเก็งกำไรราคาในตลาดโลก คาดปี 69 มีความท้าทายจากการค้าโลกผันผวน ภูมิรัฐศาสตร์ แต่จะได้การเจรจาการค้า FTA มาช่วยสร้างโอกาส แนะใช้เทคโนโลยีดิจิทัล AI ช่วยทำธุรกิจ ลดเสี่ยงราคาวัตถุดิบ</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT เปิดเผยว่า การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ไม่รวมทองคำ เดือน ธ.ค.2568 มีมูลค่า 732.92 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 26.47% กลับมาลดลงครั้งแรก หลังจากที่ขยายตัวต่อเนื่อง 13 เดือน หากรวมทองคำ มีมูลค่า 1,838.95 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 27.52% และการส่งออกรวมทั้งปี 2568 (ม.ค.-ธ.ค.) ไม่รวมทองคำ มูลค่า 13,586.84 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 41.33% รวมทองคำ มูลค่า 26,593.14 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 44.75%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ การส่งออกเฉพาะทองคำในเดือน เดือน ธ.ค.2568 มีมูลค่า 1,106.02 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 148.38% จากการเก็งกำไรราคาทองคำที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากได้รับแรงกดดันจากการอ่อนของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ความไม่แน่นอนจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ การซื้อสะสมของธนาคารกลางทั่วโลก และความไม่แน่นอนของนโยบายหลายประเทศ ส่งผลให้ทั้งปี 2568 การส่งออกทองคำมีมูลค่าสูงถึง 13,006.31 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 48.51% มีสัดส่วน 48.91% ของการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับทั้งหมด &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทางด้านตลาดส่งออกสำคัญ ฮ่องกงเพิ่ม 5.23% เยอรมนี เพิ่ม 12.35% สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพิ่ม 111.84% สหราชอาณาจักร เพิ่ม 33.99% อิตาลี เพิ่ม 8.33% ญี่ปุ่น เพิ่ม 16.62% สวิตเซอร์แลนด์ เพิ่ม 2.77% ส่วนสหรัฐฯ ลด 0.71% จากการที่ผู้นำเข้าได้เร่งนำเข้าก่อนหน้านี้ และเบลเยียม ลด 19.37%</p>

<p>ส่วนการส่งออกสินค้า เครื่องประดับเงิน เพิ่ม 31.56% เครื่องประดับทอง เพิ่ม 15.25% เครื่องประดับแพลทินัม เพิ่ม 601.77% แพลทินัม เพิ่ม 369.33% พลอยเนื้อแข็งเจียระไน เพิ่ม 8.48% เครื่องประดับเทียม เพิ่ม 10.14% ส่วนพลอยก้อน ลด 2.71% พลอยเนื้ออ่อนเจียระไน ลด 13.06% เพชรก้อน ลด 41.86% เพชรเจียระไน ลด 20.99%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายสุเมธกล่าวว่า ในปี 2569 กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ประมาณการจีดีพีโลกที่ 3.1&ndash;3.3% และมีความท้าทายจากความผันผวนของระบบการค้าโลก โดยเฉพาะความไม่แน่นอนจากนโยบายกีดกันทางการค้า และภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งจะกดดันการส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับของไทย ส่วนแรงหนุนการส่งออก มาจากการเจรจาการค้าและ FTA ที่จะช่วยเปิดประตูการค้าใหม่ใหกับผู้ประกอบการ ลดอุปสรรคการค้า และเพิ่มโอกาสในการส่งออก และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น หนุนการจำหน่ายอัญมณีและเครื่องประดับในประเทศ และสร้างการรับรู้และแบรนด์ไทยในระดับสากล<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับปี 2569 ผู้ประกอบการควรเร่งปรับตัวด้านเทคโนโลยีและดิจิทัล โดยเฉพาะการนำ AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ ควบคู่กับการบริหารต้นทุน และกระจายความเสี่ยงห่วงโซ่อุปทานจากความผันผวนของโลจิสติกส์และวัตถุดิบ ควรเฝ้าระวังความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายการค้าโลก ซึ่งอาจกระทบการส่งออกและการลงทุน พร้อมทั้งเตรียมรับแรงกดดันจากมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น รวมถึงความผันผวนของตลาดการเงินและต้นทุนทางการเงินโดยรวม ซึ่งจะเป็นปัจจัยชี้ขาดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในระยะต่อไป<br />
<br />
นอกจากนี้ ความผันผวนรุนแรงของราคาทองคำและโลหะมีค่า ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตและราคา การปรับตัวจากการขายตามน้ำหนัก มาเป็นการขายคุณค่าและนวัตกรรม จะช่วยให้อัญมณีและเครื่องประดับไทยยังคงเปล่งประกายได้ในเวทีการค้าที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/2026021084bc78c42c4cea7792d38a5f68a3d372112411.jpg' type='image/jpg' length='273885' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”เผยส่งออกมันสำปะหลังปี 68 ทะลุเป้า 8.25 ล้านตัน เพิ่ม 26.53%]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/144917</link>
<guid isPermaLink="false">b88d9beaad6018b576416095b2523049</guid>
<pubDate>Mon, 26 Jan 2026 17:41:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าต่างประเทศเผยส่งออกมันสำปะหลังทั้งปี 68 ทำได้เกินเป้าทะลุถึง 8.25 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 26.53% ได้แรงหนุนจากการขยายตลาดเชิงรุก ผ่านการจัดคณะผู้แทนการค้า การจัดประชุมสัมมนามันสำปะหลังโลก และการผลักดันมันเส้นเข้าสู่อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ยันปี 69 เดินหน้าขยายตลาดมันสำปะหลังต่อเนื่อง</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกสินค้ามันสำปะหลังในปี 2568 (ม.ค.-ธ.ค.) มีปริมาณ 8.25 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 26.53% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีการส่งออกเพียง 6.52 ล้านตัน เกินกว่าเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้ที่ 7.50 ล้านตัน หรือสูงกว่าเป้าหมายประมาณ 10% ซึ่งเป็นผลจากการขับเคลื่อนกิจกรรมเชิงรุกในการขยายตลาดไปยังประเทศและภูมิภาคใหม่ที่มีศักยภาพ ควบคู่กับการรักษาตลาดหลักที่ทำอย่างต่อเนื่อง ทำให้การส่งออกมันสำปะหลังของไทยมีการขยายตัวได้อย่างชัดเจน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ การส่งออกมันสำปะหลังทั้งปี 2568 นั้น พบว่า มีการส่งออกมันเส้นและมันอัดเม็ดเพิ่มสูงขึ้นถึง 4.09 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 95% จากปี 2567 ที่มีการส่งออกมันเส้นและมันอัดเม็ดเพียง 2.09 ล้านตัน ส่งผลเชิงบวกต่อภาพรวมการส่งออกสินค้ามันสำปะหลังของไทยอย่างมีนัยสำคัญ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับการส่งออกมันสำปะหลังที่เพิ่มขึ้น เป็นผลจากการดำเนินกิจกรรมขยายตลาดส่งออกอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี 2568 ทั้งในรูปแบบการจัดคณะผู้แทนการค้าเชิงรุก (Outgoing mission) และการต้อนรับผู้แทนจากต่างประเทศ (Incoming mission) เช่น การจัดคณะผู้แทนภาครัฐและเอกชนไทยเดินทางไปขยายตลาดการค้ามันสำปะหลัง ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน ซาอุดีอาระเบีย ญี่ปุ่น และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์</p>

<p>นอกจากนี้ กรมได้จัดงานประชุมสัมมนามันสำปะหลังโลก ปี 2568 (World Tapioca Conference 2025 : WTC 2025) ซึ่งนับเป็นเวทีความร่วมมือระดับนานาชาติที่สำคัญ โดยเป็นการรวมตัวระหว่างผู้ซื้อและผู้ใช้มันสำปะหลังจากหลากหลายภูมิภาคทั่วโลกเข้าร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลและเชื่อมโยงเครือข่ายทางการค้าอย่างเป็นรูปธรรม<br />
<br />
&ldquo;การกิจกรรมขยายตลาดส่งออกทั้ง 2 รูปแบบข้างต้น ได้จัดให้มีการลงนามสัญญาการซื้อขาย (Purchasing Order) และบันทึกความเข้าใจ (MOU) ทำให้สามารถสร้างความต้องการล่วงหน้าได้ให้กับสินค้ามันสำปะหลังของไทยได้มากถึง 2.46 ล้านตัน ซึ่งมีส่วนสำคัญในการกระตุ้นตลาดเดิมควบคู่กับการเปิดตลาดใหม่ ส่งผลให้การส่งออกสินค้ามันสำปะหลังของไทยขยายตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการผลักดันการส่งออกมันเส้นและมันอัดเม็ดไปยังตลาดอาหารสัตว์ของจีนและซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นตลาดหลักและตลาดใหม่ที่มีศักยภาพที่มีขนาดใหญ่สามารถรองรับมันสำปะหลังจากไทยได้อีกจำนวนมากในอนาคต&rdquo;นางอารดากล่าว<br />
<br />
นางอารดากล่าวว่า นอกเหนือจากความสำเร็จในการผลักดันตลาดส่งออกมันสำปะหลังไทยดังกล่าว ในปี 2568 กรมยังได้ดำเนินภารกิจในด้านการกำกับดูแลการนำเข้ามันสำปะหลังควบคู่ไปด้วยกันอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันไม่ให้สินค้ามันสำปะหลังที่ไม่มีคุณภาพเข้ามาสร้างผลกระทบต่อผู้ประกอบการและเกษตรกรไทย และรักษาเสถียรภาพราคามันสำปะหลังในประเทศ ประกอบกับสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลให้ตลอดทั้งปีมีการนำเข้าหัวมันสำปะหลังสดลดลงถึง 70%<br />
<br />
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าปริมาณการนำเข้าหัวมันสำปะหลังสดจะลดลง แต่ระดับราคาสินค้ามันสำปะหลังโดยรวมยังปรับตัวสูงขึ้นไม่มากนัก สาเหตุมาจากหลากหลายปัจจัย อาทิ ราคาข้าวโพดในตลาดโลก ปริมาณการใช้ในประเทศ อัตราแลกเปลี่ยน ตลอดจนความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกสินค้ามันสำปะหลังในปี 2568 ปรับตัวลดลงประมาณ 8.20% จาก 3,146.15 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 เป็น 2,888.26 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568<br />
<br />
สำหรับปี 2569 คาดว่า สินค้ามันสำปะหลังไทยจะเผชิญกับความไม่แน่นอนและปัจจัยท้าทายที่หลากหลาย แต่กรมจะยังคงเร่งเดินหน้าขับเคลื่อนการขยายตลาดส่งออกสินค้ามันสำปะหลังอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งแสวงหาตลาดใหม่ในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ เพื่อขยายฐานการส่งออกและสร้างความมั่นคงให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการไทยในระยะยาวต่อไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/202601263c58df51a63464f88d9e04cd041072d7174147.jpg' type='image/jpg' length='557476' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ปี 68 ต่างชาติลงทุนไทย 1,078 ราย นำเงินเข้า 3.24 แสนล้าน สูงสุดรอบ 5 ปี]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/144897</link>
<guid isPermaLink="false">d0942b1c58b5888260bd8b4686a527a4</guid>
<pubDate>Mon, 26 Jan 2026 17:13:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผยปี 68 ต่างชาติลงทุนไทยภายใต้ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว จำนวน 1,078 ราย เพิ่ม 13% นำเงินลงทุน 324,148 ล้านบาท เพิ่ม 42% สูงสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 5 ปี สะท้อนความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย ในฐานะฐานการผลิตและตลาดที่สำคัญในภูมิภาค สิงคโปร์แชมป์ลงทุนมากสุด ตามด้วยญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง สหรัฐฯ</strong><br />
<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เปิดเผยว่า ภาพรวมการลงทุนของชาวต่างชาติในไทยปี 2568 ภายใต้ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 มีจำนวน 1,078 ราย เพิ่มขึ้น 13% เป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 291 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 787 ราย มีมูลค่าเงินลงทุนรวม 324,148 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 42% สูงสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 5 ปี (2564-2568) สะท้อนนักลงทุนชาวต่างชาติมีความเชื่อมั่นในเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และเห็นว่าไทยเป็นฐานการผลิตและตลาดที่สำคัญในระดับภูมิภาค และมีการจ้างงานคนไทย 6,647 คน เพิ่มขึ้น 32%<br />
<br />
ทั้งนี้ ในปี 2564 มีการลงทุนรวม 8.28 หมื่นล้านบาท ปี 2565 ลงทุนรวม 1.28 แสนล้านบาท ปี 2566 ลงทุนรวม 1.27 แสนล้านบาท และปี 2567 ลงทุนรวม 2.28 แสนล้านบาท<br />
<br />
โดยชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ญี่ปุ่น 186 ราย คิดเป็น 17% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 85,688 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจบริการทางวิศวกรรมและเทคนิค เช่น การออกแบบชิ้นส่วนยานยนต์ การให้คำปรึกษาทางเทคนิคในการปรับปรุงกระบวนการผลิต เป็นต้น ธุรกิจบริการศูนย์กระจายสินค้าด้วยระบบที่ทันสมัย ธุรกิจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์ ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น เครื่องจักร ชิ้นส่วนยานพาหนะ ชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้า และชิ้นส่วนโลหะ เป็นต้น</p>

<p>2.สิงคโปร์ 167 ราย คิดเป็น 15% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 103,399 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจบริการ Data Center, Data Hosting ธุรกิจบริการสถานีบริการอัดประจุไฟฟ้าสำหรับยานพาหนะไฟฟ้า ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์โลหะและชิ้นส่วนโลหะขึ้นรูป Printed Circuit Board ชิ้นส่วนพลาสติก และชิ้นส่วนเครื่องจักร เป็นต้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
3.จีน 152 ราย คิดเป็น 14% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 35,046 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจแปรรูปไม้เพื่อการผลิตถ่านกัมมันต์ ธุรกิจบริการออกแบบทางวิศวกรรม จัดหาวัสดุอุปกรณ์ ก่อสร้าง ติดตั้งและทดสอบระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณูปโภคของโรงไฟฟ้าพลังงานลม ธุรกิจบริการทดสอบทางวิทยาศาสตร์ โดยเป็นการทดสอบชิ้นส่วนของอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตชิ้นส่วนพลาสติกสำหรับอุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ ผลิตภัณฑ์และชิ้นส่วนโลหะขึ้นรูป และเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ เป็นต้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
4.สหรัฐอเมริกา 148 ราย คิดเป็น 14% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 5,073 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจค้าปลีกสินค้า เช่น อิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร เครื่องมือ และอุปกรณ์ที่ใช้ในอุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และ เครื่องแต่งกาย เป็นต้น ธุรกิจกิจการโฆษณา ธุรกิจบริการออกแบบ พัฒนา ติดตั้ง และบำรุงรักษาซอฟต์แวร์ แพลตฟอร์ม ธุรกิจบริการรับจ้างผลิต เช่น&nbsp; เครื่องประดับหรือชิ้นส่วนเครื่องประดับที่ผลิตจากโลหะมีค่า ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับยานยนต์ DC Cable และโลหะผสมสำหรับผลิตเครื่องประดับ เป็นต้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
5.ฮ่องกง 113 ราย คิดเป็น 10% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 14,869 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจบริการออกแบบทางวิศวกรรม จัดหาวัสดุอุปกรณ์ ก่อสร้าง ติดตั้งและทดสอบระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานลม ธุรกิจบริการโทรคมนาคมแบบที่หนึ่ง ธุรกิจบริการ Data Center ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น พลาสติกคอมพาวด์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนโลหะขึ้นรูป และอุปกรณ์สำหรับเครื่องจักร เป็นต้น</p>

<p>นอกจากนี้ ยังพบว่า การลงทุนของต่างชาติที่เข้ามา ส่วนใหญ่มาจากการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สูงถึง 527 ราย คิดเป็น 49% ของจำนวนการอนุญาตทั้งหมด 1,078 ราย มูลค่าลงทุน 241,869 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติของรัฐบาล ที่มุ่งเน้นอุตสาหกรรมอนาคต (Future Industries) เช่น เทคโนโลยีขั้นสูง ดิจิทัล AI ยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาด และเกษตรอาหาร โดยประเภทธุรกิจที่ได้รับอนุญาตผ่านช่องทาง BOI สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1.ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์โลหะ/พลาสติก ชิ้นส่วนยานยนต์ เป็นต้น ซึ่งสนับสนุนการพัฒนา การผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูง 2.กิจการสนับสนุนการค้าและการลงทุน (TISO) ที่มีส่วนสำคัญในการเพิ่มบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางการลงทุนและโลจิสติกส์ในภูมิภาค 3.ธุรกิจบริการด้านคอมพิวเตอร์ เช่น พัฒนาซอฟต์แวร์ และ Data Center เป็นต้น โดยตรงกับเป้าหมายเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) และการพัฒนา Data Center และ AI Services<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า การลงทุนในจังหวัดพื้นที่ EEC ของนักลงทุนต่างชาติ ปี 2568 มีนักลงทุนต่างชาติสนใจลงทุนในพื้นที่ EEC 313 ราย คิดเป็น 29% ของจำนวนนักลงทุนต่างชาติในไทย เพิ่มขึ้น 4% มีมูลค่าการลงทุน 106,461 ล้านบาท คิดเป็น 33% ของเงินลงทุนทั้งหมด โดยเป็นนักลงทุนจากจีน 83 ราย ลงทุน 19,263 ล้านบาท ญี่ปุ่น 67 ราย ลงทุน 33,840 ล้านบาท สิงคโปร์ 46 ราย ลงทุน 23,238 ล้านบาท และประเทศอื่น ๆ 117 ราย ลงทุน 30,120 ล้านบาท โดยธุรกิจที่ลงทุน อาทิ ธุรกิจบริการทางวิศวกรรม โดยการออกแบบชิ้นส่วนยานยนต์ ธุรกิจบริการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ธุรกิจบริการพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อให้บริการดิจิทัล บริการ Data Center ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ ยางสังเคราะห์สำหรับอุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์โลหะและชิ้นส่วนโลหะขึ้นรูป และชิ้นส่วนยานพาหนะ เป็นต้น&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/202601266e9ae73876d95efe1c5d1def8f11b942171358.jpg' type='image/jpg' length='271620' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ส่งออกปี 68 พุ่ง 3.39 แสนล้านเหรียญ เพิ่ม 12.9% สูงสุด 4 ปี มูลค่าทุบประวัติศาสตร์]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/144916</link>
<guid isPermaLink="false">80957317252b0b2c46cf626ea76817e3</guid>
<pubDate>Mon, 26 Jan 2026 17:10:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>ส่งออกเดือน ธ.ค.68 มูลค่า 28,928.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 16.8% ขยายตัวต่อเนื่อง 18 เดือนติด รวมทั้งปี 68 มูลค่า 339,635 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 12.9% สูงสุดรอบ 4 ปี และทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ตั้งแต่มีการส่งออก ส่วนการนำเข้ามูลค่า 344,943 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 12.9% สูงสุด 3 ปี ทำนิวไฮเช่นเดียวกัน ประเมินปี 69 ขยายตัวติดลบ 3.1% ถึงบวก 1.1%</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกของไทย เดือน ธ.ค.2568 มีมูลค่า 28,928.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 16.8% ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 18 ติดต่อกัน คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 11,138,480 ล้านบาท การนำเข้ามีมูลค่า 29,280.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 18.8% ขาดดุลการค้า 352 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมการส่งออกทั้งปี 2568 (ม.ค.-ธ.ค.) มีมูลค่า 339,635 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 12.9% สูงสุดในรอบ 4 ปี และเป็นยอดการส่งออกที่ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ตั้งแต่มีการส่งออกมา การนำเข้ามูลค่า 344,943 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 12.9% สูงสุดในรอบ 3 ปี ทำสถิติสูงสุดเช่นเดียวกัน คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 11,448,766 ล้านบาท ขาดดุลการค้า 5,307.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 310,286 ล้านบาท<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับรายละเอียดการส่งออก สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร เพิ่ม 2.8% กลับมาขยายตัวในรอบ 5 เดือน โดยสินค้าเกษตร ลด 0.6% หดตัวต่อเนื่อง 5 เดือน สินค้าอุตสาหกรรมเกษตร เพิ่ม 6.8% กลับมาขยายตัวหลังจากหดตัวในเดือนก่อนหน้า โดยมีสินค้าสำคัญที่ขยายตัว ได้แก่ ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง อาหารสัตว์เลี้ยง ไก่แปรรูป ผลไม้กระป๋องและแปรรูป และไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ ส่วนสินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ ยางพารา ข้าว ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง เครื่องดื่ม และน้ำตาลทราย ทั้งนี้ ภาพรวมทั้งปี 2568 การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ลด 0.4%</p>

<p>ส่วนสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 20.3% ขยายตัวต่อเนื่อง 21 เดือน โดยมีสินค้าสำคัญที่ขยายตัว อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ แผงสวิตซ์และแผงควบคุมกระแสไฟฟ้า ส่วนสินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ สินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ เครื่องรับวิทยุ โทรทัศน์และส่วนประกอบ ทั้งนี้ ภาพรวมทั้งปี 2568 การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 17.4%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทางด้านตลาดส่งออกขยายตัวเกือบทุกตลาด โดยตลาดหลัก เพิ่ม 19.2% จากการขยายตัวต่อเนื่องในตลาดสหรัฐฯ 54.3% สหภาพยุโรป (27) 17.2% และอาเซียน (5) 13.1% จีน 4.4% และญี่ปุ่น 8.6% ส่วนตลาด CLMV ลด 11.4% ตลาดรอง เพิ่ม 7.9% โดยขยายตัวในตลาดทวีปออสเตรเลีย 30.2% ตะวันออกกลาง 20.5% ทวีปแอฟริกา 13.1% และลาตินอเมริกา 18.6% ส่วนเอเชียใต้ ลด 14.3% รัสเซียและกลุ่ม CIS ลด 21.7% และสหราชอาณาจักร ลด 12.8% และตลาดอื่น ๆ เพิ่ม 176% โดยทั้งปี 2568 ไทยได้ดุลการค้ากับสหรัฐฯ 51,361.4 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ขาดดุลการค้ากับจีน 67,892.8 ล้านเหรียญสหรัฐ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายนันทพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกในปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวชะลอลง จากมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ ทั้งมาตรการเดิมและมาตรการใหม่ที่เริ่มส่งผลกระทบชัดเจนขึ้น รวมถึงการปรับเปลี่ยนระเบียบการค้าโลกท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรง ซึ่งส่งผลกระทบต่อโครงสร้างการผลิตและการค้าโลก ตลอดจนทิศทางการแข็งค่าของเงินบาท โดยประเมินว่า การส่งออกทั้งปีจะขยายตัวติดลบ 3.1% หากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์รุนแรง เงินบาทยังแข็งค่า&nbsp;ถึงเป็นบวก 1.1% หากเศรษฐกิจฟื้น ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ไม่รุนแรง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม การส่งออกไทยยังมีปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวของอุปสงค์ในกลุ่มสินค้าเทคโนโลยีและ AI ประเด็นด้านความมั่นคงทางอาหาร และการเติบโตของตลาดเกิดใหม่ อาทิ อินเดีย ลาตินอเมริกา และเอเชียกลาง ประกอบกับการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีภายใต้ความตกลง FTA ฉบับใหม่ที่จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในปีนี้ โดยกระทรวงพาณิชย์จะติดตามสถานการณ์และมาตรการทางการค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อแก้ไขอุปสรรคอย่างทันท่วงทีและเสริมสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ส่งออกไทยในระยะยาวต่อไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20260126ff7e5ebe4585ebc2af344514e82e9db9174054.jpg' type='image/jpg' length='193704' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[น้ำมันลงต่อเนื่อง ฉุดดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนน ไตรมาส 4 ปี 68 ลด 0.1%]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/143456</link>
<guid isPermaLink="false">3de0bfd6358711f739d2cfc12beea56d</guid>
<pubDate>Mon, 19 Jan 2026 00:45:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>สนค.เผยดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนน ไตรมาส 4 ปี 68 ลดลง 0.1% ลดต่อเนื่อง 2 ไตรมาส เหตุราคาน้ำมันดีเซลลดลง มีการแข่งขันรุนแรง ทำให้มีการตัดราคากัน ส่วนค่าดัชนีทั้งปี 68 เพิ่ม 0.6% คาดแนวโน้มไตรมาส 1 ปี 69 จะทรงตัวหรือปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อย แนะผู้ประกอบการปรับตัวมุ่งสู่การใช้พลังงานทางเลือก พลังงานสะอาด ภาครัฐต้องหนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ผลักดันรวมกลุ่ม &nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนน ไตรมาสที่ 4 ปี 2568 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2567 ปรับตัวลดลง 0.1% ลดลงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 2 เนื่องจากมีสาเหตุสำคัญจากการลดลงของราคาน้ำมันดีเซล ตามสถานการณ์พลังงานในตลาดโลก และมีการแข่งขันที่รุนแรงในภาคการขนส่ง ทำให้มีการตัดราคาในตลาดการขนส่งสินค้าทั่วไป ส่วนดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนน โครงสร้างแบ่งตามกิจกรรมการผลิต เฉลี่ยทั้งปี 2568 เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 สูงขึ้น 0.6%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยรายละเอียดดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนนที่ลดลง มาจากการลดลงของหมวดผลิตภัณฑ์เกษตรกรรมและการประมง 0.3% จากการลดลงของผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร หมวดผลิตภัณฑ์จากเหมือง ลด 0.2% จากการลดลงของผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่ได้จากการทำเหมือง และถ่านหินและลิกไนต์ และหมวดผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ลด 0.1% จากการลดลงของเครื่องจักรและเครื่องมือ ผลิตภัณฑ์อาหาร และผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นปิโตรเลียม &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนน โครงสร้างแบ่งตามประเภทรถ ไตรมาสที่ 4 ลด 0.3% โดยเป็นการลดลงของประเภทรถที่บริการขนส่งสินค้าเกือบทุกประเภท ได้แก่ รถกระบะบรรทุก ลด 0.2% รถตู้บรรทุก ลด 0.3% รถบรรทุกของเหลว และรถบรรทุกวัสดุอันตราย ลด 1.3% รถบรรทุกเฉพาะกิจ ลด 0.9% และรถพ่วง ลด 0.3% สำหรับรถกึ่งพ่วงบรรทุกวัสดุยาว ดัชนีราคาโดยเฉลี่ยไม่เปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ ดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนน โครงสร้างแบ่งตามประเภทรถ เฉลี่ยทั้งปี 2568 สูงขึ้น 0.4%</p>

<p>นายนันทพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนน ไตรมาสที่ 1 ปี 2569 คาดว่า จะทรงตัวหรือปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อย โดยมีปัจจัยสนับสนุนที่จะส่งผลให้ดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนนปรับตัวสูงขึ้น ได้แก่ อุปสงค์ในการขนส่งสินค้าเกษตรตามฤดูกาล โดยในช่วงไตรมาสแรกเป็นฤดูกาลเก็บเกี่ยวและกระจายผลผลิตทางการเกษตรสำคัญ เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กระเทียม หอมแดง และมันสำปะหลัง เป็นต้น ซึ่งจะส่งผลให้ความต้องการใช้รถบรรทุกเพิ่มขึ้น และราคาค่าบริการในเส้นทางหลักอาจปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกตลาด ประกอบกับปัญหาการขาดแคลนพนักงานขับรถบรรทุกที่มีทักษะ อาจสะท้อนออกมาในรูปของค่าบริการที่ปรับเพิ่มขึ้น<br />
<br />
อย่างไรก็ตาม หากราคาน้ำมันดีเซลในตลาดโลกปรับตัวลดลงจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว อาจทำให้ดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนนทรงตัวหรือลดลงได้ และการเข้ามาของผู้ประกอบการโลจิสติกส์รายใหม่ที่เน้นการตัดราคาเพื่อแย่งส่วนแบ่งทางการตลาด อาจกดดันให้ราคาค่าบริการไม่สามารถปรับขึ้นตามต้นทุนที่แท้จริง<br />
<br />
นายนันทพงษ์กล่าวว่า ภาคการขนส่งของประเทศไทยในขณะนี้ กำลังเผชิญกับช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างที่สำคัญ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว การดำเนินนโยบายด้านโลจิสติกส์ในระยะต่อไปจึงไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการรักษาเสถียรภาพด้านราคา แต่ต้องมุ่งเน้นไปที่การสร้างระบบนิเวศโลจิสติกส์ที่มีความยืดหยุ่น คุ้มค่า และมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการเร่งรัดการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทางเลือกหรือพลังงานสะอาด เพื่อให้สอดรับกับแนวทางการเข้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน และการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเชื่อมโยงการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ<br />
<br />
ขณะเดียวกัน ภาครัฐควรมุ่งเน้นนโยบายสนับสนุนกลุ่มผู้ประกอบการขนส่งขนาดกลางและขนาดย่อมให้สามารถปรับตัว เพื่อการเปลี่ยนผ่านได้อย่างรวดเร็วผ่านมาตรการต่าง ๆ เช่น ส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ มาตรการลดหย่อนภาษี การฝึกอบรมด้านการบริหารจัดการต้นทุน รวมถึงการส่งเสริมการรวมกลุ่มพันธมิตรโลจิสติกส์เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองในห่วงโซ่อุปทาน เพื่อเป็นการสร้างเกราะป้องกันความผันผวนของต้นทุนพลังงาน และยกระดับมาตรฐานโลจิสติกส์ไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนและมั่นคง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20260119b03f6ee7b97cc4e314de2f06b3a3361e004542.jpg' type='image/jpg' length='460979' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ส่งออกอัญมณี พ.ย.68 พุ่ง 76.73% บวก 13 เดือนติด รวม 11 เดือนโต 49.17%]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/142803</link>
<guid isPermaLink="false">1fa07762629a6e9ecc12ed21e689bd22</guid>
<pubDate>Tue, 13 Jan 2026 21:56:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>ส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ พ.ย.68 มูลค่า 1,461.04 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 76.73% บวกต่อเนื่อง 13 เดือนติด หากรวมทองคำ เพิ่ม 18.73% ยอด 11 เดือน ปี 68 ไม่รวมทองคำ เพิ่ม 49.17% รวมทองคำ เพิ่ม 46.22% เผยเฉพาะทองคำส่งออกเดือน พ.ย.ลด 51.15% แม้ราคาตลาดโลกพุ่งทำนิวไฮ เหตุราคาผันผวนแรง ส่วนผลกระทบภาษีสหรัฐฯ ตอนนี้ยังไม่มี แต่ต้องจับตาระยะต่อไป หลังเศรษฐกิจหลายประเทศเริ่มกระทบ และบาทแข็ง ทำขีดแข่งขันลด</strong><br />
<br />
นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT เปิดเผยว่า การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ไม่รวมทองคำ เดือน พ.ย.2568 มีมูลค่า 1,461.04 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 76.73% ขยายตัวเป็นบวกต่อเนื่อง 13 เดือนติดต่อกัน หากรวมทองคำ มูลค่า 1,796.17 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 18.73% และการส่งออกรวม 11 เดือนของปี 2568 (ม.ค.-พ.ย.) ไม่รวมทองคำ มูลค่า 12,853.91 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 49.17% รวมทองคำ มูลค่า 24,754.20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 46.22%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ การส่งออกเฉพาะทองคำในเดือน เดือน พ.ย.2568 มูลค่า 335.14 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 51.15% เพราะตลาดทองคำมีความผัวผวนจากราคาทองคำตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น และทำสถิติราคานิวไฮต่อเนื่อง จากการที่คนหันหาสินทรัพย์ปลอดภัย ทำให้การเก็งกำไรทองคำในช่วงนี้มีความเสี่ยง การส่งออกจึงชะลอตัวลง ส่วนยอดรวมส่งออกทองคำ 11 เดือน มีมูลค่า 11,900.29 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 43.16% จากการที่มีการส่งออกไปเก็งกำไรราคาทองคำ ที่ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงก่อนหน้านี้ &nbsp;</p>

<p>ทางด้านตลาดส่งออกสำคัญ ฮ่องกงเพิ่ม 3.43% เยอรมนี เพิ่ม 9.13% สหราชอาณาจักร เพิ่ม 35.02% สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพิ่ม 90.38% อิตาลี เพิ่ม 6.94% ญี่ปุ่น เพิ่ม 16.09% สวิตเซอร์แลนด์ เพิ่ม 0.11% ส่วนสหรัฐฯ กลับมาติดลบ 0.29% จากการที่ผู้นำเข้าได้เร่งนำเข้าก่อนหน้านี้ และเบลเยียม ลด 20.37%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนการส่งออกสินค้า แพลทินัม เพิ่ม 2,754.13% จากการส่งออกไปอินเดียเมื่อช่วงต้นปีเกือบทั้งหมด เครื่องประดับเงิน เพิ่ม 35.32% เครื่องประดับทอง เพิ่ม 12.24% เครื่องประดับแพลทินัม เพิ่ม 712.28% พลอยเนื้อแข็งเจียระไน เพิ่ม 8.81% เครื่องประดับเทียม เพิ่ม 10.53% ส่วนพลอยเนื้ออ่อนเจียระไน ลด 14.42% เพชรก้อน ลด 44.33% เพชรเจียระไน ลด 23.13%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายสุเมธกล่าวว่า การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับของไทย ยังคงเติบโตได้ต่อเนื่อง เพราะสถานการณ์ความตรึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-จีนผ่อนคลายลง ปัจจุบันหลายประเทศมีคำสั่งซื้อเข้ามาต่อเนื่อง ต้นทุนการผลิตของไทยต่ำกว่าประเทศอื่น และระดับภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่เริ่มบังคับใช้ 7 ส.ค.2568 ไทยถูกจัดเก็บใกล้เคียงกับภูมิภาค แต่ต่ำกว่าจีนและอินเดีย ทำให้สินค้าไทยแข่งขันได้ในตลาดสหรัฐฯ ส่วนปัญหาการซัตดาวน์ในสมัยที่สองของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แม้จะยุติลงแล้ว แต่ก็ได้ส่งผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคสหรัฐฯ ซึ่งต้องจับตาดูในระยะต่อไป<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าทิศทางการส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับจะยังคงขยายตัว แต่ต้องจับตามปัจจัยเสี่ยงจากภาษีสหรัฐฯ ที่บังคับใช้เต็มรูปแบบมาระยะหนึ่งแล้ว และส่งผลให้เศรษฐกิจของหลายประเทศชะลอตัวลง ทำให้ความต้องการสินค้าฟุ่มเฟือยลดลง รวมไปถึงเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจคู่ค้าชะลอตัวลง ขณะที่เงินบาทที่แข็งค่า มีส่วนทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยลดลง โดยผู้ประกอบการไทยจะต้องเร่งปรับตัว ใช้ช่องทางออนไลน์ในการขายสินค้า และนำเอไอมาใช้เป็นเครื่องมือขายสินค้า เพื่อสนับสนุนงานหลังบ้าน การวิเคราะห์ข้อมูลตลาด การบริหารซัปพลายเชน และการสื่อสารขั้นต้น แต่สุดท้ายการซื้อขายอัญมณีและเครื่องประดับ ยังคงต้องอาศัยมนุษย์เป็นศูนย์กลาง เพราะเป็นสินค้าที่มีมูลค่าสูง และผูกพันกับอารมณ์ ความเชื่อมั่น และความมั่นใจในแบรนด์ ซึ่งผู้ประกอบการไม่ควรละเลย</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/202601136b3715d5a193a24ae9a6a280c4edc4e0215625.jpg' type='image/jpg' length='235793' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ส่งออกข้าว-มัน ปี 68 ทะลุเป้า คาดปี 69 ข้าวแข่งดุ บาทแข็งฉุด แต่มันยังดี]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/140749</link>
<guid isPermaLink="false">c4439c53a8f7f09468fdded0c8082e69</guid>
<pubDate>Fri, 26 Dec 2025 23:50:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าต่างประเทศเผยส่งออกข้าวไทย 11 เดือนปี 68 มีปริมาณ 7.29 ล้านตัน คาดทั้งปีทะลุเป้า 7.5 ล้านตัน น่าจะทำได้ 7.88 ล้านตัน มีลุ้นถึง 8 ล้านตัน ส่วนปี 69 ตั้งเป้าแค่ 7 ล้านตัน เหตุแข่งขันสูง อินเดียระบายสต๊อก คู่ค้าชะลอนำเข้า และบาทแข็ง ทำข้าวไทยแพงและแข่งขันได้ลดลง ส่วนมันสำปะหลัง ส่งออกทะลุเป้าแล้ว 7.83 ล้านตัน คาดปี 69 ยังขายดีต่อเนื่อง</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกข้าวไทยช่วง 11 เดือน ปี 2568 (ม.ค.-พ.ย.) มีปริมาณ 7.29 ล้านตัน ลดลง 21% มูลค่า 4,162 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 30% หรือประมาณ 136,823 ล้านบาท คาดว่า ทั้งปีจะส่งออกได้ประมาณ 7.88 ล้านตัน เกินไปจากเป้าที่ตั้งไว้ที่ 7.5 ล้านตัน และอาจจะทำได้ถึง 8 ล้านตัน หากเรือที่ส่งมอบออกไปได้ไว ส่วนปี 2569 ได้หารือกับภาคเอกชนแล้ว ประเมินว่าจะส่งออกได้ประมาณ 7 ล้านตัน เพราะยังมีความท้าทายสูงมาก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยการส่งออกข้าวในปี 2569 ที่ตั้งเป้าลดลง เพราะตลาดข้าวโลกยังมีการแข่งขันสูงจากผลผลิตข้าวที่เพิ่มขึ้น การระบายสต็อกข้าวปริมาณมากของอินเดีย ความต้องการนำเข้าข้าวของคู้ค้าสำคัญ เช่น อินโดนีเซีย มีแนวโน้มลดลง ปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนค่าขนส่ง และการแข็งค่าของเงินบาท ที่ทำให้ราคาข้าวไทยแข่งขันกับคู่แข่งได้ลดลง ซึ่งได้กระทบมาตั้งแต่ต้นปี 2568 แล้ว และจะยังต่อเนื่องไปจนถึงปี 2569 หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่เข้ามาดูแลให้เงินบาทอยู่ในระดับที่เหมาะสม</p>

<p>อย่างไรก็ตาม กรมมีแผนที่จะผลักดันการส่งออกข้าวไทย ประกอบด้วยการผลักดันการซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) กับจีน ที่ตกลงไว้ที่ 5 แสนตัน โดยขณะนี้ตกลงกันแล้ว 1 แสนตัน อยู่ระหว่างการเสนอราคา คาดว่าหลังปีใหม่จะสรุปได้ และเริ่มส่งมอบได้ทันทีหลังตกลงกันได้ และกำหนดเสร็จภายในเดือน มี.ค.2569 และที่เหลือภายในปี 2569 ซึ่งจะต้องเจรจารายละเอียดกันต่อไป ส่วนข้าวจีทูจีกับสิงคโปร์ 1 แสนตัน ขณะนี้ได้ทำการบ้านแล้ว และช่วงเดือน ม.ค.2569 จะเริ่มหารือกัน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ จะเร่งขยายตลาดข้าวขาวและข้าวนึ่งในตลาดที่มีศักยภาพ เช่น อิรัก ซาอุดีอาระเบีย ตะวันออกกลางและแอฟริกา ขยายตลาดข้าวประณีต เช่น เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ และสหรัฐฯ กระชับความสัมพันธ์และสร้างความเชื่อมั่นกับคู่ค้าสำคัญ อาทิ ฮ่องกง จีน สหรัฐฯ และแคนาดา การประชาสัมพันธ์ข้าวไทยผ่านงานแสดงสินค้านานาชาติ พร้อมเชื่อมโยงผู้นำเข้า&ndash;ผู้ส่งออกข้าว และโปรโมตข้าวไทยผ่านช่องทางออนไลน์ รณรงค์การบริโภคข้าวไทยร่วมกับร้านอาหาร หรือ Key Influencers ที่มีชื่อเสียง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับการส่งออกมันสำปะหลังในช่วง 11 เดือน มีปริมาณ 7.83 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 28.36% เกินไปกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 7.5 ล้านตัน มูลค่า 2,695.51 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 8.48% ซึ่งเป็นผลมาจากการดำเนินกิจกรรมเชิงรุกในการขยายตลาดไปยังประเทศและภูมิภาคใหม่ที่มีศักยภาพ ควบคู่กับการรักษาตลาดหลักเดิม เช่น การจัดคณะผู้แทนการค้าไปขายมันสำปะหลังที่จีน ซาอุดิอาระเบีย ญี่ปุ่น และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ การจัดงานประชุมสัมมนามันสำปะหลังโลก ปี 2568 ที่ขายมันได้กว่าหมื่นล้านบาท ส่วนปี 2569 คาดว่าการส่งออกจะขยายตัวได้ต่อเนื่อง โดยมีแผนไปขยายตลาดที่จีนตอนใต้ ญี่ปุ่น ทวีปอเมริกาเหนือ และทวีปยุโรป เพื่อผลักดันมันสำปะหลังเข้าสู่อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ อาหาร เคมี กาว และกระดาษ เป็นต้น<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20251226c9322b234d05d964f1288be1351c3148235117.jpg' type='image/jpg' length='211621' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ค้าชายแดน-ผ่านแดน พ.ย.ลด 4.5% เจอเมียนมาฉุด ยอดกัมพูชาเหลือ 0 บาท]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/140746</link>
<guid isPermaLink="false">1537fd1743a2a227c24b3aadd7e26e78</guid>
<pubDate>Fri, 26 Dec 2025 23:46:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าต่างประเทศเผยการค้าชายแดนและผ่านแดน เดือน พ.ย.68 มีมูลค่า 143,496 ล้านบาท ลด 4.5% เหตุยอดค้าชายแดนลดลง จากเมียนมาลด และกัมพูชาเหลือ 0 บาท แต่ค้าผ่านแดนไปจีน สิงคโปร์ เวียดนาม เพิ่มต่อเนื่อง รวม 11 เดือน มูลค่า 1.775 ล้านล้านบาท เพิ่ม 6.6% คาดปี 68 มูลค่าทะลุ 1.85 ล้านล้านบาท ส่วนปี 69 ตั้งเป้า 1.9 ล้านล้านบาท เพิ่ม 2.7%</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การค้าชายแดนและการค้าผ่านแดน เดือน พ.ย.2568 มีมูลค่า 143,496 ล้านบาท ลด 4.5% เป็นการส่งออก 68,339 ล้านบาท ลด 20.3% และการนำเข้า 75,156 ล้านบาท เพิ่ม 16.5% ขาดดุลการค้า 6,817 ล้านบาท ส่งผลให้ 11 เดือนของปี 2568 (ม.ค.-พ.ย.)&nbsp; การค้าชายแดนและการค้าผ่านแดนมีมูลค่า 1,775,566 ล้านบาท เพิ่ม 6.6% เป็นการส่งออก 981,928 ล้านบาท เพิ่ม 2.5% การนำเข้า 793,637 ล้านบาท เพิ่ม 12.2% ได้ดุลการค้า 188,291 ล้านบาท<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ การค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน 4 ประเทศ เดือน พ.ย.2568 มีมูลค่า 61,431 ล้านบาท ลด 25.5% &nbsp;เป็นการส่งออก 33,821 ล้านบาท ลด 34.6% การนำเข้า 27,610 ล้านบาท ลด 10.2% ได้ดุลการค้า 6,211 ล้านบาท โดยการค้าชายแดนกับมาเลเซียมีมูลค่าสูงสุด 23,199 ล้านบาท ลด 8.6% รองลงมา คือ สปป.ลาว 22,849 ล้านบาท ลด 4.3% และเมียนมา 15,383 ล้านบาท ลด 15.9% ส่วนกัมพูชา มูลค่า 0 บาท ลด 100% ซึ่งสินค้าส่งออกชายแดนสำคัญในเดือน พ.ย.2568 ได้แก่ น้ำมันดีเซล 3,191 ล้านบาท น้ำมันสำเร็จรูปอื่น ๆ 1,196 ล้านบาท และเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ อื่นๆ 1,191 ล้านบาท ทำให้ 11 เดือนของปี 2568 การค้าชายแดนมีมูลค่า 828,163 ล้านบาท ลด 7.9% เป็นการส่งออก 483,582 ล้านบาท ลด 12.4% และการนำเข้า 344,581 ล้านบาท ลด 0.8%</p>

<p>ส่วนการค้าผ่านแดนไปประเทศที่สาม เดือน พ.ย.2568 มีมูลค่า 82,064 ล้านบาท เพิ่ม 21.1% เป็นการส่งออก 34,518 ล้านบาท เพิ่ม 1.6% และการนำเข้า 47,546 ล้านบาท เพิ่ม 40.7% โดยการค้าผ่านแดนไปจีน มีมูลค่าสูงสุด 44,420 ล้านบาท เพิ่ม 19.2% รองลงมา คือ สิงคโปร์ และเวียดนาม มีมูลค่า 13,161 ล้านบาท เพิ่ม 48.6% และ 10,578 ล้านบาท เพิ่ม 80.2% ตามลำดับ ซึ่งสินค้าส่งออกผ่านแดนสำคัญในเดือน พ.ย.2568 ได้แก่ ฮาร์ด ดิสก์ ไดรฟ์ 7,321 ล้านบาท เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ อื่น ๆ 2,818 ล้านบาท และเครื่องรับโทรศัพท์และอุปกรณ์ 2,083 ล้านบาท ทำให้ 11 เดือนของปี 2568 การค้าผ่านแดนมีมูลค่า 947,403 ล้านบาท เพิ่ม 23.6% เป็นการส่งออก 498,347 ล้านบาท เพิ่ม 22.7% และการนำเข้า 449,056 ล้านบาท เพิ่ม 24.7%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;การค้าชายแดน หดตัวต่อเนื่อง เพราะได้รับผลกระทบจากการค้าไทย-กัมพูชา ที่ตอนนี้มูลค่าเหลือ 0 บาทแล้ว หลังจากที่มีปัญหาด้านความมั่นคง หากดูเฉพาะส่งออก ช่วง 11 เดือน ทำได้แค่ 7.2 หมื่นล้าน ซึ่งเป็นยอดส่งออกก่อนที่จะปิดด่านในเดือน ก.ค.2568 โดยปี 2567 ส่งออก 1.4 แสนล้าน เท่ากับมูลค่าหายไป 7.2 หมื่นล้าน ส่วนเมียนมา ก็ลดลงจากมาตรการควบคุมการส่งออกและนำเข้าสินค้าระหว่างไทยและเมียนมาซึ่งยังมีผลบังคับใช้อยู่ แต่ยังดีที่ได้การส่งออกผ่านแดน ไปจีน สิงคโปร์ เวียดนาม มาช่วย ทำให้ภาพรวม 11 เดือนของปี 2568 การค้าชายแดนและผ่านแดน ยังขยายตัวดีอยู่ โดยมั่นใจว่า ทั้งปี 2568 การค้าชายแดนและผ่านแดน จะทำได้มูลค่า 1.85 ล้านล้านบาท&rdquo;นางอารดากล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับเป้าหมายการค้าชายแดนและผ่านแดนปี 2569 กรมได้ตั้งเป้าไว้ที่ 1.9 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.7% โดยมีแผนผลักดันการค้า อาทิ การประชุมร่วมภาครัฐและเอกชนส่วนกลางและภูมิภาค เพื่อแก้ไขปัญหาอุปสรรคและส่งเสริมการค้าชายแดนและผ่านแดน ที่สระแก้ว หนองคาย มุกดาหาร นครพนม ตาก เชียงราย กาญจนบุรี สงขลาและนราธิวาส การจัดโครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งผู้ประกอบการแนวชายแดน ระเบียงเศรษฐกิจ 4 ภาค ที่ขอนแก่น พิษณุโลก นครศรีธรรมราช และจันทบุรี จัดมหกรรมการค้าชายแดนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ 2 ครั้ง และประชุมขับเคลื่อนความร่วมมือการค้าชายแดนและการลงทุน ภายใต้กรอบ IMT-GI , ACMECS และ GMS เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้า</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/202512269a53d680a617f8f16f4ab23e95ef2f94234642.jpg' type='image/jpg' length='156667' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​11 เดือน ต่างชาติลงทุนไทย 973 ราย ขนเงินเข้า 3.11 แสนล้าน จ้างงาน 5,718 คน]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/140745</link>
<guid isPermaLink="false">04175eb235a31c78f25c409eb01c09e0</guid>
<pubDate>Fri, 26 Dec 2025 23:44:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผยช่วง 11 เดือน ปี 68 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทย ภายใต้ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 จำนวน 973 ราย เพิ่ม 10% นำเงินเข้าลงทุน 311,162 ล้านบาท เพิ่ม 45% และจ้างงานคนไทย 5,718 คน เพิ่ม 56% สิงคโปร์มีมูลค่าลงทุนสูงสุด ตามด้วยญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง สหรัฐฯ</strong>&nbsp;&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เปิดเผยว่า ช่วง 11 เดือนของปี 2568 (ม.ค.-พ.ย.) มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 จำนวน 973 ราย เพิ่มขึ้น 10%โดยเป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 263 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 710 ราย มูลค่าเงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 311,162 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 45% และมีการจ้างงานคนไทยจากนักลงทุนที่ขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวรวม 5,718 คน เพิ่มขึ้น 56%<br />
<br />
โดยชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุน 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ญี่ปุ่น 169 ราย คิดเป็น 17% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 82,505 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจบริการทางวิศวกรรมและเทคนิค เช่น การให้คำปรึกษาทางเทคนิคในการปรับปรุงกระบวนการผลิต และการทดสอบการทำงานของเครื่องจักร เป็นต้น ธุรกิจบริการศูนย์กระจายสินค้าด้วยระบบที่ทันสมัย ธุรกิจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์ ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น เครื่องจักร ชิ้นส่วน Electro-magnetic Product ชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้า และชิ้นส่วนประกอบรถยนต์ เป็นต้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
2.สิงคโปร์ 146 ราย คิดเป็น 15% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 100,265 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจบริการ Data Center ธุรกิจบริการติดตั้ง บำรุงรักษา และซ่อมแซมเกี่ยวกับเครื่องจักร ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์โลหะและชิ้นส่วนโลหะขึ้นรูป Printed Circuit Board เครื่องมือไฟฟ้า (Power Tools) และชิ้นส่วนเครื่องจักร เป็นต้น</p>

<p>3.สหรัฐฯ 137 ราย คิดเป็น 14% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 5,038 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจค้าปลีกสินค้า เช่น อาหารแช่แข็ง ปั๊มน้ำ เครื่องแต่งกาย และคอมพิวเตอร์ เป็นต้น ธุรกิจกิจการโฆษณา ธุรกิจบริการออกแบบ พัฒนา ติดตั้ง และบำรุงรักษาซอฟต์แวร์ แพลตฟอร์ม ธุรกิจบริการรับจ้างผลิต เช่น เครื่องประดับหรือชิ้นส่วนเครื่องประดับที่ผลิตจากโลหะมีค่า ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับยานยนต์ DC Cable และโลหะผสมสำหรับผลิตเครื่องประดับ เป็นต้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
4.จีน 133 ราย คิดเป็น 14% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 33,119 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจแปรรูปไม้เพื่อการผลิตถ่านกัมมันต์ ธุรกิจบริการออกแบบทางวิศวกรรม จัดหาวัสดุอุปกรณ์ ก่อสร้าง ติดตั้งและทดสอบระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณูปโภคของโรงไฟฟ้าพลังงานลม ธุรกิจบริการทดสอบทางวิทยาศาสตร์ โดยเป็นการทดสอบชิ้นส่วนของอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตชิ้นส่วนพลาสติกสำหรับอุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ ผลิตภัณฑ์และชิ้นส่วนโลหะขึ้นรูป และเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ เป็นต้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
5.ฮ่องกง 104 ราย คิดเป็น 11% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 14,496 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจบริการออกแบบทางวิศวกรรม จัดหาวัสดุอุปกรณ์ ก่อสร้าง ติดตั้งและทดสอบระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานลม ธุรกิจบริการโทรคมนาคมแบบที่หนึ่ง ธุรกิจบริการ DATA CENTER ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น&nbsp; พลาสติกคอมพาวด์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนโลหะขึ้นรูป และอุปกรณ์สำหรับเครื่องจักร เป็นต้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ ยังพบว่า การลงทุนของต่างชาติที่เข้ามา ส่วนใหญ่มาจากการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สูงถึง 473 ราย คิดเป็น 49% ของจำนวนการอนุญาตทั้งหมด 973 ราย มูลค่าลงทุน 232,452 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติของรัฐบาลที่มุ่งเน้นอุตสาหกรรมอนาคต (Future Industries) เช่น เทคโนโลยีขั้นสูง ดิจิทัล AI ยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาด และเกษตรอาหาร โดยประเภทธุรกิจที่ได้รับอนุญาตผ่านช่องทาง BOI สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1.ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์โลหะ/พลาสติก ชิ้นส่วนยานยนต์ เป็นต้น ซึ่งสนับสนุนการพัฒนาการผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูง 2.กิจการสนับสนุนการค้าและการลงทุน (TISO) ที่มีส่วนสำคัญในการเพิ่มบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางการลงทุนและโลจิสติกส์ในภูมิภาค 3.ธุรกิจบริการด้านคอมพิวเตอร์ เช่น พัฒนาซอฟต์แวร์ และ Data Center เป็นต้น โดยตรงกับเป้าหมายเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) และการพัฒนา Data Center และ AI Services</p>

<p>สำหรับการลงทุนในจังหวัดพื้นที่ EEC ของนักลงทุนต่างชาติ ช่วง 11 เดือนของปี 2568 มีนักลงทุนต่างชาติสนใจลงทุน 277 ราย คิดเป็น 28% ของจำนวนนักลงทุนต่างชาติในไทย ลดลง 1% โดยมีมูลค่าการลงทุนในจังหวัดพื้นที่ EEC 101,666 ล้านบาท คิดเป็น 33% ของเงินลงทุนทั้งหมด โดยเป็นนักลงทุนจากจีน 72 ราย ลงทุน 18,667 ล้านบาท ญี่ปุ่น 60 ราย ลงทุน 32,349 ล้านบาท สิงคโปร์ 40 ราย ลงทุน 22,705 ล้านบาท และประเทศอื่น ๆ 105 ราย ลงทุน 27,945 ล้านบาท โดยธุรกิจที่ลงทุน อาทิ ธุรกิจแปรรูปไม้เพื่อการผลิตชิ้นส่วนของใช้ครัวเรือน สุขภัณฑ์ ธุรกิจบริการทางวิศวกรรมและเทคนิค เช่น การให้คำปรึกษาทางเทคนิคในการปรับปรุงกระบวนการผลิต และการทดสอบการทำงานของเครื่องจักร เป็นต้น&nbsp; ธุรกิจบริการพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อให้บริการดิจิทัล บริการ Data Center ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น เครื่องมือไฟฟ้า (Power Tools) Printed Circuit Board Assembly ชิ้นส่วนเครื่องมือแพทย์ และชิ้นส่วนโลหะขึ้นรูป เป็นต้น&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ เฉพาะเดือน พ.ย.2568 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทย 104 ราย เป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 35 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 69 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 34,426 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นคนต่างชาติจาก สิงคโปร์ จีน และญี่ปุ่น ตามลำดับ มีการจ้างงานคนไทย 354 คน รวมถึงมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีอันเป็นองค์ความรู้เฉพาะด้านโดยตรงจากประเทศผู้เข้ามาลงทุนให้แก่คนไทย เช่น องค์ความรู้เกี่ยวกับวิศวกรรมและเทคโนโลยีของโรงไฟฟ้าพลังงานลม องค์ความรู้เกี่ยวกับการบริหารความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศของศูนย์ข้อมูล และองค์ความรู้เกี่ยวกับการควบคุมระบบเครื่องจักรในการผลิตยางรถยนต์ เป็นต้น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20251226c231e6c25df9c2995e3a8e6725dc4a9b234523.jpg' type='image/jpg' length='276262' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ตั้งบริษัทใหม่ พ.ย.68 มีจำนวน 5,554 ราย รวม 11 เดือนทะลุ 80,064 ราย]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/140448</link>
<guid isPermaLink="false">a321e7d3a9fdfb0bc31157f6789e0c14</guid>
<pubDate>Thu, 25 Dec 2025 23:36:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผยจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่เดือน พ.ย.68 มีจำนวน 5,554 ราย ลด 11% ทุนจดทะเบียน 14,860 ล้านบาท ลด 39% เหตุเป็นช่วงปลายปี คนไม่อยากตั้งบริษัทแล้วส่งงบการเงิน ส่วนยอดรวม 11 เดือน มีจำนวน 80,064 ราย ลด 4% ทุนจดทะเบียน 250,852 ล้านบาท ลด 5% เหตุปีนี้เศรษฐกิจชะลอตัว แถมเจอแผ่นดินไหว ภัยพิบัติและปัญหาชายแดน ทำให้มีผลกระทบต่อการตั้งบริษัทใหม่</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่เดือน พ.ย.2568 มีจำนวน 5,554 ราย ลดลง 11% มีทุนจดทะเบียน 14,860 ล้านบาท ลดลง 39% ซึ่งเป็นปกติของทุกปี ที่ช่วงปลายปี ยอดตั้งบริษัทใหม่จะลดลง เพราะธุรกิจไม่อยากที่จะส่งงบการเงิน ส่วนยอดรวม 11 เดือนของปี 2568 (ม.ค.-พ.ย.) มีจำนวน 80,064 ราย ลดลง 4% ทุนจดทะเบียน 250,852 ล้านบาท ลดลง 5% เพราะที่ผ่านมา เศรษฐกิจอยู่ในภาวะชะลอตัว และยังมีปัญหา ทั้งเหตุแผ่นดินไหว ภัยพิบัติ และปัญหาชายแดน ทำให้มีผลกระทบต่อการตั้งธุรกิจใหม่<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับการจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการ เดือน พ.ย.2568 มีจำนวน 2,494 ราย ลดลง 13% ทุนจดทะเบียนเลิก 10,979 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% รวม 11 เดือน ปี 2568 เลิก 16,671 ราย ลดลง 5% ทุนจดทะเบียนเลิก 88,797 ล้านบาท ลดลง 35% โดยอัตราการตั้งใหม่ต่อการเลิกย้อนหลัง 5 ปี (2563-2567) อยู่ที่อัตรา 4 ต่อ 1 และในช่วง 11 เดือนของปี 2568 อยู่ที่ 5 ต่อ 1 ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีกว่าก่อนหน้านี้</p>

<p>ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 30 พ.ย.2568) มีธุรกิจที่จดทะเบียนนิติบุคคลรวมทั้งสิ้น 2,044,893 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 31.73 ล้านล้านบาท โดยมีนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่ 970,081 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 23.32 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นบริษัทจำกัด 770,906 ราย คิดเป็น 79.47% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 17.27 ล้านล้านบาท ห้างหุ้นส่วนจำกัดและห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล 197,671 ราย คิดเป็น 20.38% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 0.43 ล้านล้านบาท และบริษัทมหาชนจำกัด 1,504 ราย คิดเป็น 0.15% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 5.62 ล้านล้านบาท<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยกลุ่มนิติบุคคลที่มีสัดส่วนการจดทะเบียนมากที่สุด คือ กลุ่มบริการ มีจำนวน 526,117 ราย ทุนจดทะเบียน 13.60 ล้านล้านบาท รองลงมา คือ กลุ่มค้าส่ง ค้าปลีก 318,212 ราย ทุนจดทะเบียน 2.62 ล้านล้านบาท และกลุ่มผลิต 125,752 ราย ทุนจดทะเบียน 7.10 ล้านล้านบาท คิดเป็น 54.24%, 32.80% และ 12.96% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ตามลำดับ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/2025122535b11ad8adec12f833838e50a29046ac233734.jpg' type='image/jpg' length='98551' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ส่งออก พ.ย.เพิ่ม 7.1% รวม 11 เดือน มูลค่านิวไฮ 3.1 แสนล้านดอลลาร์ โต 12.6%]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/140441</link>
<guid isPermaLink="false">f36e7197b9737e1a223cf428bf78725e</guid>
<pubDate>Thu, 25 Dec 2025 23:22:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>ส่งออกเดือน พ.ย.68 มูลค่า 27,445.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 7.1% ขยายตัวต่อเนื่อง 17 เดือนติด รวม 11 เดือน มูลค่า 310,706.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 12.6% ทำสถิตินิวไฮตั้งแต่มีการส่งออก คาดเดือน ธ.ค. ประเมินหากทำได้ 2.5 หมื่นดอลลาร์สหรัฐ ทั้งปีโต 11.6% หากทำได้ 2.65 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งปีโต 12.1% ส่วนปี 69 ประเมินขยายตัวติดลบ 3.1% ถึงบวก 1.1%</strong><br />
<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกของไทย เดือน พ.ย.2568 มีมูลค่า 27,445.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 7.1% ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 17 ติดต่อกัน ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 30,172.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 17.6% ขาดดุลการค้า 2,726.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมการส่งออก 11 เดือนของปี 2568 (ม.ค.-พ.ย.) มีมูลค่า 310,706.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 12.6% เป็นยอดการส่งออกที่ทำสถิตินิวไฮ ตั้งแต่มีการส่งออกมา การนำเข้ามูลค่า 315,662.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 12.4% ทำสถิตินิวไฮเช่นเดียวกัน ขาดดุลการค้า 4,956 ล้านดอลลาร์สหรัฐ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ลดลง 9.5% หดตัวต่อเนื่อง 4 เดือน โดยสินค้าเกษตร ลด 15.7% สินค้าอุตสาหกรรมเกษตร ลด 2.3% โดยสินค้าสำคัญที่ขยายตัว อาทิ ผลไม้กระป๋องและแปรรูป ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ กุ้งสดแช่เย็นแช่แข็ง และเนื้อและส่วนต่าง ๆ ของสัตว์ที่บริโภคได้ ส่วนสินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ ข้าว ยางพารา อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็ง และแห้ง ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง เครื่องดื่ม และน้ำตาลทราย ทั้งนี้ 11 เดือนของปี 2568 การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ลด 0.7%</p>

<p>ส่วนการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 12.2% ขยายตัวต่อเนื่อง 20 เดือน โดยสินค้าสำคัญที่ขยายตัว อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำ) เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ แผงสวิตซ์และแผงควบคุมกระแสไฟฟ้า ส่วนสินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง เคมีภัณฑ์ เม็ดพลาสติก ทั้งนี้ 11 เดือนของปี 2568 การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 17.1%<br />
<br />
ทางด้านตลาดส่งออก ตลาดหลัก เพิ่ม 7.4% โดยขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ 37.9% สหภาพยุโรป (27) 12% และอาเซียน (5) 5.7% แต่หดตัวในตลาด จีน 7.8% ญี่ปุ่น 8.9% CLMV 18% ตามลำดับ ตลาดรอง เพิ่ม 7.6% โดยขยายตัวในตลาดเอเชียใต้ 52.5% ทวีปออสเตรเลีย 2.7% และสหราชอาณาจักร 6.5% ขณะที่หดตัวในตลาดตะวันออกกลาง 3.6% ทวีปแอฟริกา 1.9% ลาตินอเมริกา 1% และรัสเซียและกลุ่ม CIS 24.9% ตลาดอื่น ๆ ลด 30.1%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายนันทพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกเดือน ธ.ค.2568 ประเมินขั้นต่ำอยู่ที่ 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จะทำให้ยอดส่งออกทั้งปี มีมูลค่า 335,707 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 11.6% และขั้นสูง 26,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มูลค่าทั้งปี 337,207 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 12.1% ซึ่งขยายตัวเกินไปกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 2-3% ส่วนเป้าหมายการส่งออกปี 2569 ประเมินไว้ว่าจะอยู่ในช่วงติดลบ 3.1% ถึงขยายตัว 1.1%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;ที่มองว่าจะขยายตัวติดลบ 3.1% เพราะปีหน้า ยังมีปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ที่เป็นตัวฉุดสำคัญ เงินบาทแข็งค่า มีผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหาร ส่วนภาษีสหรัฐฯ ถ้ายังอยู่ในระดับ 19% ก็โอเค เพราะยังแข่งขันได้ เมื่อเทียบกับในภูมิภาค และที่มองว่ามีโอกาสเป็นบวกได้ 1.1% เพราะความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ AI คลาวด์ มีความต้องการสูงมาก จะเป็นตัวหลักที่ช่วยผลักดันยอดส่งออก&rdquo;นายนันทพงษ์กล่าว</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/2025122514bf062cc4f73c49db8b01da56149f00232317.jpg' type='image/jpg' length='135170' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สนค.หนุนเกษตรกรไทย พลิกเกมเพิ่มรายได้ ลุยเพาะปลูกถั่วเหลืองคาร์บอนต่ำ]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/140227</link>
<guid isPermaLink="false">07cf279904d8642e334cfaaaf5289ac0</guid>
<pubDate>Wed, 24 Dec 2025 21:28:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>สนค.เผยไทยพึ่งพาการนำเข้าถั่วเหลืองมหาศาล ปี 67 สูงถึง 3.89 ล้านตัน มูลค่ากว่า 6 หมื่นล้านบาท นำใช้ป้อนอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ผลิตน้ำมันถั่วเหลือง และแปรรูปอาหาร แนะทางออก ไม่ใช่แค่เพิ่มปริมาณผลผลิต แต่ต้องพลิกเกม หันผลิตถั่วเหลืองคาร์บอนต่ำ ยกระดับสู่การผลิตมูลค่าสูง ตลาดพรีเมียม ส่วนภาครัฐต้องช่วยสนับสนุน ผลักดันพื้นที่นำร่องการค้าถั่วเหลืองคาร์บอนเครดิต สร้างโอกาสทำเงินเพิ่ม</strong>&nbsp;&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันไทยกำลังประสบปัญหาการพึ่งพาการนำเข้าถั่วเหลืองในระดับสูงมาก โดยข้อมูลปี 2567 การบริโภคในประเทศ มีปริมาณสูงถึง 3.89 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 18% แต่การผลิต มีเพียง 16,155 ตัน ลดลง 4% โดยช่องว่างมหาศาลนี้ ทำให้ไทยตกอยู่ในสถานะผู้นำเข้าสุทธิ โดยต้องนำเข้าถั่วเหลืองเป็นมูลค่าสูงถึง 1,929.2 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือมากกว่า 6 หมื่นล้านบาทต่อปี เพื่อป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมหลักในประเทศอย่างอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ การผลิตน้ำมันถั่วเหลือง และการแปรรูปอาหาร โดยพึ่งพาแหล่งนำเข้าหลัก ได้แก่ บราซิล และสหรัฐฯ สัดส่วน 86% และ 12% ของมูลค่าการนำเข้าถั่วเหลืองของไทย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยทางออกของไทย ไม่ใช่แค่เพิ่มปริมาณผลผลิตถั่วเหลือง เพื่อทดแทนการนำเข้า เพราะไทยเสียเปรียบผู้ผลิตรายใหญ่ ทั้งในแง่ของต้นทุนและขนาดพื้นที่เพาะปลูก แต่ต้องยกระดับไปสู่การผลิตสินค้ามูลค่าสูงและได้มาตรฐานตามที่ตลาดโลกต้องการ โดยเฉพาะการเพาะปลูกถั่วเหลืองคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Soybeans) ที่จะเป็นอาวุธสำคัญในการขับเคลื่อนภาคเกษตรเพื่อมั่นคงทางอาหารของประเทศ</p>

<p>สำหรับถั่วเหลืองคาร์บอนต่ำ ไม่ใช่แค่การปลูกพืชอินทรีย์ แต่เป็นกระบวนการผลิตที่มุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การใช้เมล็ดพันธุ์ดี การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ การปลูกพืชคลุมดิน ไปจนถึงการแปรรูป โดยมีตัวอย่าง สหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก มีผลผลิตมากถึง 118.8 ล้านตัน คิดเป็น 28% ของผลผลิตถั่วเหลืองทั้งโลก ได้ใช้แนวทางการผลิตถั่วเหลืองที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนต่ำอย่างจริงจัง เช่น การปลูกแบบไม่ไถพรวนดิน (No-Till) และใช้เกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture) จนสามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ 13&ndash;25% เมื่อเทียบกับวิธีการทำเกษตรทั่วไป และได้รับการรับรองมาตรฐาน SSAP (Sustainable U.S. Soy Assurance Protocol) ซึ่งเป็นที่ยอมรับในตลาดญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;นี่คือการพลิกวิธีคิดของเกษตรกรไทย ซึ่งเราต้องเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านปริมาณและราคา ที่เราสู้ผู้ผลิตรายใหญ่ของโลกอย่างบราซิลหรือสหรัฐฯ ได้ยาก เนื่องจากข้อจำกัดด้านต้นทุนการผลิตและพื้นที่เพาะปลูก ไปสู่การแข่งขันด้านคุณภาพและความยั่งยืน ดังนั้น ถั่วเหลืองคาร์บอนต่ำ คือ โอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มมหาศาล เป็นการยกระดับสินค้าเกษตรไทยสู่ตลาดพรีเมียม และสร้างความมั่นคงทางอาหารของประเทศ สอดรับกับภารกิจของกระทรวงพาณิชย์ในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และผลักดันการค้าไทยในยุคเศรษฐกิจสีเขียว&rdquo;นายนันทพงษ์กล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ สนค.เห็นว่า นโยบายภาครัฐต้องทำหน้าที่เครื่องเร่ง (Accelerator) ไม่ใช่ผู้คุมกฎ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจพิจารณาผลักดันพื้นที่นำร่องการค้าถั่วเหลืองคาร์บอนเครดิต (Soybean Carbon-Credit Sandbox) เพื่อปลดล็อกให้ผู้ประกอบการสามารถขายคาร์บอนที่ลดได้ ควบคู่ไปกับเมล็ดถั่วเหลือง ซึ่งจะเป็นการพลิกเกมที่แท้จริง โดยจะเปลี่ยนต้นทุนการทำเกษตรที่เพิ่มขึ้น ให้กลายเป็นรายได้และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจใหม่ที่สร้างความได้เปรียบให้ถั่วเหลืองไทยในเวทีโลก</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20251224dcf2b8521b86b59fbdd3fc72935dbba5212915.jpg' type='image/jpg' length='335527' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[10 เดือน ปี 68 ต่างชาติลงทุนไทย 869 ราย นำเงินเข้า 2.76 แสนล้านบาท]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/135678</link>
<guid isPermaLink="false">879fce29ea2c20767978ac3b5c649b7a</guid>
<pubDate>Thu, 27 Nov 2025 23:45:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผยช่วง 10 เดือน ปี 68 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทย จำนวน 869 ราย เพิ่มขึ้น 11% นำเงินเข้าลงทุน 276,736 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 72% และมีการจ้างงานคนไทย 5,364 คน เพิ่มขึ้น 77% สิงคโปร์ลงเงินสูงสุด ตามด้วยญี่ปุ่น และจีน</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เปิดเผยว่า ในช่วง 10 เดือนของปี 2568 (ม.ค.-ต.ค.) มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 จำนวน 869 ราย เพิ่มขึ้น 11% โดยเป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 228 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือ ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 641 ราย มูลค่าเงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 276,736 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 72% และมีการจ้างงานคนไทยจากนักลงทุนที่ขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวรวม 5,364 คน เพิ่มขึ้น 77%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุน 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ญี่ปุ่น 158 ราย คิดเป็น 18% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 78,285 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจบริการทางวิศวกรรมและเทคนิค เช่น การออกแบบแม่พิมพ์และอุปกรณ์สำหรับการผลิตยานยนต์ การให้คำปรึกษาด้านเทคนิคเกี่ยวกับกระบวนการผลิตยานยนต์ เป็นต้น ธุรกิจบริการให้ใช้ระบบเทเลเมติกส์สำหรับบริหารจัดการและติดตามตรวจสอบสถานะรถยนต์ ธุรกิจบริการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์และเครื่องใช้สำหรับแม่และเด็ก ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ชิ้นส่วนยานยนต์ ชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้า ชิ้นส่วนเครื่องจักรสำหรับงานก่อสร้าง และเหล็กแผ่นเคลือบ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
2.สหรัฐฯ 27 ราย คิดเป็น 15% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 4,830 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจกิจการโฆษณา ธุรกิจบริการออกแบบ พัฒนา ติดตั้ง และบำรุงรักษาซอฟต์แวร์ แพลตฟอร์ม ธุรกิจบริการคิดค้น วิจัย และพัฒนาสูตรการผลิต ผลิตภัณฑ์จากผัก ผลไม้ และสินค้าการเกษตร ธุรกิจบริการรับจ้างผลิต เช่น เครื่องประดับหรือชิ้นส่วนเครื่องประดับที่ผลิตจากโลหะมีค่า ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับยานยนต์ DC Cable และโลหะผสมสำหรับผลิตเครื่องประดับ</p>

<p>3.สิงคโปร์ 126 ราย คิดเป็น 14% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 92,318 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจแปรรูปไม้เพื่อทำเครื่องเรือนและเครื่องใช้สอย ธุรกิจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อจำหน่าย และ/หรือ ให้บริการ ธุรกิจบริการติดตั้ง บำรุงรักษา และซ่อมแซมเกี่ยวกับเครื่องจักร ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์โลหะและชิ้นส่วนโลหะขึ้นรูป สายสวนหัวใจ (Mapping and Ablation System Catheter) ไส้กรองอากาศ (Air Filter) และชิ้นส่วนพลาสติกสำหรับอุตสาหกรรม<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
4.จีน 116 ราย คิดเป็น 13% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 25,404 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจแปรรูปไม้เพื่อการผลิตถ่านกัมมันต์ ธุรกิจบริการรับจ้างพัฒนาซอฟต์แวร์ตามความต้องการของลูกค้า ธุรกิจบริการทดสอบทางวิทยาศาสตร์ โดยเป็นการทดสอบชิ้นส่วน หรือส่วนประกอบของอุปกรณ์ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ยานยนต์ ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์จากยางธรรมชาติ Flexible Printed Circuit Board ผลิตภัณฑ์และชิ้นส่วนโลหะขึ้นรูป และชิ้นส่วนเหล็กทุบขึ้นรูป&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
5.ฮ่องกง 93 ราย คิดเป็น 11% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 13,198 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจแปรรูปไม้เพื่อทำเครื่องเรือนและเครื่องใช้สอย ธุรกิจบริการขุดเจาะปิโตรเลียม ภายในบริเวณพื้นที่แปลงสำรวจที่ได้รับสัมปทานในอ่าวไทย ธุรกิจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์ เช่น ระบบตรวจจับและป้องกันความปลอดภัยทางไซเบอร์ ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น Rechargeable Battery ผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิงชีวมวลอัด ผลิตภัณฑ์กลุ่มภาพและเสียง และฟิล์มและบรรจุภัณฑ์พลาสติก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ยังพบว่าการลงทุนของต่างชาติที่เข้ามา ส่วนใหญ่มาจากการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สูงถึง 424 ราย คิดเป็น 49% ของจำนวนการอนุญาตทั้งหมด 869 ราย มูลค่าลงทุน 210,101 ล้านบาท คิดเป็น 76% ของมูลค่าการลงทุนทั้งหมด 276,736 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติของรัฐบาลที่มุ่งเน้นอุตสาหกรรมอนาคต (Future Industries) เช่น เทคโนโลยีขั้นสูง ดิจิทัล AI ยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาด และเกษตรอาหาร โดยประเภทธุรกิจที่ได้รับอนุญาตผ่านช่องทาง BOI สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1.ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์โลหะ/พลาสติก ชิ้นส่วนยานยนต์ เป็นต้น ซึ่งสนับสนุนการพัฒนา การผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูง 2.กิจการสนับสนุนการค้าและการลงทุน (TISO) ที่มีส่วนสำคัญในการเพิ่มบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางการลงทุนและโลจิสติกส์ในภูมิภาค 3.ธุรกิจบริการด้านคอมพิวเตอร์ เช่น พัฒนาซอฟต์แวร์ และ Data Center เป็นต้น โดยตรงกับเป้าหมายเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) และการพัฒนา Data Center และ AI Services</p>

<p>สำหรับการลงทุนในจังหวัดพื้นที่ EEC ของนักลงทุนต่างชาติ ช่วง 10 เดือนของปี 2568 มีนักลงทุนต่างชาติสนใจลงทุนในพื้นที่ EEC 253 ราย คิดเป็น 29% ของจำนวนนักลงทุนต่างชาติในไทย เพิ่มขึ้น 1% โดยมีมูลค่าการลงทุน 90,791 ล้านบาท คิดเป็น 33% ของเงินลงทุนทั้งหมด โดยเป็นนักลงทุนจากจีน 65 ราย ลงทุน 17,882 ล้านบาท ญี่ปุ่น 57 ราย ลงทุน 30,369 ล้านบาท สิงคโปร์ 35 ราย ลงทุน 20,106 ล้านบาท และประเทศอื่น ๆ 96 ราย ลงทุน 22,434 ล้านบาท โดยธุรกิจที่ลงทุน อาทิ ธุรกิจแปรรูปไม้เพื่อการผลิตชิ้นส่วนของใช้ครัวเรือน สุขภัณฑ์ ธุรกิจบริการทางวิศวกรรม โดยการออกแบบชิ้นส่วนยานยนต์ เช่น โครงรถประตูรถ แผงหน้าปัด เบาะนั่ง ธุรกิจบริการพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อให้บริการดิจิทัล / บริการ Data Center ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น Printed Circuit Board Assembly (PCBA) ชิ้นส่วนพลาสติกสำหรับอุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์โลหะและชิ้นส่วนโลหะขึ้นรูป ผลิตภัณฑ์เคมีเพื่ออุตสาหกรรม<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม เฉพาะเดือน ต.ค.2568 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจในไทย 99 ราย เป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 27 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 72 ราย เงินลงทุน 23,621 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นคนต่างชาติจาก สิงคโปร์ จีน และญี่ปุ่น มีการจ้างงานคนไทย 232 คน และมีการถ่ายทอดเทคโนโลยี เช่น องค์ความรู้เกี่ยวกับการบำรุงรักษาระบบจัดเก็บค่าโดยสารอัตโนมัติองค์ความรู้เกี่ยวกับการมาตรฐานระบบความปลอดภัยสารสนเทศ และองค์ความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับแม่และเด็ก เป็นต้น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/202511278f54e4a47aa6fb6805c24cd7631d63cd234517.jpg' type='image/jpg' length='270041' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ส่งออก ต.ค.68 เพิ่ม 5.7% บวก 16 เดือนติด คาดทั้งปีเกินเป้าลุ้น 10.7-11.4%]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/135675</link>
<guid isPermaLink="false">e6c9ae94e7f0b916042ad8de601b8901</guid>
<pubDate>Thu, 27 Nov 2025 23:44:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>ส่งออกไทยเดือน ต.ค.68 มูลค่า 28,835.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 5.7% โตต่อเนื่อง 16 เดือนติด รวม 10 เดือน มูลค่า 282,982.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 13% คาด 2 เดือนที่เหลือยังส่งออกเพิ่ม ประเมินเดือนละ 2.5-2.6 หมื่นดอลลาร์สหรัฐ ทำยอดทั้งปีโต 10.7-11.4% เกินเป้าหมายแน่นอน ส่วนเป้าปี 69 กำลังประเมิน คาดได้ตัวเลข ธ.ค.68 แนวโน้มยังเป็นบวก แต่ชะลอตัวลงจากปี 68</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายนันทพงศ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกของไทย เดือน ต.ค.2568 มีมูลค่า 28,835.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 5.7% ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 16 ติดต่อกัน ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 32,272.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 16.3% ขาดดุลการค้า 3,436.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมการส่งออก 10 เดือนของปี 2568 (ม.ค.-ต.ค.) มีมูลค่า 282,982.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 13% การนำเข้ามูลค่า 286,848.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 12.4% ขาดดุลการค้า 3,866.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับการส่งออกเดือน ต.ค.2568 สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ลด 5.1% โดยสินค้าเกษตร ลด 14.6% สินค้าอุตสาหกรรมเกษตร เพิ่ม 6.2% โดยสินค้าสำคัญที่ขยายตัว ได้แก่ ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่น ๆ ผลไม้กระป๋องและแปรรูป และกุ้งสดแช่เย็นแช่แข็ง ส่วนสินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ ยางพารา ข้าว อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็งและแห้ง ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง และเครื่องดื่ม ทั้งนี้ 10 เดือนของปี 2568 การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร เพิ่ม 0.03%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 8.8% โดยสินค้าสำคัญที่ขยายตัว อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำ) เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ แผงสวิตซ์และแผงควบคุมไฟฟ้า ส่วนสินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ เคมีภัณฑ์ เม็ดพลาสติก เครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาผิว เครื่องรับวิทยุ โทรทัศน์และส่วนประกอบ ทั้งนี้ 10 เดือนของปี 2568 การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 17.5%</p>

<p>ทางด้านตลาดส่งออก เริ่มมีสัญญาณการชะลอตัวลง หลังมีการเร่งนำเข้าไปค่อนข้างมากในช่วงก่อนหน้านี้ โดยตลาดหลัก เพิ่ม 10.2% ขยายตัวต่อเนื่องในตลาดสหรัฐฯ 32.9% จีน 9.3% ญี่ปุ่น 1.9% สหภาพยุโรป (27) 9.9% และอาเซียน (5) 5.4% ส่วนตลาด CLMV ลด 15.6% ขณะที่ตลาดรอง เพิ่ม 7.2% โดยเอเชียใต้ เพิ่ม 24.7% ตะวันออกกลาง เพิ่ม 9.4% ลาตินอเมริกา เพิ่ม 18.4% แต่ทวีปออสเตรเลีย ลด 0.2% ทวีปแอฟริกา ลด 3.0% รัสเซียและกลุ่ม CIS ลด 5.0% และสหราชอาณาจักร ลด 10.3% ส่วนตลาดอื่น ๆ ลด 70.5%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายนันทพงศ์กล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกในช่วงที่เหลือของปี 2568 อีก 2 เดือน (พ.ย.-ธ.ค.) คาดว่าจะยังคงขยายตัวได้ต่อเนื่อง แม้จะเติบโตในอัตราชะลอตัวลง โดยได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีดิจิทัลที่มีความต้องการในระดับสูง รวมถึงสินค้าเกษตรแปรรูปและอาหารที่ยังคงมีความต้องการในตลาดโลก คาดว่า จะส่งออกได้เฉลี่ย 25,000-26,000 ดอลลาร์สหรัฐ ทำให้การส่งออกทั้งปี 2568 ขยายตัวเกินไปจากเป้าหมายที่ตั้งไว้ 2-3% อย่างแน่นอน โดยประเมินว่าจะขยายตัวตั้งแต่ 10.7% มีมูลค่า 332,982.1 ดอลลาร์สหรัฐ และ 11.4% มูลค่า 334,982.1 ดอลลาร์สหรัฐ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยที่ต้องติดตาม คือ ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น จะกระทบต่อขีดความสามารถในการส่งออก สต๊อกสินค้าที่เพิ่มขึ้นของประเทศคู่ค้า จะส่งผลให้การนำเข้าชะลอตัวและกระทบต่อการส่งออกของไทย รวมไปถึงสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ ที่จะกระทบต่อการค้าชายแดนไทย-มาเลเซีย ซึ่งต้องประเมินต่อไป<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับเป้าหมายการส่งออกปี 2569 ขณะนี้ สนค.อยู่ระหว่างการประเมินปัจจัยสนับสนุน และผลกระทบ แต่เบื้องต้น เห็นว่า มีสัญญาณชะลอตัวลงจากปี 2568 เพราะฐานปี 2568 สูง ผลกระทบจากภาษีสหรัฐฯ แม้ไทยจะปรับตัวได้ แต่เริ่มมีผลกระทบต่อการส่งออกชะลอตัวแน่ และปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ที่ส่งผลกระทบต่อความต้องการสินค้า และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ยังประเมินเศรษฐกิจปี 2569 ชะลอตัว องค์การการค้าโลก (WTO) ก็ประเมินการค้าโลกชะลอตัว ซึ่งส่งผลต่อการส่งออก โดยตัวเลขจะเป็นเท่าไร เดือน ธ.ค.2569 น่าจะได้ตัวเลข แต่ยังเป็นบวกแน่นอน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/2025112757690e2a1317c7d883b97458e7889f1f234419.jpg' type='image/jpg' length='176264' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​บริษัทตั้งใหม่ ต.ค.68 จำนวน 7,165 ราย ลด 1.40% รวม 10 เดือน 74,510 ราย]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/135674</link>
<guid isPermaLink="false">7ea97eaec773baba788d6cd22e28ba01</guid>
<pubDate>Thu, 27 Nov 2025 23:41:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผยบริษัทตั้งใหม่เดือน ต.ค.68 มีจำนวน 7,165 ราย ลด 1.40% ทุนจดทะเบียน 21,778 ล้านบาท ลด 27.77% ส่วนยอดเลิก 2,298 ราย ลด 8.66% ทุนจดทะเบียนเลิก 9,228 ล้านบาท ลด 6.78% รวม 10 เดือน ตั้งใหม่ 74,510 ราย ลด 3.17% เลิก 14,177 ราย ลด 3.96% คาดทั้งปี ตั้งใหม่ใกล้เคียง 8.5 หมื่นราย</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่เดือน ต.ค.2568 มีจำนวน 7,165 ราย ลดลง 1.40% ทุนจดทะเบียน 21,778 ล้านบาท ลดลง 27.77% โดยธุรกิจตั้งใหม่ 3 อันดับแรก ที่มีการเติบโตสูง ได้แก่ ธุรกิจโรงแรม รีสอร์ตและห้องชุด ธุรกิจขนส่งและขนถ่ายสินค้า รวมถึงคนโดยสาร และธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป รวม 10 เดือนของปี 2568 (ม.ค.-ต.ค.) มีจำนวน 74,510 ราย ลดลง 3.17% มีทุนจดทะเบียนรวม 235,992 ล้านบาท ลดลง 1.11%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนการจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการ มีจำนวน 2,298 ราย ลดลง 8.66% ทุนจดทะเบียนเลิก 9,228 ล้านบาท ลดลง 6.78% รวม 10 เดือน เลิกกิจการ 14,177 ราย ลดลง 3.96% ซึ่งเมื่อเทียบสัดส่วนตั้งใหม่กับการเลิก จะอยู่ที่ 5 ต่อ 1 ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลังที่อยู่ที่ 6 ต่อ 1 ส่วนทุนจดทะเบียนเลิก 77,818 ล้านบาท ลดลง 38.19% &nbsp;</p>

<p>ทั้งนี้ กรมคาดว่า ในช่วง 2 เดือนที่เหลือ การจัดตั้งธุรกิจใหม่ จะอยู่ในระดับ 5-6 พันราย ทำให้ยอดจดทะเบียนทั้งปีอยู่ที่ประมาณ 8.5 หมื่นราย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ต.ค.2568) มีธุรกิจที่จดทะเบียนนิติบุคคลรวมทั้งสิ้น 2,039,339 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 31.39 ล้านล้านบาท โดยมีนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่ 979,928 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 23.04 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นบริษัทจำกัด 777,515 ราย คิดเป็น 79.35% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 17.25 ล้านล้านบาท ห้างหุ้นส่วนจำกัดและห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล 200,911 ราย คิดเป็น 20.50% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 0.44 ล้านล้านบาท และบริษัทมหาชนจำกัด 1,502 ราย คิดเป็น 0.15% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 5.35 ล้านล้านบาท<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับกลุ่มนิติบุคคลที่มีสัดส่วนการจดทะเบียนมากที่สุด คือ กลุ่มบริการ มีจำนวน 531,803 ราย ทุนจดทะเบียน 13.32 ล้านล้านบาท รองลงมาคือ กลุ่มค้าส่ง ค้าปลีก 321,202 ราย ทุนจดทะเบียน 2.62 ล้านล้านบาท และกลุ่มผลิต 126,923 ราย ทุนจดทะเบียน 7.09 ล้านล้านบาท คิดเป็น 54.27%, 32.78% และ 12.95% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ตามลำดับ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20251127318648c50d59b7252c65c03be47cd743234200.jpg' type='image/jpg' length='98739' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”จับมือ Google ร่วมมือขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยด้วยไอพี-AI]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/135671</link>
<guid isPermaLink="false">7e3c1b837922a69129c201c0dc7e221f</guid>
<pubDate>Thu, 27 Nov 2025 23:40:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมทรัพย์สินทางปัญญาหารือ บริษัท Google (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมมือขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ด้วยทรัพย์สินทางปัญญาและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) พร้อมหารือแนวทางการใช้ AI เพื่อพัฒนางานบริการรูปแบบใหม่ ๆ ก่อนลงนาม MOU ร่วมกันต่อไป</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้หารือกับนายเพิ่มศักดิ์ ลีลากุล ผู้จัดการรัฐกิจสัมพันธ์และนโยบายสาธารณะ บริษัท Google (ประเทศไทย) จำกัด ถึงกรอบความร่วมมือในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ อาทิ ภาพยนตร์ ดนตรี การออกแบบ ด้วยการส่งเสริมองค์ความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญาและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI เป็นเครื่องมือในการผลิตผลงานอย่างสร้างสรรค์และมีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับขีดความสามารถของ SME ในอุตสาหกรรมดังกล่าวของไทยให้ก้าวสู่เวทีโลกได้อย่างเข้มแข็ง โดยสองหน่วยงานเห็นพ้องที่จะจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาศักยภาพของนักสร้างสรรค์ไทย ทั้งการอบรมเชิงปฏิบัติการ การให้คำปรึกษาเชิงเทคนิค ตลอดจนการพัฒนาเครื่องมือหรือนวัตกรรมดิจิทัลเพื่อส่งเสริมการคุ้มครองและใช้ประโยชน์จากลิขสิทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ กรมและ Google จะทำงานร่วมกันเพื่อขับเคลื่อนและพัฒนาธุรกิจในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทย โดยมุ่งเน้นการใช้องค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี AI เป็นกุญแจสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถให้แก่ผู้ประกอบการ SME และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลงานสร้างสรรค์ พร้อมทั้งมุ่งเน้นการพัฒนาและยกระดับความรู้ความเข้าใจด้านลิขสิทธิ์แก่ผู้สร้างสรรค์ นักเรียน นักศึกษา และผู้ประกอบการไทย และส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีบริหารจัดการสิทธิ์ในงานลิขสิทธิ์อย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส</p>

<p>ขณะเดียวกัน ได้หารือเกี่ยวกับแนวทางการใช้เทคโนโลยี AI เพื่อพัฒนางานบริการรูปแบบใหม่ ๆ และยกระดับระบบทรัพย์สินทางปัญญาให้มีความทันสมัยและได้มาตรฐานสากล เช่น บริการแปลข้อมูลที่เกี่ยวกับการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา จากภาษาไทยเป็นภาษาต่าง ๆ หรือภาษาต่าง ๆ เป็นภาษาไทย การใช้ AI มาช่วยวิเคราะห์ ประเมินผล และจัดระเบียบข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญา รวมทั้งการบริหารจัดการข้อมูลสำหรับให้บริการประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยผู้แทน Google ได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับเครื่องมือ AI ที่อาจนำมาประยุกต์ใช้กับการทำงานในมิติต่าง ๆ ของกรม ซึ่งทั้งสองหน่วยงานจะร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และข้อมูลระหว่างกัน เพื่อยกระดับคุณภาพการบริการด้านทรัพย์สินทางปัญญาให้ก้าวสู่ยุคดิจิทัลได้อย่างสมบูรณ์ต่อไป<br />
<br />
&ldquo;ทั้งสองฝ่ายอยู่ระหว่างเตรียมการจัดทำข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อดำเนินกิจกรรมส่งเสริมความร่วมมือด้านลิขสิทธิ์และเทคโนโลยี AI ร่วมกัน ตลอดจนวางแนวทางการพัฒนากฎหมายลิขสิทธิ์ให้สอดคล้องกับบริบทความท้าทายและเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองสิทธิของผู้สร้างสรรค์และการใช้ประโยชน์ผลงานในเชิงพาณิชย์อย่างเป็นธรรม และส่งเสริมเศรษฐสร้างสรรค์ของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน&rdquo;นางอรมนกล่าว<br />
<br />
ที่ผ่านมา กรมและ Google ได้มีความร่วมมือผ่านกิจกรรมต่าง ๆ อาทิ การจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ &ldquo;AI and Copyright: Redefining Creativity in the Digital Age&rdquo; เพื่อเปิดเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองความเห็นและข้อเสนอแนะต่อการใช้เทคโนโลยี AI ในการสร้างสรรค์ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ในยุคดิจิทัล โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ตลอดจนครีเอเตอร์ในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก และความเห็นที่ได้ล้วนเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนานโยบายและวางกรอบแนวทางการใช้เทคโนโลยี AI อย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/202511271227ad020d9d194101bac02dcdf0e33d234103.jpg' type='image/jpg' length='168402' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ราคาข้าวเปลือกกระเตื้อง]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/135668</link>
<guid isPermaLink="false">66bdb0675968d422ce8cca30d9c3e9bd</guid>
<pubDate>Thu, 27 Nov 2025 23:22:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>ผลผลิต &ldquo;<strong>ข้าวเปลือกนาปี</strong>&rdquo; ปีการผลิต 2568/69 คาดว่า จะมีปริมาณ 26.99 ล้านตันข้าวเปลือก หรือ 17.54 ล้านตันข้าวสาร นับว่า &ldquo;<strong>มาก</strong>&rdquo; เอาการอยู่<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;จนถึงขณะนี้ ผลผลิตออกสู่ตลาดไปแล้วราว ๆ 6.05 ล้านตันข้าวเปลือก หรือ 3.9 ล้านตันข้าวสาร คิดเป็น 22% ของผลผลิตทั้งหมด<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ตอนนี้ถือเป็น &ldquo;<strong>ช่วงพีก</strong>&rdquo; ที่ผลผลิตกำลังออกสู่ตลาด<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เกษตรกรต่างมี &ldquo;<strong>ความกังวล</strong>&rdquo; ในเรื่อง &ldquo;<strong>ราคาตกต่ำ</strong>&rdquo; เพราะที่ผ่านมา ราคามีแต่ &ldquo;<strong>ทรงกับทรุด</strong>&rdquo; ไม่เห็นสัญญาณการฟื้นตัว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เรื่องนี้ &ldquo;<strong>กระทรวงพาณิชย์</strong>&rdquo; โดย &ldquo;<strong>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์</strong>&rdquo; ได้วางแผน &ldquo;<strong>หาตลาดรองรับ</strong>&rdquo; ไว้ล่วงหน้า<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เริ่มด้วยการส่ง &ldquo;<strong>ทีมกรมการค้าต่างประเทศ</strong>&rdquo; ไปเจรจากับจีน และสิงคโปร์ เพื่อขายข้าว ก่อนที่จะถึงฤดูกาลข้าวเปลือกออกสู่ตลาด &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;จนสามารถปิด &ldquo;<strong>ดีลใหญ่</strong>&rdquo; ได้พร้อม ๆ กันในช่วงเดือน พ.ย.2568 ที่ผ่านมา<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&ldquo;<strong>ดีลแรก</strong>&rdquo; เป็นการขายข้าวรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ให้กับจีนปริมาณ 5 แสนตัน โดย &ldquo;<strong>นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน</strong>&rdquo; ยืนยันการซื้อขายช่วงที่ &ldquo;<strong>พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว</strong>&rdquo; และ &ldquo;<strong>สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี</strong>&rdquo; เสด็จเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ วันที่ 13-17 พ.ย.2568<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&ldquo;<strong>ดีลที่สอง</strong>&rdquo; เป็นการลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOC) ด้าน &ldquo;<strong>การค้าข้าวระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลสิงคโปร์</strong>&rdquo; เมื่อวันที่ 7 พ.ย.2568 ปริมาณ 1 แสนตัน เพื่อส่งเสริมความมั่นคงทางอาหารให้กับสิงคโปร์ โดยจะมีผลเป็นระยะเวลา 5 ปี<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ทั้งสองดีลใหญ่ มีผลทาง &ldquo;<strong>จิตวิทยา</strong>&rdquo; ต่อตลาดข้าวไทยในทันที ทำให้พ่อค้า โรงสี ผู้ส่งออก เร่งซื้อข้าว เพื่อเตรียมพร้อมรองรับออเดอร์ใหญ่ที่กำลังเข้ามา<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ไม่เพียงแค่นั้น &ldquo;<strong>คณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.)</strong>&rdquo; ยังได้มี &ldquo;<strong>มาตรการเชิงรุกใหม่</strong>&rdquo; เพื่อใช้ &ldquo;<strong>ผลักดัน</strong>&rdquo; ราคาข้าวเปลือกแบบเร่งด่วน คือ<strong>ระยะสั้น</strong>&nbsp;โครงการดูดซับข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2568/69 เป้าหมาย 3 ล้านตันข้าวเปลือก ให้องค์การคลังสินค้า (อคส.) องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เข้าไปดูดซัปพลายในตลาด และระบายออกอย่างเหมาะสมตามสถานการณ์ โดยมีแผนนำข้าวเปลือกไปแปรรูปเป็นข้าวสารบรรจุถุงจำหน่ายยังหน่วยงานที่มีความต้องการใช้จริง อาทิ กรมราชทัณฑ์ หน่วยงานกองทัพ และหน่วยงานรัฐอื่น ๆ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>ระยะยาว</strong>&nbsp;ศึกษาการปรับเปลี่ยนพื้นที่การเพาะปลูกข้าวนาปรังบางส่วน เพื่อให้มีความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่และความต้องการของตลาด กำหนดกรอบไว้ที่ 1 ล้านไร่ และผลักดันให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนการเพาะปลูก การผลิต ไปสู่ข้าวคุณภาพสูงหรือข้าวประณีต เช่น GAP อินทรีย์ ข้าวสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ข้าวที่มีอัตลักษณ์อื่น ๆ เป้าหมายกลุ่มเกษตรกร 200 กลุ่ม รวมไปถึงการพัฒนาเมล็ดพันธุ์ข้าวตามความต้องการของตลาด เพื่อให้เกษตรกรนำไปปลูก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;นอกจากนี้ &ldquo;<strong>กรมการค้าภายใน</strong>&rdquo; ยังได้เดินหน้า &ldquo;<strong>ขับเคลื่อน</strong>&rdquo; มาตรการดูแลข้าวเปลือก ที่เป็นมาตรการเดิม ที่ นบข. เคยอนุมัติไว้ และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ให้ความเห็นชอบแล้ว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เริ่มจาก โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2568/69 ให้เกษตรกรเก็บข้าวไว้ในยุ้งฉางตนเอง 1&ndash;5 เดือน ได้รับค่าฝากเก็บ 1,500 บาทต่อตัน เป้าหมาย 3 ล้านตัน &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ปีการผลิต 2568/69 ธ.ก.ส. สนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้สถาบันเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ เป้าหมาย 1.5 ล้านตัน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;โครงการชดเชยดอกเบี้ยผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต็อก ปีการผลิต 2568/69 โรงสีเก็บสต็อก 2&ndash;6 เดือน รัฐชดเชยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี เป้าหมาย 4 ล้านตัน &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;โครงการทั้งสาม ล้วนแต่มีความคืบหน้า โดยเฉพาะโครงการชดเชยดอกเบี้ย ที่กรมการค้าภายในกำกับดูแล โดยล่าสุด มีผู้ประกอบการ โรงสี สถาบันเกษตรกรเข้าร่วมแล้ว 217 ราย จาก 44 จังหวัดทั่วประเทศ และเริ่ม &ldquo;<strong>ซื้อข้าว</strong>&rdquo; แล้วตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.2568 ที่ผ่านมาขณะเดียวกัน ได้จัด &ldquo;<strong>ตลาดนัดข้าวเปลือก</strong>&rdquo; ทั่วประเทศ เริ่มตั้งแต่วันที่ 10 พ.ย.2568 มีเป้าจัดต่อเนื่องรวมกว่า 50 ครั้งใน 32 จังหวัด ครอบคลุมภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง จนถึงเดือน เม.ย.2569 ทำให้ตลาดซื้อขายข้าวมีความ &ldquo;<strong>คึกคัก</strong>&rdquo; และราคาในตลาดนัด &ldquo;<strong>สูงกว่า</strong>&rdquo; ตลาดทั่วไปเฉลี่ย 200-400 บาทต่อตัน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ผลจากการดำเนินมาตรการดูแลข้าวเปลือก ทั้งโครงการเก่า-ใหม่ ได้ผลักดันให้ &ldquo;<strong>ราคาข้าวเปลือก</strong>&rdquo; ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;โดยราคาข้าวเปลือก เมื่อวันที่ 3 พ.ย.2568 ซึ่งเป็นช่วงที่ผลผลิตเริ่มออกสู่ตลาดมาก&nbsp;<strong>ข้าวเปลือกหอมมะลิ</strong>&nbsp;12,900-14,100 บาทต่อตัน&nbsp;<strong>ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่</strong>&nbsp;12,000-13,800 บาทต่อตัน&nbsp;<strong>ข้าวเปลือกเจ้า&nbsp;</strong>6,100-6,800 บาทต่อตัน&nbsp;<strong>ข้าวเปลือกปทุมธานี</strong>&nbsp;8,000-8,300 บาทต่อตัน และ<strong>ข้าวเปลือกเหนียวเมล็ดยาว</strong>&nbsp;7,800-8,500 บาทต่อตัน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ส่วนราคาวันที่ 21 พ.ย.2568&nbsp;<strong>ข้าวเปลือกหอมมะลิ</strong>&nbsp;15,100&ndash;16,500 บาทต่อตัน&nbsp;<strong>ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่</strong>&nbsp;12,900-16,000 บาทต่อตัน&nbsp;<strong>ข้าวเปลือกเจ้า</strong>&nbsp;6,300&ndash;7,200 บาทต่อตัน&nbsp;<strong>ข้าวเปลือกปทุมธานี</strong>&nbsp;8,000&ndash;8,300 บาทต่อตัน และ<strong>ข้าวเปลือกเหนียวเมล็ดยาว</strong>&nbsp;8,000&ndash;10,500 บาทต่อตัน<br />
โดยราคาข้าวเปลือกหอมมะลิ &ldquo;<strong>ปรับตัวขึ้น</strong>&rdquo; สูงสุด 2,200-2,400 บาทต่อตัน ข้าวเปลือกเจ้าปรับเพิ่มขึ้นสูงสุด 200-400 บาทต่อตัน<br />
&ldquo;<strong>นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน</strong>&rdquo; บอกว่า ฤดูกาลผลิตปีนี้ ถือเป็นฤดูกาลที่ราคาข้าวเปลือกปรับตัวดีขึ้น พูดได้ว่า &ldquo;<strong>เร็วที่สุด</strong>&rdquo; ในรอบหลายปี&nbsp;<br />
ปรากฎการณ์ &ldquo;<strong>ราคาดีดตัวขึ้น</strong>&rdquo; ดังกล่าว เป็นผลจากการ &ldquo;<strong>ทำตลาดล่วงหน้า</strong>&rdquo; ที่นางศุภจีไปผลักดันขายให้จีนและสิงคโปร์รวม 6 แสนตัน และยังมีตลาดอื่น ๆ ที่กำลังเจรจาอีก บวกกับ &ldquo;<strong>มาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก</strong>&rdquo; ที่ นบข. ได้อนุมัติไว้ ทั้งเก่า-ใหม่ การจัด &ldquo;<strong>ตลาดนัดข้าวเปลือก</strong>&rdquo; ที่ดำเนินการพร้อมกันทั่วประเทศ และการคุมเข้มการซื้อข้าวเปลือก ทั้ง &ldquo;<strong>เครื่องชั่ง-เครื่องวัดความชื้น</strong>&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;ตอนนี้ &ldquo;<strong>เกษตรกร</strong>&rdquo; คง &ldquo;<strong>ยิ้มออก</strong>&rdquo; กันได้บ้าง</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/202511273d187e9919d3bb200ab4ea71837e2e1d233439.jpg' type='image/jpg' length='441575' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ต.ค.68 ปรับเพิ่มสู่ระดับเชื่อมั่นครั้งแรกในรอบ 7 เดือน]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/131305</link>
<guid isPermaLink="false">4dd8febe5d445212817a8b658740355d</guid>
<pubDate>Tue, 04 Nov 2025 13:02:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เดือน ต.ค.68 ปรับเข้าสู่ระดับเชื่อมั่นเป็นครั้งแรกในรอบ 7 เดือน หลังรัฐประกาศใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ คนละครึ่ง พลัส เพิ่มเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปี และส่งออกยังเติบโตได้ดี แต่คงยังกังวลเศรษฐกิจโตช้า ภาระหนี้สิน ค่าใช้จ่ายสูง สินค้าเกษตรผันผวน เศรษฐกิจโลกชะลอตัว</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือน ต.ค.2568 ที่สำรวจจากความคิดเห็นของประชาชน จำนวน 6,437 ราย ครอบคลุมประชาชนทั่วประเทศ อยู่ที่ระดับ 50.9 จากระดับ 49.4 ในเดือน ก.ย.2568 เป็นการปรับตัวเข้าสู่ระดับความเชื่อมั่นเป็นครั้งแรกในรอบ 7 เดือน สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของประชาชนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงเดือนที่ผ่านมา จากการประกาศใช้มาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ อาทิ โครงการคนละครึ่ง พลัส การเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้กับผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ การเข้าสู่ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวในช่วงปลายปี และการส่งออกยังเติบโตได้ดี<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต (3 เดือนข้างหน้า) อยู่ที่ระดับ 57.6 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 56.0 ซึ่งอยู่ในช่วงเชื่อมั่น เป็นผลจากความต่อเนื่องของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวฟื้นตัว และการส่งออกเพิ่ม ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบัน อยู่ที่ระดับ 40.9 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 39.6 อยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น เพราะแม้จะได้ผลดีจากมาตรการรัฐ แต่ประชาชนยังมีความกังวลเศรษฐกิจที่โตช้า ภาระหนี้สินและค่าใช้จ่ายสูง สินค้าเกษตรเผชิญการแข่งขันสูง การค้าระหว่างประเทศยังตึงเครียด การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ที่กระทบต่อการจ้างงานและการส่งออก &nbsp;</p>

<p>ทั้งนี้ ผลสำรวจปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค พบว่า ด้านเศรษฐกิจไทยส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 49.51 รองลงมา คือ มาตรการของภาครัฐ ร้อยละ 16.03 สังคม ความมั่นคง ร้อยละ 8.17 เศรษฐกิจโลก ร้อยละ 8.08 ราคาสินค้าเกษตร ร้อยละ 7.58 การเมือง ร้อยละ 6.54 ผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ร้อยละ 1.93 ภัยพิบัติ โรคระบาด ร้อยละ 1.40 และอื่น ๆ ร้อยละ 0.76 ตามลำดับ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายภูมิภาค จำนวน 5 ภูมิภาค พบว่า ดัชนีอยู่ในช่วงเชื่อมั่น 3 ภาค ได้แก่ กรุงเทพมหานครและปริมณฑล อยู่ที่ระดับ 56.0 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ที่ระดับ 52.9 และภาคใต้ อยู่ที่ระดับ 51.1 ในขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ภาคเหนือ อยู่ที่ระดับ 48.6 ซึ่งแม้อยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่น แต่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนเล็กน้อย และภาคกลางคงที่อยู่ที่ระดับ 48.8<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายอาชีพ จำนวน 7 อาชีพ พบว่า ความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นในทุกกลุ่มอาชีพ โดยมี 4 กลุ่มอาชีพที่ดัชนีอยู่ในช่วงเชื่อมั่น ได้แก่ พนักงานของรัฐ อยู่ที่ระดับ 55.1 นักศึกษา อยู่ที่ระดับ 53.1 ผู้ประกอบการ อยู่ที่ระดับ 53.0 และพนักงานเอกชน อยู่ที่ระดับ 50.0 ในขณะที่มี 3 กลุ่มอาชีพที่ดัชนีอยู่ต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่น โดยไม่ได้ทำงาน บำนาญ อยู่ที่ระดับ 49.8 เกษตรกร อยู่ที่ระดับ 49.4 และ อาชีพรับจ้างอิสระ อยู่ที่ระดับ 49.2 สำหรับกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 46.9 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าแต่ยังอยู่ต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ ยังคงเดินหน้ามาตรการที่เกี่ยวข้องเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน อาทิ มาตรการธงฟ้าราคาประหยัดเพื่อการบรรเทาภาระค่าใช้จ่าย การเตรียมความพร้อมสำหรับภาคธุรกิจ MSME เพื่อเปิดโอกาสและศักยภาพใหม่ในการพัฒนาธุรกิจ การเสริมสร้างข้อมูลสำหรับผู้ประกอบการต่าง ๆ เพื่อให้สามารถนำไปใช้ในการปรับปรุงกลยุทธ์และเพิ่มขีดความสามารถในการดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเตรียมความพร้อมสำหรับสถานการณ์การท่องเที่ยวและเทศกาลช่วงปลายปี อาทิ การควบคุมราคาสินค้าในช่วงเทศกาล และส่งเสริมการกระจายรายได้สู่ชุมชนในช่วงเวลาสำคัญ ซึ่งจะช่วยลดความกังวลของประชาชนและส่งเสริมบรรยากาศเชิงบวกที่เอื้อต่อการใช้จ่ายและกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในภาพรวม</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/2025110478e7ac889d4b9d500e97d1f4a68485e9130431.jpg' type='image/jpg' length='493783' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ดัชนีราคาผู้ผลิต ต.ค.68 ลด 1.4% จากการหดตัวของราคาเกษตร กลุ่มพลังงาน]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/131187</link>
<guid isPermaLink="false">15d4b3b146b75385513cba06422356c5</guid>
<pubDate>Mon, 03 Nov 2025 14:59:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>สนค.เผยดัชนีราคาผู้ผลิต เดือน ต.ค.68 ลดลง 1.4% จากการหดตัวของราคาสินค้าหมวดผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร จากผลผลิตเพิ่มขึ้น ราคาพลังงานปรับตัวลดลงตามราคาตลาดโลก และกำลังซื้อชะลอตัวจากหนี้ครัวเรือนสูง คาด พ.ย. ลดลงต่อ เหตุเจอสินค้าราคาถูกเข้ามากดดัน เศรษฐกิจคู่ค้าชะลอ ส่งผลกระทบต่อราคาส่งออก หวังคนละครึ่ง พลัส เร่งเบิกจ่ายงบ ดันดัชนีราคาดีขึ้น</strong>&nbsp;&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้ผลิตของไทย เดือน ต.ค.2568 เท่ากับ 109.3 ลดลง 1.4% มีสาเหตุสำคัญจากหดตัวจากราคาสินค้าในหมวดผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร เนื่องจากอุปทานส่วนเกินในประเทศสูงตามปริมาณผลผลิตที่ออกมาก ราคาพลังงานที่ปรับตัวลดลงตามราคาตลาดโลก และกำลังซื้อภายในประเทศที่อ่อนแอจากภาวะหนี้ครัวเรือนที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ผู้ผลิตไม่สามารถปรับราคาสินค้าได้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับรายละเอียดดัชนีราคาผู้ผลิต ที่ปรับตัวลดลง พบว่า หมวดผลิตภัณฑ์เกษตรกรรมและการประมง ลดลง 13.9% จากสินค้าสำคัญผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ประกอบด้วย ข้าวเปลือกเจ้า ข้าวเปลือกเหนียว จากราคาส่งออกในปีนี้หดตัวตามการแข่งขันในตลาดโลกที่สูง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จากราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ประเภทอื่นในปีนี้ปรับตัวลดลง หัวมันสำปะหลังสด จากการส่งออกไปยังประเทศคู่ค้าสำคัญซึ่งมีความต้องการที่ลดลงในอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง ยางพารา เนื่องจากความต้องการของตลาดปลายทางชะลอตัว สุกรมีชีวิต และโคมีชีวิต จากความต้องการบริโภคที่ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ ส่งผลให้ราคาหน้าฟาร์มลดลง โดยสินค้าที่ราคาปรับสูงขึ้น ประกอบด้วยสัตว์น้ำจากการประมง (ปลากะพง ปลาทู ปลาหมึกกล้วย) จากความต้องการบริโภคในปีนี้ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย<br />
<br />
หมวดผลิตภัณฑ์จากเหมือง ลดลง 7.0% จากการลดลงของราคาสินค้าสำคัญ ได้แก่ น้ำมันปิโตรเลียมดิบ และก๊าซธรรมชาติ ซึ่งราคาเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกับตลาดโลก ขณะที่มีการเพิ่มขึ้นของผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่ได้จากการทำเหมือง (หินก่อสร้าง) จากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของผู้ประกอบการ</p>

<p>ส่วนหมวดผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เพิ่มขึ้น 0.5% จากการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ ประกอบด้วย กลุ่มผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมอื่น ๆ ได้แก่ ทองคำ และเครื่องประดับ (เครื่องประดับเงิน เครื่องประดับพลอย) จากอุปสงค์ของตลาดโลกที่ยังนิยมการถือครองทรัพย์สินปลอดภัย กลุ่มยานยนต์ ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ ได้แก่ รถยนต์ส่วนบุคคลและรถบรรทุกขนาดเล็ก จากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของผู้ประกอบการ กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ทำจากแร่อโลหะ ได้แก่ อิฐก่อสร้าง ปูนซีเมนต์ ผลิตภัณฑ์คอนกรีตที่ใช้ในงานก่อสร้าง จากอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นในประเทศจากการซ่อมแซมสิ่งปลูกสร้าง รวมทั้งต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น กลุ่มไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้ ได้แก่ ไม้ปาร์ติเคิล ผลิตภัณฑ์ไม้ (บานหน้าต่าง วงกบหน้าต่าง) จากต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้นของไม้นำเข้าจากต่างประเทศ<br />
<br />
ทั้งนี้ สินค้าสำคัญที่ราคาลดลง ประกอบด้วย กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหาร ได้แก่ เนื้อสุกร ข้าวสารเจ้า มันเส้น น้ำตาลทราย มีราคาลดลงตามอุปสงค์ที่ชะลอตัวประกอบกับการแข่งขันกันสูงในตลาดโลก กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นปิโตรเลียม ได้แก่ น้ำมันดีเซล น้ำมันเครื่องบิน น้ำมันเตา น้ำมันก๊าด ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ยางมะตอย น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 และน้ำมันหล่อลื่น เนื่องจากเคลื่อนไหวตามทิศทางราคาตลาดโลก กลุ่มเคมีภัณฑ์และผลิตภัณฑ์เคมี ได้แก่ เม็ดพลาสติกและพลาสติกขั้นต้น จากต้นทุนวัตถุดิบปิโตรเคมีที่ลดลง กลุ่มผลิตภัณฑ์ยางและพลาสติก ได้แก่ ยางแผ่นรมควัน ยางแท่ง และน้ำยางข้น จากการลดลงของอุปสงค์ของตลาดในภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง<br />
<br />
นายนันทพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มดัชนีราคาผู้ผลิตเดือน พ.ย.2568 ยังมีแนวโน้มหดตัวเล็กน้อย โดยมีปัจจัยสำคัญจากสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศที่เข้ามากดดันราคาสินค้าของผู้ผลิตในประเทศ การชะลอตัวทางเศรษฐกิจของตลาดปลายทางสำคัญ กดดันราคาสินค้าผู้ผลิตในภาคการส่งออก แต่ก็มีปัจจัยสนับสนุนที่อาจจะส่งผลให้ดัชนีราคาผู้ผลิตปรับตัวสูงขึ้น ได้แก่ การฟื้นตัวของอุปสงค์ทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ ประกอบกับมาตรการของภาครัฐ เช่น มาตรการคนละครึ่งพลัส หรือมาตรการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณช่วงปลายปี อาจช่วยหนุนราคาสินค้าผู้ผลิตให้ปรับตัวดีขึ้น โดยจะต้องมีการติดตามและประเมินสถานการณ์ภาคการผลิตอย่างใกล้ชิดต่อไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20251103d75e3e670d950b84a36f36b573fee504145934.jpg' type='image/jpg' length='114801' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ค้าขายกัมพูชาวูบ 99.9% เมียนมาลด 40% ฉุดค้าชายแดน-ผ่านแดน ก.ย.หดตัว 4.7%]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/130614</link>
<guid isPermaLink="false">2c65f59a38654046727e32459ae8002c</guid>
<pubDate>Thu, 30 Oct 2025 13:34:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าต่างประเทศเผยการค้าชายแดนและผ่านแดน เดือน ก.ย.68 มีมูลค่า 141,694 ล้านบาท ลดลง 4.7% ส่งออกไปกัมพูชาลดมากสุด 99.9% จากการปิดด่าน และเมียนมา ลด 40% จากการควบคุมส่งออกน้ำมัน สินค้าเกี่ยวเนื่อง และเมียนมาคุมนำเข้า ส่วนการค้าผ่านแดน เพิ่ม 14.2% ได้แรงหนุนส่งออกไปจีน สิงคโปร์ และเวียดนาม ที่เพิ่มขึ้น รวม 9 เดือน มูลค่าการค้าชายแดนและผ่านแดน 1.48 ล้านล้านบาท เพิ่ม 7.7%</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า การค้าชายแดนและการค้าผ่านแดน เดือน ก.ย.2568 มีมูลค่า 141,694 ล้านบาท ลดลง 4.7% เป็นการส่งออก 74,941 ล้านบาท ลด 12.4% และการนำเข้า 66,753 ล้านบาท เพิ่ม 5.9% ได้ดุลการค้า 8,188 ล้านบาท และรวม 9 เดือนของปี 2568 (ม.ค.-ก.ย.) การค้าชายแดนและการค้าผ่านแดนมีมูลค่ารวม 1,480,095 ล้านบาท เพิ่ม 7.7% เป็นการส่งออก 838,474 ล้านบาท เพิ่ม 5.4% และการนำเข้า 641,621 ล้านบาท เพิ่ม 10.8% ได้ดุลการค้า 196,853 ล้านบาท<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ การค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน 4 ประเทศ ในเดือน ก.ย.2568 มีมูลค่า 60,079 ล้านบาท ลดลง 22.2% เป็นการส่งออก 35,590 ล้านบาท ลด 23.6% การนำเข้า 24,488 ล้านบาท ลด 20.0% ได้ดุลการค้า 11,102 ล้านบาท โดยการค้าชายแดนกับมาเลเซียมีมูลค่าสูงสุด 26,714 ล้านบาท เพิ่ม 4.7% รองลงมา คือ สปป.ลาว 23,952 ล้านบาท เพิ่ม 8.8% เมียนมา 9,401 ล้านบาท ลด 40.0% และกัมพูชา 11 ล้านบาท ลด 99.9% ซึ่งสินค้าส่งออกชายแดนสำคัญในเดือน ก.ย.2568 ได้แก่ น้ำมันดีเซล 2,205 ล้านบาท น้ำยางข้น 1,074 ล้านบาท และน้ำมันสำเร็จรูปอื่น ๆ 1,072 ล้านบาท และรวม 9 เดือนปี 2568 การค้าชายแดนมีมูลค่ารวม 696,298 ล้านบาท ลด 5.6% เป็นการส่งออก 413,492 ล้านบาท ลด 8.4% และการนำเข้า 282,806 ล้านบาท ลด 1.0%</p>

<p>ส่วนการค้าผ่านแดนไปประเทศที่สาม เดือน ก.ย.2568 มีมูลค่า 81,616 ล้านบาท เพิ่ม 14.2% เป็นการส่งออก 39,351 ล้านบาท เพิ่ม 0.9% และการนำเข้า 42,265 ล้านบาท เพิ่ม 30.2% โดยการค้าผ่านแดนไปจีน มีมูลค่าสูงสุด 43,184 ล้านบาท เพิ่ม 9.9% รองลงมา คือ สิงคโปร์ และเวียดนาม มีมูลค่า 14,767 ล้านบาท เพิ่ม 60.7% และ 7,684 ล้านบาท เพิ่ม 31.3% ตามลำดับ ซึ่งสินค้าส่งออกผ่านแดนสำคัญ ได้แก่ ฮาร์ด ดิสก์ ไดรฟ์ 10,130 ล้านบาท เครื่องรับโทรศัพท์และอุปกรณ์ 3,679 ล้านบาท และผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ 2,598 ล้านบาท รวม 9 เดือนปี 2568 การค้าผ่านแดนมีมูลค่ารวม 783,797 ล้านบาท เพิ่ม 23.1% เป็นการส่งออก 424,982 ล้านบาท เพิ่ม 23.6% และการนำเข้า 358,815 ล้านบาท เพิ่ม 22.4%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอารดากล่าวว่า การค้าชายแดนของไทยในเดือน ก.ย.2568 ที่ลดลง 22.2% เป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 โดยการค้าชายแดนไทย&ndash;กัมพูชา ลดลงมากสุด 99.9% เพราะได้รับผลกระทบจากมาตรการควบคุมจุดผ่านแดนและข้อจำกัดด้านการขนส่ง ส่วนการค้าชายแดนไทย-เมียนมา ลด 39% จากมาตรการของไทยในการควบคุมการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิง โดยดีเซลและน้ำมันสำเร็จรูปอื่น ๆ ลดถึง 70.1% และ 75.6% ตามลำดับ และสินค้าที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ อาทิ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า โซลาร์เซลล์ แบตเตอรี เครื่องมือสื่อสาร ก็ส่งออกได้ลดลง และเมียนมามีมาตรการควบคุมการนำเข้า ทำให้การส่งออกชะลอตัว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทางด้านการค้าผ่านแดนในเดือน ก.ย.2568 ที่ขยายตัว 14.2% มาจากการส่งออกผ่านแดนไปสิงคโปร์เพิ่มขึ้นถึง 112.9% จากสินค้าส่งออกที่ขยายตัวสูง ได้แก่ เครื่องรับโทรศัพท์และอุปกรณ์ 3,469 ล้านบาท เพิ่ม 231,928.9% เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อื่น ๆ 1,204 ล้านบาท เพิ่ม 57.6% และฮาร์ด ดิสก์ ไดรฟ์ 1,169 ล้านบาท เพิ่ม 105.5% และการส่งออกผ่านแดนไปเวียดนาม เพิ่ม 20.2% จากสินค้าส่งออกที่ขยายตัวสูง ได้แก่ สินค้าปศุสัตว์อื่น ๆ เช่น โค 881 ล้านบาท เพิ่ม 355.8% หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ 89 ล้านบาท เพิ่ม 43.7% และเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อื่น ๆ 80 ล้านบาท เพิ่ม 4,531.7%<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/202510304a700979f031210ebcc51318fce0767f133415.jpg' type='image/jpg' length='450654' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ดัชนีราคาส่งออก ก.ย.เพิ่ม 0.5% จากแรงซื้ออิเล็กทรอนิกส์ ทองคำ อาหารแปรรูป]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/130612</link>
<guid isPermaLink="false">870a9f6f15e17cf8d3c3c016212abec9</guid>
<pubDate>Thu, 30 Oct 2025 13:31:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>สนค.เผยดัชนีราคาส่งออก เดือน ก.ย.68 เพิ่ม 0.5% ได้แรงหนุนจากความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ทองคำ และอาหารแปรรูป ส่วนดัชนีราคานำเข้า เพิ่ม 3.7% เหตุนำเข้าสินค้าทุน วัตถุดิบ มาผลิตใช้ในประเทศและส่งออก เศรษฐกิจไทยดีขึ้น ทำให้การบริโภคเพิ่มขึ้น คาดดัชนีทั้งส่งออกนำเข้าไตรมาส 4 ยังขยายตัวต่อ</strong><br />
<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า ดัชนีราคาส่งออก เดือน ก.ย.2568 เท่ากับ 111.4 เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.5% โดยได้รับปัจจัยบวกจากความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ทองคำ และอาหารแปรรูปเป็นสำคัญ ส่วนดัชนีราคานำเข้า เท่ากับ 116.4 เพิ่มขึ้น 3.7% ตามความต้องการนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบ เพื่อใช้ในการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมภายในประเทศและส่งออก รวมถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อเศรษฐกิจโดยรวมของไทยในเดือน ก.ย.2568 มีทิศทางปรับตัวดีขึ้น ทำให้ความต้องการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้น<br />
<br />
สำหรับรายละเอียดดัชนีราคาส่งออก ที่เพิ่มขึ้น มาจากการเพิ่มของหมวดสินค้าอุตสาหกรรม 1.6% ได้แก่ ทองคำ เนื่องจากความกังวลต่อเศรษฐกิจโลก ทำให้ความต้องการถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มขึ้น เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ตามความต้องการอุปกรณ์และชิ้นส่วน เพื่อรองรับการลงทุนในดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และศูนย์ข้อมูล (Data Center) และเครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ตามความต้องการของตลาดเครื่องปรับอากาศแบบประหยัดพลังงาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และหมวดสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร เพิ่ม 0.9% ได้แก่ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ราคายังอยู่ในเกณฑ์ดีตามความต้องการของตลาด และอาหารสัตว์เลี้ยง ตามความต้องการอาหารสัตว์เลี้ยงประเภทพรีเมียม หรือสูตรสุขภาพ และเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ ตามความต้องการเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพเพิ่มขึ้น<br />
<br />
ส่วนหมวดสินค้าที่ดัชนีราคาส่งออกลดลง ประกอบด้วย หมวดสินค้าเกษตรกรรม ลดลง 6.4% ได้แก่ ข้าว ผลไม้สดแช่เย็น แช่แข็งและแห้ง ยางพารา และผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ราคายังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากปัญหาอุปทานส่วนเกิน และความต้องการนำเข้าจากประเทศคู่ค้าหลักชะลอตัว ประกอบกับเผชิญกับการแข่งขันด้านราคาจากประเทศคู่แข่ง และหมวดสินค้าแร่และเชื้อเพลิง ลดลง 5.3% โดยเฉพาะน้ำมันสำเร็จรูป ตามทิศทางความเคลื่อนไหวราคาน้ำมันดิบตลาดโลกที่ปรับตัวลดลง</p>

<p>ทางด้านดัชนีราคานำเข้าที่เพิ่มขึ้น มาจากการเพิ่มขึ้นของหมวดสินค้าอุปโภคบริโภค 7.2% ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม เครื่องประดับอัญมณี และเครื่องใช้เบ็ดเตล็ด ตามความต้องการสินค้าเพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภคของประเทศ หมวดสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป เพิ่มขึ้น 6.0% โดยเฉพาะทองคำ ตามความต้องการสำรองทองคำของธนาคารกลางหลายแห่ง เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ปุ๋ย ตามต้นทุนวัตถุดิบในการผลิตปุ๋ยเพิ่มขึ้น และสินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ ตามทิศทางราคาตลาดโลกของโลหะสำคัญเพิ่มขึ้น อาทิ ทองแดง และอะลูมิเนียม หมวดสินค้าทุน เพิ่มขึ้น 4.9% ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ และเครื่องมือ เครื่องใช้ทางวิทยาศาสตร์ การแพทย์ การทดสอบ ตามความต้องการสินค้าเพื่อรองรับการขยายตัวของภาคการผลิต การลงทุน และการเติบโตของเทคโนโลยีดิจิทัล รวมถึงความต้องการอุปกรณ์ทางการแพทย์และห้องปฏิบัติการยังอยู่ในระดับสูง<br />
<br />
ขณะที่หมวดสินค้าเชื้อเพลิง ลดลง 5.3% โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบตามความกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปทานล้นตลาด ประกอบกับเศรษฐกิจโลกมีสัญญาณชะลอลง ส่งผลให้ความต้องการใช้พลังงานน้อยลง สำหรับหมวดยานพาหนะและอุปกรณ์การขนส่ง ดัชนีราคาไม่เปลี่ยนแปลง แต่มีการเปลี่ยนแปลงในบางกลุ่มสินค้าสำคัญ โดยสินค้าที่มีราคาสูงขึ้น คือ ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ ตามความต้องการนำเข้าชิ้นส่วนเพื่อประกอบการผลิต และส่งออกเพิ่มขึ้น ขณะที่สินค้าที่มีราคาลดลง คือ รถยนต์โดยสารและรถบรรทุก ตามความต้องการที่ชะลอลง ประกอบกับมีการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงในตลาด<br />
<br />
นายนันทพงษ์กล่าวว่า ดัชนีราคาส่งออกและดัชนีราคานำเข้า ไตรมาสที่ 4 ปี 2568 คาดว่ามีแนวโน้มขยายตัวเล็กน้อย โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากความต้องการบริโภคสินค้าเกษตรแปรรูปและอาหารในตลาดโลกยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง สินค้าอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีตามการขยายตัวของ AI และ Data Center รวมถึงอุตสาหกรรม EV ยังเป็นที่ต้องการของตลาดทั่วโลก ต้นทุนการผลิตมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น และไตรมาสสุดท้ายของปีซึ่งเป็นช่วงเทศกาลเฉลิมฉลองทั่วโลก อาจส่งผลให้มีคำสั่งซื้อจากตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้น<br />
<br />
ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่ การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและประเทศคู่ค้าหลัก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังมีแนวโน้มยืดเยื้อในหลายภูมิภาค ความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าและภาษีของสหรัฐฯ ราคาสินค้าเกษตรสำคัญบางกลุ่มเผชิญกับปัญหาอุปทานส่วนเกินและการแข่งขันทางด้านราคา และเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่า ที่เป็นปัจจัยกดดันการขยายตัวด้านราคาของไทย</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/202510309da08b2110ceae032927ac40e5215c26133132.jpg' type='image/jpg' length='426457' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ยันกินเจปีนี้ ผู้บริโภคเบาใจได้ ผักมีเพียงพอ ราคาส่วนใหญ่ต่ำกว่าปีก่อน]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/128270</link>
<guid isPermaLink="false">8eff8b88ccc9ffa9896b4f8dc2d2942b</guid>
<pubDate>Thu, 16 Oct 2025 14:56:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าภายในจับมือตลาดกลาง ตลาดสด ติดตามสถานการณ์ราคาผักรับเทศกาลกินเจ ยันปีนี้ราคาส่วนใหญ่ต่ำกว่าปีก่อน เหตุฝนตกต่อเนื่อง กระจาย และไม่หนักเฉพาะจุดเหมือนปีก่อน ทำให้ผักไม่เสียหาย อาจโตช้าบ้าง แต่ผลผลิตภาพรวมมีเพียงพอ ส่วนพื้นที่ไหน ไม่เพียงพอ ได้เชื่อมโยงนำผลผลิตจากแหล่งปลูกเข้าไปจำหน่ายแล้ว &nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ร่วมกับสมาคมการค้าตลาดกลางค้าส่งสินค้าเกษตรไทย และตลาดกลางสินค้าเกษตรที่สำคัญของประเทศ ได้แก่ ตลาดไท ตลาดสี่มุมเมือง ตลาดศรีเมือง และตลาดล้านเมือง ซึ่งเป็นศูนย์กลางกระจายผักไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ ติดตามสถานการณ์ราคาผักสดในตลาดอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินปริมาณผลผลิตและแนวโน้มราคาอย่างต่อเนื่อง เพราะช่วงเทศกาลกินเจของทุกปี ความต้องการบริโภคผักจะเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ราคาผักบางชนิดขยับสูงขึ้นบ้างเป็นปกติ แต่ปีนี้สถานการณ์โดยรวมยังถือว่าดีมาก ผลผลิตไม่ได้รับความเสียหาย และราคาหลายรายการยังถูกกว่าปีก่อน จึงขอให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าสามารถซื้อผักได้ในราคาที่เหมาะสมตลอดเทศกาลกินเจ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยผลการติดตามสถานการณ์ล่าสุด พบว่า ราคาผักส่วนใหญ่ต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน อาทิ กะหล่ำปลี กิโลกรัม (กก.) ละ 10 บาท จาก 16 บาทในปีก่อน ผักกาดขาว กก.ละ 10 บาท จาก 13 บาท ถั่วฝักยาว กก.ละ 16 บาท จาก 25 บาท ผักบุ้งจีน กก.ละ 14 บาท จาก 25 บาท หัวไชเท้า กก.ละ 20 บาท จาก 30 บาท คะน้า กก.ละ 20 บาท จาก 40 บาท และแครอท กก.ละ 12 บาท จาก 18 บาท โดยบางรายการมีราคาทรงตัว เช่น มะระจีน กก.ละ 20 บาท และแตงกวา กก.ละ 18 บาท</p>

<p>ทั้งนี้ แม้ฝนจะตกต่อเนื่องทั่วประเทศ แต่ลักษณะฝนปีนี้ เป็นแบบกระจาย ไม่ตกหนักเฉพาะจุดเหมือนปีก่อน จึงไม่สร้างความเสียหายรุนแรงต่อแหล่งเพาะปลูก มีเพียงบางพื้นที่ ๆ ผักเติบโตช้าจากการได้รับแสงแดดไม่เพียงพอ แต่ไม่มีผลต่อปริมาณรวมของผักที่เข้าสู่ตลาด โดยเฉพาะผักใบเขียวที่เป็นที่ต้องการสูงในช่วงกินเจ ยังมีเพียงพอต่อความต้องการบริโภค<br />
<br />
สำหรับกรณีผักคะน้าที่ราคาปรับสูงขึ้นบางช่วง ผู้บริหารตลาดศรีเมืองชี้แจงว่า แหล่งผลิตหลักใน จ.กาญจนบุรีได้รับผลกระทบจากฝนตกหนัก ทำให้ผลผลิตบางส่วนเสียหาย แต่ยังมีสินค้าทดแทนจาก จ.สุพรรณบุรีและพื้นที่ใกล้เคียงเข้ามาช่วยเสริมปริมาณได้เพียงพอ ทำให้ตลาดยังมีผักคะน้าจำหน่ายอย่างต่อเนื่องและไม่ขาดตลาด ส่วนราคาต้นหอมและผักชี ซึ่งเป็นผักที่ไม่ได้ใช้บริโภคในเทศกาลกินเจ มีราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ยังไม่สูงเท่าปีก่อน โดยปีนี้ราคาต้นหอมอยู่ที่ กก.ละ 60-80 บาท จาก 150-170 บาท ผักชีอยู่ที่ กก.ละ 100-120 บาท จาก 100-110 บาท เนื่องจากได้รับผลกระทบสภาพอากาศที่มีฝนตกหนักต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภาคเหนือ ส่งผลให้ผลผลิตผักใบที่ปลูกมากในจังหวัดเหล่านี้ได้รับความเสียหาย ปริมาณผลผลิตเข้าสู่ตลาดน้อยลง<br />
<br />
อย่างไรก็ตาม เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน กรมได้ทำการเชื่อมโยงผลผลิตพืชผักชนิดต่าง ๆ จากแหล่งผลิตในโซนภาคกลาง และตลาดกลางสินค้าเกษตร ไปจำหน่ายในพื้นที่ประสบปัญหาผักไม่เพียงพอต่อความต้องการบริโภค หรือมีแนวโน้มจะมีปัญหาราคาปรับสูงขึ้นแล้ว ทั้งนี้ หากประชาชนไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการซื้อสินค้า หรือพบเห็นการจำหน่ายในราคาสูงเกินสมควร สามารถแจ้งร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัด และสำนักงานชั่งตวงวัดสาขาทั่วประเทศ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบโดยเร็ว โดยกรมจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าผักสดมีเพียงพอตลอดช่วงเทศกาลกินเจปีนี้</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20251016b7f0259dbffd0236a902f1e5f9c0b4f8145651.jpg' type='image/jpg' length='467996' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[คนไทยหวังคนละครึ่งพลัส-ท่องเที่ยวฟื้น ดันดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ก.ย.68 เพิ่ม]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/127350</link>
<guid isPermaLink="false">67abe5e3d0ac0a7287c1cbc59533037d</guid>
<pubDate>Thu, 09 Oct 2025 16:28:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เดือน ก.ย.68 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 49.4 เหตุประชาชนมีความหวังจากมาตรการคนละครึ่งพลัส และการท่องเที่ยวฟื้นตัวช่วงปลายปี ที่จะช่วยกระตุ้นการใช้จ่าย แต่ยังต้องระวังเรื่องหนี้สิน ภัยธรรมชาติ ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ส่งออกชะลอ บาทแข็ง เป็นปัจจัยกดดัน</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน จำนวน 5,793 ราย ครอบคลุมประชาชนทั่วประเทศ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบัน เดือน ก.ย.2568 อยู่ที่ระดับ 39.6 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 39.2 ในเดือนก่อนหน้า และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต (3 เดือนข้างหน้า) อยู่ที่ระดับ 56.0 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 53.7 ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม อยู่ที่ระดับ 49.4 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 47.9<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค พบว่า ด้านเศรษฐกิจไทยส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 47.90 รองลงมา คือ มาตรการของภาครัฐ ร้อยละ 12.84 การเมือง ร้อยละ 9.93 สังคม ความมั่นคง ร้อยละ 9.15 เศรษฐกิจโลก ร้อยละ 8.16 ราคาสินค้าเกษตร ร้อยละ 6.51 ผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ร้อยละ 2.16 อื่น ๆ ร้อยละ 1.97 และภัยพิบัติ โรคระบาด ร้อยละ 1.38 ตามลำดับ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;ความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวมที่เพิ่มขึ้น ยังอยู่ในระดับที่ไม่เชื่อมั่น แต่ก็ใกล้จะเชื่อมั่น เพราะผู้บริโภคมีความหวังจากมาตรการรัฐบาล โดยเฉพาะโครงการคนละครึ่งพลัส ที่จะเริ่มลงทะเบียนในเดือน ต.ค.2568 การท่องเที่ยวขยายตัวช่วงปลายปี ที่จะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายและสนับสนุนธุรกิจในประเทศ โดยยังต้องระวังเรื่องภาระหนี้สิน ภัยธรรมชาติ ความขัดแย้งระหว่างประเทศ การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ที่ส่งผลกระทบต่อการผลิตและส่งออก และเงินบาทแข็งค่า จะเป็นปัจจัยกดดันความเชื่อมั่น&rdquo;<br />
ทั้งนี้ หากดูดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายภูมิภาค จำนวน 5 ภูมิภาค พบว่า ดัชนีอยู่ในช่วงเชื่อมั่น 1 ภาค ได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ที่ระดับ 51.9 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคกรุงเทพมหานครและปริมณฑล อยู่ที่ระดับ 49.9 ภาคกลาง อยู่ที่ระดับ 48.8 และ ภาคเหนือ อยู่ที่ระดับ 46.9 ซึ่งแม้อยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่น แต่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ยกเว้นดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของภาคใต้ลดลงเล็กน้อยอยู่ที่ระดับ 48.7<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ด้านดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายอาชีพ จำนวน 7 อาชีพ พบว่า มี 3 กลุ่มอาชีพที่ดัชนีอยู่ในช่วงเชื่อมั่น ได้แก่ พนักงานของรัฐ อยู่ที่ระดับ 53.3 นักศึกษา อยู่ที่ระดับ 52.3 และผู้ประกอบการ อยู่ที่ระดับ 50.5 ขณะที่มี 4 กลุ่มอาชีพที่ดัชนีอยู่ต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่น โดยพนักงานเอกชน อยู่ที่ระดับ 49.1 อาชีพรับจ้างอิสระ อยู่ที่ระดับ 47.5 เกษตรกร อยู่ที่ระดับ 48.1 และไม่ได้ทำงาน บำนาญ อยู่ที่ระดับ 48.5 สำหรับกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคยังอยู่ต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่น โดยอยู่ที่ระดับ 43.0 แต่เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า<br />
<br />
อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์จะติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจและการค้าทั้งในและต่างประเทศอย่างใกล้ชิด พร้อมพิจารณามาตรการที่เหมาะสมในการดูแลค่าครองชีพของประชาชนและสนับสนุนภาคธุรกิจให้สามารถปรับตัวและรักษาความสามารถในการแข่งขัน ตลอดจนขยายตลาดส่งออก สร้างโอกาสทางการค้าใหม่ ๆ รวมถึงการเร่งเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) เพื่อเปิดตลาดการค้าใหม่และเพิ่มศักยภาพทางการค้าของไทยในระยะยาว ซึ่งจะช่วยรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคและผู้ประกอบการต่อไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/2025100995875f137611a8221510a29c0293730b162900.jpg' type='image/jpg' length='571384' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[คนไทยหวังคนละครึ่งพลัส-ท่องเที่ยวฟื้น ดันดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ก.ย.68 เพิ่ม]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/127351</link>
<guid isPermaLink="false">a8bebb620e39427a05e88b440f9e94ff</guid>
<pubDate>Thu, 09 Oct 2025 16:28:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เดือน ก.ย.68 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 49.4 เหตุประชาชนมีความหวังจากมาตรการคนละครึ่งพลัส และการท่องเที่ยวฟื้นตัวช่วงปลายปี ที่จะช่วยกระตุ้นการใช้จ่าย แต่ยังต้องระวังเรื่องหนี้สิน ภัยธรรมชาติ ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ส่งออกชะลอ บาทแข็ง เป็นปัจจัยกดดัน</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน จำนวน 5,793 ราย ครอบคลุมประชาชนทั่วประเทศ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบัน เดือน ก.ย.2568 อยู่ที่ระดับ 39.6 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 39.2 ในเดือนก่อนหน้า และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต (3 เดือนข้างหน้า) อยู่ที่ระดับ 56.0 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 53.7 ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม อยู่ที่ระดับ 49.4 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 47.9<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค พบว่า ด้านเศรษฐกิจไทยส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 47.90 รองลงมา คือ มาตรการของภาครัฐ ร้อยละ 12.84 การเมือง ร้อยละ 9.93 สังคม ความมั่นคง ร้อยละ 9.15 เศรษฐกิจโลก ร้อยละ 8.16 ราคาสินค้าเกษตร ร้อยละ 6.51 ผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ร้อยละ 2.16 อื่น ๆ ร้อยละ 1.97 และภัยพิบัติ โรคระบาด ร้อยละ 1.38 ตามลำดับ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;ความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวมที่เพิ่มขึ้น ยังอยู่ในระดับที่ไม่เชื่อมั่น แต่ก็ใกล้จะเชื่อมั่น เพราะผู้บริโภคมีความหวังจากมาตรการรัฐบาล โดยเฉพาะโครงการคนละครึ่งพลัส ที่จะเริ่มลงทะเบียนในเดือน ต.ค.2568 การท่องเที่ยวขยายตัวช่วงปลายปี ที่จะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายและสนับสนุนธุรกิจในประเทศ โดยยังต้องระวังเรื่องภาระหนี้สิน ภัยธรรมชาติ ความขัดแย้งระหว่างประเทศ การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ที่ส่งผลกระทบต่อการผลิตและส่งออก และเงินบาทแข็งค่า จะเป็นปัจจัยกดดันความเชื่อมั่น&rdquo;<br />
ทั้งนี้ หากดูดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายภูมิภาค จำนวน 5 ภูมิภาค พบว่า ดัชนีอยู่ในช่วงเชื่อมั่น 1 ภาค ได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ที่ระดับ 51.9 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคกรุงเทพมหานครและปริมณฑล อยู่ที่ระดับ 49.9 ภาคกลาง อยู่ที่ระดับ 48.8 และ ภาคเหนือ อยู่ที่ระดับ 46.9 ซึ่งแม้อยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่น แต่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ยกเว้นดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของภาคใต้ลดลงเล็กน้อยอยู่ที่ระดับ 48.7<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ด้านดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายอาชีพ จำนวน 7 อาชีพ พบว่า มี 3 กลุ่มอาชีพที่ดัชนีอยู่ในช่วงเชื่อมั่น ได้แก่ พนักงานของรัฐ อยู่ที่ระดับ 53.3 นักศึกษา อยู่ที่ระดับ 52.3 และผู้ประกอบการ อยู่ที่ระดับ 50.5 ขณะที่มี 4 กลุ่มอาชีพที่ดัชนีอยู่ต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่น โดยพนักงานเอกชน อยู่ที่ระดับ 49.1 อาชีพรับจ้างอิสระ อยู่ที่ระดับ 47.5 เกษตรกร อยู่ที่ระดับ 48.1 และไม่ได้ทำงาน บำนาญ อยู่ที่ระดับ 48.5 สำหรับกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคยังอยู่ต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่น โดยอยู่ที่ระดับ 43.0 แต่เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า<br />
<br />
อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์จะติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจและการค้าทั้งในและต่างประเทศอย่างใกล้ชิด พร้อมพิจารณามาตรการที่เหมาะสมในการดูแลค่าครองชีพของประชาชนและสนับสนุนภาคธุรกิจให้สามารถปรับตัวและรักษาความสามารถในการแข่งขัน ตลอดจนขยายตลาดส่งออก สร้างโอกาสทางการค้าใหม่ ๆ รวมถึงการเร่งเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) เพื่อเปิดตลาดการค้าใหม่และเพิ่มศักยภาพทางการค้าของไทยในระยะยาว ซึ่งจะช่วยรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคและผู้ประกอบการต่อไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/2025100995875f137611a8221510a29c0293730b162900.jpg' type='image/jpg' length='571384' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[8 เดือน ปี 68 ส่งออกข้าว 5.04 ล้านตัน ลด 23.98% มัน 6.37 ล้านตัน เพิ่ม 36.70%]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/125920</link>
<guid isPermaLink="false">548f296f3cac44e4e5d28a46038ee226</guid>
<pubDate>Tue, 30 Sep 2025 14:13:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าต่างประเทศเผยส่งออกข้าว ช่วง 8 เดือน ปี 68 ทำได้ 5.04 ล้านตัน ลด 23.98% เหตุผลผลิตข้าวโลกเพิ่ม อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ชะลอนำเข้า เงินบาทแข็ง ทำขีดความสามารถในการแข่งขันลดลง ยังมั่นใจ ปี 68 จะส่งออกได้ตามเป้า 7.5 ล้านตัน หลังลุยขายข้าวในช่วงที่เหลือเต็มสูบ โดยเฉพาะจีนลุ้นยอดรวม 5 แสนตัน ส่วนมันสำปะหลัง ส่งออก 6.37 ล้านตัน เพิ่ม 36.70% ทั้งปีเข้าเป้า 7.5 ล้านตันแน่นอน</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ช่วง 8 เดือน ปี 2568 (ม.ค.-ส.ค.) ไทยส่งออกข้าวปริมาณ 5.04 ล้านตัน ลดลง 23.98% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีปริมาณส่งออกอยู่ที่ 6.63 ล้านตัน มีมูลค่า 2,987 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 99,061 ล้านบาท) ลดลง 30.58% จากปีก่อนที่มีมูลค่า 4,303 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 153,913 ล้านบาท) โดยมีสาเหตุจากปริมาณผลผลิตข้าวในตลาดโลกเพิ่มขึ้น กดดันด้านราคา ผู้นำเข้าสำคัญอย่างอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ชะลอการนำเข้า และค่าเงินบาทแข็งค่า ที่มีส่วนมาก ๆ ทำให้การแข่งขันของข้าวไทยลดลง เมื่อเทียบกับคู่แข่ง ทั้งอินเดียและเวียดนาม ที่ค่าเงินล้วนอ่อนค่า แต่ไทยแข็งค่า<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ แม้ภาพรวมจะส่งออกข้าวได้ลดลง แต่ไทยส่งออกข้าวไปจีน สหรัฐฯ แอฟริกาใต้ ภูมิภาคตะวันออกกลาง และยุโรปได้เพิ่มขึ้น โดยข้าวหอมมะลิไทย ข้าวนึ่ง ข้าวเหนียว และข้าวกล้อง เป็นชนิดข้าวที่มีปริมาณการส่งออกเพิ่มขึ้น ส่วนข้าวที่มีปริมาณส่งออกลดลง คือ ข้าวขาว และข้าวหอมไทย ที่มีการแข่งขันสูงทางด้านราคากับผู้ส่งออกสำคัญอย่างเวียดนาม อินเดีย และปากีสถาน</p>

<p>สำหรับเป้าหมายปี 2568 ที่ตั้งไว้ที่ 7.5 ล้านตัน หากจะส่งออกได้ตามเป้า การส่งออกเฉลี่ยต่อเดือนในช่วง 4 เดือนที่เหลือต้องทำได้ประมาณเดือนละ 6 แสนตัน ซึ่งมีแนวโน้มที่จะทำได้ เพราะกรมได้เร่งรัดผลักดันการส่งออกข้าวอย่างเต็มที่ โดยล่าสุดได้ผลักดันจีนให้ซื้อข้าวจีทูจีในส่วนที่ค้างอยู่ 2.8 แสนตัน คาดว่า จะส่งมอบได้เดือน พ.ย.2568 และขอให้ซื้อเพิ่มอีก 2.2 แสนตัน น่าจะมีความชัดเจนภายในเดือน ต.ค.2568 ส่วนตลาดอื่น ๆ จะให้การต้อนรับคณะผู้นำเข้าข้าวฮ่องกงเดือน พ.ย.2568 จะผลักดันให้ซื้อข้าวไทย โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิไทย รวมทั้งจะเร่งรัดส่งออกข้าวขาวและข้าวนึ่งไปตลาดอิรัก และซาอุดิอาระเบีย ทำความตกลง MOU กับสิงคโปร์ ในการซื้อขายข้าว 1 แสนตัน และนำผู้ประกอบการเข้าร่วมงานแสดงสินค้า เช่น Foodex Saudi (ซาอุดีอาระเบีย) งาน ANUGA (เยอรมนี) และงาน China International Import Expo (CIIE) (จีน) เพื่อเพิ่มโอกาสและขยายช่องทางตลาดของข้าวไทยไปสู่ตลาดต่างประเทศให้เพิ่มขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอารดากล่าว่า ส่วนการส่งออกมันสำปะหลังในช่วง 8 เดือน ปี 2568 มีปริมาณการ 6.37 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 36.70% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีการส่งออกเพียง 4.66 ล้านตัน มีมูลค่า 69,888.12 ล้านบาท ลดลง 12.93% จากปีก่อนที่มีมูลค่าประมาณ 80,266.47 ล้านบาท โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการผลักดันการส่งออกไปยังจีน และซาอุดิอาระเบีย ซึ่งเป็นการกระตุ้นตลาดเดิมและเปิดตลาดใหม่ การจัดประชุมสัมมนามันสำปะหลังโลก ปี 2568 ที่มีผู้ซื้อ ผู้นำเข้าจากทั่วโลกมาร่วมงาน และมียอดสั่งซื้อมากกว่า 1 หมื่นล้านบาท &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยในช่วงที่เหลือของปีนี้ กรมจะเดินหน้าจัดกิจกรรมขยายตลาดส่งออกมันสำปะหลังอย่างต่อเนื่อง มีแผนจัดคณะผู้แทนภาครัฐและเอกชนเดินทางไปเจรจาขยายตลาดที่ญี่ปุ่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จีน ทวีปอเมริกาเหนือ และทวีปยุโรป เป็นต้น เพื่อผลักดันการส่งออกสินค้ามันสำปะหลังเข้าสู่อุตสาหกรรมต่อเนื่องที่หลากหลายมากขึ้น ได้แก่ อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมเคมี กาว และกระดาษ รวมทั้งพาผู้ประกอบการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในต่างประเทศ เพื่อแนะนำสินค้าและเปิดตลาดให้กับมันสำปะหลังไทย โดยมั่นใจว่า ปีนี้จะส่งออกมันสำปะหลังได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ 7.5 ล้านตันอย่างแน่นอน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20250930f5a42f596f1c14efef37f6c4d5434cb0141400.jpg' type='image/jpg' length='527622' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[การค้าชายแดนไทย-กัมพูชา ส.ค.68 วูบ ส่งออกลด 99.9% เหลือยอดแค่ 7 ล้านบาท]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/125919</link>
<guid isPermaLink="false">fe8649d0dcef632146605c602a2be135</guid>
<pubDate>Tue, 30 Sep 2025 14:12:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าต่างประเทศเผยการค้าชายแดนและผ่านแดน เดือน ส.ค.68 มีมูลค่า 150,131 ล้านบาท ลด 3.1% เฉพาะกัมพูชาปิดด่าน ทำยอดวูบ 99.9% เหลือส่งออกแค่ 7 ล้าน รวม 8 เดือน มีมูลค่า 1,338,400 ล้านบาท เพิ่ม 9.2% ส่วนทั้งปี 68 คาดมูลค่า 1.81-1.85 ล้านล้านบาท ได้แรงหนุนจากการค้าผ่านแดนไปจีน สิงคโปร์ และเวียดนามช่วยหนุน แต่การค้าชายแดนกับกัมพูชาลดแน่ กับเมียนมา เห็นแววลด หลังปิดด่านแม่สอด</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การค้าชายแดนและการค้าผ่านแดน เดือน ส.ค.2568 มีมูลค่า 150,131 ล้านบาท ลดลง 3.1% เป็นการส่งออก 75,056 ล้านบาท ลด 14.7% และการนำเข้า 75,074 ล้านบาท เพิ่ม 12.2% ขาดดุลการค้า 18 ล้านบาท และรวม 8 เดือนของปี 2568 (ม.ค.-ส.ค.) การค้าชายแดนและการค้าผ่านแดน มีมูลค่า 1,338,400 ล้านบาท เพิ่ม 9.2% เป็นการส่งออก 763,533 ล้านบาท เพิ่ม 7.6% การนำเข้า 574,867 ล้านบาท เพิ่ม 11.4% ได้ดุลการค้า 188,666 ล้านบาท<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ หากแยกเฉพาะการค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน 4 ประเทศ เดือน ส.ค.2568 มีมูลค่า 63,938 ล้านบาท ลด 23.6% เป็นการส่งออก 33,951 ล้านบาท ลด 30.1% การนำเข้า 29,986 ล้านบาท ลด 14.5% ได้ดุลการค้า 3,965 ล้านบาท โดยการค้าชายแดนกับมาเลเซียมีมูลค่าสูงสุด 26,969 ล้านบาท ลด 5.7% รองลงมา คือ สปป.ลาว 23,131 ล้านบาท ลด 0.1% เมียนมา 13,827 ล้านบาท ลด 20.8% และกัมพูชา 10 ล้านบาท ลด 99.9% ซึ่งสินค้าส่งออกชายแดนสำคัญ ได้แก่ น้ำมันดีเซล 2,051 ล้านบาท เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อื่น ๆ 1,350 ล้านบาท และน้ำมันสำเร็จรูปอื่นๆ 1,117 ล้านบาท รวม 8 เดือน ปี 2568 การค้าชายแดนมีมูลค่ารวม 636,219 ล้านบาท ลด 3.6% เป็นการส่งออก 377,902 ล้านบาท ลด 6.7% และการนำเข้า 258,317 ล้านบาท เพิ่ม 1.2%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับการค้าผ่านแดนไปประเทศที่สาม เดือน ส.ค.2568 มีมูลค่า 86,193 ล้านบาท เพิ่ม 20.9% เป็นการส่งออก 41,105 ล้านบาท เพิ่ม 4.3% การนำเข้า 45,088 ล้านบาท เพิ่ม 41.5% โดยการค้าผ่านแดนไปจีน มีมูลค่าสูงสุด 41,181 ล้านบาท เพิ่ม 12.9% รองลงมา คือ สิงคโปร์ และเวียดนาม มูลค่า 14,279 ล้านบาท เพิ่ม 56.0% และ 8,361 ล้านบาท เพิ่ม 27.8% ตามลำดับ ซึ่งสินค้าส่งออกผ่านแดนสำคัญ ได้แก่ ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ 7,135 ล้านบาท ทุเรียนสด 7,095 ล้านบาท และเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อื่น ๆ 2,339 ล้านบาท รวม 8 เดือน ปี 2568 การค้าผ่านแดนมีมูลค่า 702,181 ล้านบาท เพิ่ม 24.2% เป็นการส่งออก 385,631 ล้านบาท เพิ่ม 26.5% และการนำเข้า 316,550 ล้านบาท เพิ่ม 21.4%</p>

<p>นางอารดากล่าวว่า การส่งออกชายแดนไปกัมพูชา ลดลง 2 เดือนติดต่อกัน เพราะมีการปิดด่าน โดยเดือน ก.ค.2568 ซึ่งเป็นเดือนแรก ลด 97.5% มาเดือน ส.ค.2568 ลด 99.9% เหลือส่งออกแค่ 7 ล้านบาท เป็นการส่งออกไวน์ &nbsp;5 ล้านบาท แร่และเชื้อเพลิง 1 ล้านบาท และวิสกี้ 1 ล้านบาท และคาดว่าจนถึงสิ้นปี หากยังคงปิดด่าน การค้าก็จะชะงักต่อไป ส่วนยอดรวมการค้าชายแดนและผ่านแดนทั้งปี 2568 คาดว่า จะทำได้ตามเป้า 1-81-1.85 ล้านล้านบาท เพิ่ม 1-2% เพราะได้การค้าผ่านแดนไปจีน สิงคโปร์ เวียดนามมาทดแทน แต่การค้าชายแดนไปกัมพูชาลดแน่ เมียนมา ก็น่าจะเริ่มลด เพราะมีปัญหาปิดด่านแม่สอด-เมียวดี &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม กรมได้มีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ส่งออกสินค้าไปยังกัมพูชา ซึ่งเบื้องต้นสำรวจแล้วมีประมาณ 100 ราย เป็นกลุ่มสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม สินค้าอุปโภคบริโภค ชิ้นส่วนยานยนต์ เป็นต้น โดยกรมจะให้สิทธิ์ผู้ประกอบการเหล่านี้เป็นอันดับแรกในการเข้าร่วมงานมหกรรมการค้าชายแดน ปี 2569 ที่จะจัด 6 ครั้ง และจัดจัดบิสสิเนส แมชชิ่ง กับผู้ซื้อ ผู้นำเข้าชายแดนตลาดอื่น เพื่อขยายตลาดส่งออก และดึงผู้ประกอบการขนช่วยในการขนส่งสินค้าราคาพิเศษให้ด้วย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนเป้าหมายการค้าชายแดนและผ่านแดน ปี 2569 กรมจะประเมินสถานการณ์อีกครั้ง แต่เบื้องต้นจะไม่มีตัวเลขการค้าชายแดนฝั่งกัมพูชา โดยมูลค่าหากทำได้เท่ากับเป้าปี 2568 ที่ 1.81-1.85 ล้านล้านบาท ก็ถือว่าทำได้ดีแล้ว ส่วนปี 2570 ที่ตั้งเป้าไว้ว่ามูลค่าการค้าจะเพิ่มเป็น 2 ล้านล้านบาท อาจจะต้องปรับ และหาแนวทางอื่น เพื่อผลักดันให้ไปถึงเป้าให้ได้</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/202509309024b90d2e5c0bc6ab1760c7b3d0059e141232.jpg' type='image/jpg' length='175572' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ส่งออกอัญมณี ก.ค.68 เพิ่ม 41.90% ทองเริ่มชะลอ สหรัฐฯ ยังเร่งนำเข้าหนีภาษีใหม่]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/122931</link>
<guid isPermaLink="false">e75297c56fc138e34d8ba0702a40da39</guid>
<pubDate>Fri, 12 Sep 2025 09:04:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>ส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ก.ค.68 พุ่งต่อ มูลค่า 777.35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 41.90% บวกต่อเนื่อง 9 เดือนติด หากรวมทองคำ เพิ่ม 3.27% ยอด 7 เดือน ไม่รวมทองคำ เพิ่ม 60.50% รวมทองคำ เพิ่ม 70.01% เผยเฉพาะทอง เริ่มชะลอ ลด 14.65% เหตุราคาตลาดโลกลง คนซื้อทองลด จากสงครามการค้าชัดเจน ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์เริ่มผ่อนคลาย ส่วนตลาดสหรัฐฯ โตต่อจากการเร่งนำเข้าหนีภาษีใหม่ จับตา ส.ค.68 เริ่มชัด ภาษีกระทบหรือไม่ มั่นใจขีดแข่งขันไม่ลด ภาษีไทยใกล้เคียงภูมิภาค</strong><br />
<br />
นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT เปิดเผยว่า การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ไม่รวมทองคำ เดือน ก.ค.2568 มีมูลค่า 777.35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 41.90% ขยายตัวเป็นบวกต่อเนื่อง 9 เดือนติดต่อกัน หากรวมทองคำ มูลค่า 1,785.36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 3.27% และการส่งออกรวม 7 เดือนของปี 2568 (ม.ค.-ก.ค.) ไม่รวมทองคำ มูลค่า 8,186.28 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 60.50% รวมทองคำ มูลค่า 15,808.44 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 70.01%<br />
<br />
ทั้งนี้ การส่งออกเฉพาะทองคำในเดือน ก.ค.2568 มีมูลค่า 1,008 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 14.65% จากราคาตลาดโลกลดลงเป็นครั้งแรก หลังเพิ่มติดต่อกันมา 6 เดือน และคนซื้อทองลดลง เพราะสงครามการค้าเริ่มชัดเจน ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์เริ่มผ่อนคลาย ส่วนยอดรวมส่งออกทองคำ 7 เดือน มีมูลค่า 7,622.76 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 81.56% และแยกเป็นรายเดือน ม.ค.2568 มูลค่า 1,167.87 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 148.95% ก.พ.2568 มูลค่า 933.63 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 26.395% มี.ค.2568 มูลค่า 1,447.95 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 269.55% เม.ย.2568 มูลค่า 1,011.76 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 250.52% พ.ค.2568 มูลค่า 907.67 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 55.87% มิ.ย.2568 มูลค่า 1,145.26 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 26.18%<br />
<br />
ทางด้านตลาดส่งออกสำคัญ สหรัฐฯ ยังคงส่งออกได้เพิ่มขึ้นสูงถึง 13.62% จากการเร่งนำเข้า เพื่อลดความเสี่ยงจากมาตรการภาษี ฮ่องกง เพิ่ม 1.61% เยอรมนี เพิ่ม 12.62% สหราชอาณาจักร เพิ่ม 37.57% สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพิ่ม 30.50% ญี่ปุ่น เพิ่ม 26.43% อิตาลี เพิ่ม 0.14% ส่วนสวิตเซอร์แลนด์ ลด 9.64% เบลเยี่ยม ลด 21.55%</p>

<p>ส่วนการส่งออกสินค้า แพลทินัม ยังคงเพิ่มสูงถึง 53,932.81% จากการส่งออกไปอินเดียเกือบทั้งหมด เครื่องประดับเงิน เพิ่ม 38.52% เครื่องประดับทอง เพิ่ม 12.19% เครื่องประดับแพลทินัม เพิ่ม 65.50% พลอยเนื้อแข็งเจียระไน เพิ่ม 6.83% เครื่องประดับเทียม เพิ่ม 8.63% ส่วนพลอยก้อน ลด 36.79% พลอยเนื้ออ่อนเจียระไน ลด 7.08% เพชรก้อน ลด 57.68% เพชรเจียระไน ลด 28.77%<br />
<br />
นายสุเมธกล่าวว่า การส่งออกในช่วง 7 เดือน ของปี 2568 ที่เพิ่มขึ้น จากการเร่งนำเข้าล่วงหน้าก่อนมาตรการภาษีสหรัฐฯ จะมีผลบังคับใช้ แต่ก็ต้องจับตามองการส่งออกในเดือน ส.ค.2568 ที่อัตราภาษีใหม่ได้เริ่มบังคับใช้แล้ว จะมีผลต่อการส่งออกของไทยมากน้อยแค่ไหน เพราะมีการเร่งนำเข้าก่อนหน้านี้ มีความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจคู่ค้า และค่าเงินบาทแข็งค่า ที่จะฉุดความสามารถในการแข่งขัน แต่ยังเชื่อว่าสินค้าไทยจะยังคงรักษาความสามารถในการแข่งขันไว้ได้ โดยเฉพาะในตลาดสหรัฐฯ เพราะอัตราภาษีของไทย ปรับลดจากอัตรา 36% ลงมาเหลือ 19% และเมื่อเทียบกับคู่แข่งอยู่ในระดับเดียวกัน และดีกว่าจีนกับอินเดีย ทำให้ต้นทุนสินค้าไทยน้อยกว่า ลดความเสียเปรียบด้านการแข่งขัน และมีโอกาสชิงส่วนแบ่งตลาดได้เพิ่มขึ้น<br />
<br />
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการไทยควรมุ่งเน้นพัฒนาสินค้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งการพัฒนาคอลเลกชันใหม่ที่ตอบสนองความต้องการของตลาด โดยเฉพาะการใช้พลอยสี เช่น อะความารีนสีฟ้าอ่อน มอร์กาไนต์สีชมพูนวลหรือเพอริดอตสีเขียวอ่อน มาประดับในเครื่องประดับที่มีการผสมผสานระหว่างทองคำ เงิน และทองชมพู ซึ่งสร้างความโดดเด่นและแตกต่างจากผลิตภัณฑ์ทั่วไป การพัฒนาแบรนด์ของตัวเองให้มีเอกลักษณ์เฉพาะ โดยใช้จุดแข็งทางด้านงานฝีมือและความเชี่ยวชาญในการเจียระไนพลอยที่สั่งสมมายาวนาน ผนวกกับการเล่าเรื่องผ่านมรดกทางวัฒนธรรมไทยที่เข้มข้น เช่น ลวดลายไทยประเพณี หรือความหมายเชิงสัญลักษณ์ของพลอยแต่ละชนิดในความเชื่อของไทย ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีเรื่องราวและจิตวิญญาณ ไม่ใช่เพียงแค่เครื่องประดับธรรมดา ขณะเดียวกัน การปรับตัวเข้าสู่โลกดิจิทัลด้วยการใช้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคด้วยเทคโนโลยีและการเรียนรู้การใช้งานเอไอ จะช่วยให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ตรงจุดมากขึ้น และเสริมศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20250912d4d71d08199ccd72b4ff0ab90422ac87090509.jpg' type='image/jpg' length='336060' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ใช้สิทธิ์ FTA ส่งออกครึ่งปี 68 เพิ่ม 10.22% อาเซียนนำโด่ง ส่วน GSP สหรัฐฯ มากสุด]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/122928</link>
<guid isPermaLink="false">05c03a2ed90c51d12b2af93c906877be</guid>
<pubDate>Fri, 12 Sep 2025 08:59:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าต่างประเทศเผยการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าช่วงครึ่งปี 68 มีการใช้สิทธิ์ FTA ส่งออก มูลค่า 44,785.52 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 10.22% สัดส่วนการใช้สิทธิ์ 79.64% อาเซียนนำโด่งใช้สิทธิ์สูงสุด ตามด้วยอาเซียน-จีน อาเซียน-อินเดีย ไทย-ญี่ปุ่น และไทย-ออสเตรเลีย ส่วนการใช้สิทธิ์ GSP ส่งออกสหรัฐฯ มากสุด แม้ยังไม่ต่ออายุโครงการ ตามด้วยสวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ กลุ่ม CIS</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในช่วง 6 เดือนของปี 2568 (ม.ค.-มิ.ย.) มูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) ของไทยมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง มีมูลค่ารวม 44,785.52 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 10.22% คิดเป็นสัดส่วนการใช้สิทธิ์ 79.64% ของการส่งออกสินค้าที่ได้รับสิทธิ์ทั้งหมด โดยการใช้สิทธิ์ส่งออกสูงสุด 5 อันดับแรก ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ATIGA) อันดับหนึ่ง มูลค่า 15,732.60 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 67.69% รองลงมา คือ ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA) มูลค่า 12,618.47 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 92.59% ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-อินเดีย (AIFTA) มูลค่า 5,530.81 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 75.35% ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) มูลค่า 3,180.87 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 77.24% และความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) มูลค่า 2,751.51 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 57.58%<br />
<br />
สำหรับสินค้าที่มีการใช้สิทธิ์ FTA สูงสุด 5 อันดับแรก แบ่งเป็นสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป ได้แก่ ทุเรียนสด น้ำตาลที่ได้จากอ้อย ไก่ที่ปรุงแต่ง เนื้อของสัตว์ปีกเลี้ยงแช่เย็นจนแข็ง และผลไม้สด (ฝรั่ง มะม่วง และมังคุด) มูลค่า 12,514.16 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 27.94% ของมูลค่าการใช้สิทธิ์ทั้งหมด และสินค้าอุตสาหกรรม 5 อันดับแรก ได้แก่ ยานยนต์สำหรับขนส่งของ แพลทินัมยังไม่ได้ขึ้นรูป (อันรอต) กึ่งสำเร็จรูปหรือเป็นผง ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ และเครื่องปรับอากาศชนิดติดผนังหรือ ติดเพดาน และแพลทินัมยังไม่ได้ขึ้นรูป (อันรอต) กึ่งสำเร็จรูปหรือเป็นผงอื่น ๆ มูลค่ารวม 32,271.38 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 72.06% ของมูลค่าการใช้สิทธิ์ทั้งหมด<br />
<br />
ทั้งนี้ การใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ FTA ดังกล่าว กรมได้ติดตามและรวบรวมข้อมูลการใช้สิทธิ์ภายใต้ FTA จำนวน 12 ฉบับ จากทั้งหมด 14 ฉบับที่ไทยมีอยู่ โดยยกเว้นความตกลงความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น ไทย-นิวซีแลนด์ (TNZCEP) ที่ใช้การรับรองตนเองของผู้ส่งออก (Self-Declaration) ลงบนเอกสารทางการค้า โดยไม่ผ่านกรม และความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-ฮ่องกง (AHKFTA) เนื่องจากฮ่องกงเป็น Free Port มีอัตราภาษีนำเข้าที่ 0% ทุกรายการ<br />
&ldquo;ในยุคที่การแข่งขันทางการค้าระหว่างประเทศเข้มข้นขึ้น การใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าจาก FTA จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มแต้มต่อให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะตลาดที่มีศักยภาพสูง ทั้งในด้านขนาดเศรษฐกิจ จำนวนประชากร และความต้องการบริโภคที่หลากหลาย เช่น ตลาดอาเซียนซึ่งเป็นตลาดที่มีความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์สูงที่สุดสำหรับไทย ส่วนตลาดจีน ยังคงเป็นตลาดอันดับหนึ่งสำหรับผลไม้ไทย โดยเฉพาะทุเรียนที่ได้รับความนิยมสูงอย่างต่อเนื่อง และตลาดอินเดียที่มีศักยภาพการบริโภคสูงจากแนวโน้มการเติบโตของประชากรกลุ่มที่มีกำลังซื้อ ทั้งสามตลาดนี้ ไม่เพียงแต่เป็นคู่ค้าอันดับต้น ๆ ของไทย แต่ยังเป็นตลาดที่ผู้ประกอบการไทยมีการใช้สิทธิ์ภายใต้ FTA อย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่องอีกด้วย&rdquo;นางอารดากล่าว<br />
<br />
อย่างไรก็ตาม กรมมีแผนผลักดันและส่งเสริมการใช้สิทธิ์ให้กับผู้ประกอบการ ผ่านการจัดสัมมนาให้ความรู้ทั่วประเทศ โดยในปีงบประมาณ 2568 ได้จัดสัมมนาไปแล้วจำนวน 10 ครั้ง ครอบคลุมพื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคใต้ และมีผู้ประกอบการเข้าร่วมรวมทั้งสิ้นมากกว่า 1,300 ราย และในปีงบประมาณ 2569 กรมจะเดินหน้าส่งเสริมและขยายการใช้สิทธิ์อย่างเข้มข้น ผ่านการทำงานเชิงรุก ทั้งในระดับนโยบายและพื้นที่ เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ประโยชน์จาก FTA ได้อย่างเต็มศักยภาพ<br />
<br />
นางอารดากล่าวว่า นอกจากการติดตามการใช้สิทธิ์ภายใต้ FTA แล้ว กรมยังได้ติดตามการใช้สิทธิ์สำหรับการส่งออกภายใต้ระบบสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป (GSP) โดยในช่วงครึ่งปี 2568 มีมูลค่า 1,840.93 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนการใช้สิทธิ์ 45.40% โดยประเทศปลายทางที่ไทยมีการส่งออกไปมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง คือ สหรัฐฯ มูลค่า 1,711.46 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 47.91% สวิตเซอร์แลนด์ มูลค่า 119.67 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 26.91% นอร์เวย์ มูลค่า 7.99 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 46.70% และกลุ่มประเทศ CIS มูลค่า 1.81 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 8.68% ตามลำดับ<br />
<br />
ปัจจุบันไทยได้รับสิทธิ์ GSP จาก 4 ประเทศ/กลุ่มประเทศ ได้แก่ โครงการ GSP ของสวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ และกลุ่มประเทศเครือรัฐเอกราช (CIS) ซึ่งประกอบด้วย ยูเครน อาเซอร์ไบจาน ทาจิกิสถาน มอลโดวา อุซเบกิสถาน จอร์เจีย และเติร์กเมนิสถาน ส่วนโครงการ GSP ของสหรัฐฯ หมดอายุไปแล้วตั้งแต่ 31 ธ.ค.2563 และขณะนี้รัฐสภาสหรัฐฯ อยู่ระหว่างการพิจารณาร่างกฎหมายเพื่อต่ออายุโครงการดังกล่าว ซึ่งกรมได้ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการแจ้งการขอใช้สิทธิ์ GSP อย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ของผู้ประกอบการ เนื่องจากที่ผ่านมากฎหมายการต่ออายุ GSP จะมีบทบัญญัติการให้คืนภาษีนำเข้าย้อนหลัง เมื่อโครงการได้รับการต่ออายุ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/202509128e1782a6d4f0fc4110ab9dfed554e839090141.jpg' type='image/jpg' length='470663' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[อาหารสด พลังงานลง ฉุดเงินเฟ้อ ส.ค.ลด 0.79% ลบ 5 เดือนติด ยันยังไม่ฝืด]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/121900</link>
<guid isPermaLink="false">c0efbb59cb01b1a5f4a914df2c274a39</guid>
<pubDate>Fri, 05 Sep 2025 11:09:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>เงินเฟ้อ ส.ค.68 ลด 0.79% ลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 ติดต่อกัน มีสาเหตุหลักจากกลุ่มอาหารสด และพลังงานปรับลดลง รวมถึงค่าไฟฟ้า ยันไม่เข้าสู่ภาวะเงินฝืด ส่วนยอดรวม 8 เดือน เพิ่ม 0.08% คาด ก.ย.68 ยังลบต่อ พร้อมพิจารณาปรับเป้าทั้งปีใหม่ &nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางณัฐิยา สุจินดา รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของไทย เดือน ส.ค.2568 เท่ากับ 100.14 เมื่อเทียบกับเดือน ส.ค.2567 ซึ่งเท่ากับ 100.94 ลดลง 0.79% เป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 นับจากเดือน เม.ย.2568 ที่ลดลง 0.22% พ.ค.2568 ลดลง 0.57% มิ.ย.2568 ลดลง 0.25% และ ก.ค.2568 ลดลง 0.70% โดยมีสาเหตุหลักมาจากการลดลงของราคาสินค้าในกลุ่มอาหารสด โดยเฉพาะผักสด ผลไม้สด และไข่ไก่ รวมถึงกลุ่มพลังงานจากการลดลงของน้ำมันเชื้อเพลิง ตามสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลก และค่ากระแสไฟฟ้าจากมาตรการช่วยลดค่าครองชีพของภาครัฐที่ดำเนินการต่อเนื่อง ส่วนราคาสินค้าและบริการอื่น ๆ ส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อไม่มากนัก และรวมเงินเฟ้อ 8 เดือนของปี 2568 (ม.ค.-ส.ค.) เพิ่มขึ้น 0.08%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ การที่เงินเฟ้อติดลบติดต่อกัน 5 เดือน ไม่เข้าสู่ภาวะเงินฝืด เพราะสาเหตุหลักมาจากกลุ่มอาหารสด และพลังงาน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนในการคำนวณเงินเฟ้อสูงลดลง และหากเทียบก่อนหน้านี้ ก็เคยมีเงินเฟ้อติดลบติดต่อกัน 6 เดือน ต.ค.2566-มี.ค.2567 แต่ไม่ได้เกิดภาวะเงินฝืด และช่วงโควิด-19 ปี 2563 ก็เคยติดลบ 13 เดือนติดต่อกัน ตั้งแต่ มี.ค.2563-มี.ค.2564 ก็ไม่ได้เกิดภาวะเงินฝืดเช่นเดียวกัน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับรายละเอียดเงินเฟ้อเดือน ส.ค.2568 ที่ลดลง 0.79% มาจากการลดลงของหมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม 1.22% จากการลดลงของราคาสินค้าสำคัญ โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มพลังงาน (แก๊สโซฮอล์ น้ำมันดีเซล น้ำมันเบนซิน ค่ากระแสไฟฟ้า) ของใช้ส่วนบุคคล (ผลิตภัณฑ์ป้องกันและบำรุงผิว แชมพู แป้งผัดหน้า น้ำยาระงับกลิ่นกาย) สิ่งที่เกี่ยวกับการทำความสะอาด (ผลิตภัณฑ์ซักผ้า น้ำยารีดผ้า น้ำยาล้างจาน) ค่าโดยสารเครื่องบิน และเสื้อผ้า (เสื้อยืดบุรุษและสตรี เสื้อเชิ้ตบุรุษและสตรี กางเกงขายาวบุรุษ) ส่วนสินค้าสำคัญที่ราคาสูงขึ้น อาทิ ค่าเช่าบ้าน ค่าแต่งผมบุรุษและสตรี และอาหารสัตว์เลี้ยง</p>

<p>ส่วนหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ลดลง 0.08% จากการลดลงของกลุ่มผักสด (ต้นหอม มะนาว พริกสด มะเขือ แตงกวา ผักกาดขาว ผักชี) กลุ่มผลไม้สด (ทุเรียน ส้มเขียวหวาน เงาะ ฝรั่ง มะม่วง องุ่นและไข่ไก่) ส่วนสินค้าที่ราคาสูงขึ้น อาทิ อาหารสำเร็จรูป (ข้าวราดแกง กับข้าวสำเร็จรูป ก๋วยเตี๋ยว) กลุ่มเนื้อสัตว์ เป็ดไก่ และสัตว์น้ำ (ปลานิล ปลาทู) กลุ่มเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ (กาแฟผงสำเร็จรูป กาแฟ (ร้อน/เย็น) น้ำอัดลม) กลุ่มเครื่องประกอบอาหาร (กะทิสำเร็จรูป มะพร้าว (ผลแห้ง/ขูด) น้ำพริกแกง มะขามเปียก) และกลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำตาล (ขนมหวาน น้ำตาลมะพร้าว)<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทางด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ที่หักอาหารสดและพลังงานออก เพิ่มขึ้น 0.81% ชะลอลงจากเดือน ก.ค.2568 ที่เพิ่มขึ้น 0.84% รวม 8 เดือน เพิ่มขึ้น 0.94%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางณัฐิยากล่าวว่า แนวโน้มเงินเฟ้อเดือน ก.ย.2568 คาดว่าจะยังคงลดลง โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากภาครัฐยังคงดำเนินมาตรการช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการปรับลดค่า Ft งวดเดือน ก.ย.-ธ.ค.2568 มาอยู่ที่ 15.72 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลให้อัตราค่าไฟฟ้าลดลงเหลือ 3.94 บาทต่อหน่วย ราคาผักสดและผลไม้สดอยู่ระดับต่ำกว่าปีก่อนหน้าค่อนข้างมาก จากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย ทำให้ปริมาณผลผลิตเข้าสู่ระบบมากขึ้น การจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดของผู้ประกอบการรายใหญ่ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจ และการแข่งขันที่สูง<br />
<br />
ส่วนปัจจัยที่จะผลักดันเงินเฟ้อ มาจากราคาสินค้าเกษตรบางชนิดและเครื่องประกอบอาหารมีแนวโน้มสูงขึ้น เช่น เนื้อสุกร มะขามเปียก กะทิสำเร็จรูป กาแฟ เกลือป่น และน้ำมันพืช และยังต้องติดตามราคาน้ำมันดิบดูไบ อาจมีความผันผวนจากสถานการณ์ยูเครนโจมตีโรงกลั่นน้ำมันของรัสเซีย ซึ่งส่งผลกระทบต่ออุปทานตลาดโลก โดย สนค. จะขอดูตัวเลขเงินเฟ้อเดือน ก.ย.2568 ก่อน และจะประเมินคาดการณ์เงินเฟ้ออีกครั้ง โดยขณะนี้ ไตรมาส 3 คาดว่าเงินเฟ้อจะติดลบ 0.66% และไตรมาส 4 ติดลบ 0.24% ทั้งปีอยู่ในกรอบ 0-1% ค่ากลาง 0.5% แต่ดูแนวโน้มทั้งปีน่าจะอยู่ที่ 0-0.1%</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20250905e041aa81f377a0f65fd228f0b1691783111425.jpg' type='image/jpg' length='183592' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ส.ค.68 ลดลง คนกังวลเศรษฐกิจ หนี้ เกษตรแข่งขันสูง]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/121476</link>
<guid isPermaLink="false">3c5fe8e735329c42caee8b16952ab6ca</guid>
<pubDate>Wed, 03 Sep 2025 09:48:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>สนค.เผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือน ส.ค.68 ปรับตัวลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ระดับ 47.9 เหตุคนกังวลสถานการณ์เศรษฐกิจ ภาระหนี้สิน ภาษีสหรัฐฯ สินค้าเกษตรเผชิญการแข่งขัน การท่องเที่ยวชะลอตัว และความตรึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา มั่นใจ 3 เดือนข้างหน้าจะดีขึ้น หลังรัฐกระตุ้นเศรษฐกิจ ปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย ส่งออกยังขยายตัว แต่ต้องจับตาปัญหากัมพูชา ภัยธรรมชาติ เป็นตัวฉุด</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชน จำนวน 5,717 ราย ครอบคลุมประชาชนทั่วประเทศ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือน ส.ค.2568 ลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ระดับ 47.9 จากเดือน ก.ค.2568 ที่อยู่ที่ 48.4 มีสาเหตุจากความกังวลต่อสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน ประชาชนมีความกังวลต่อภาระหนี้สินและค่าใช้จ่ายของครัวเรือนและธุรกิจ นโยบายการค้าและภาษีของประเทศคู่ค้าหลัก สินค้าเกษตรไทยที่เผชิญกับการแข่งขันสูงในตลาดโลก ภาคการท่องเที่ยวชะลอตัวส่งผลต่อรายได้ของธุรกิจบริการ และสถานการณ์ความตึงเครียดชายแดนไทย&ndash;กัมพูชา<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต (3 เดือนข้างหน้า) อยู่ในช่วงเชื่อมั่นที่ระดับ 53.7 แม้จะปรับตัวลดลง<br />
จากระดับ 54.2 ในเดือนก่อนหน้า โดยปัจจัยที่ทำให้ประชาชนยังมีความเชื่อมั่นในอนาคต มาจากการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐอย่างต่อเนื่อง การปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ 1.50% ต่อปี เพื่อบรรเทาภาระของประชาชนและภาคธุรกิจ และการส่งออกยังขยายตัวได้ดี แต่ก็มีประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด อาทิ ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชา และภัยธรรมชาติในบางพื้นที่ ซึ่งอาจจะเป็นแรงกดดันที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในระยะต่อไป</p>

<p>ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค พบว่า ด้านเศรษฐกิจไทยส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 48.15 รองลงมา คือ มาตรการของภาครัฐ ร้อยละ 12.89 สังคม/ความมั่นคง ร้อยละ 10.93 ราคาสินค้าเกษตร ร้อยละ 8.50 เศรษฐกิจโลก ร้อยละ 8.05 การเมือง ร้อยละ 7.45 ผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ร้อยละ 1.91 ภัยพิบัติ/โรคระบาด ร้อยละ 1.52 และอื่น ๆ ร้อยละ 0.60 ตามลำดับ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายภูมิภาค จำนวน 5 ภูมิภาค พบว่า ดัชนีอยู่ในช่วงเชื่อมั่น 1 ภาค ได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ที่ระดับ 50.4 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของภาคใต้ อยู่ที่ระดับ 48.8 ภาคกลาง อยู่ที่ระดับ 46.7 และกรุงเทพมหานครและปริมณฑล อยู่ที่ระดับ 46.0 ซึ่งแม้อยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่น แต่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ในขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของภาคเหนือลดลง อยู่ที่ระดับ 45.8 จากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายอาชีพ จำนวน 7 อาชีพ พบว่า มี 1 กลุ่มอาชีพที่ดัชนีอยู่ในช่วงเชื่อมั่น ได้แก่ พนักงานของรัฐ อยู่ที่ระดับ 52.0 ในขณะที่มี 6 กลุ่มอาชีพที่ดัชนีอยู่ต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่น โดยผู้ประกอบการ อยู่ที่ระดับ 49.0 นักศึกษา อยู่ที่ระดับ 48.9 พนักงานเอกชน อยู่ที่ระดับ 47.5 อาชีพรับจ้างอิสระ อยู่ที่ระดับ 46.5 เกษตรกร อยู่ที่ระดับ 46.4 และไม่ได้ทำงาน/บำนาญ อยู่ที่ระดับ 45.8 สำหรับกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคยังอยู่ต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่น โดยอยู่ที่ระดับ 37.1 แต่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้า</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/202509039f96f2e0212d88023c0c70645ce0693c094907.jpg' type='image/jpg' length='406640' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ดัชนีราคาผู้ผลิต ส.ค.68 ลด 3.5% ตามการหดตัวของราคาและตลาดแข่งขันสูง]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/121405</link>
<guid isPermaLink="false">50edda3d4b161f2da1a66eab706175b5</guid>
<pubDate>Tue, 02 Sep 2025 14:45:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>สนค.เผยดัชนีราคาผู้ผลิต เดือน ส.ค.68 ลดลง 3.5% จากการลดลงของสินค้าทุกหมวด ทั้งผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร จากราคาในประเทศและส่งออกลด ผลิตภัณฑ์จากเหมือง ตามการลดลงของปิโตรเลียมและก๊าซ และผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม จากการลดลงตามราคาตลาดโลก คาด ก.ย.ยังลงต่อ เหตุเจอสินค้าราคาถูกเข้ามา การปรับลดราคาส่งออกชดเชยภาษีสหรัฐฯ ตลาดปลายทางแข่งขันรุนแรง ปัญหาชายแดน กระทบการค้า &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้ผลิตของไทย เดือน ส.ค.2568 เท่ากับ 108.3 ลดลง 3.5% มีสาเหตุสำคัญจากการหดตัวของราคาสินค้าในทุกหมวด โดยราคาสินค้าหมวดผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร จากอุปทานส่วนเกินในประเทศสูงตามปริมาณผลผลิตที่ออกมาก ประกอบกับการแข่งขันที่สูงในตลาดส่งออก หมวดผลิตภัณฑ์จากเหมือง และผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มีทิศทางเคลื่อนไหวตามการแข่งขันด้านราคาของตลาดโลก ประกอบกับค่าเงินบาทที่ยังคงแข็งค่า และกำลังซื้อภายในประเทศที่อ่อนแอตามสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัว<br />
<br />
สำหรับรายละเอียดของดัชนีราคาผู้ผลิตที่ลดลง พบว่า หมวดผลิตภัณฑ์เกษตรกรรมและการประมง ลด 10.7% จากสินค้าสำคัญ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้า ข้าวเปลือกเหนียว จากฐานราคาของปีก่อนที่สูง ประกอบกับการส่งออกในปีนี้หดตัวค่อนข้างมาก อ้อย จากฐานราคาของปีก่อนที่สูง ประกอบกับมีปริมาณผลผลิตมากตามพื้นที่เพาะปลูกที่เพิ่มขึ้น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ตามการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ทดแทนจากต่างประเทศส่งผลให้ราคาปรับลดลง หัวมันสำปะหลังสด จากความต้องการที่ลดลงในอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง จึงส่งออกไปยังประเทศคู่ค้าสำคัญลดลง เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ยางพารา จากราคาส่งออกในปีนี้ที่ลดลงตามการชะลอคำสั่งซื้อจากตลาดปลายทาง พืชผัก (มะนาว พริก กระเทียม) จากปริมาณผลผลิตที่มากขึ้นกว่าปีก่อนตามสภาพอากาศที่เหมาะสม ผลไม้ (ทุเรียน ลำไย) จากราคาส่งออกที่หดตัวตามคุณภาพผลผลิตที่ลดลง และโคมีชีวิต จากความต้องการบริโภคที่ลดลงต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาหน้าฟาร์มลดลง<br />
<br />
ส่วนสินค้าที่ราคาปรับสูงขึ้น ประกอบด้วยผลปาล์มสด จากปริมาณผลผลิตในตลาดโลกที่มีน้อย ในขณะที่ความต้องการสินค้าเพิ่มจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ สุกรมีชีวิต จากต้นทุนการควบคุมโรคที่สูงขึ้น ประกอบกับความต้องการบริโภคในปีนี้ปรับตัวดีขึ้น และกุ้งแวนนาไม จากปริมาณผลผลิตที่มีน้อยจากต้นทุนการเพาะเลี้ยงที่สูงขึ้น ประกอบกับความต้องการที่มากขึ้นในตลาดส่งออก</p>

<p>หมวดผลิตภัณฑ์จากเหมือง ลด 13.0% จากการลดลงของราคาสินค้าสำคัญ ได้แก่ น้ำมันปิโตรเลียมดิบ และก๊าซธรรมชาติ ซึ่งราคาเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกับตลาดโลก สินแร่โลหะ (แร่เหล็ก สังกะสี ยิปซัม) จากอุปสงค์ชะลอตัวของภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ขณะที่มีการเพิ่มขึ้นของผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่ได้จากการทำเหมือง (หินก่อสร้าง) จากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของผู้ประกอบการ<br />
<br />
หมวดผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ลด 2.2% จากการลดลงของราคาสินค้าสำคัญ ประกอบด้วย กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นปิโตรเลียม ได้แก่ น้ำมันดีเซล น้ำมันเครื่องบิน น้ำมันเตา น้ำมันก๊าด ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 และน้ำมันหล่อลื่น เนื่องจากเคลื่อนไหวตามทิศทางราคาตลาดโลก กลุ่มเคมีภัณฑ์และผลิตภัณฑ์เคมี ได้แก่ สารพอลิเมอร์และสารเคมีอินทรีย์อื่น ๆ เม็ดพลาสติกและพลาสติกขั้นต้น ปรับราคาลดลงตามน้ำมันปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติที่เป็นวัตถุดิบหลัก กลุ่มผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ แผงวงจรไฟฟ้า แผงวงจรพิมพ์ อุปกรณ์กึ่งตัวนำและวงจรรวม Integrated Circuit (IC) อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล และอุปกรณ์รับข้อมูล/แสดงผล ปรับตามอุปสงค์ที่ชะลอตัว และกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหาร ได้แก่ มันเส้น น้ำตาลทราย ข้าวสารเจ้า ข้าวนึ่ง ปลาสดแช่แข็ง ปลาป่น และปลากระป๋อง ตามอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทที่แข็งค่า ประกอบกับการแข่งขันด้านราคาของตลาดโลก ขณะที่มีการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ ประกอบด้วย กลุ่มผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมอื่น ๆ ได้แก่ ทองคำ และเครื่องประดับ (เครื่องประดับเงิน เครื่องประดับพลอย) จากอุปสงค์ของตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มดัชนีราคาผู้ผลิตเดือน ก.ย.2568 มีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสำคัญจากสินค้าและวัตถุดิบราคาถูกจากต่างประเทศที่มีแนวโน้มเข้ามาเพิ่มขึ้นตามการลดต้นทุนของผู้ประกอบการ กดดันราคาสินค้าของผู้ผลิตในประเทศ การปรับลดราคาสินค้าส่งออกชดเชยอัตราภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ เพื่อคงความสามารถในการแข่งขันของผู้ผลิต การแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในการหาตลาดปลายทางใหม่ของกลุ่มประเทศผู้ส่งออก กดดันราคาสินค้าในภาคการส่งออก และการปิดด่านบริเวณชายแดนที่ส่งผลกระทบต่อทั้งการค้าชายแดน การค้าผ่านแดน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่โดยรอบ ทั้งนี้ จะต้องมีการติดตามและประเมินผลสถานการณ์ภาคการผลิตอย่างใกล้ชิดต่อไป&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20250902429b8b4b3a86e795ac246a80aacc4fc9144708.jpg' type='image/jpg' length='427173' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ต่างชาติลงทุนไทย 7 เดือนปี 68 จำนวน 583 ราย นำเงินเข้า 159,460 ล้านบาท]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/120617</link>
<guid isPermaLink="false">7586045d575e668a0d26758589cbf731</guid>
<pubDate>Wed, 27 Aug 2025 15:38:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผย 7 เดือน ปี 68 อนุญาตต่างชาติลงทุนไทย 583 ราย เพิ่ม 27% นำเงินเข้า 159,460 ล้านบาท เพิ่ม 75% จ้างงานคนไทย 4,085 คน เพิ่ม 90% นักลงทุนญี่ปุ่นเข้ามามากสุด ตามด้วยสหรัฐฯ สิงคโปร์ จีนและฮ่องกง ส่วนการลงทุนใน EEC มีจำนวน 176 ราย เพิ่ม 28% นำเงินเข้า 73,186 ล้านบาท ญี่ปุ่นลงทุนมากสุด ตามด้วยจีน ฮ่องกง</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในไทย ภายใต้ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ช่วง 7 เดือนของปี 2568 (ม.ค.-ก.ค.) มีจำนวน 583 ราย เพิ่มขึ้น 27% โดยเป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 150 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 433 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 159,460 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 75% และมีการจ้างงานคนไทย 4,085 คน เพิ่มขึ้น 90%<br />
<br />
โดยชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทยสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ญี่ปุ่น 112 ราย คิดเป็น 19% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 69,817 ล้านบาท ส่วนใหญ่ลงทุนในธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ โดยเป็นการจัดซื้อสินค้า วัตถุดิบ และชิ้นส่วนสำหรับอุตสาหกรรมต่างๆ ธุรกิจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อจำหน่าย และ/หรือ ให้บริการ ธุรกิจบริการเป็นศูนย์กระจายสินค้าด้วยระบบที่ทันสมัย และธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น พลาสติกคอมพาวด์และมาสเตอร์แบตช์ สิ่งพิมพ์ลามิเนทเพื่อบรรจุภัณฑ์&nbsp; อุปกรณ์สำหรับรถแทรกเตอร์เพื่อการเกษตร และชิ้นส่วนยานพาหนะ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
2.สหรัฐฯ 85 ราย คิดเป็น 15% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 3,238 ล้านบาท ส่วนใหญ่ลงทุนในธุรกิจบริการทางวิศวกรรม ธุรกิจค้าปลีกสินค้า เช่น ชิ้นส่วนและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ตกแต่งยานพาหนะ ธุรกิจโฆษณา และธุรกิจบริการรับจ้างผลิต เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับยานยนต์ โลหะผสมสำหรับผลิตเครื่องประดับ และ Captive Screw for PCB</p>

<p>3.สิงคโปร์ 74 ราย คิดเป็น 13% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 22,872 ล้านบาท ส่วนใหญ่ลงทุนในธุรกิจบริการสินเชื่อแบบไม่มีหลักประกัน ธุรกิจบริการสนับสนุนและบริหารจัดการการวิจัยทางคลินิก ธุรกิจบริการให้ใช้แอปพลิเคชันสำหรับเชื่อมต่อกับระบบกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ และธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์และชิ้นส่วนโลหะขึ้นรูปบรรจุภัณฑ์กระดาษเคลือบพลาสติกชีวภาพ แม่พิมพ์/ชิ้นส่วนพลาสติก และ Printed Circuit Board<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
4.จีน 73 ราย คิดเป็น 13% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 20,029 ล้านบาท ส่วนใหญ่ลงทุนในธุรกิจ การจัดหาจัดซื้อวัตถุดิบ ชิ้นส่วน และส่วนประกอบ สำหรับอุตสาหกรรมการผลิตต่างๆ ธุรกิจบริการซ่อมแซมและบำรุงรักษารถยนต์ไฟฟ้า ธุรกิจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อจำหน่าย และ/หรือ ให้บริการ และธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องจากการผลิต PCBA, ฟิล์มและบรรจุภัณฑ์พลาสติก&nbsp; ชิ้นส่วนพลาสติกสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และ Multilayer Printed Circuit Board<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
5.ฮ่องกง 64 ราย คิดเป็น 11% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 11,467 ล้านบาท ส่วนใหญ่ลงทุนในธุรกิจบริการศูนย์กระจายสินค้าด้วยระบบที่ทันสมัย ธุรกิจบริการสถานีบริการอัดประจุไฟฟ้าสำหรับยานพาหนะไฟฟ้า ธุรกิจบริการ Data Center และธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ผลิตภัณฑ์ทางทันตกรรม ผลิตภัณฑ์เคมีเพื่อการอุตสาหกรรม ชิ้นส่วนพลาสติก ชิ้นส่วนโลหะ<br />
<br />
ทั้งนี้ การเข้ามาประกอบธุรกิจของคนต่างชาติในไทยโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมข้างต้น มีส่วนช่วยในการถ่ายทอดเทคโนโลยีอันเป็นองค์ความรู้เฉพาะด้านจากประเทศผู้เข้ามาลงทุนให้แก่คนไทย เช่น องค์ความรู้เกี่ยวกับการควบคุมหลุมขุดเจาะ องค์ความรู้เกี่ยวกับบำรุงรักษางานระบบไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ในโครงการรถไฟฟ้า องค์ความรู้เกี่ยวกับการบำรุงรักษาสถานีรับ-จ่ายก๊าซธรรมชาติเหลว องค์ความรู้เกี่ยวกับสถานีจัดประจุไฟฟ้า เป็นต้น</p>

<p>ส่วนการลงทุนในพื้นที่ EEC ของนักลงทุนต่างชาติในช่วง 7 เดือนของปี 2568 มีจำนวน 176 ราย เพิ่มขึ้น 28% คิดเป็น 30% ของนักลงทุนต่างชาติในไทย มูลค่าการลงทุน 73,186 ล้านบาท คิดเป็น 46% ของเงินลงทุนทั้งหมด เป็นนักลงทุนจากญี่ปุ่น 44 ราย ลงทุน 26,937 ล้านบาท จีน 43 ราย ลงทุน 14,442 ล้านบาท ฮ่องกง 18 ราย ลงทุน 5,264 ล้านบาท และประเทศอื่น ๆ 71 ราย ลงทุน 26,543 ล้านบาท ธุรกิจที่ลงทุน อาทิ ธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ โดยเป็นการจัดซื้อสินค้า วัตถุดิบ และชิ้นส่วนสำหรับอุตสาหกรรมต่าง ๆ ธุรกิจบริการออกแบบ จัดหาวัสดุและอุปกรณ์ ก่อสร้าง ติดตั้ง ทดสอบเครื่องจักรและระบบการทำงานต่าง ๆ สำหรับโครงการก่อสร้างท่าเทียบเรือและสถานีรับ-จ่ายก๊าซธรรมชาติเหลว ธุรกิจบริการทางวิศวกรรม โดยการออกแบบชิ้นส่วนยานยนต์ ธุรกิจบริการเขต Data Center และธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ชิ้นส่วนพลาสติกสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูปจากแผ่นวงจรพิมพ์ ผลิตภัณฑ์เคมีเพื่อการอุตสาหกรรม และผลิตภัณฑ์จากกระดาษรีไซเคิล เป็นต้น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20250827a7aff0a20345044218878830228be1ee153843.jpg' type='image/jpg' length='381685' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ส่งออกข้าว 7 เดือน 4.3 ล้านตัน มัน 5.62 ล้านตัน มั่นใจทั้งปี 7.5 ล้านตันทั้ง 2 สินค้า]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/120595</link>
<guid isPermaLink="false">ddc8b458fca334baf1bf7f75e72c0bf3</guid>
<pubDate>Wed, 27 Aug 2025 15:01:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าต่างประเทศเผยส่งออกข้าว 7 เดือน ปี 68 มีปริมาณ 4.30 ล้านตัน ลดลง 25.09% มูลค่า 86,412.72 ล้านบาท ลดลง 35.35% เหตุผลผลิตข้าวโลกเพิ่ม อินเดียกลับมาส่งออก ผู้นำเข้าสำคัญทั้งอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ชะลอนำเข้า และบาทแข็งกดดัน เตรียมลุยขยายตลาดในช่วงที่เหลือเต็มสูบ ทั้งถกจีนซื้อจีทูจี 2.8 แสนตัน บุกขายข้าวซาอุดิอาระเบีย อิรัก ญี่ปุ่น ประชาสัมพันธ์ข้าวไทยในตลาดศักยภาพ ส่วนมันสำปะหลังส่งออก 5.62 ล้านตัน เพิ่ม 35.75% มูลค่า 61,856.94 ล้านบาท ลด 12.56% มั่นใจทั้งข้าวและมันส่งออกปีนี้เข้าเป้า 7.5 ล้านตัน</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ช่วง 7 เดือน ปี 2568 (ม.ค.-ก.ค.) ไทยส่งออกข้าวได้ปริมาณ 4.30 ล้านตัน ลดลง 25.09% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีปริมาณส่งออกอยู่ที่ 5.74 ล้านตัน และมีมูลค่า 86,412.72 ล้านบาท (2,592 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) ลดลง 35.35% จากปีก่อนที่มีมูลค่า 133,663 ล้านบาท (3,739 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) เพราะได้รับผลกระทบจากผลผลิตข้าวโลกที่เพิ่มขึ้น อินเดียกลับมาส่งออกตามปกติและคาดว่ามีผลผลิตกว่า 150 ล้านตัน รวมถึงการลดลงของความต้องการนำเข้าข้าวจากประเทศผู้นำเข้าสำคัญอย่างอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ และค่าเงินบาทที่ผันผวนและแข็งค่าขึ้น เป็นอีกปัจจัยที่กดดันการส่งออก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ แม้การส่งออกภาพรวมจจะลดลง แต่ไทยยังสามารถขยายตลาดไปยังจีน สหรัฐฯ แอฟริกาใต้ ภูมิภาคตะวันออกกลางและยุโรปได้เพิ่มขึ้น โดยข้าวหอมมะลิไทย ข้าวนึ่ง ข้าวเหนียว และข้าวกล้อง เป็นชนิดข้าวที่มีปริมาณการส่งออกเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนข้าวที่มีปริมาณส่งออกลดลง คือ ข้าวขาว และข้าวหอมไทย ที่มีการแข่งขันสูงทางด้านราคากับผู้ส่งออกสำคัญอย่างเวียดนาม อินเดีย และปากีสถาน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนกรณีสหรัฐฯ จัดเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) อัตรา 19% ตั้งแต่ 1 ส.ค.2568 ข้าวไทยโดยเฉพาะข้าวหอมมะลิไทยยังคงมีราคาแข่งขันได้กับข้าวหอมเวียดนามซึ่งถูกเก็บภาษีในอัตรา 20% โดยมั่นใจว่าการส่งออกข้าวไปสหรัฐฯ ในปีนี้น่าจะทำได้ใกล้เคียงกับปีก่อนที่ 8 แสนตัน ส่วนใหญ่เป็นข้าวหอมมะลิไทย 6 แสนตัน และกรณีที่ฟิลิปปินส์ระงับนำเข้าข้าวชั่วคราว 60 วัน เป็นปัจจัยกดดันตลาดการค้าข้าว โดยปีนี้คาดว่าไทยจะส่งออกข้าวไปฟิลิปปินส์ 1.6 แสนตัน คิดเป็น 3.72% ของปริมาณการส่งออกข้าวทั้งหมด</p>

<p>อย่างไรก็ตาม ในช่วง 5 เดือนที่เหลือ กรมจะเดินหน้าจัดกิจกรรมส่งเสริมตลาดและเร่งดำเนินการตามข้อสั่งการนายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในการผลักดันการส่งออกข้าวไทย และผลักดันให้การส่งออกข้าวเป็นไปตามเป้าที่ประเมินไว้ที่ 7.5 ล้านตัน โดยจะเร่งเจรจากับจีนให้ซื้อข้าวแบบรัฐต่อรัฐที่เหลือ 2.8 แสนตัน ขยายตลาดข้าวขาวและข้าวนึ่งไปยังซาอุดีอาระเบีย และอิรัก การเจรจาขยายตลาดกับญี่ปุ่น การรับรองคณะผู้นำเข้าข้าวฮ่องกงเดินทางเยือนไทยซึ่งเป็นตลาดข้าวหอมมะลิไทย และจะเร่งประชาสัมพันธ์ข้าวไทย ในงานแสดงสินค้านานาชาติให้ครอบคลุมตลาดที่มีศักยภาพ ได้แก่ ออสเตรเลีย จีน เยอรมนี และซาอุดีอาระเบีย และเชื่อมโยงการผลิตและการตลาดผ่านการจัดงาน TRC สัญจร เพื่อถ่ายทอดข้อมูลแนวโน้มตลาดแก่เกษตรกร ช่วยยกระดับการผลิตให้ตรงตามความต้องการของตลาด<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอารดากล่าวว่า สำหรับการส่งออกมันสำปะหลังในช่วง 7 เดือนของปี 2568 มีปริมาณ 5.62 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 35.75% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีการส่งออกเพียง 4.14 ล้านตัน มีมูลค่า 61,856.94 ล้านบาท ลดลง 12.56% จากปีก่อน ที่มีมูลค่าประมาณ 70,743.79 ล้านบาท โดยได้รับผลกระทบจากราคามันสำปะหลังในตลาดโลกปรับลดลงจากแรงกดดันของราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในตลาดโลก ซึ่งเป็นสินค้าทดแทนมันสำปะหลังที่ปรับตัวลดลงมาก แต่กรมยังมั่นใจว่าการส่งออกทั้งปีจะทำได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ที่ 7.5 ล้านตัน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับแผนการผลักดันการส่งออกมันสำปะหลังในช่วงที่เหลือของปีนี้ เดือน ก.ย.2568 จะจัดคณะผู้แทนภาครัฐและเอกชนเดินทางไปเจรจาขยายตลาดและผลักดันการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังในนิวซีแลนด์ เพื่อผลักดันการส่งออกสินค้ามันสำปะหลังเข้าสู่อุตสาหกรรมต่อเนื่องที่หลากหลายมากขึ้น อาทิ อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ และอุตสาหกรรมอาหาร และติดตามผลการขยายตลาดการค้ามันสำปะหลังที่ทำไปก่อนหน้านี้ ที่จีนและซาอุดิอาระเบีย รวมถึงผลการจัดประชุมสัมมนามันสำปะหลังโลก ปี 2568 ที่มีการตกลงซื้อขายกันไว้</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20250827a3d55afeec55261ab3d565c13e6d07e5150206.jpg' type='image/jpg' length='604406' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กรมพัฒน์เผยบริษัทตั้งใหม่ ก.ค.68 จำนวน 7,710 ราย รวม 7 เดือน 51,548 ราย]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/120593</link>
<guid isPermaLink="false">d88f7ae4f6bda48707b557a2b52e3a06</guid>
<pubDate>Wed, 27 Aug 2025 14:56:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผยบริษัทตั้งใหม่เดือน ก.ค.68 มีจำนวน 7,710 ราย ลด 2% ทุนจดทะเบียน 22,018 ล้านบาท ลด 7% เลิก 1,825 ราย ลด 3% ทุนจดทะเบียน 20,156 ล้านบาท เพิ่ม 128% รวม 7 เดือน ตั้งใหม่ 51,548 ราย ลด 4.93% ทุนจดทะเบียน 171,158 ล้านบาท เพิ่ม 1.41% เลิก 8,069 ราย เพิ่ม 1.77% ทุนจดทะเบียน 50,700 ล้านบาท ลด 40.76% ชี้สัดส่วนเลิกกับตั้งใหม่อยู่ที่ 6 ต่อ 1 เท่ากับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่เดือน ก.ค.2568 มีจำนวน 7,710 ราย ลดลง 2% ทุนจดทะเบียน 22,018 ล้านบาท ลดลง 7% โดยธุรกิจที่มีการจัดตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร และรวม 7 เดือนของปี 2568 (ม.ค.-ก.ค.) ตั้งใหม่ 51,548 ราย ลดลง 4.93% ทุนจดทะเบียน 171,158 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.41% โดยธุรกิจตั้งใหม่เหมือน 3 อันดับแรกเหมือนกับเดือน ก.ค.2568<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในเดือน ก.ค.2568 มีธุรกิจที่มีทุนจดทะเบียนจัดตั้งเกิน 1,000 ล้านบาท จำนวน 2 ราย ได้แก่ บริษัท เหอลี่ อินดัสเทรียล วีฮีเคิลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ทุนจดทะเบียน 2,001.88 ล้านบาท ประกอบกิจการผลิต ประกอบและจำหน่ายยานยนต์อุตสาหกรรมครบวงจร และบริษัท ดับเบิ้ลยูทียู ซินดิเคท จำกัด ทุนจดทะเบียน 1,204.49 ล้านบาท ประกอบกิจการซื้อขาย แลกเปลี่ยน เช่า พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ให้เช่า เช่าซื้อ ให้เช่าซื้อ ขายฝาก ตลอดจนทะเบียนสิทธิ์ใด ๆ ซึ่งอาคารชุด<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนการจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการเดือน ก.ค.2568 มีจำนวน 1,825 ราย ลดลง 3% ทุนจดทะเบียนเลิก 20,156 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 128% โดยธุรกิจที่เลิกประกอบกิจการสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร รวม 7 เดือนของปี 2568 เลิก 8,069 ราย เพิ่มขึ้น 1.77% ทุนจดทะเบียนเลิก 50,700 ล้านบาท ลดลง 40.76% โดยธุรกิจ 3 อันดับ เหมือนกับที่เลิกของเดือน ก.ค.2568</p>

<p>โดยธุรกิจเลิกเดือน ก.ค.2568 ที่มีมูลค่าทุนจดทะเบียนสูง มี 3 ราย ได้แก่ บริษัท อินโดรามา ปิโตรเคม จำกัด ทุนจดทะเบียน 10,146.17 ล้านบาท ประกอบกิจการผลิต ส่งออก นำเข้า ทำ ซื้อ ขาย แผ่นโพลีเอสเตอร์ เส้นใยโพลีเอสเตอร์ เส้นด้าย โพลีเอสเตอร์ บริษัททรู ไลฟ์ พลัส จำกัด ทุนจดทะเบียน 2,575 ล้านบาท ประกอบกิจการให้บริการเกมส์ออนไลน์ และบริษัท ทรู อีโลจิสติกส์ จำกัด ทุนจดทะเบียน 1,347 ล้านบาทประกอบธุรกิจให้บริการข้อมูลข่าวสารวิชาการในด้านการพัฒนาบุคลากร การพัฒนาการบริหารการพัฒนาองค์การเทคโนโลยีและอื่น ๆ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม จากการวิเคราะห์สัดส่วนของการจัดตั้งธุรกิจและจดเลิกในช่วง 7 เดือนของปี 2568 อยู่ที่ 6 ต่อ 1 หรือจัดตั้ง 6 ราย เลิก 1 ราย โดยสัดส่วนนี้เท่ากับค่าเฉลี่ยในช่วง 5 ปีย้อนหลัง (2563-2567) ส่วนยอดตั้งใหม่ที่มี 51,548 ราย สูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลังที่มีจำนวน 48,040 ราย โดยธุรกิจที่เติบโตสูง 3 อันดับแรก คือ ธุรกิจขายส่งสินค้าทั่วไปโดยได้รับค่าตอบแทนหรือตามสัญญาจ้าง เพิ่มขึ้น 50.16% ธุรกิจโรงแรม รีสอร์ตและห้องชุด เพิ่มขึ้น 46.90% และธุรกิจขนส่ง ขนถ่ายสินค้า และคนโดยสาร เพิ่มขึ้น 23.46%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ก.ค.2568) มีธุรกิจที่จดทะเบียนนิติบุคคลรวมทั้งสิ้น 2,016,377 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 31.02 ล้านล้านบาท โดยมีนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่ 965,012 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 22.71 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นบริษัทจำกัด 763,913 ราย หรือ 79.16% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 16.98 ล้านล้านบาท ห้างหุ้นส่วนจำกัดและห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล 199,604 ราย หรือ 20.68% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 0.43 ล้านล้านบาท และบริษัทมหาชนจำกัด 1,495 ราย หรือ 0.16% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 5.30 ล้านล้านบาท<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับนิติบุคคลในกลุ่มธุรกิจบริการ เป็นประเภทธุรกิจที่มีสัดส่วนการจดทะเบียนมากที่สุดมีจำนวน 523,600 ราย ทุนจดทะเบียน 13.11 ล้านล้านบาท รองลงมา คือ กลุ่มธุรกิจค้าส่ง/ค้าปลีก 315,348 ราย ทุน 2.58 ล้านล้านบาท และธุรกิจผลิต 126,064 ราย ทุน 7.02 ล้านล้านบาท คิดเป็น 54.26%, 32.68% และ 13.06% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ตามลำดับ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/2025082774ea760c718cd549ad344a6a576c984f145633.jpg' type='image/jpg' length='153135' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ค้าชายแดน ก.ค.68 เพิ่ม 5% ได้แรงหนุนขายไปจีน สิงคโปร์ เวียดนาม ส่วนกัมพูชาวูบ 97.5%]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/120589</link>
<guid isPermaLink="false">e881111c23cbc545d527ace4c4d1aac8</guid>
<pubDate>Wed, 27 Aug 2025 14:50:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าต่างประเทศเผยยอดการค้าชายแดนและผ่านแดน เดือน ก.ค.68 มีมูลค่า 166,025 ล้านบาท เพิ่ม 5.0% ได้แรงหนุนจากการค้าผ่านแดนที่เพิ่มขึ้นสูงถึง 32.5% ทั้งส่งผ่านไปจีน สิงคโปร์ และเวียดนาม แต่การค้ากับ 4 ประเทศเพื่อนบ้านลด 20% เจอกัมพูชาที่ลดลงถึง 97.5% ฉุด ส่วนยอดรวม 7 เดือนทะลุ 1.18 ล้านล้านบาท เพิ่ม 11%&nbsp;</strong>&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การค้าชายแดนและการค้าผ่านแดน เดือน ก.ค.2568 มีมูลค่า 166,025 ล้านบาท เพิ่ม 5.0% เป็นการส่งออก 92,216 ล้านบาท เพิ่ม 5.9% และการนำเข้า 73,810 ล้านบาท เพิ่ม 3.9% ได้ดุลการค้า 18,406 ล้านบาท และยอดรวม 7 เดือนของปี 2568 (ม.ค.-ก.ค.) การค้าชายแดนและการค้าผ่านแดน มีมูลค่า 1,188,270 ล้านบาท เพิ่ม 11.0% เป็นการส่งออก 688,477 ล้านบาท เพิ่ม 10.7% และการนำเข้า 499,793 ล้านบาท เพิ่ม 11.3% ได้ดุลการค้า 188,683 ล้านบาท<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ การค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน 4 ประเทศ เดือน ก.ค.2568 มีมูลค่า 66,220 ล้านบาท ลด 20.0% เป็นการส่งออก 35,702 ล้านบาท ลด 29.5% การนำเข้า 30,518 ล้านบาท ลด 5.0% ได้ดุลการค้า 5,184 ล้านบาท โดยการค้าชายแดนกับมาเลเซีย มีมูลค่าสูงสุด 26,261 ล้านบาท ลด 13.1% รองลงมา คือ สปป.ลาว 22,451 ล้านบาท เพิ่ม 2.3% เมียนมา 17,133 ล้านบาท เพิ่ม 8.7% และกัมพูชา 376 ล้านบาท ลด 97.5% โดยสินค้าส่งออกชายแดนสำคัญ ได้แก่ น้ำมันดีเซล 1,971 ล้านบาท น้ำมันสำเร็จรูปอื่น ๆ 1,141 ล้านบาท และเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อื่น ๆ 1,029 ล้านบาท ทำให้ 7 เดือนของปี 2568 การค้าชายแดนมีมูลค่ารวม 572,281 ล้านบาท ลด 0.8% เป็นการส่งออก 343,950 ล้านบาท ลด 3.5% และการนำเข้า 228,331 ล้านบาท เพิ่ม 3.7%ส่วนการค้าผ่านแดนไปประเทศที่สาม เดือน ก.ค.2568 มีมูลค่า 99,805 ล้านบาท เพิ่ม 32.5% เป็นการส่งออก 56,514 ล้านบาท เพิ่ม 55.0% และการนำเข้า 43,291 ล้านบาท เพิ่ม 11.3% โดยการค้าผ่านแดนไปจีน มีมูลค่าสูงสุด 62,984 ล้านบาท เพิ่ม 44.0% รองลงมา คือ สิงคโปร์ และเวียดนาม มูลค่า 12,788 ล้านบาท เพิ่ม 50.1% และ 6,342 ล้านบาท ลด 15.1% ตามลำดับ ซึ่งสินค้าส่งออกผ่านแดนสำคัญ ได้แก่ ทุเรียนสด 22,949 ล้านบาท ฮาร์ด ดิสก์ ไดรฟ์ 6,074 ล้านบาท และเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อื่น ๆ 3,582 ล้านบาท ทำให้ 7 เดือนของปี 2568 การค้าผ่านแดนมีมูลค่ารวม 615,988 ล้านบาท เพิ่ม 24.6% เป็นการส่งออก 344,526 ล้านบาท เพิ่ม 29.8% และการนำเข้า 271,462 ล้านบาท เพิ่ม 18.6%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอารดากล่าวว่า การค้าชายแดนและผ่านแดนของไทย ในเดือน ก.ค.2568 ที่ขยายตัวได้ต่อเนื่อง มาจากการค้าผ่านแดนที่ขยายตัวสูงถึง 32.5% โดยการส่งออกผ่านแดน เพิ่ม 55.0% ทั้งส่งออกผ่านแดนไปจีน เพิ่ม 72.4% สิงคโปร์ เพิ่ม 56.1% เวียดนาม เพิ่ม 23.0% และประเทศอื่น ๆ เพิ่ม 19.2% โดยสินค้าส่งออกผ่านแดนที่ขยายตัวสูง ยังคงเป็นผลไม้ เช่น ทุเรียนสด 22,949 ล้านบาท เพิ่ม 135.6% และมังคุดสด 1,847 ล้านบาท เพิ่ม 57.9% ขณะที่สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ 6,074 ล้านบาท เพิ่ม 90.7% เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อื่น ๆ 3,582 ล้านบาท เพิ่ม 211.1% และส่วนประกอบคอมพิวเตอร์ 1,343 ล้านบาท เพิ่ม 679.5%<br />
<br />
ด้านสถานการณ์ชายแดนไทย&ndash;กัมพูชา ที่มีมาตรการงดการผ่านเข้า&ndash;ออกของยานพาหนะทุกประเภทตั้งแต่ปลายดือน มิ.ย.2568 จนถึงเหตุการณ์ปะทะกันของทั้งสองฝ่ายในช่วงวันที่ 24&ndash;28 ก.ค.2568 จึงจำเป็นต้องปิดจุดผ่านแดนทั้ง 18 แห่ง ส่งผลให้การค้าชายแดนไทย&ndash;กัมพูชา ในเดือน ก.ค.2568 ลดลงเกือบ 100% โดยมูลค่าการค้าลดลงเหลือ 376 ล้านบาท ลด 97.5% การส่งออกเหลือ 370 ล้านบาท ลด 97.0% และการนำเข้าลดลงเหลือ 6 ล้านบาท ลด 99.8% ส่งผลให้การค้าชายแดนโดยรวมในเดือน ก.ค.2568 หดตัว 20.0%</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20250827619adfff80b4d7de69c54539294546db145126.jpg' type='image/jpg' length='172801' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ส่งออกอัญมณี มิ.ย.เพิ่ม 8.62% ทองยังบวกแรง สหรัฐฯ โตจากเร่งนำเข้าหนีภาษีใหม่]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/118018</link>
<guid isPermaLink="false">9b7b33bc79482c7c6d7cad7ee15ec427</guid>
<pubDate>Fri, 08 Aug 2025 10:56:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>ส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ มิ.ย.68 พุ่งต่อ มูลค่า 761.63 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 8.62% บวกต่อเนื่อง 8 เดือนติด หากรวมทองคำ เพิ่ม 53.05% รวม 6 เดือน ไม่รวมทองคำ เพิ่ม 62.74% รวมทองคำ เพิ่ม 85.25% เผยเฉพาะทองยังแรงต่อ เพิ่ม 26.18% จากการขายเก็งกำไร ส่วนตลาดสหรัฐฯ ยังโต จากการเร่งนำเข้าหนีอัตราภาษีใหม่ เผยโดนภาษีสหรัฐฯ 19% ส่งออกอาจชะลอตัวบ้าง แต่ขีดความสามารถแข่งขันไม่ลด เหตุภาษีใกล้เคียงภูมิภาค</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT เปิดเผยว่า การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ไม่รวมทองคำ เดือน มิ.ย.2568 มีมูลค่า 761.63 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 8.62% ขยายตัวเป็นบวกต่อเนื่อง 8 เดือนติดต่อกัน หากรวมทองคำ มูลค่า 1,906.89 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 53.05% และการส่งออกรวม 6 เดือนของปี 2568 (ม.ค.-มิ.ย.) ไม่รวมทองคำ มูลค่า 7,408.93 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 62.74% รวมทองคำ มูลค่า 14,023.08 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 85.25%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ การส่งออกเฉพาะทองคำในเดือน มิ.ย.2568 มีมูลค่า 1,145.26 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 26.18% จากการส่งออกไปเก็งกำไร ตามราคาทองคำที่ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่เฉลี่ย 3,352 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ส่วนยอดรวมส่งออกทองคำ 6 เดือน มีมูลค่า 6,614.15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 119.22% และแยกเป็นรายเดือน ม.ค.2568 มูลค่า 1,167.87 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 148.95% ก.พ.2568 มูลค่า 933.63 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 26.395% มี.ค.2568 มูลค่า 1,447.95 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 269.55% เม.ย.2568 มูลค่า 1,011.76 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 250.52% พ.ค.2568 มูลค่า 907.67 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 55.87%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทางด้านตลาดส่งออกสำคัญ สหรัฐฯ ยังคงส่งออกได้เพิ่มขึ้นสูงถึง 11.53% จากการเร่งนำเข้า เพื่อลดความเสี่ยงจากมาตรการภาษี ฮ่องกง เพิ่ม 0.70% เยอรมนี เพิ่ม 9.92% สหราชอาณาจักร เพิ่ม 34.72% สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพิ่ม 23.75% ญี่ปุ่น เพิ่ม 27.25% อิตาลี เพิ่ม 3.17% ส่วนสวิตเซอร์แลนด์ ลด 7.31% เบลเยี่ยม ลด 21.09%</p>

<p>ส่วนการส่งออกสินค้า แพลทินัม ยังคงเพิ่มสูงถึง 58,367.39% จากการส่งออกไปอินเดียเกือบทั้งหมด เครื่องประดับเงิน เพิ่ม 30.81% เครื่องประดับทอง เพิ่ม 9.52% เครื่องประดับแพลทินัม เพิ่ม 83.11% พลอยเนื้อแข็งเจียระไน เพิ่ม 6.12% เครื่องประดับเทียม เพิ่ม 4.27% ส่วนพลอยก้อน ลด 41.84% พลอยเนื้ออ่อนเจียระไน ลด 5.86% เพชรก้อน ลด 51.56% เพชรเจียระไน ลด 33.24%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายสุเมธกล่าวว่า การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับในช่วงครึ่งปี 2568 ที่เพิ่มขึ้น 53.05% มาจากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว และการเร่งกิจกรรมทางเศรษฐกิจก่อนมาตรการภาษีสหรัฐฯ จะบังคับใช้ ซึ่งเป็นเพียงแรงหนุนชั่วคราว โดยการส่งออกในเดือน ก.ค.2568 ที่จะประกาศตัวเลขในเร็ว ๆ นี้ คาดว่าจะยังดี แต่ต้องจับตาดูตั้งแต่วันที่ 7 ส.ค.2568 เป็นต้นไป ที่อัตราภาษีใหม่ที่ 19% จะมีผลบังคับใช้ว่าจะมีผลกระทบต่อการส่งออกหรือไม่ เบื้องต้นคาดว่า การปรับขึ้นภาษี อาจทำให้การส่งออกชะลอตัวลงบ้าง แต่ขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยยังสู้ได้ เพราะอัตราภาษีไทยใกล้เคียงกับประเทศในภูมิภาค และดีกว่าคู่แข่งหลายประเทศ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ ต้องจับตาความไม่แน่นอนทางการค้า ความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศ ความผันผวนของเศรษฐกิจคู่ค้าหลัก ที่จะมีผลต่อความต้องการนำเข้า รวมไปถึงค่าเงินบาทที่แข็งค่า ทำให้ต้นทุนการส่งออกสูงขึ้น และขีดความสามารถในการแข่งขันลดลง ซึ่งผู้ประกอบการไทย จะต้องเร่งปรับตัว นำเสนอสินค้าคุณภาพสูงเพิ่มคุณค่าเชิงอารมณ์ เช่น สินค้าหรูที่ยั่งยืน เพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง ใส่ใจคุณภาพและให้ความสำคัญกับความรู้สึกร่วมกับผลิตภัณฑ์มากกว่าราคา และเพิ่มความแตกต่างสินค้าด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งจะช่วยให้รักษาการส่งออกและขีดความสามารถในการแข่งขันไว้ได้</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20250808a50fe81bd41167078008914edff591b8105653.jpg' type='image/jpg' length='598414' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ดีเดย์ 7 ส.ค. สินค้าไทยส่งไปสหรัฐฯ ภาษี 19% แต่สหรัฐฯ เข้ามาไทยยังไม่ 0%]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/118014</link>
<guid isPermaLink="false">687441d5bcce0417101cd1fd8d9b4e34</guid>
<pubDate>Fri, 08 Aug 2025 10:51:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ฉันทวิชญ์&rdquo;เผยเริ่ม 7 ส.ค.นี้ สินค้าไทยส่งออกไปสหรัฐฯ จะโดนภาษี 19% ทันที แต่ยังไม่มี 40% เหตุยังไม่มีระเบียบเรื่องสินค้าผ่านแดน และกฎถิ่นกำเนิดสินค้า เพราะต้องเจรจากันต่อ ส่วนสินค้าจากสหรัฐฯ เข้าไทย ยังไม่ลดภาษีเหลือ 0% ต้องมีการลงนามข้อตกลง และเอาเข้ารัฐสภาก่อน เผยสินค้ากว่า 1 หมื่นรายการ ส่วนใหญ่ไทยลดให้สหรัฐฯ และเปิดเสรีภายใต้ FTA อยู่แล้ว ที่เหลือเปิดให้แบบมีเงื่อนไข</strong><br />
<br />
นายฉันทวิชญ์ ตัณฑสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 7 ส.ค.2568 สินค้าที่ส่งออกจากไทยไปสหรัฐฯ จะถูกเก็บภาษีที่อัตราเดียว 19% แต่จะยังไม่ถูกเก็บภาษี 40% เนื่องจากสหรัฐฯ ยังไม่ได้ออกระเบียบในเรื่องสินค้าผ่านแดน และยังไม่มีข้อกำหนดเกี่ยวกับกฎถิ่นกำเนิดสินค้าออกมา ส่วนสินค้าที่ไทยนำเข้าจากสหรัฐฯ ยังคงถูกเก็บภาษีตามเดิม ยังไม่ยกเว้นเป็น 0% เนื่องจากการที่ไทยจะลดภาษีเหลือ 0% ได้นั้น จะต้องลงนามบรรลุข้อตกลงอัตราภาษีต่างตอบแทน และผ่านการพิจารณาของรัฐสภาเสียก่อน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับขั้นตอนการเจรจาของรัฐบาลไทยหลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติถ้อยแถลงการณ์ร่วมไทย-สหรัฐฯ ไปแล้วเมื่อวันที่ 1 ส.ค.2568 ที่ผ่านมา คาดว่า ไม่กี่วันหลังจากนี้ สหรัฐฯ จะออกแถลงการณ์ร่วมออกมา จากนั้น ทีมไทยแลนด์ ยังมีภารกิจเจรจากับสหรัฐฯ ในที่ยกสองต่อ เพื่อให้บรรลุข้อตกลงที่เรียกว่า ข้อตกลงอัตราภาษีต่างตอบแทน หรือ ART Text (Agreement on Reciprocal Tariff Text) ซึ่งมีสาระสำคัญเกี่ยวกับการทำข้อตกลงเรื่องมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี เช่น กฎระเบียบต่าง ๆ รวมถึงการกำหนดเกณฑ์ถิ่นกำเนิดสินค้า ตลอดจนเกณฑ์สัดส่วนมูลค่าการผลิตในประเทศ (Regional Value Content &ndash; RVC)</p>

<p>&ldquo;ล่าสุดได้รับแจ้งจากสหรัฐฯ ว่า จะเริ่มเจรจาเกี่ยวกับรายละเอียด เทคนิคด้านถิ่นกำเนิดสินค้า RVC มาตรการไม่ใช่ภาษีกับไทยได้ในช่วงปลายเดือน ส.ค.-ก.ย.นี้ เพื่อเร่งบรรลุข้อตกลง ART Text โดยเร็วที่สุด และขั้นตอนต่อไปจะต้องนำเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา เพื่อให้ผู้แทนประชาชนมีส่วนร่วมตัดสินใจว่าข้อตกลงดังกล่าวเหมาะสมกับไทยหรือไม่&rdquo;นายฉันทวิชญ์กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายฉันทวิชญ์กล่าวว่า สำหรับแนวทางการเจรจาเรื่องถิ่นกำเนิดสินค้า และ RVC จะต้องรอดูว่าสหรัฐฯ จะเปิดให้เจรจาต่อรองเป็นรายประเทศหรือออกมาเป็นข้อกำหนดรวมเพื่อใช้กับทุกประเทศ ซึ่งส่วนนี้จะมีความสำคัญต่อสินค้าไทย โดยสินค้าในกลุ่มเกษตร อาหาร หรือเกษตรแปรรูป ไม่มีปัญหา เพราะใช้วัตถุดิบในประเทศเยอะ แต่มีอุตสาหกรรมบางกลุ่ม ที่อาจใช้ส่วนประกอบในประเทศน้อย จะได้รับผลกระทบ ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องดูแล<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนสินค้าที่เปิดเสรี 0% ให้กับสหรัฐฯ กว่า 1 หมื่นรายการ ยืนยันว่ารัฐบาลดูแลอย่างรอบคอบ โดยส่วนใหญ่กว่า 60% หรือ 6,000 รายการ เป็นสินค้าที่ไทยได้เปิดเสรีให้สหรัฐฯ 0% อยู่แล้ว และเป็นสินค้าที่ไทยเปิดภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) ให้กับประเทศอื่นอยู่แล้ว และอีกกว่า 20% มากกว่า 2,000 รายการ เป็นสินค้าที่ไทยไม่ได้รับผลกระทบ หรือเป็นสินค้าที่สหรัฐฯ แทบจะไม่มีโอกาสส่งออกมาไทย เช่น ปลานิล ลำไย ขณะที่กลุ่มที่เหลือรัฐบาลมีการเปิดให้แบบมีเงื่อนไข รวมถึงมีระยะเวลาให้เกิดการปรับตัว<br />
<br />
อย่างไรก็ตาม วันที่ 7 ส.ค.2568 กระทรวงพาณิชย์ เตรียมเปิดศูนย์ One Stop Service เพื่อช่วยผู้ประกอบการรับมือกับภาษีสหรัฐฯ การปรับตัวสู่กฎเกณฑ์ใหม่</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20250808c8e39b07b02c2e7049d1abed99607069105218.jpg' type='image/jpg' length='277602' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“วรวงศ์” เรียกร้อง ธปท. กดบาทอ่อน ช่วยผู้ส่งออกสู้ภาษีทรัมป์ เริ่มดีเดย์ 7 ส.ค.นี้]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/118006</link>
<guid isPermaLink="false">ba7ff1f340a8022956f996c44a145803</guid>
<pubDate>Fri, 08 Aug 2025 10:46:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;วรวงศ์&rdquo; ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เรียกร้อง ธปท. ผ่อนคลายนโยยายการเงิน กดเงินบาทอ่อนช่วยผู้ส่งออกสู้ภาษีทรัมป์อัตรา 19% ที่จะเริ่มบังคับใช้ 7 ส.ค.นี้ เหตุมาตรการเยียวยาของรัฐบาล ทั้งเงินกู้ การหาตลาดใหม่ ช่วยได้เพียงส่วนหนึ่ง ต้องได้ยาแรงมาซ้ำ</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายวรวงศ์ รามางกูร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า วันที่ 7 ส.ค.2568 ภาษีศุลกากรตอบโต้ของสหรัฐฯ อัตราใหม่ 19% จะมีผลบังคับใช้เป็นวันแรก แต่จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีสัญญาณจากผู้บริหารระดับสูงของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะมีมาตรการใดช่วยผู้ส่งออก จึงขอทวงคำสัญญา &ldquo;พร้อมขับเคลื่อน ธปท. เชิงรุก เปิดใจชูจุดยืนนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย&rdquo; โดยขอได้โปรดอย่าลอยตัวเหนือปัญหา เนื่องจาก ธปท. ในฐานะผู้กำหนดนโยบายการเงิน มีหน้าที่สำคัญในการลดผลกระทบผู้ประกอบการและลดทอนความเสียหายต่อประชาชน จึงควรพิจารณามาตรการเชิงรุกเพื่อรักษาเสถียรภาพและการเติบโตของเศรษฐกิจไทย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;ในสถานการณ์ที่ภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ถูกนำมาใช้เป็นอาวุธทางเศรษฐกิจ การไม่ขยับนโยบายการเงินเลย อาจสะท้อนความเฉื่อยชาทางนโยบายมากกว่าความเป็นอิสระของธนาคารกลาง&rdquo;นายวรวงศ์กล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายวรวงศ์กล่าวว่า ไทยได้รับผลกระทบจากการขึ้นภาษีศุลกากรครั้งนี้ เป็นจำนวนมาก และเป็นวงกว้างครอบคลุมทุกภาคส่วน ทั้งภาคเกษตรกรรมและภาคอุตสาหกรรม เนื่องจากตลาดสหรัฐฯ มีสัดส่วนถึง 18% ของการส่งออกทั้งหมด คิดเป็นมูลค่าเกือบ 2 ล้านล้านบาท โดยปัญหาที่จะเกิดขึ้นในระยะใกล้ คือ อุปสงค์ภายในสหรัฐฯ ปรับตัวลดลง ขณะที่ราคาสินค้าปรับสูงขึ้น เนื่องจากมีภาษีศุลกากรช่วยกั้นสินค้านำเข้าไว้ ซึ่งตรงตามจุดประสงค์การขึ้นอัตราภาษีของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพื่อช่วยผู้ประกอบการและเกษตรกรภายในประเทศให้มีพื้นที่เพียงพอสามารถแข่งขันกับสินค้านำเข้าจากต่างประเทศได้ มีการจ้างแรงงานเพิ่มขึ้น เป็นการเอาใจฐานเสียงของตนเอง แต่ฟากประเทศผู้ส่งออกราคาสินค้าส่งออกจะปรับตัวลดลง</p>

<p>ทั้งนี้ จากงานศึกษาวิจัยหลายชิ้น บ่งชี้ว่า ผู้ส่งออกจะรับเอาภาษีไว้มากกว่าผู้บริโภค ดังนั้น เท่ากับว่าประเทศผู้ส่งออกสินค้า เป็นผู้แบกรับต้นทุนภาษีศุลกากรที่เพิ่มขึ้นมากกว่าประเทศปลายทาง ต้นทุนเหล่านี้ จะถูกส่งต่อมายังผู้ผลิต ทำให้ราคาผู้ผลิตตกต่ำลงอย่างหนัก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยที่ผ่านมา รัฐบาลได้ออกมาตรการต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือ เช่น เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ (Soft loans) งบประมาณสนับสนุน SME และเกษตรกร รวมถึงการช่วยผู้ประกอบการขยายตลาดใหม่ เป็นต้น ซึ่งสามารถเยียวยาผลกระทบได้เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น<br />
<br />
&ldquo;ตามทฤษฎี เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ที่สามารถช่วยเศรษฐกิจไทยให้ผ่านพ้นสถานการณ์นี้ได้ คือ การแทรกแซงค่าเงิน (Exchange rate intervention) โดยนำเงินบาทซื้อดอลลาร์สหรัฐ เพื่อให้ค่าเงินอ่อนค่าลง จุดประสงค์คือการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจภายในประเทศ ป้องกันความผันผวนระยะสั้น พยุงจีดีพีให้สามารถเติบโตได้ตามเดิม ไม่ใช่เพื่อเอื้อการส่งออกโดยตรง จึงไม่ผิดกติการะหว่างประเทศ นอกจากนั้นการลดค่าเงิน ยังช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจอื่น ได้แก่ อัตราเงินเฟ้อที่ต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย เศรษฐกิจฟื้นตัวช้า ปัญหาค่าแรงต่ำ หนี้ภาคครัวเรือนสูง&rdquo;นายวรวงศ์กล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/202508080f63f5a43171803ca1e4b76416c39dc3104618.jpg' type='image/jpg' length='232401' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ผัก ผลไม้ พลังงานราคาลง ฉุดเงินเฟ้อ ก.ค.68 ลด 0.70% ยันไม่เข้าสู่ภาวะเงินฝืด]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/118009</link>
<guid isPermaLink="false">28a66c2eb28b68c71cf31e3d41e6e96f</guid>
<pubDate>Fri, 08 Aug 2025 10:46:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>เงินเฟ้อ ก.ค.68 ลด 0.70% ลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกัน มีสาเหตุจากกลุ่มผักสด ผลไม้สด พลังงานปรับลดลงต่อเนื่อง ยันไม่เข้าสู่ภาวะเงินฝืด แม้จะติดลบ แต่กำลังซื้อประชาชนยังมีอยู่ เผยก่อนหน้าเคยลบติดต่อกัน 6 เดือน และ 13 เดือนมาแล้ว ส่วนยอดรวม 7 เดือน เพิ่ม 0.21% คาด ส.ค.68 ยังลบต่อ ยังคงเป้าเงินเฟ้อทั้งปีเดิม 0-1% ค่ากลาง 0.5% &nbsp;</strong><br />
<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของไทย เดือน ก.ค.2568 เท่ากับ 100.15 เมื่อเทียบกับเดือน ก.ค.2567 ซึ่งเท่ากับ 100.86 ลดลง 0.70% เป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 นับจากเดือน เม.ย.2568 ที่ลดลง 0.22% พ.ค.2568 ลดลง 0.57% และ มิ.ย.2568 ลดลง 0.25% โดยมีสาเหตุหลักมาจากการลดลงอย่างต่อเนื่องของราคาสินค้าในกลุ่มผักสด ผลไม้สด และของใช้ส่วนบุคคล ประกอบกับราคาสินค้าในกลุ่มพลังงานลดลง ทั้งน้ำมันเชื้อเพลิง ตามสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลก และค่ากระแสไฟฟ้าตามมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐ สำหรับราคาสินค้าและบริการอื่น ๆ ส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อไม่มากนัก และรวมเงินเฟ้อ 7 เดือนของปี 2568 (ม.ค.-ก.ค.) เพิ่มขึ้น 0.21%<br />
<br />
&ldquo;เงินเฟ้อเดือน ก.ค.2568 ที่ลดลง มีสาเหตุหลัก ๆ มาจากราคาพลังงาน ทั้งเบนซิน ดีเซล และแก๊สโซฮอล์ที่ลดลง อย่างแก๊สโซฮอล์ ราคา ก.ค.ปีนี้ เทียบกับปีก่อนต่างกันถึง 6 บาท และยังมีค่าไฟฟ้าที่ลดลงจากมาตรการของรัฐ ราคาผักสด ที่ช่วงเดียวกันปีที่แล้ว เจออากาศร้อน แล้ง ราคาสูง แต่ปีนี้ ฝนตก น้ำเยอะ ผลผลิตดี ราคาลง ส่วนผลไม้ เก็บตัวอย่างมา 32 รายการ ลดลงมากถึง 22 รายการ อีก 10 รายการไม่เปลี่ยนแปลง หรือถ้าขึ้นก็ขึ้นไม่มาก&rdquo;<br />
<br />
ทั้งนี้ สนค.มองว่า ยังไม่เข้าสู่ภาวะเงินฝืด แม้เงินเฟ้อจะติดลบติดต่อกันมาแล้ว 4 เดือน เพราะเงินเฟ้อที่ติดลบ มาจากเรื่องพลังงาน ราคาผัก ผลไม้ เป็นหลัก ไม่ใช่มาจากประชาชนไม่มีกำลังซื้อ โดยกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ยังเพิ่มสูงขึ้น เงินเฟ้อฟื้นฐานก็สูงมาโดยตลอด ตั้งแต่ต้นปี 2568 ย้อนไปถึงปี 2567 และในอดีตที่ผ่านมา ก็เคยมีเงินเฟ้อติดลบติดต่อกันถึง 6 เดือน ช่วง ต.ค.2566-มี.ค.2567 แต่ก็ไม่ได้เกิดภาวะเงินฝืด รวมถึงช่วงโควิด-19 ในปี 2563 ก็เคยติดลบ 13 เดือนติดต่อกัน ตั้งแต่ มี.ค.2563-มี.ค.2564</p>

<p>สำหรับรายละเอียดเงินเฟ้อเดือน ก.ค.2568 ที่ลดลง 0.70% มาจากการลดลงของหมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม 1.72% จากการลดลงของราคาสินค้าสำคัญ โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มพลังงาน (แก๊สโซฮอล์ น้ำมันดีเซล น้ำมันเบนซิน ค่ากระแสไฟฟ้า) ของใช้ส่วนบุคคล (ผลิตภัณฑ์ป้องกันและบำรุงผิว โฟมล้างหน้า น้ำยาระงับกลิ่นกาย แชมพู สบู่ถูตัว) สิ่งที่เกี่ยวกับการทำความสะอาด (น้ำยารีดผ้า น้ำยาปรับผ้านุ่ม ผลิตภัณฑ์ซักผ้า น้ำยาล้างห้องน้ำ) และเสื้อผ้า (เสื้อยืดบุรุษและสตรี เสื้อเชิ้ตบุรุษและสตรี กางเกงขายาวบุรุษ) ส่วนสินค้าสำคัญที่ราคาสูงขึ้น อาทิ ค่าเช่าบ้าน ค่าแต่งผมบุรุษและสตรี และค่าอาหารสัตว์เลี้ยง<br />
<br />
ส่วนหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ เพิ่มขึ้น 0.84% จากการสูงขึ้นของกลุ่มอาหารสำเร็จรูป (ข้าวราดแกง กับข้าวสำเร็จรูป ก๋วยเตี๋ยว) กลุ่มเนื้อสัตว์ เป็ดไก่ และสัตว์น้ำ (เนื้อสุกร ปลาทู ปลานิล) กลุ่มเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ (กาแฟผงสำเร็จรูป กาแฟ (ร้อน/เย็น) น้ำอัดลม) กลุ่มเครื่องประกอบอาหาร (กะทิสำเร็จรูป มะพร้าว (ผลแห้ง/ขูด) น้ำพริกแกง น้ำมันพืช) และกลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำตาล (ขนมหวาน ไอศกรีม น้ำตาลมะพร้าว) แต่ก็มีสินค้าที่ราคาลดลง โดยเฉพาะไข่ไก่ ผลไม้สด (ทุเรียน ส้มเขียวหวาน เงาะ มะม่วง มังคุด) ผักสด (กะหล่ำปลี มะเขือ ขิง ฟักทอง มะนาว แตงกวา ฟักเขียว ต้นหอม) และอาหารโทรสั่ง (Delivery)<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทางด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ที่หักอาหารสดและพลังงานออก เพิ่มขึ้น 0.84% ชะลอลงจากเดือน มิ.ย.2568 ที่เพิ่มขึ้น 1.06% รวม 7 เดือน เพิ่มขึ้น 0.95%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มเงินเฟ้อเดือน ส.ค.2568 คาดว่าจะอยู่ระดับต่ำเช่นเดียวกับเดือน ก.ค.2568 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากราคาน้ำมันดิบดูไบในตลาดโลกต่ำกว่าปีก่อนหน้า เนื่องจากเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างอ่อนแอ และความตึงเครียดจากความขัดแย้งของประเทศผู้ผลิตน้ำมันอยู่ในระดับจำกัด ภาครัฐยังคงดำเนินมาตรการช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการปรับลดค่า Ft งวดเดือน พ.ค.-ส.ค.2568 ลง 17 สตางค์ ส่งผลให้อัตราค่าไฟฟ้าลดลงเหลือ 3.98 บาทต่อหน่วย ราคาผักสดและผลไม้สดอยู่ระดับต่ำกว่าปีก่อนหน้าค่อนข้างมาก จากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย ทำให้ปริมาณผลผลิตเข้าสู่ระบบมากขึ้น และค่าบริการด้านการท่องเที่ยวปรับตัวลดลง ตามสถานการณ์ด้านการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยชั่วคราวต่าง ๆ ประกอบกับผู้ประกอบการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดเพื่อตอบรับโครงการเที่ยวไทยคนละครึ่ง</p>

<p>อย่างไรก็ตาม มีปัจจัยกดดันเงินเฟ้อ จากราคาสินค้าเกษตรบางชนิดและเครื่องประกอบอาหารมีแนวโน้มสูงกว่าปีก่อนหน้า เช่น เนื้อสุกร มะพร้าว มะขามเปียก กาแฟ เกลือป่น และน้ำมันพืช เป็นต้น อัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ต่อประเทศคู่ค้าต่าง ๆ มีความชัดเจนมากขึ้น โดยเป็นอัตราที่ต่ำกว่าครั้งก่อนหน้า ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วโลกทยอยปรับตัวดีขึ้น ส่งผลให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ค่อย ๆ ปรับตัวสูงขึ้น โดยยังคงคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ปี 2568 อยู่ระหว่าง 0.0&ndash;1.0% ค่ากลาง 0.5% และเมื่อจบไตรมาส 3 จะขอดูตัวเลขอีกครั้งว่าจะทบทวนเป้าเงินเฟ้อหรือไม่</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/2025080854116d472d9f5852882c0744af8fab60104708.jpg' type='image/jpg' length='318915' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ดัชนีราคาผู้ผลิต ก.ค.68 ลด 4.2% เจอแรงกดดันจากราคาวูบ ความต้องการน้อยลง]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/117550</link>
<guid isPermaLink="false">b065d33768da4220503b94e939c62eb1</guid>
<pubDate>Tue, 05 Aug 2025 16:14:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>สนค.เผยดัชนีราคาผู้ผลิต เดือน ก.ค.68 ลดลง 4.2% จากการลดลงของสินค้าทุกหมวด ทั้งผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรและประมง จากราคาในประเทศและส่งออกลด ผลิตภัณฑ์จากเหมือง ตามการลดลงของปิโตรเลียมและก๊าซ และผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม จากการลดลงตามราคาตลาดโลก คาด ส.ค.ยังลงต่อ เหตุเจอสินค้าราคาถูกเข้ามาดัมป์ การปรับลดราคาส่งออกชดเชยภาษีสหรัฐฯ ตลาดโลกชะลอตัว น้ำท่วมกระทบการผลิต ปัญหาไทย-กัมพูชา กระทบการค้าชายแดน &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า ภาพรวมดัชนีราคาผู้ผลิตของไทย เดือน ก.ค.2568 เท่ากับ 108.5 ลดลง 4.2% มีสาเหตุสำคัญจากราคาสินค้าหมวดผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรลดลงจากอุปทานส่วนเกินในประเทศ การแข่งขันที่สูงขึ้นในตลาดส่งออกสินค้าเกษตร ต้นทุนการผลิตในภาพรวมที่ลดลงตามราคาพลังงานที่ต่ำกว่าปีก่อน ค่าเงินบาทที่ยังคงแข็งค่าต่อเนื่อง การแข่งขันด้านราคาจากกลุ่มประเทศผู้ส่งออกรายสำคัญ และกำลังซื้อภายในประเทศที่อ่อนแอตามสภาพเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับรายละเอียดการลดลงของดัชนีราคาผู้ผลิต พบว่า ผลิตภัณฑ์เกษตรกรรมและการประมง ลด 10.2% จากสินค้าสำคัญ ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้า ข้าวเปลือกเหนียว จากฐานราคาของปีก่อนที่สูง ประกอบกับการส่งออกในปีนี้หดตัวค่อนข้างมาก อ้อย จากฐานราคาของปีก่อนที่สูง ประกอบกับมีปริมาณผลผลิตมาก ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จากปริมาณผลผลิตที่มากขึ้นกว่าปีก่อนตามสภาพอากาศที่เหมาะสม หัวมันสำปะหลังสด จากการส่งออกไปยังประเทศคู่ค้าสำคัญที่ลดลงอย่างมาก ตามความต้องการที่ลดลงในอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง ยางพารา ราคาลดลงตามการชะลอคำสั่งซื้อของตลาดปลายทาง พืชผัก (มะนาว พริก กระเทียม) จากปริมาณผลผลิตที่มากขึ้นกว่าปีก่อนตามสภาพอากาศที่เหมาะสม ผลไม้ (ทุเรียน ลำไย) จากราคาส่งออก ที่หดตัวค่อนข้างมากตามคุณภาพผลผลิตที่ลดลง และโคมีชีวิต จากความต้องการบริโภคที่ลดลงต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาหน้าฟาร์มลดลง<br />
<br />
ส่วนสินค้าที่ราคาปรับสูงขึ้น ประกอบด้วย ผลปาล์มสด จากปริมาณผลผลิตในตลาดโลกที่มีน้อย ในขณะที่ความต้องการสินค้าเพิ่มจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ สุกรมีชีวิต จากต้นทุนการควบคุมโรคที่สูงขึ้น ประกอบกับความต้องการบริโภคปรับตัวดีขึ้น และกุ้งแวนนาไม จากปริมาณผลผลิตที่ลดลงจากต้นทุนการเพาะเลี้ยงที่สูงขึ้น</p>

<p>หมวดผลิตภัณฑ์จากเหมือง ลด 11.2% จากการลดลงของราคาสินค้าสำคัญ ได้แก่ น้ำมันปิโตรเลียมดิบ และก๊าซธรรมชาติ ซึ่งราคาเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกับตลาดโลก สินแร่โลหะ (แร่เหล็ก ดีบุก สังกะสี) จากอุปสงค์ชะลอตัวของภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่ได้จากการทำเหมือง (เกลือสมุทร) จากผลผลิตที่ออกมาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งปริมาณความต้องการชะลอตัวลงส่งผลให้ราคาปรับลดลง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
หมวดผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ลด 2.8% จากการลดลงของราคาสินค้าสำคัญ ประกอบด้วย กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นปิโตรเลียม ได้แก่ น้ำมันดีเซล น้ำมันเครื่องบิน น้ำมันเตา น้ำมันก๊าด ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 และน้ำมันหล่อลื่น เนื่องจากเคลื่อนไหวตามทิศทางราคาตลาดโลก กลุ่มผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ แผงวงจรไฟฟ้า แผงวงจรพิมพ์ อุปกรณ์กึ่งตัวนำและวงจรรวม Integrated Circuit (IC) อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล และอุปกรณ์รับข้อมูล/แสดงผล ปรับตามอุปสงค์ที่ชะลอตัว กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหาร ได้แก่ น้ำตาล มันเส้น แป้งมันสำปะหลัง อาหารสัตว์ ปลาป่น ปลายข้าว ข้าวสารเจ้า และข้าวนึ่ง ตามอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นมากประกอบกับการแข่งขันด้านราคาของตลาดโลก และกลุ่มเคมีภัณฑ์และผลิตภัณฑ์เคมี ได้แก่ สารพอลิเมอร์และสารเคมีอินทรีย์อื่น ๆ เม็ดพลาสติกและพลาสติกขั้นต้น ยางสังเคราะห์ ปรับราคาลดลงตามน้ำมันปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติที่เป็นวัตถุดิบหลัก ขณะที่มีการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ ประกอบด้วย กลุ่มผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมอื่น ๆ ได้แก่ ทองคำ และเครื่องประดับ (เครื่องประดับเงิน เครื่องประดับพลอย) จากอุปสงค์ของตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มดัชนีราคาผู้ผลิตเดือน ส.ค.2568 มีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสำคัญจากสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ มีแนวโน้มเข้ามาเพิ่มขึ้นจากการระบายสินค้าอุปทานส่วนเกินของประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ กดดันราคาสินค้าของผู้ผลิตในประเทศ การปรับลดราคาสินค้าส่งออกชดเชยอัตราภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ เพื่อคงความสามารถในการแข่งขันของผู้ผลิต อุปสงค์ของตลาดปลายทางในภาพรวมที่ลดลงตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ประกอบกับการแข่งขันที่สูงขึ้นในการหาตลาดปลายทางใหม่ของกลุ่มประเทศผู้ส่งออก กดดันราคาสินค้าในภาคการส่งออก อุทกภัยทางภาคเหนือ ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่ และความขัดแย้งบริเวณชายแดน ที่ส่งผลกระทบต่อทั้งการค้าชายแดน การค้าผ่านแดน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่โดยรอบ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/2025080591af820a5a86afcbf3e604d97cf81d27161520.jpg' type='image/jpg' length='132055' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​บริษัทตั้งใหม่ มิ.ย. 7,023 ราย รวมครึ่งปี 43,838 ราย คาดครึ่งหลัง 68 แนวโน้มยังดี]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/116351</link>
<guid isPermaLink="false">086e3711a7b2099dbc9766e8e889cc78</guid>
<pubDate>Tue, 29 Jul 2025 17:14:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผยตั้งบริษัทใหม่ มิ.ย.68 มีจำนวน 7,023 ราย ลด 4.46% ทุนจดทะเบียน 18,113 ล้านบาท ลด 35.26% เลิก 1,468 ราย เพิ่ม 3.67% ทุนจดทะเบียนเลิก 10,403 ล้านบาท เพิ่ม 112.16% รวม 6 เดือน ตั้งใหม่ 43,838 ราย ลด 5.49% ทุนจดทะเบียน 149,140 ล้านบาท เพิ่ม 2.80% เลิก 6,244 ราย เพิ่ม 3.39% ทุนจดทะเบียนเลิก 30,544 ล้านบาท ลด 60.20% เผยครึ่งปีหลัง แนวโน้มตั้งใหม่เพิ่ม ได้แรงหนุนจากท่องเที่ยว มาตรการช่วย SME คาดทั้งปี 8.5 หมื่นราย</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่เดือน มิ.ย.2568 มีจำนวน 7,023 ราย ลดลง 4.46% ทุนจดทะเบียน 18,113 ล้านบาท ลดลง 35.26% โดยธุรกิจที่มีการจัดตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจภัตตาคารและร้านอาหาร และรวม 6 เดือน ของปี 2568 (ม.ค.-มิ.ย.) มีจำนวน 43,838 ราย ลดลง 5.49% ทุนจดทะเบียน 149,140 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.80% โดยธุรกิจตั้งใหม่ 3 อันดับแรกเหมือนกับเดือน มิ.ย.2568<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนการจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการเดือน มิ.ย.2568 มีจำนวน 1,468 ราย เพิ่มขึ้น 3.67% ทุนจดทะเบียนเลิก 10,403 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 112.16% โดยธุรกิจเลิก 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจภัตตาคารและร้านอาหาร รวม 6 เดือน เลิกจำนวน 6,244 ราย เพิ่มขึ้น 3.39% ทุนจดทะเบียนเลิก 30,544 ล้านบาท ลดลง 60.20% โดยธุรกิจเลิก 3 อันดับแรก เหมือนกับธุรกิจเลิกของเดือน มิ.ย.2568 เช่นเดียวกัน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในช่วงครึ่งปีของปี 2568 แม้ตัวเลขการจัดตั้งธุรกิจจะชะลอตัวบ้าง แต่เงินลงทุนจดทะเบียนเพิ่มขึ้น ส่วนการจดเลิกธุรกิจ ตัวเลขขยับขึ้นเล็กน้อย แต่ทุนเลิกลดลง ซึ่งถือว่าเป็นไปตามวัฏจักรของการจดทะเบียนธุรกิจ โดยสัดส่วนการจัดตั้งธุรกิจใหม่ต่อการจดทะเบียนเลิก มีสัดส่วนอยู่ที่ 7:1 กล่าวคือ จัดตั้ง 7 ราย เลิก 1 ราย โดยสัดส่วนนี้เท่ากับค่าเฉลี่ยของครึ่งปีแรกในช่วง 5 ปีย้อนหลัง (2563-2567)</p>

<p>นางอรมนกล่าวว่า ธุรกิจที่เป็นแรงผลักดันให้การจดทะเบียนในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 เติบโตขึ้น มาจาก 5 ธุรกิจหลัก ๆ ได้แก่ ขายส่งผลิตภัณฑ์อาหารอื่น ๆ เพิ่ม 64.45% โรงแรม รีสอร์ตและห้องชุด เพิ่ม 48.93% กิจกรรมทางกฎหมาย (สำนักงานหรือที่ปรึกษากฎหมาย) เพิ่ม 46.79% ขายส่งสินค้าทั่วไปโดยได้รับค่าตอบแทนหรือตามสัญญาจ้าง เพิ่ม 46.40% และขนส่งและขนถ่ายสินค้ารวมถึงคนโดยสาร เพิ่ม 21.05% ส่วนธุรกิจที่เติบโตลดลง ได้แก่ ขายปลีกสินค้าอื่น ๆ ในร้านค้าทั่วไป ลด 31.50% กิจกรรมของตัวแทนและนายหน้าอสังหาริมทรัพย์โดยได้รับค่าตอบแทนหรือตามสัญญาจ้าง ลด 29.11% ขายปลีกทางอินเทอร์เน็ต ลด 26.05% อสังหาริมทรัพย์ ลด 21.50% และภัตตาคารและร้านอาหาร ลด 12.97%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับแนวโน้มช่วงครึ่งปีหลัง 2568 (ก.ค.-ธ.ค.) คาดว่า จะมีจำนวนการจดทะเบียนธุรกิจใหม่อยู่ที่ประมาณ 41,000-42,000 ราย และตลอดทั้งปี 2568 คาดว่ามียอดจดทะเบียนรวม 85,000 ราย ใกล้เคียงกับปี 2567 โดยได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ เช่น โครงการเที่ยวคนละครึ่ง และสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับ SME ซึ่งช่วยกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวและการบริโภคภายในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ และธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโต อาทิ ธุรกิจโรงแรม รีสอร์ต ห้องชุด ธุรกิจขนส่งคนโดยสารและสินค้า ธุรกิจขายส่งผลิตภัณฑ์อาหาร และธุรกิจร้านอาหารและภัตตาคาร<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม ต้องจับตาผลกระทบจากสถานการณ์มาตรการภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tax) ของสหรัฐฯ ซึ่งอาจกระทบต่อการส่งออกสินค้าไทยในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งกรมจะติดตามสถานการณ์และเดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการเสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการไทยด้วยองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการค้าและเทคโนโลยีที่ทันสมัย การจับคู่ธุรกิจและเพิ่มโอกาสทางการตลาด การจับมือกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการในการรับมือกับโอกาสและความท้าทายของเศรษฐกิจในประเทศและระหว่างประเทศต่อไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/202507294294def9a9a9ba4de9056f311d0caa99171414.jpg' type='image/jpg' length='158754' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ดัชนีราคาส่งออก มิ.ย.เพิ่ม 0.7% หลังคู่ค้าเร่งนำเข้า ก่อนการปรับขึ้นภาษีของสหรัฐฯ]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/116348</link>
<guid isPermaLink="false">4298062d8dd243b0667a4a19a6862c3e</guid>
<pubDate>Tue, 29 Jul 2025 17:11:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>สนค.เผยดัชนีราคาส่งออก เดือน มิ.ย.68 เพิ่มขึ้น 0.7% จากความต้องการเร่งสต๊อกสินค้าของประเทศคู่ค้า ก่อนการปรับขึ้นภาษีของสหรัฐฯ และลดความเสี่ยงด้านราคาในอนาคต ส่วนดัชนีราคานำเข้า เพิ่ม 2.4% เหตุผู้ผลิตในประเทศต้องเร่งนำเข้า เพื่อมาผลิตเป็นสินค้าส่งออกและรองรับการบริโภคในประเทศ คาดไตรมาส 3 ดัชนียังขยายตัว แต่ต้องระวังเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ปัญหาภาษีสหรัฐฯ ราคาสินค้าเกษตรผันผวน เงินบาทแข็งค่า &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาส่งออกเดือน มิ.ย.2568 เท่ากับ 111.3 เพิ่มขึ้น 0.7% ตามการเร่งสต๊อกสินค้าของประเทศคู่ค้า ก่อนการปรับขึ้นภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ เพื่อลดความเสี่ยงด้านราคาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ส่วนดัชนีราคานำเข้า เท่ากับ115.4 เพิ่มขึ้น 2.4% จากการนำเข้าเพื่อนำมาผลิตรองรับการส่งออกที่เพิ่มขึ้น และรองรับการบริโภคภายในประเทศที่เพิ่มขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับรายละเอียดดัชนีราคาส่งออกที่เพิ่มขึ้น มาจากการเพิ่มขึ้นของหมวดสินค้าอุตสาหกรรม 1.8% ได้แก่ ทองคำ ตามความต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มขึ้น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ตามความต้องการเร่งนำเข้าสินค้าของประเทศคู่ค้าก่อนจะมีการบังคับใช้มาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ อย่างเต็มรูปแบบ รวมถึงไทยเป็นฐานการผลิตสำคัญของคอมพิวเตอร์และชิ้นส่วนไปยังตลาดโลก และเครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของชิ้นส่วนโลหะ ประกอบกับแนวโน้มอุณหภูมิของหลายประเทศที่ปรับสูงขึ้น ส่งผลให้ความต้องการใช้เครื่องปรับอากาศเพิ่มขึ้น<br />
<br />
หมวดสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร เพิ่ม 1.2% ได้แก่ อาหารทะเลกระป๋อง ตามความนิยมอาหารพร้อมรับประทานเพิ่มขึ้น อาหารสัตว์เลี้ยง ตามความต้องการอาหารสัตว์เลี้ยงเพื่อสุขภาพ เนื่องจากการให้ความสำคัญกับสัตว์เลี้ยงเสมือนสมาชิกในครอบครัว และเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์&nbsp; โดยเฉพาะน้ำดื่มและน้ำผลไม้ ตามความต้องการเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพเพิ่มขึ้น</p>

<p>ส่วนหมวดสินค้าที่ดัชนีราคาส่งออกลดลง ประกอบด้วย หมวดสินค้าแร่และเชื้อเพลิง ลด 10.9% ได้แก่ น้ำมันสำเร็จรูป และน้ำมันดิบ ตามอุปทานน้ำมันตลาดโลกเพิ่มขึ้น จากนโยบายปรับเพิ่มกำลังการผลิตของกลุ่มโอเปกพลัส และหมวดสินค้าเกษตรกรรม ลด 4.3% ได้แก่ ข้าว และผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ซึ่งเผชิญกับปัญหาอุปทานส่วนเกิน และการแข่งขันด้านราคาจากประเทศคู่แข่ง ทำให้ความต้องการชะลอลง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทางด้านดัชนีราคานำเข้าที่เพิ่มขึ้น มาจากการเพิ่มขึ้นของหมวดสินค้าอุปโภคบริโภค 8.0% ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม เครื่องประดับอัญมณี และเครื่องใช้เบ็ดเตล็ด ตามความต้องการสินค้าเพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภคของประเทศ หมวดสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป เพิ่ม 5.5% โดยเฉพาะทองคำเป็นผลจากความกังวลเกี่ยวกับนโยบายทางการค้าของสหรัฐฯ และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทำให้ความต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มขึ้น สำหรับอุปกรณ์ ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะแผงวงจรไฟฟ้า ตามความต้องการชิ้นส่วนเพื่อผลิตสำหรับขายในประเทศและส่งออก และปุ๋ย เนื่องจากอุปทานตึงตัว ขณะที่ความต้องการในภาคเกษตรเพิ่มขึ้น<br />
<br />
หมวดสินค้าทุน เพิ่ม 4.7% ได้แก่ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ และเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เพื่อรองรับการผลิตสำหรับส่งออก และการขยายตัวของเทคโนโลยีดิจิทัล และหมวดยานพาหนะและอุปกรณ์การขนส่ง เพิ่ม 0.8% โดยเฉพาะส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ ตามความต้องการอุปกรณ์ชิ้นส่วนยานยนต์ สำหรับใช้ภายในประเทศและส่งออก รวมถึงรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ขณะที่หมวดสินค้าเชื้อเพลิง ลด 10.7% โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบ ตามการคาดการณ์ว่าอุปทานน้ำมันจะปรับตัวสูงเกินกว่าอุปสงค์โลก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มดัชนีราคาส่งออกและดัชนีราคานำเข้า ไตรมาสที่ 3 ปี 2568 คาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่อง โดยปัจจัยที่สนับสนุนให้ดัชนีขยายตัวมาจากความต้องการบริโภคสินค้าเกษตรแปรรูป และอาหารในตลาดโลกยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง สินค้าอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี AI และ Data Center รวมถึงอุตสาหกรรม EV ยังเป็นที่ต้องการของตลาดทั่วโลก และต้นทุนการผลิตมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น<br />
<br />
สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่ การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและประเทศคู่ค้าหลัก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังมีแนวโน้มยืดเยื้อในหลายภูมิภาค ความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าและภาษีของสหรัฐฯ รวมถึงนโยบายของหลายประเทศที่มุ่งสนับสนุนอุตสาหกรรมภายในประเทศมากขึ้น อาจส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีขั้นสูง ราคาสินค้าเกษตรสำคัญบางกลุ่มเผชิญกับปัญหาอุปทานส่วนเกิน และการแข่งขันทางด้านราคา และเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่า ซึ่งเป็นข้อจำกัดของภาคการส่งออกไทย</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/202507297bad2ea7dad95d6c676c1dc91cc739cb171209.jpg' type='image/jpg' length='361147' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ส่งออก การค้าออนไลน์ ดันดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนนไตรมาส 2 เพิ่ม 0.2%]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/113716</link>
<guid isPermaLink="false">844849d946377a629defed511cf53625</guid>
<pubDate>Mon, 14 Jul 2025 14:54:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>สนค.เผยดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนน ไตรมาส 2 ปี 68 เพิ่มขึ้น 0.2% ชะลอตัวจากไตรมาส 1 โดยมีปัจจัยสำคัญจากภาคส่งออก การค้าออนไลน์ที่ขยายตัว ดันการขนส่งทางถนนเพิ่มขึ้น และยังมีต้นทุนค่าจ้างแรงงานที่ทรงตัวสูง คาดไตรมาส 3 ยังเพิ่มขึ้น แต่ต้องจับตาการแข่งขันของผู้ประกอบการ รัฐดูแลพลังงาน นโยบายภาษีสหรัฐฯ และเศรษฐกิจโลกชะลอ ที่จะเป็นตัวกดดัน &nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนน ไตรมาสที่ 2 ปี 2568 เพิ่มขึ้น 0.2% ชะลอตัวลงจากไตรมาส 1 ที่เพิ่มขึ้น 2.7% โดยมีปัจจัยสำคัญจากปริมาณการขนส่งสินค้าทางถนนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากความต้องการขนส่งที่ขยายตัวตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยเฉพาะภาคการส่งออก และการขยายตัวของธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ทำให้ความต้องการและปริมาณการขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้น รวมถึงต้นทุนยังทรงตัวในระดับสูง จากอัตราค่าจ้างแรงงานในภาคการขนส่ง &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนนที่เพิ่มขึ้น 0.2% มาจากการการสูงขึ้นของหมวดผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม 0.4% จากการสูงขึ้นของค่าบริการขนส่งสินค้ากลุ่มที่สำคัญ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นปิโตรเลียม ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมอื่น ๆ และอุปกรณ์ไฟฟ้า ส่วนหมวดผลิตภัณฑ์จากเหมือง ลด 0.3% จากการลดลงของค่าบริการขนส่งสินค้ากลุ่มถ่านหินและลิกไนต์ และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่ได้จากการทำเหมือง และหมวดผลิตภัณฑ์เกษตรกรรมและการประมง ลด 2.0% จากการลดลงของค่าบริการขนส่งสินค้ากลุ่มผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนน แบ่งตามประเภทรถ ไตรมาสที่ 2 เพิ่มขึ้น 0.3% ชะลอตัวลงจากไตรมาส 1 ที่เพิ่มขึ้น 1.7% จากการสูงขึ้นของประเภทรถที่บริการขนส่งสินค้า ได้แก่ รถกระบะบรรทุก เพิ่ม 0.5% รถบรรทุกเฉพาะกิจ เพิ่ม 0.6% รถตู้บรรทุก เพิ่ม 0.2% และรถบรรทุกวัสดุอันตราย เพิ่ม 1.2% ส่วนรถบรรทุกของเหลว ลด 0.7% แต่รถพ่วงและกึ่งพ่วงบรรทุกวัสดุยาว ราคาโดยเฉลี่ยไม่เปลี่ยนแปลง&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>

<p>นายพูนพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนน ไตรมาสที่ 3 คาดว่าจะปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อย โดยอาจได้รับอานิสงส์จากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจตามแผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของรัฐบาล ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการสร้างงาน ส่งผลให้กำลังซื้อภายในประเทศขยายตัว นำไปสู่การขนส่งสินค้าตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทานให้เติบโตตามไปด้วย และยังมีการปรับขึ้นอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ (พนักงานขับรถบรรทุก) จะเป็นอีกปัจจัยหนุนให้ค่าบริการขนส่งปรับราคาสูงขึ้น<br />
<br />
อย่างไรก็ตาม การแข่งขันด้านราคาเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งทางการตลาดของผู้ประกอบการขนส่ง มาตรการช่วยเหลือด้านพลังงานของภาครัฐ ความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าและภาษีของสหรัฐฯ และการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก อาจจะส่งผลให้ดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนนไม่เป็นไปตามที่คาดได้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;ผู้ประกอบการด้านโลจิสติกส์ต้องเผชิญกับความท้าทายจากกระแสความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งจากการเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว และเผชิญกับความเสี่ยงหลายด้าน การเปลี่ยนผ่านสู่การขนส่งคาร์บอนเป็นศูนย์ รวมทั้งเทคโนโลยีดิจิทัลที่เข้ามามีบทบาทในการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการขนส่ง ผู้ประกอบการโดยเฉพาะกลุ่ม SME จำเป็นต้องเตรียมการเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ส่วนกระทรวงพาณิชย์จะติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์ด้านโลจิสติกส์อย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการกำหนดนโยบายสนับสนุนและส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน ตลอดจนสร้างความยั่งยืนให้กับภาคโลจิสติกส์ของไทยต่อไป&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20250714fc76e84bf1f6391314c779273c658109145431.jpg' type='image/jpg' length='132055' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ใช้ FTA ส่งออก 4 เดือน ปี 68 มูลค่า 28,834.57 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 13.46%]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/112314</link>
<guid isPermaLink="false">84e9feaa2684537c2f3bc491a7de675a</guid>
<pubDate>Wed, 02 Jul 2025 15:32:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าต่างประเทศเผยการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้า ภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) ช่วง 4 เดือน ปี 68 มีมูลค่า 28,834.57 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 13.46% อาเซียนยังนำโด่ง ตามด้วยอาเซียน-จีน อาเซียน-อินเดีย ไทย-ญี่ปุ่น และไทย-ออสเตรเลีย ส่วนยานยนต์ใช้สิทธิ์สูงสุด ยันเดินหน้าผลักดันผู้ประกอบการใช้ FTA เปิดตลาดต่อเนื่อง กำหนดการล่าสุด เตรียมลุย จ.ลำพูนและชลบุรี</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) ในช่วง 4 เดือน ของปี 2568 (ม.ค.-เม.ย.) มีมูลค่ารวม 28,834.57 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 13.46% คิดเป็นสัดส่วนการใช้สิทธิ์ 79.45% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าที่ได้รับสิทธิ์ทั้งหมด โดย 5 อันดับแรก เป็นการส่งออกไปยังอาเซียนภายใต้ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ATIGA) สูงที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง มูลค่า 10,259.88 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนการใช้สิทธิ์ 66.34% รองลงมา คือ ความตกลงอาเซียน-จีน (ACFTA) มูลค่า 7,032.96 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 91.02% ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-อินเดีย (AIFTA) มูลค่า 4,475.67 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 84.29% ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) มูลค่า 2,062.61 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 75.57% และความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) มูลค่า 1,850.89 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 59.39%<br />
<br />
สำหรับสินค้า 5 อันดับแรกที่มีการใช้สิทธิ์ FTA ส่งออกมากที่สุด ได้แก่ 1.ยานยนต์สำหรับขนส่งของอื่น ๆ (ที่มีเครื่องดีเซล หรือกึ่งดีเซล) น้ำหนักรถรวมน้ำหนักบรรทุก ไม่เกิน 5 ตัน มูลค่า 2,112.47 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 2.แพลทินัมยังไม่ได้ขึ้นรูป (อันรอต) กึ่งสำเร็จรูปหรือเป็นผง มูลค่า 1,655.82 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 3.ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ มูลค่า 1,138.09 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 4.ทุเรียนสด มูลค่า 955.57 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 5.แพลทินัมยังไม่ได้ขึ้นรูป (อันรอต) กึ่งสำเร็จรูปหรือเป็นผงอื่น ๆ มูลค่า 760.76 ล้านดอลลาร์สหรัฐ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป ที่มีมูลค่าการใช้สิทธิ์ FTA สูง 5 อันดับแรก ได้แก่ ทุเรียนสด น้ำตาลที่ได้จากอ้อย ไก่ที่ปรุงแต่ง เนื้อของสัตว์ปีกเลี้ยงแช่เย็นจนแข็ง และผลไม้สด (เงาะ ลำไย ทับทิมสด) มูลค่ารวม 6,898.01 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 23.92% ของมูลค่าการใช้สิทธิ์ทั้งหมด และสินค้าอุตสาหกรรม 5 อันดับแรก ได้แก่ ยานยนต์สำหรับขนส่งของ แพลทินัมยังไม่ได้ขึ้นรูป (อันรอต) กึ่งสำเร็จรูปหรือเป็นผง ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ แพลทินัมยังไม่ได้ขึ้นรูป (อันรอต) กึ่งสำเร็จรูปหรือเป็นผงอื่น ๆ และเครื่องปรับอากาศชนิดติดผนังหรือติดเพดาน มูลค่ารวม 21,936.56 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 76.08% ของมูลค่าการใช้สิทธิ์ทั้งหมด</p>

<p>ทั้งนี้ จาก FTA ทั้งหมด 12 ฉบับ ที่ พบว่า มีการใช้สิทธิ์เพิ่มขึ้นรวม 5 ฉบับ ได้แก่ 1.ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-อินเดีย (ส่งออกไปอินเดีย) เพิ่มขึ้น 159.18% 2.ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) เพิ่มขึ้น 23.59% 3.ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน เพิ่มขึ้น 8.39% 4.ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ส่งออกไปจีน) เพิ่มขึ้น 4.91% 5.ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-เกาหลี (ส่งออกไปเกาหลี) เพิ่มขึ้น 3.86% ซึ่งการใช้สิทธิ์ FTA ที่เพิ่มขึ้นทั้งหมด เป็นผลมาจากภาพรวมการส่งออกของไทยเพิ่มสูงขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2567 จาก 93,904.61 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 106,789.28 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอารดากล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญต่อการส่งเสริมการค้าและขยายโอกาสทางการค้าให้กับผู้ประกอบการไทย มุ่งเน้นการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ FTA โดยกรมมีกำหนดจัดสัมมนาเพื่อให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการภายใต้โครงการส่งเสริม SMEs ให้แข่งขันได้ในตลาดสากล รวมทั้งหมด 10 ครั้ง จัดไปแล้ว 8 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ ระยอง สงขลา พระนครศรีอยุธยา กาญจนบุรี นครพนม นครราชสีมา และบุรีรัมย์ เพื่อแนะนำเทคนิคการต่อยอดธุรกิจด้วย FTA การใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ FTA และผลักดันให้ใช้ FTA สร้างแต้มต่อในการส่งออก และลดภาษีนำเข้า ส่วนครั้งที่ 9 และ 10 กำหนดจัดที่ จ.ลำพูนและชลบุรี ในเดือน ก.ค.และ ส.ค.2568<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ ยังได้แนะนำการเตรียมการใช้ประโยชน์จาก FTA ฉบับใหม่ที่ไทยทำกับประเทศคู่ค้า ไม่ว่าจะเป็นไทย-ศรีลังกา ไทย-สมาคมการค้าเสรียุโรป (เอฟตา) ไทย-ภูฏาน ที่จะช่วยขยายตลาดการส่งออกใหม่ ๆ และลดการพึ่งพาตลาดเดียวในการส่งออกด้วย</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/202507020719ba5cdb7f975425f404e9942939fc153241.jpg' type='image/jpg' length='430874' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ดัชนีราคาผู้ผลิต มิ.ย.68 ลด 4.0% เหตุตลาดแข่งขันสูง ความต้องการน้อย ราคาลง]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/112313</link>
<guid isPermaLink="false">55a7429e73458a71d7356a0a0c0ef909</guid>
<pubDate>Wed, 02 Jul 2025 15:24:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>สนค.เผยดัชนีราคาผู้ผลิต เดือน มิ.ย.68 ลดลง 4.0% จากการลดลงของสินค้าทุกหมวด ทั้งผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรและประมง จากฐานปีก่อนสูง การแข่งขันสูง และความต้องการในตลาดโลกลดลง ผลิตภัณฑ์จากเหมือง ตามการลดลงของปิโตรเลียมและก๊าซ และผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม จากการลดลงของราคาขาย คาดไตรมาส 3 ยังชะลอตัวลงอีก เหตุเจอสินค้าราคาถูกเข้ามาดัมป์ การผลิตชะลอตัว ตลาดโลกต้องการลด บาทแข็งกระทบขีดแข่งขัน และปัญหาชายแดน &nbsp;&nbsp;&nbsp;</strong><br />
<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้ผลิตของไทย เดือน มิ.ย.2568 เท่ากับ 109.1 ลดลง 4.0% มีสาเหตุสำคัญจากฐานราคาของสินค้าเกษตรในปีก่อนที่สูงจากภาวะแล้ง ต้นทุนการผลิตในภาพรวมที่ลดลงตามราคาพลังงานที่ต่ำกว่าปีก่อน ค่าเงินบาทที่ยังคงแข็งค่าต่อเนื่อง การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงขึ้นจากกลุ่มประเทศผู้ผลิตสินค้าทุนและสินค้าสำเร็จรูป และกำลังซื้อภายในประเทศที่ชะลอตัวลงจากภาวะหนี้ครัวเรือนที่ยังคงอยู่ในระดับสูง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับรายละเอียดการลดลงของดัชนีราคาผู้ผลิต หมวดผลิตภัณฑ์เกษตรกรรมและการประมง ลดลง 11.4% จากสินค้าสำคัญ ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้า จากฐานราคาของปีก่อนที่สูง ประกอบกับประเทศผู้ส่งออกรายสำคัญยกเลิกมาตรการระงับการส่งออก อ้อย จากฐานราคาของปีก่อนที่สูง หัวมันสำปะหลังสด จากการส่งออกไปยังประเทศคู่ค้าสำคัญที่ลดลง ตามความต้องการที่ลดลงในอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง ประกอบกับคุณภาพผลผลิตที่ลดลง ยางพารา จากการชะลอคำสั่งซื้อของตลาดปลายทางในต่างประเทศ ตามภาวะของการค้าโลกที่ไม่แน่นอน โคมีชีวิต จากความต้องการบริโภคที่ลดลง ส่งผลให้ราคาหน้าฟาร์มลดลง และไข่ไก่ จากฐานราคาของปีก่อนที่สูง ส่วนสินค้าที่ราคาปรับสูงขึ้น ประกอบด้วย สุกรมีชีวิต จากปริมาณผลผลิตที่ลดลง ประกอบกับต้นทุนการเพาะเลี้ยงที่สูงขึ้นจากการป้องกันโรคระบาด และกุ้งแวนนาไม จากปริมาณผลผลิตลดลงจากปีก่อนตามต้นทุนการเพาะเลี้ยงที่สูงขึ้น</p>

<p>หมวดผลิตภัณฑ์จากเหมือง ลดลง 7.5% จากการลดลงของราคาสินค้าสำคัญ ได้แก่ น้ำมันปิโตรเลียมดิบ และก๊าซธรรมชาติเหลว ซึ่งราคาเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกับตลาดโลก สินแร่โลหะ (แร่เหล็ก ดีบุก สังกะสี) จากการชะลอตัวของอุปสงค์ และการแข่งขันในตลาดโลก และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่ได้จากการทำเหมือง (เกลือสมุทร) จากผลผลิตที่ออกมาอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ราคาปรับลดลง<br />
<br />
หมวดผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ลดลง 2.8% จากการลดลงของราคาสินค้าสำคัญ ประกอบด้วยกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นปิโตรเลียม ได้แก่ น้ำมันดีเซล น้ำมันเครื่องบิน น้ำมันเตา น้ำมันก๊าด ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 และน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 เนื่องจากเคลื่อนไหวตามทิศทางราคาตลาดโลก กลุ่มเคมีภัณฑ์และผลิตภัณฑ์เคมี ได้แก่ สารพอลิเมอร์และสารเคมีอินทรีย์อื่น ๆ เม็ดพลาสติกและพลาสติกขั้นต้น ยางสังเคราะห์ ปรับราคาตามวัตถุดิบที่ลดลง กลุ่มผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ แผงวงจรไฟฟ้า แผงวงจรพิมพ์ อุปกรณ์กึ่งตัวนำและวงจรรวม Integrated Circuit (IC) อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล และอุปกรณ์รับข้อมูล/แสดงผล ปรับตามอุปสงค์ที่ชะลอตัว และกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหาร ได้แก่ มันเส้น น้ำตาลทราย ข้าวสารเจ้า และข้าวนึ่ง ตามอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทที่แข็งค่า และอุปสงค์ที่ชะลอตัวลง ขณะที่มีการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ ประกอบด้วย กลุ่มผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมอื่น ๆ ได้แก่ ทองคำ เคลื่อนไหวตามอุปสงค์ของตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มดัชนีราคาผู้ผลิตไตรมาสที่ 3 ปี 2568 มีแนวโน้มชะลอตัวไปจนถึงช่วงท้ายของไตรมาส โดยมีปัจจัยสำคัญจากสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศที่มีแนวโน้มเข้ามาเพิ่มขึ้น จากการระบายสินค้าอุปทานส่วนเกินของประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ กดดันราคาสินค้าของผู้ผลิตในประเทศ การชะลอตัวในภาคการผลิตเพื่อการส่งออกหลังจากการระงับใช้มาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ สิ้นสุดลง อุปสงค์ของตลาดปลายทางในภาพรวมที่ลดลงตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ค่าเงินบาทที่แข็งค่ากระทบต่อราคาสินค้าที่ผลิตเพื่อการส่งออก และความขัดแย้งที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดน อาจส่งผลกระทบต่อการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดน ส่วนความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ยังคงมีความไม่แน่นอนว่าจะส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตในทิศทางใด จึงต้องมีการติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20250702efea0fdb92a05059e42c6f1654fb7263152505.jpg' type='image/jpg' length='207463' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กรมพัฒน์วิเคราะห์งบการเงินปี 67 ธุรกิจมีรายได้ 61.14 ล้านล้าน กำไร 2.79 ล้านล้าน]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/112309</link>
<guid isPermaLink="false">0f4476f07fb2e597f3e0780f49a9e439</guid>
<pubDate>Wed, 02 Jul 2025 15:18:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าวิเคราะห์ข้อมูลนำส่งงบการเงินรอบปีบัญชี 2567 ของนิติบุคคลไทย พบสัญญาณเชิงบวกทั้งระบบธุรกิจ มีรายได้รวม 61.14 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.96% กำไรสุทธิรวม 2.79 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.16% เผยธุรกิจรายใหญ่ยังคงทำรายได้สูงสุด แต่รายเล็กทำกำไรได้ดีกว่า ส่วนธุรกิจ กลุ่มขายส่งขายปลีกทำรายได้สูงสุด ตามด้วยการผลิต และบริการ</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้วิเคราะห์ข้อมูลจากงบการเงินรอบปีบัญชี 2567 (ข้อมูลส่วนใหญ่มาจากนิติบุคคลกลุ่มรอบปีปกติ ซึ่งครบกำหนดวันที่ 4 มิ.ย.2568) พบว่า รายได้รวมของระบบธุรกิจไทยในปี 2567 อยู่ที่ 61.14 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.96% เมื่อเทียบกับปี 2566 ที่มีรายได้ 59.96 ล้านล้านบาท และกำไรสุทธิรวมอยู่ที่ 2.79 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.16% เมื่อเทียบกับปี 2566 ที่มีกำไร 2.36 ล้านล้านบาท แสดงถึงแนวโน้มฟื้นตัวที่ชัดเจนของระบบเศรษฐกิจภาคเอกชน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ กรมยังได้วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกใน 5 มิติ คือ 1.ขนาดธุรกิจ พบว่า ธุรกิจขนาดใหญ่ (L) ทำรายได้สูงสุดถึง 50.18 ล้านล้านบาท คิดเป็น 82.07% ของทั้งระบบ ธุรกิจขนาดเล็ก (S) ทำรายได้ 4.75 ล้านล้านบาท คิดเป็น 7.77% ของทั้งระบบ และอัตราการเติบโตของรายได้ก็สูงสุดที่ 28.46% เมื่อเทียบกับปี 2566 อีกทั้งกำไรสุทธิของธุรกิจขนาด S เติบโตสูงสุดถึง 127.25% จากภาวะขาดทุนปี 2566 สะท้อนว่าในปี 2567 ผู้ประกอบการขนาดเล็กมีศักยภาพในการปรับตัวและสร้างผลกำไรได้ดีกว่าธุรกิจขนาดใหญ่<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
2.กลุ่มธุรกิจ พบว่า กลุ่มธุรกิจที่ทำรายได้และกำไรสูงใน 3 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ ประเภทรายได้ กลุ่มขายส่ง ขายปลีก ทำรายได้สูงสุดอยู่ที่ 26.22 ล้านล้านบาท คิดเป็น 42.89% ของทั้งระบบ กลุ่มการผลิต ทำรายได้อยู่ที่ 23.12 ล้านล้านบาท คิดเป็น 37.81% ของทั้งระบบ และกลุ่มบริการ ทำรายได้อยู่ที่ 11.80 ล้านล้านบาท คิดเป็น 19.30% ของทั้งระบบ โดยกำไร กลุ่มบริการ ทำกำไรสูงสุดอยู่ที่ 1.31 ล้านล้านบาท คิดเป็น 46.87% ของทั้งระบบ และยังเป็นกลุ่มเดียวที่มีกำไรเติบโต 64.25% เมื่อเทียบกับปี 2566 รองลงมา คือ กลุ่มการผลิต ทำกำไรอยู่ที่ 1.08 ล้านล้านบาท คิดเป็น 38.84% ของทั้งระบบ และกลุ่มขายส่ง ขายปลีก ทำกำไรอยู่ที่ 0.40 ล้านล้านบาท คิดเป็น 14.29% ของทั้งระบบ</p>

<p>3.ธุรกิจเด่น พบว่า นิติบุคคลที่ทำรายได้และกำไรสูงใน 3 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ ประเภทรายได้ กลุ่มขายส่ง ขายปลีก คือ ธุรกิจขายปลีกเครื่องประดับ ทำรายได้สูงสุดอยู่ที่ 5.14 ล้านล้านบาท รองลงมากลุ่มการผลิต คือ ธุรกิจผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ทำรายได้อยู่ที่ 3.76 ล้านล้านบาท และกลุ่มบริการ ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ทำรายได้อยู่ที่ 1.18 ล้านล้านบาท โดยประเภทกำไร กลุ่มบริการ คือ ธุรกิจโฮลดิ้ง ทำกำไรสูงสุดอยู่ที่ 0.32 ล้านล้านบาท รองลงมา กลุ่มการผลิต คือ ธุรกิจผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์เสริมสำหรับยานยนต์ ทำกำไรอยู่ที่ 0.10 ล้านล้านบาท และกลุ่มขายส่ง ขายปลีก คือ ธุรกิจขายจักรยานยนต์ ทำกำไรอยู่ที่ 0.04 ล้านล้านบาท<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
4.พื้นที่ตั้งธุรกิจ พบว่า กรุงเทพมหานครยังคงเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ ทำรายได้ 37.63 ล้านล้านบาท คิดเป็น 61.55% ของรายได้นิติบุคคลทั้งประเทศ โดยมีอัตราการเติบโตของรายได้ 5.03% เมื่อเทียบกับปี 2566 และทำกำไรได้ 1.87 ล้านล้านบาท คิดเป็น 66.90% ของกำไรนิติบุคคลทั้งประเทศ (2.79 ล้านล้านบาท) ส่วนพื้นที่ภาคใต้เป็นภาคเดียวที่มีความโดดเด่นด้านการเติบโตของรายได้เพิ่มสูงขึ้น 3.35% เมื่อเทียบกับปี 2566 และมีอัตราการเพิ่มขึ้นของกำไรมากที่สุดถึง 56.80% เมื่อเทียบกับปี 2566<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
5.เปรียบเทียบรายธุรกิจ แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ 1.ร้านอาหาร ทำรายได้รวมกว่า 3.27 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.69% เมื่อเทียบกับปี 2566 และมีกำไรพุ่งแรงถึง 1.5 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 58.63% เมื่อเทียบกับปี 2566 นิติบุคคลที่มีรายได้โดดเด่น คือ บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (MK) มูลค่า 13,778 ล้านบาท , บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (ร้านในเครือ อาทิ Mister Donut, Yoshinoya, ชาบูตง) มูลค่า 11,919 ล้านบาท , บริษัท เดอะ คิวเอสอาร์ ออฟ เอเชีย จำกัด (KFC) มูลค่า 10,709 ล้านบาท , บริษัท แมคไทย จำกัด (McDonald&rsquo;s) มูลค่า 7,961 ล้านบาท , บริษัท บี เอ็น เอ็น เรสเตอรองท์ กรุ๊ป จำกัด (สุกี้ตี๋น้อย) มูลค่า 7,075 ล้านบาท และนิติบุคคลที่มีกำไรสูงสุด คือ บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) มูลค่า 4,573 ล้านบาท , บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) มูลค่า 1,772 ล้านบาท , บริษัท บี เอ็น เอ็น เรสเตอรองท์ กรุ๊ป จำกัด (สุกี้ตี๋น้อย) มูลค่า 1,169 ล้านบาท , บริษัท เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) มูลค่า 1,090 ล้านบาท และบริษัท ยัม เรสเทอรองตส์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด มูลค่า 559 ล้านบาท<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
2.ขนส่งและโลจิสติกส์ ทำรายได้รวม 5.19 แสนล้านบาท ลดลงเล็กน้อย เมื่อเทียบกับปี 2566 แต่ทำกำไรถึง 1.79 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 105.19% เมื่อเทียบกับปี 2566 ทั้งนี้ ธุรกิจ e-Commerce เป็นปัจจัยสนับสนุนให้ธุรกิจนี้เติบโตและเป็นพันธมิตรสำคัญกับแพลตฟอร์มตลาดออนไลน์ นิติบุคคลที่มีรายได้โดดเด่น คือ บริษัท โกลบอล เจท เอ็กซ์เพรส (ไทยแลนด์) จำกัด (J&amp;T Express) มูลค่า 25,487 ล้านบาท , บริษัท แฟลช เอ็กซ์เพรส จำกัด (Flash Express) มูลค่า 24,729 ล้านบาท , บริษัท ไทย แฮปปี้ โลจิสติกส์ จำกัด (บริษัทตัวแทนขนส่งของ Tiktok Shop ในไทย) มูลค่า 19,436 ล้านบาท ,&nbsp;&nbsp;&nbsp; 4 บริษัท ลาซาด้า เอ็กซ์เพรส จำกัด มูลค่า 14,329 ล้านบาท และบริษัท ออลล์ นาว โลจิสติกส์ จำกัด (บริษัทในกลุ่ม CP บริหารจัดการโลจิสติกส์แบบครบวงจร) มูลค่า 11,698 ล้านบาท และนิติบุคคลที่มีกำไรสูงสุด คือ บริษัท ลาซาด้า เอ็กซ์เพรส จำกัด (Lazada Express) มูลค่า 1,742 ล้านบาท , บริษัท แฟลช เอ็กซ์เพรส จำกัด (Flash express) มูลค่า 941 ล้านบาท , บริษัท โกลบอล เจท เอ็กซ์เพรส (ไทยแลนด์) จำกัด (J&amp;T Express) มูลค่า 820 ล้านบาท , บริษัท นามยง เทอร์มินัล จำกัด (มหาชน) มูลค่า 565 ล้านบาท และบริษัท ดีเอชแอล โกลเบิล ฟอร์เวิร์ดดิ้ง (ประเทศไทย) (DHL) มูลค่า 512 ล้านบาท</p>

<p>3.จำหน่ายยานยนต์ใหม่ ทำรายได้รวม 1.29 ล้านล้านบาท กำไร 8,239 ล้านล้านบาท แม้ธุรกิจในกลุ่มนี้จะมีรายได้และกำไรจะลดลงจากปีก่อน แต่ยังมีผู้เล่นรายใหญ่ที่สามารถทำกำไรได้สูงอยู่ นิติบุคคลที่มีรายได้โดดเด่น คือ บริษัท อีซูซุมอเตอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล โอเปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด (อีซูซุ) มูลค่า 137,155 ล้านบาท , บริษัท บีเอ็มดับเบิลยู (ประเทศไทย) จำกัด (BMW) มูลค่า 44,102 ล้านบาท , บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (เมอร์เซเดส-เบนซ์) มูลค่า 31,410 ล้านบาท , บริษัท ฟอร์ด เซลส์ แอนด์ เซอร์วิส (ประเทศไทย) จำกัด (ฟอร์ด) มูลค่า 28,759 ล้านบาท และบริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด (BYD) มูลค่า 24,834 ล้านบาท และนิติบุคคลที่มีกำไรสูงสุด คือ บริษัท อีซูซุมอเตอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล โอเปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด (อีซูซุ) มูลค่า 3,065 ล้านบาท , บริษัท ฟอร์ด เซลส์ แอนด์ เซอร์วิส (ประเทศไทย) จำกัด (ฟอร์ด) มูลค่า 2,395 ล้านบาท , บริษัท ทาทา มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด (Tata) มูลค่า 2,115 ล้านบาท , บริษัท เอเอเอส ออโต้ อิมพอร์ต จำกัด (นำเข้ารถปอร์เช่) มูลค่า 553 ล้านบาท และบริษัท วรจักร์ยนต์ จำกัด (Toyota) มูลค่า 548 ล้านบาท<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;ข้อสังเกตสำคัญที่วิเคราะห์ได้จากตัวเลขของงบการเงินปี 2567 คือ ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงภาพรวมธุรกิจไทยที่มีความมั่นคงและพร้อมต่อการเติบโตในอนาคต โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กและภาคบริการที่สามารถสร้างการเติบโตทั้งรายได้และกำไรในอัตราสูง สะท้อนถึงความหลากหลายของโอกาสทางเศรษฐกิจในทุกระดับ&rdquo;นางอรมนกล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20250702678393f0d63d87f20255ecec608e2522152205.jpg' type='image/jpg' length='193449' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ดีเดย์ 1 ก.ค. ออก Form C/O สำหรับสินค้าส่งออกไป EU รวม 8 รายการ]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/111929</link>
<guid isPermaLink="false">95daa1b9fad8b7fcfd28270331c6abb4</guid>
<pubDate>Mon, 30 Jun 2025 16:37:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าต่างประเทศพร้อมเปิดให้บริการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Form C/O) สำหรับสินค้าที่ส่งออกไปยังสหภาพยุโรป (EU) ผ่านระบบ DFT SMART C/O อย่างครบวงจร ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.68 เป็นต้นไป สำหรับสินค้า 2 กลุ่ม รวม 8 ประเภท ระบุช่วงปี 65-67 มีการออก Form C/O ไป EU รวม 50,526 ฉบับ มูลค่า 3,891 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าไก่นำโด่ง ตามด้วยข้าวและแป้งมันสำปะหลัง</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมจะเปิดให้บริการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าหรือ Certificate of Origin (C/O) ให้ผู้ส่งออกนำไปใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีศุลกากร ณ ประเทศปลายทางสำหรับสินค้าที่ส่งออกไปสหภาพยุโรป (EU) ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.2568 เป็นต้นไป โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ 1.สินค้าที่ได้โควตาในการนำเข้า EU รวม 5 ประเภท ได้แก่ ปลา ไก่ มันสำปะหลัง แป้งมันสำปะหลัง ข้าว และ 2.สินค้า&nbsp;&nbsp;&nbsp; ที่ต้องมีหนังสือรับรองประกอบการส่งออกไป EU รวม 3 ประเภท ได้แก่ ใบยาสูบ หัตถกรรมทั่วไป ผ้าไหมและผ้าฝ้ายทอด้วยมือ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ สหภาพยุโรปได้แจ้งว่ายอมรับการเปลี่ยนแปลงรูปแบบหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Form C/O) สำหรับสินค้าส่งออกไป EU ที่กรมจะให้บริการผ่านระบบ DFT SMART C/O แล้ว<br />
<br />
สำหรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ประกอบด้วยการลงลายมือชื่อและตราประทับอิเล็กทรอนิกส์ หรือ Electronics Signature and Seal (ESS) และการเปลี่ยนแปลงแบบพิมพ์หนังสือรับรอง จากเดิมที่ใช้กระดาษต่อเนื่อง เป็นกระดาษ A4 (สีขาว) พร้อมทั้งแสดง QR code 2 รหัส ด้านล่างของหนังสือรับรอง เพื่อป้องกันการปลอมแปลงและรับรองการมีอยู่ของเอกสาร ณ เวลานั้น ๆ (e-timestamping)<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยระบบ DFT SMART C/O ของกรม เป็นการยกระดับการให้บริการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าแบบครบวงจร มุ่งเน้นอำนวยความสะดวกในการใช้งานของผู้ประกอบการ ตั้งแต่การยื่นคำขอ การติดตามสถานะคำขอ ที่สามารถดำเนินการผ่านระบบได้ตลอด 24 ชั่วโมง และสามารถติดต่อขอรับหนังสือรับรองที่เจ้าหน้าที่อนุมัติแล้วด้วยบัตรประชาชนเพียงใบเดียว<br />
<br />
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังสามารถสั่งซื้อแบบพิมพ์ Form C/O ไป EU ผ่านเว็บไซต์&nbsp;<a href="https://formstore.dft.go.th/" target="_blank">https://formstore.dft.go.th</a>&nbsp;เพื่อนำไปพิมพ์เอง (Self - printing) จากสำนักงานหรือที่บ้านของผู้ประกอบการ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการรับ Form C/O สินค้าส่งออกไป EU ที่ง่ายดายและสะดวกรวดเร็ว ตอบโจทย์การค้ายุคใหม่ โดยผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องเดินทางมารับหนังสือรับรองที่หน่วยงานให้บริการ (No visit) อีกต่อไป</p>

<p>ส่วนผู้ประกอบการที่ยังไม่เคยขอหนังสือรับรองผ่านระบบ DFT SMART C/O ขอให้เตรียมความพร้อมโดยการสมัครบัญชีผู้ใช้งานประเภทนิติบุคคลและบุคคลธรรมดา รวมถึงมอบ-รับมอบอำนาจ ผ่านระบบ DFT SMART-I ในลำดับแรก และส่งภาพลายเซ็น ภาพตราประทับ และไฟล์ Digital Certificate (DC) ผ่านระบบ DFT SMART C/O ให้เรียบร้อยก่อน จึงจะสามารถยื่นขอ Form C/O ไป EU กับระบบ DFT SMART C/O ได้<br />
<br />
นางอารดากล่าวว่า ระหว่างปี 2565&ndash;2567 มีการออก Form C/O ไป EU รวมทั้งสิ้น 50,526 ฉบับ คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 3,891 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสินค้าที่มีผู้ประกอบการขอ Form C/O ไป EU มากที่สุด 3 ลำดับแรก ได้แก่ ไก่ จำนวน 47,654 ฉบับ มูลค่า 3,668 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ข้าว จำนวน 1,857 ฉบับ มูลค่า 106 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และแป้งมันสำปะหลัง จำนวน 602 ฉบับ มูลค่า 18 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าการเปิดให้บริการ Form C/O ไป EU ผ่านระบบ DFT SMART C/O จะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการและส่งเสริมการค้าระหว่างไทยและสหภาพยุโรปสำหรับสินค้าดังกล่าวได้เป็นอย่างดี<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 15 ธ.ค.2566 ถึงปัจจุบัน กรมได้เปิดให้บริการออกหนังสือรับรองผ่านระบบ DFT SMART C/O รวม 11 ประเภท ได้แก่ Form RCEP, Form อาเซียน-ฮ่องกง, Form อาเซียน-ญี่ปุ่น, Form ไทย-เปรู, Form อาเซียน-จีน, Form อาเซียน-เกาหลี, Form C/O ทั่วไป, Form อาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์, Form ไทย-ญี่ปุ่น Form ไทย-ออสเตรเลีย และ e-Form D (อาเซียน) โดยมีปริมาณการออก Form รวมทั้งสิ้น 983,870 ฉบับ คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 90,033.63 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดย Form ที่มีผู้ประกอบการขอมากที่สุด 3 ลำดับแรก ได้แก่ Form E (อาเซียน-จีน) จำนวน 363,635 ฉบับ คิดเป็นมูลค่า 34,865.36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ Form C/O ทั่วไป จำนวน 273,838 ฉบับ คิดเป็นมูลค่า 19,156.63 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และ Form ไทย-ญี่ปุ่น จำนวน 120,663 ฉบับ คิดเป็นมูลค่า 7,336.53 ล้านดอลลาร์สหรัฐ<br />
<br />
อย่างไรก็ตาม กรมมีแผนจะเปิดให้บริการออกฟอร์มอีก 3 ประเภท ได้แก่ อาเซียน-อินเดีย ไทย-อินเดีย และไทย-ชีลี ผ่านระบบ DFT SMART C/O ให้ได้ภายในปี 2568 โดยผู้ประกอบการสามารถติดตามข้อมูลข่าวสาร ผ่านหน้าระบบการให้บริการออกหนังสือรับรอง และที่เว็บไซต์กรมการค้าต่างประเทศ&nbsp;<a href="http://www.dft.go.th/" target="_blank">www.dft.go.th</a>&nbsp;หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ สายด่วนกรมการค้าต่างประเทศ 1385</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/2025063033d62130ce836195928a770919bd2d47163744.jpg' type='image/jpg' length='425164' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ต่างชาติลงทุนไทย 5 เดือน 426 ราย ขนเงินเข้า 8.89 หมื่นล้าน จ้างงาน 2,558 คน]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/111925</link>
<guid isPermaLink="false">0e1e34ecf91c1a2d9f87a197a9884c0f</guid>
<pubDate>Mon, 30 Jun 2025 16:35:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เผยต่างชาติลงทุนไทย ช่วง 5 เดือน ปี 68 จำนวน 426 ราย เพิ่ม 34% นำเงินเข้าลงทุน 88,943 ล้านบาท เพิ่ม 24% จ้างแรงงานคนไทย 2,558 คน เพิ่ม 112% ญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนมาเป็นอันดับหนึ่ง ตามด้วยสิงคโปร์ และจีน และมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เป็นจำนวนมาก</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 เปิดเผยว่า ช่วง 5 เดือนของปี 2568 (ม.ค.-พ.ค.) มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 จำนวน 426 ราย เพิ่มขึ้น 34% เป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 105 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 321 ราย มูลค่าเงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 88,943 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24% มีการจ้างงานคนไทย 2,558 คน เพิ่มขึ้น 112%&nbsp;<br />
<br />
สำหรับชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุน 5 อันดับแรก ในช่วง 5 เดือน ปี 2568 ได้แก่ 1. ญี่ปุ่น 85 ราย คิดเป็นร้อยละ 20 ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 41,062 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจการจัดหาจัดซื้อวัตถุดิบ ชิ้นส่วน และส่วนประกอบสำหรับอุตสาหกรรมต่าง ๆ ธุรกิจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อจำหน่าย และหรือ ให้บริการ ธุรกิจบริการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์พลาสติกวิศวกรรม ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ชิ้นส่วนพลาสติกสำหรับอุตสาหกรรมต่างๆ แผ่นวงจรพิมพ์ (Printed Circuit Board) ชิ้นส่วนยานพาหนะ เครื่องจักรสำหรับงานอุตสาหกรรม<br />
<br />
2.สหรัฐฯ 2 ราย คิดเป็นร้อยละ 15 ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 2,763 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจบริการทางวิศวกรรม โดยเป็นการให้คำปรึกษาแนะนำ และออกแบบเกี่ยวกับงานด้านวิศวกรรม ธุรกิจค้าปลีกสินค้า เช่น เครื่องจักร เครื่องมือ และส่วนประกอบที่ใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตแผ่นวงจร ซอฟต์แวร์สำเร็จรูป อุปกรณ์โทรคมนาคม เครื่องสำอาง ธุรกิจบริการตรวจสอบ วิเคราะห์ วิจัย และประเมินคุณภาพของอัญมณีและเครื่องประดับ ธุรกิจบริการรับจ้างผลิต เช่น สิ่งปรุงแต่งอาหาร โลหะผสมสำหรับผลิตเครื่องประดับ Captive Screw for PCB</p>

<p>3.จีน 53 ราย คิดเป็นร้อยละ 12 ของจำนวนธุรกิจต่างชาติ ลงทุน 7,539 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจจัดหาจัดซื้อวัตถุดิบ ชิ้นส่วนและส่วนประกอบสำหรับอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น ชิ้นส่วนโลหะ เป็นต้น เพื่อค้าส่งในประเทศ ธุรกิจบริการซ่อมแซมและบำรุงรักษารถยนต์ไฟฟ้า ธุรกิจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อจำหน่าย และหรือ ให้บริการ ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ชิ้นส่วนยานพาหนะ ชิ้นส่วนโลหะหล่อขึ้นรูป แม่พิมพ์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และ บรรจุภัณฑ์จากกระดาษที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
4.สิงคโปร์ 52 ราย คิดเป็นร้อยละ 12 ของจำนวนธุรกิจต่างชาติ ลงทุน 11,429 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจบริการออกแบบ จัดซื้อ จัดหา ติดตั้ง ทดสอบ ตลอดจนการฝึกอบรม การให้คำปรึกษาแนะนำด้านการปฏิบัติการของงานระบบควบคุมกำกับดูแลและเก็บข้อมูลสำหรับโครงการรถไฟฟ้า ธุรกิจบริการศูนย์กระจายสินค้าด้วยระบบที่ทันสมัย ธุรกิจบริการพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อให้บริการดิจิทัล ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์ไนโตรเซลลูโลสสำหรับอุตสาหกรรม อาหารสัตว์เลี้ยง Printed Circuit Board เครื่องจักรอัตโนมัติที่มีขั้นตอนออกแบบระบบควบคุมการปฏิบัติงานด้วยสมองกลเอง ผลิตภัณฑ์โลหะและชิ้นส่วนโลหะ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
5.ฮ่องกง 44 ราย คิดเป็นร้อยละ 10 ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 7,475 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจบริการศูนย์กระจายสินค้าด้วยระบบที่ทันสมัย ธุรกิจบริการสถานีบริการอัดประจุไฟฟ้าสำหรับยานพาหนะไฟฟ้า ธุรกิจบริการ Data Center, Cloud Services ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ผลิตภัณฑ์ทางทันตกรรม ผลิตภัณฑ์โลหะขึ้นรูป ผลิตภัณฑ์เคมีเพื่อการอุตสาหกรรม ชิ้นส่วนพลาสติกสำหรับอุตสาหกรรม<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ การลงทุนในอุตสาหกรรมข้างต้น มีส่วนช่วยในการถ่ายทอดเทคโนโลยีอันเป็นองค์ความรู้เฉพาะด้านจากประเทศผู้เข้ามาลงทุนให้แก่คนไทย เช่น องค์ความรู้เกี่ยวกับขั้นตอนการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ไฟฟ้า องค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดการท่าเทียบเรือและความปลอดภัยการขนถ่ายสินค้า องค์ความรู้เกี่ยวกับระบบจัดการเชื้อเพลิง องค์ความรู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการคลังสินค้า เป็นต้น</p>

<p>นางอรมนกล่าวว่า การลงทุนในพื้นที่ EEC ของนักลงทุนต่างชาติ ในช่วง 5 เดือน ปี 2568 มีจำนวน 129 ราย คิดเป็น 30% ของจำนวนนักลงทุนต่างชาติในไทย เพิ่มขึ้น 30% มีมูลค่าการลงทุน 47,744 ล้านบาท คิดเป็น 54% ของเงินลงทุนทั้งหมด โดยเป็นนักลงทุนจากญี่ปุ่น 37 ราย ลงทุน 23,896 ล้านบาท จีน 30 ราย ลงทุน 4,460 ล้านบาท สิงคโปร์ 11 ราย ลงทุน 6,022 ล้านบาท และประเทศอื่น ๆ 51 ราย ลงทุน 13,366 ล้านบาท<br />
<br />
โดยธุรกิจที่ลงทุน อาทิ ธุรกิจค้าปลีกสินค้า เช่น เครื่องจักร เครื่องมือ และส่วนประกอบที่ใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์ อุปกรณ์ชาร์จแบตเตอรี และชิ้นส่วนของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ชิ้นส่วนสำหรับซ่อมแซมเครื่องจักรที่ใช้ในกระบวนการผลิตยางรถยนต์ ธุรกิจบริการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์พลาสติกวิศวกรรม ธุรกิจบริการพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อให้บริการดิจิทัล ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ชิ้นส่วนโลหะหล่อขึ้นรูป ผลิตภัณฑ์และชิ้นส่วนกลุ่มภาพและเสียง หุ่นยนต์ที่ใช้สำหรับผลิตและตรวจสอบคุณภาพการผลิต และผลิตภัณฑ์พลาสติกสำหรับอุตสาหกรรม เป็นต้น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20250630310003579c538ac1c632f7de8cd4e64a163514.jpg' type='image/jpg' length='291558' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ไทย-สหรัฐฯ นับหนึ่งเจรจาภาษี “พาณิชย์”ยันไม่ยอมเสียเปรียบ มุ่งสร้างสมดุลการค้า]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/110236</link>
<guid isPermaLink="false">b2b7917cca8f6271446e87882043daac</guid>
<pubDate>Fri, 20 Jun 2025 11:38:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ปลัดพาณิชย์&rdquo;เผยไทย-สหรัฐฯ เริ่มนับหนึ่งเจรจาภาษีนำเข้าแล้ว เตรียมส่งข้อเสนอฝ่ายไทยให้สหรัฐฯ พิจารณา 20 มิ.ย.นี้ มั่นใจได้ผลเชิงบวก ไม่ทำให้ไทยเสียเปรียบ แต่จะสร้างสมดุลทางการค้าระหว่าง 2 ประเทศ และปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของไทย</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะทีมเจรจาฝ่ายไทย เพื่อแก้ปัญหากรณีสหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีตอบโต้กับประเทศคู่ค้า (Reciprocal Tariffs) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.2568 เวลาประมาณ 07.00 น. (ตามเวลาประเทศไทย) ตนและทีมประเทศไทยได้เริ่มต้นการเจรจากับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ผ่านระบบวิดีโอ คอนเฟอร์เรนซ์ เป็นครั้งแรกอย่างเป็นทางการ หลังจากที่สหรัฐฯ ตอบรับที่จะเจรจากับไทย โดยใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง เพื่อรับฟังรายละเอียดข้อเสนอของสหรัฐฯ ที่ต้องการให้ไทยพิจารณาในการแก้ไขปัญหาการขาดดุลการค้า ซึ่งสหรัฐฯ ได้ยื่นข้อเสนอจำนวน 5 ข้อมาให้ไทย เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.2568 ที่ผ่านมา<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยข้อเสนอทั้ง 5 ข้อ เพื่อสร้างสมดุลทางการค้าระหว่าง 2 ประเทศ ประกอบด้วย 1.มาตรการทางภาษีและโควตา 2.มาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (NTB) 3.การค้าดิจิทัล (Digital Trade) 4.แหล่งกำเนิดสินค้า และ 5.ความมั่นคงภายในประเทศและด้านเศรษฐกิจของสหรัฐฯ (Economic and National Security)<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;ได้คุยกับผู้ช่วย USTR เป็นการทำความเข้าใจในรายละเอียดข้อเสนอที่สหรัฐฯ ส่งให้ไทย เพื่อให้มีความเข้าใจตรงกัน และจากนี้ จะนำข้อเสนอของสหรัฐฯ มาพิจารณา และจัดทำข้อเสนอของฝ่ายไทยที่สอดคล้องกับข้อเสนอของสหรัฐฯ และยื่นให้สหรัฐฯ พิจารณาในวันที่ 20 มิ.ย.2568 โดยมั่นใจว่า ข้อเสนอของไทย จะส่งผลในเชิงบวก และจะไม่ทำให้ไทยเสียเปรียบ แต่จะสร้างสมดุลทางการค้าของทั้ง 2 ฝ่าย และจะเป็นการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของไทย&rdquo;นายวุฒิไกรกล่าว</p>

<p><br />
ส่วนข้อเสนอของไทยที่จะยื่นให้สหรัฐฯ ในวันที่ 20 มิ.ย.2568 จะมีความยาวประมาณ 3-4 หน้ากระดาษ A4 เป็นการขยายความ และเพิ่มรายละเอียดต่าง ๆ จากกรอบการเจรจาที่ไทยได้เคยยื่นให้สหรัฐฯ ไปแล้วก่อนหน้านี้ ที่มีเพียง 1 หน้ากระดาษ A4 โดยจะมีทั้งการลดภาษีนำเข้าในสินค้าบางรายการ การซื้อเครื่องบินโบอิ้ง อาวุธยุทโธปกรณ์จากสหรัฐ และการลดมาตรการ NTB เป็นต้น<br />
<br />
สำหรับการประชุมครั้งนี้ มีหน่วยที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมด้วย เช่น กระทรวงคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพลังงาน กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)&nbsp; และกระทรวงแรงงาน เป็นต้น<br />
<br />
ทั้งนี้ ขั้นตอนหลังจากไทยยื่นข้อเสนอในวันที่ 20 มิ.ย.นี้แล้ว ต้องรอการนัดหมายจากสหรัฐฯ ต่อไป โดยมั่นใจว่า ข้อเสนอของไทย จะมีน้ำหนักมากพอที่จะทำให้สหรัฐฯ พิจารณา และเปิดเจรจาในรายละเอียดกับไทยอีกครั้ง แต่หากเจรจาไม่ทันภายในกรอบระยะเวลา 90 วัน หรือวันที่ 8 ก.ค.2568 เชื่อว่า สหรัฐฯ จะขยายเวลาออกไป โดยสิ่งที่คาดหวังจะได้จากการเจรจาครั้งนี้ ต้องยอมรับว่าเรื่องภาษี 0% คงเป็นไปไม่ได้ แต่อัตราภาษีไม่เกิน 10% มีความเป็นไปได้ แต่ก็ต้องรอดูผลต่อไป &nbsp;<br />
<br />
อย่างไรก็ตาม ก่อนการเจรจากับสหรัฐฯ ตนได้ลงนามร่วมกับผู้ช่วย USTR ในความตกลงการไม่เปิดเผยข้อมูลการเจรจา (Non-Disclosure Agreement) โดยกำหนดต้องไม่เปิดเผยข้อมูลการเจรจาเป็นเวลานาน 4 ปี และผู้ที่มีสิทธิ์จึงจะสามารถได้รับ Username และ Password ในการเข้าสู่ชั้นข้อมูลได้ ดังนั้น จึงจะไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดข้อมูลของการเจรจาได้</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/202506202a9f28eb5197db97783b8265346af978113835.jpg' type='image/jpg' length='1061727' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ส่งออก พ.ค.68 พุ่ง 31,044.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 18.4% มูลค่าสูงสุดในประวัติศาสตร์]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/110233</link>
<guid isPermaLink="false">79a34655ba70cea3c47982f9aa4f5587</guid>
<pubDate>Fri, 20 Jun 2025 11:30:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พิชัย&rdquo;เผยส่งออกไทยเดือน พ.ค.68 มูลค่า 31,044.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 18.4% ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 11 และมูลค่าทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ตั้งแต่มีการส่งออกมา ได้แรงหนุนจากการทำงานอย่างหนักระหว่างรัฐและเอกชน และการเร่งนำเข้าเพื่อหนีภาษีสหรัฐฯ ยอดรวม 5 เดือน 138,202 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 14.9% หวังทั้งปีโตเกิน 2 หลัก ขอ ธปท.ช่วยดูแลค่าเงินบาท เพื่อให้สินค้าไทยแข่งขันได้ดีขึ้น</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกของไทย เดือน พ.ค.2568 มีมูลค่า 31,044.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1,025,477 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 18.4% ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 11 ซึ่งเป็นอัตราการขยายตัวสูงสุดในรอบ 38 เดือน นับตั้งแต่ มี.ค.2565 และมูลค่าถือเป็นการส่งออกรายเดือนที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ตั้งแต่มีการส่งออกมา ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 29,928.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1,001,162 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 18% ได้ดุลการค้า 1,116.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (24,315 ล้านบาท)<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ การส่งออกรวม 5 เดือนของปี 2568 (ม.ค.-พ.ค.) มีมูลค่า 138,202 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (4,640,426 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 14.9% การนำเข้า มูลค่า 139,325.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (4,736,361 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 11.3% ขาดดุลการค้า 1,223.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (95,936 ล้านบาท)<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;การส่งออกยังขยายตัวได้ดี เป็นผลจากการทำงานร่วมกันอย่างแข่งขันของกระทรวงพาณิชย์กับภาคเอกชน และคาดว่าเดือน มิ.ย.2568 เชื่อว่าจะยังไปได้ดี ส่วนทั้งปี ถ้าการส่งออกยังเป็นไปในทิศทางนี้ หรือทรงตัว ตัวเลขการขยายตัวมีโอกาสที่จะเป็นบวก อยากเห็นแตะระดับ 2 หลัก หวังว่าจะเกิน 10% ขึ้นไป ตอนนี้ 5 เดือนทำได้ 14.9% แล้ว ที่เหลือยังหวังขยายตัวต่อ แต่ก็ยังมีหลายปัจจัยที่ต้องจับตา&rdquo;นายพิชัยกล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม การส่งออกที่เพิ่มขึ้น เป็นเพราะขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย แม้ว่าค่าเงินบาทจะไม่ได้มีส่วนช่วยสนับสนุน จึงขอเรียกร้องให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พิจารณาค่าเงินบาทให้เหมาะสม เพื่อสนับสนุนภาคส่งออก เพราะตอนนี้ สินค้าเกษตรแข่งขันได้ยาก เมื่อเทียบกับคู่แข่ง หากอ่อนค่าลง จะทำให้ส่งออกดีขึ้นกว่านี้ &nbsp;</p>

<p>นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การส่งออกในเดือน พ.ค.2568 ต้องยอมรับว่าส่วนหนึ่งมาจากประเทศผู้นำเข้าเร่งสั่งซื้อสินค้า ในช่วงที่สหรัฐฯ ชะลอการบังคับใช้ภาษีต่างตอบแทนเป็นระยะเวลา 90 วัน จะบอกว่าไม่มีผลคงไม่ได้ ส่วนเดือน มิ.ย.2568 จะเป็นอย่างไร จะขยายตัวได้อีกหรือไม่ เดี๋ยวตัวเลขก็จะบอกเอง และหากการส่งออกทั้งปีจะขยายตัว 10% ตามที่นายพิชัยระบุไว้ จากนี้การส่งออกแต่ละเดือนต้องทำให้ได้มูลค่า 27,482.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับรายละเอียดการส่งออกเดือน พ.ค.2568 สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร เพิ่ม 8.1% โดยสินค้าเกษตร เพิ่ม 6.8% อุตสาหกรรมเกษตร เพิ่ม 10.1% สินค้าสำคัญที่เพิ่ม อาทิ ผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็งและแห้ง ไก่สดแช่เย็นแช่แข็งและแปรรูป ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่น ๆ ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง และผลไม้กระป๋องและแปรรูป ส่วนสินค้าที่ลดลง เช่น ข้าว ยางพารา และเนื้อสัตว์และของปรุงแต่งที่ทำจากเนื้อสัตว์ ทั้งนี้ 5 เดือนของปี 2568 การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร เพิ่ม 0.2%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 22.9% สินค้าสำคัญที่ขยายตัว อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล แผงวงจรไฟฟ้า อัญมณีและเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำ) ส่วนสินค้าที่ลดลง อาทิ เม็ดพลาสติก เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ อุปกรณ์กึ่งตัวนำ ทรานซิสเตอร์และไดโอด ทั้งนี้ 5 เดือนของปี 2568 การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 19.6%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทางด้านตลาดส่งออกสำคัญขยายตัวเกือบทุกตลาด โดยตลาดหลัก เพิ่ม 19% มาจากสหรัฐฯ เพิ่ม 35.1% จีน เพิ่ม 28.0% สหภาพยุโรป เพิ่ม 16.6% CLMV เพิ่ม 20.8% แต่อาเซียน ลด 0.3% ญี่ปุ่น ลด 0.9% ตลาดรอง เพิ่ม 18.6% จากเอเชียใต้ เพิ่ม 22.3% ทวีปออสเตรเลีย เพิ่ม 8.4% ตะวันออกกลาง เพิ่ม 22.8% แอฟริกา เพิ่ม 21.4% ลาตินอเมริกา เพิ่ม 15.9% รัสเซียและกลุ่ม CIS เพิ่ม 18% สหราชอาณาจักร เพิ่ม 20% และตลาดอื่น ๆ ลด 15% &nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/202506203c069262fe0255bcb6c3df1bee0b7285113103.jpg' type='image/jpg' length='234712' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”เผยใช้สิทธิ์ FTA ส่งออกไตรมาสแรก ปี 68 เพิ่ม 19.04% อาเซียนนำโด่ง]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/109067</link>
<guid isPermaLink="false">275faebcb3bf799c431c1760e9f1593c</guid>
<pubDate>Thu, 12 Jun 2025 16:21:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าต่างประเทศ เผยการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใน FTA ไตรมาสแรก ปี 68 มีมูลค่า 22,001.26 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 19.04% คิดเป็นสัดส่วน 79.75% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าที่ได้รับสิทธิ์ทั้งหมด อาเซียนนำโด่งใช้สิทธิ์สูงสุด ตามด้วยอาเซียน-จีน อาเซียน-อินเดีย JTEPA และ TAFTA ยันเดินหน้าผลักดันผู้ประกอบการใช้สิทธิ์ FTA ส่งออกต่อเนื่อง เพื่อช่วยสร้างแต้มต่อ ลดต้นทุน</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) ในช่วง 3 เดือน ปี 2568 (ม.ค.-มี.ค.) มีมูลค่า 22,001.26 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 19.04% คิดเป็นสัดส่วนการใช้สิทธิ์ 79.75% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าที่ได้รับสิทธิ์ทั้งหมด โดยความตกลง FTA ที่มีการใช้สิทธิ์สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ATIGA) อันดับหนึ่ง มูลค่า 7,895.76 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีสัดส่วนการใช้สิทธิ์ 67.07% รองลงมา คือ ความตกลงอาเซียน-จีน (ACFTA) มูลค่า 4,926.56 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 90.92% ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-อินเดีย (AIFTA) มูลค่า 3,908.13 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 87.11% ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) มูลค่า 1,572.48 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 74.89% และความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) มูลค่า 1,346.20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 56.85%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับสินค้า 5 อันดับแรกที่มีการใช้สิทธิ์ FTA ส่งออกมากที่สุด ได้แก่ 1.แพลทินัมยังไม่ได้ขึ้นรูป (อันรอต) กึ่งสำเร็จรูปหรือเป็นผง มูลค่า 1,655.82 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 2.ยานยนต์สำหรับขนส่งของอื่น ๆ (ที่มีเครื่องดีเซล หรือกึ่งดีเซล) น้ำหนักรถรวมน้ำหนักบรรทุกไม่เกิน 5 ตัน มูลค่า 1,588.88 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 3.ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ มูลค่า 857.83 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 4.แพลทินัมยังไม่ได้ขึ้นรูป (อันรอต) กึ่งสำเร็จรูปหรือเป็นผงอื่น ๆ มูลค่า 760.76 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และ 5.น้ำตาลที่ได้จากอ้อยอื่น ๆ มูลค่า 473.69 ล้านดอลลาร์สหรัฐ<br />
นางอารดากล่าวว่า จาก FTA ทั้งหมด 12 ฉบับ ที่กรมติดตามการใช้สิทธิ์ในปัจจุบัน พบว่า มี FTA ที่มีอัตราการใช้สิทธิ์เพิ่มขึ้นในช่วงไตรมาสแรกของปี 2568 รวม 6 ฉบับ ได้แก่ 1.ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-อินเดีย (ส่งออกไปอินเดีย) เพิ่มขึ้น 201.64% 2.ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) เพิ่มขึ้น 21.27% 3.ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ส่งออกไปจีน) เพิ่มขึ้น 17.64% 4.ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน เพิ่มขึ้น 7.69% 5.ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-เกาหลี (ส่งออกไปเกาหลี) เพิ่มขึ้น 4.31% และ 6.ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย-เปรู เพิ่มขึ้น 0.33%<br />
<br />
การใช้สิทธิ์ FTA ที่เพิ่มขึ้น เป็นผลมาจากภาพรวมการส่งออกของไทยเพิ่มสูงขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2567 จาก 70,753.67 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 81,532.34 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 โดยสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป ที่มีมูลค่าการใช้สิทธิ์ FTA สูง 5 อันดับแรก ได้แก่ น้ำตาลที่ได้จากอ้อย เนื้อของสัตว์ปีกเลี้ยงแช่เย็นจนแข็ง ไก่ที่ปรุงแต่ง ผลไม้สด (เงาะ ลำไย ทับทิมสด) และทุเรียนสด มูลค่ารวม 4,775.55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 21.71% ของมูลค่าการใช้สิทธิ์ทั้งหมด และสินค้าอุตสาหกรรม 5 อันดับแรก ได้แก่ แพลทินัมยังไม่ได้ขึ้นรูป (อันรอต) กึ่งสำเร็จรูปหรือเป็นผง ยานยนต์สำหรับขนส่งของ ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ แพลทินัมยังไม่ได้ขึ้นรูป (อันรอต) กึ่งสำเร็จรูปหรือเป็นผงอื่น ๆ และเครื่องปรับอากาศชนิดติดผนังหรือติดเพดาน มูลค่ารวม 17,225.71 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 78.29% ของมูลค่าการใช้สิทธิ์ทั้งหมด<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกระทรวงพาณิชย์ได้ให้ความสำคัญต่อการส่งเสริมการค้าและขยายโอกาสทางการค้าให้กับผู้ประกอบการไทย โดยมุ่งเน้นการผลักดันการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ FTA โดยกรมได้รับนโยบาย และได้เดินหน้าจัดอบรมให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันให้ผู้ประกอบการใช้สิทธิ์ FTA เป็นเครื่องมือสำคัญสร้างแต้มต่อในการส่งออก ช่วยลดภาษีนำเข้า ลดต้นทุนทางการค้า ทำให้สินค้าส่งออกจากไทยน่าดึงดูดเมื่อเทียบกับสินค้าจากประเทศอื่นที่ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์จาก FTA และยังช่วยเตรียมความพร้อมในการใช้สิทธิ์ FTA ที่ได้มีการทำฉบับใหม่ ๆ ทั้งไทย-ศรีลังกา ไทย-สมาคมการค้าเสรียุโรป (เอฟต้า) ไทย-ภูฏาน</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/2025061268afc91be4e94338f68bf0918993f06e162201.jpg' type='image/jpg' length='416710' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ส่งออกอัญมณี มี.ค.68 เพิ่ม 52.53% ขายทองคำเก็งกำไร ดันยอดพุ่ง 269.55%]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/107113</link>
<guid isPermaLink="false">75ec0fdabf897e05ce132c9ca35b0126</guid>
<pubDate>Thu, 29 May 2025 16:24:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>ส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ มี.ค.68 พุ่งต่อ มูลค่า 1,054.19 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 52.53% ขยายตัว 5 เดือนติด หากรวมทองคำ เพิ่ม 131.04% ยอดรวม 3 เดือน ไม่รวมทองคำ เพิ่ม 102.38% รวมทองคำ เพิ่ม 109.88% เผยเฉพาะทองยังแรงต่อ เพิ่ม 269.55% จากการขายเก็งกำไร เหตุคนวิ่งหาสินทรัพย์ปลอดภัย ส่วนตลาดสหรัฐฯ โตต่อ จากการเร่งนำเข้าหนีอัตราภาษีใหม่</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT เปิดเผยว่า การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ไม่รวมทองคำ เดือน มี.ค.2568 มูลค่า 1,054.19 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 52.53% ขยายตัวเป็นบวกต่อเนื่อง 5 เดือนติดต่อกัน หากรวมทองคำ มูลค่า 2,502.15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 131.04% และการส่งออกรวม 3 เดือนของปี 2568 (ม.ค.-มี.ค.) ไม่รวมทองคำ มูลค่า 5,086.40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 102.38% รวมทองคำ มูลค่า 8,635.86 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 109.88%<br />
<br />
ทั้งนี้ การส่งออกเฉพาะทองคำในเดือน มี.ค.2568 มีมูลค่า 1,447.95 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 269.55% จากการส่งออกไปเก็งกำไร และการหาซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย เพราะมีความกังวลเกี่ยวกับมาตรการภาษีของสหรัฐฯ การตอบโต้ของคู่ค้าหลายประเทศ ทำให้ราคาทองคำทำสถิติสูงสุดที่ 3,115.10 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ส่วนยอดรวมส่งออกทองคำ 3 เดือน มีมูลค่า 3,549.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 121.65% และแยกเป็นรายเดือน ม.ค.2568 มูลค่า 1,167.87 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 148.95% ก.พ.2568 มูลค่า 933.63 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 26.395%<br />
<br />
สำหรับตลาดส่งออกสำคัญ สหรัฐฯ ยังคงส่งออกได้เพิ่มขึ้นสูงถึง 23.85% จากการเร่งนำเข้า เพื่อลดความเสี่ยงจากมาตรการภาษี ฮ่องกง เพิ่ม 5.44% เยอรมนี เพิ่ม 5.56% อิตาลี เพิ่ม 0.32% สหราชอาณาจักร เพิ่ม 19.47% สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพิ่ม 10.30% ญี่ปุ่น เพิ่ม 30.49% สวิตเซอร์แลนด์ เพิ่ม 33.66% ส่วนเบลเยี่ยม ลด 28.53% &nbsp;</p>

<p>ส่วนการส่งออกสินค้า แพลทินัม ยังเพิ่มสูงถึง 149,133.67% จากการส่งออกไปอินเดียเกือบทั้งหมด เครื่องประดับเงิน เพิ่ม 12.47% เครื่องประดับทอง เพิ่ม 5.39% เครื่องประดับแพลทินัม เพิ่ม 115.79% พลอยเนื้อแข็งเจียระไน เพิ่ม 20.42% พลอยเนื้ออ่อนเจียระไน เพิ่ม 8.68% ส่วนพลอยก้อน ลด 56.22% เพชรก้อน ลด 9.69% เพชรเจียระไน ลด 33.33% เนื่องจากการส่งออกไปยังฮ่องกง เบลเยียม อินเดีย อิสราเอลลดลง และเครื่องประดับเทียม ลด 1.22%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายสุเมธกล่าวว่า การส่งออกในช่วง 3 เดือนของปี 2568 สินค้าอัญมณีและเครื่องประดับยังเติบโตได้ดีในเกือบทุกตลาดสำคัญ แม้การส่งออกจะขยายตัวดี แต่ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเร่งนำเข้าสินค้าของคู่ค้าก่อนมาตรการภาษีใหม่ของสหรัฐฯ จะเริ่มมีผลบังคับใช้ ในช่วงเวลานี้ผู้ส่งออกควรใช้โอกาสในการเร่งการส่งมอบสินค้าและสรุปคำสั่งซื้อกับลูกค้าในสหรัฐฯ ให้มากที่สุดก่อนหมดระยะเวลา 90 วัน และต้องมีการวางแผนกระแสเงินสด เตรียมรับมือกับต้นทุนที่อาจเพิ่มขึ้นในอนาคตจากภาษี เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นทางการเงิน รวมทั้งบริหารห่วงโซ่อุปทานด้วยการพิจารณาการใช้วัตถุดิบ การผลิตและการกระจายสินค้า ไปยังประเทศที่มีแนวโน้มความเสี่ยงจากอัตราภาษีน้อยกว่า ร่วมกับการใช้ประโยชน์จาก FTA ในการขยายตลาดส่งออก เพื่อบริหารความเสี่ยงทางการค้าในระยะสั้น และวางรากฐานการปรับตัวระยะยาว เพื่อลดการพึ่งพาตลาดเดียว และสร้างเสถียรภาพทางธุรกิจในยุคความไม่แน่นอนของการค้าโลก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม GIT คาดว่าแนวโน้มการส่งออกในเดือน เม.ย.2568 และก่อนที่สหรัฐฯ จะเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าตามกำหนดใน 90 วัน คือ เดือน ก.ค.2568 การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไปสหรัฐฯ จะยังคงขยายตัวเพิ่มขึ้น เพราะผู้นำเข้าเร่งนำเข้าก่อนภาษีบังคับใช้ และรัฐบาลกำลังอยู่ระหว่างการเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากภาษี หากได้ข้อยุติที่ดี ก็จะส่งผลดีต่อการส่งออกในอนาคต แต่ก็ยังต้องระวังในเรื่องความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าและอัตราภาษีสหรัฐฯ การเพิ่มขึ้นของราคาทองคำ ที่จะส่งผลให้ความต้องการซื้อเครื่องประดับทองลดลง และความผันผวนของค่าเงินบาท ที่จะทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันลดลง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/2025052993117f07a5ff4402d7a7efd77b56dfd3162435.jpg' type='image/jpg' length='566675' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สนค.เผยดัชนีราคาส่งออก เม.ย. เพิ่ม 0.3% ได้แรงหนุนเร่งขายก่อนเจอภาษีสหรัฐฯ]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/107110</link>
<guid isPermaLink="false">89d5d91e8959a6acc95f8892fbb1fa61</guid>
<pubDate>Thu, 29 May 2025 16:22:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>สนค.เผยดัชนีราคาส่งออก เดือน เม.ย.68 กลับมาฟื้นตัว 0.3% จากความต้องการสินค้าอุตสาหกรรม ที่มีการเร่งส่งออกก่อนการปรับขึ้นภาษีของสหรัฐฯ แต่สินค้าเกษตร ข้าว มันสำปะหลังลด จากการแข่งขันและความต้องการลดลง ส่วนดัชนีนำเข้า ลด 1% จากการลดลงของราคาสินค้าเชื้อเพลิงเป็นหลัก ขณะที่กลุ่มทุน วัตถุดิบ และอุปโภคบริโภค ยังคงเพิ่มขึ้นตามความต้องการใช้และการส่งออก</strong><br />
<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาส่งออกเดือน เม.ย.2568 เท่ากับ 110.9 เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.3% กลับมาฟื้นตัวขึ้น จากความต้องการสินค้าอุตสาหกรรม เนื่องจากอยู่ในช่วงการเร่งส่งออกก่อนการปรับขึ้นภาษีของสหรัฐฯ ส่วนดัชนีราคานำเข้า เท่ากับ 114.2 ลดลง 1% จากการลดลงของราคาสินค้าเชื้อเพลิงเป็นสำคัญ แต่กลุ่มสินค้าทุน วัตถุดิบ และอุปโภคบริโภค ยังขยายตัวตามความต้องการใช้ภายในประเทศและส่งออก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับรายละเอียดดัชนีราคาส่งออก ที่เพิ่มขึ้น มาจากการเพิ่มขึ้นของหมวดสินค้าอุตสาหกรรม 1.6% ได้แก่ ทองคำ ตามความต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มขึ้น ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจโลก และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ตามความต้องการคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ เพื่อรองรับการทำงานของ AI และเร่งนำเข้าก่อนจะมีการประกาศภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ และเครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ตามความต้องการที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หมวดสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร เพิ่ม 1.4% ได้แก่ อาหารสัตว์เลี้ยง ตามความนิยมเลี้ยงสัตว์เลี้ยงทั่วโลก และความต้องการอาหารสัตว์เลี้ยงคุณภาพสูง อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป เครื่องดื่ม และผลไม้กระป๋องและแปรรูป ตามแนวโน้มการบริโภคอาหารพร้อมรับประทานเพิ่มขึ้น<br />
<br />
โดยหมวดสินค้าที่ดัชนีราคาส่งออกปรับตัวลดลง ประกอบด้วย หมวดสินค้าแร่และเชื้อเพลิง ลด 17.4% โดยเฉพาะน้ำมันสำเร็จรูป ตามทิศทางราคาน้ำมันดิบตลาดโลกที่ปรับตัวลดลง และหมวดสินค้าเกษตรกรรม ลด 3.3% ได้แก่ ข้าว เนื่องจากอุปทานข้าวโลกยังอยู่ในระดับสูง ประกอบกับการเผชิญกับการแข่งขันจากประเทศคู่แข่ง และผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง จากปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น รวมถึงความต้องการจากตลาดหลัก อาทิ จีน มีแนวโน้มลดลง เนื่องจากมันสำปะหลังจากประเทศเพื่อนบ้านของไทยมีราคาถูกกว่า</p>

<p>ส่วนดัชนีราคานำเข้าที่ลดลง มาจากหมวดสินค้าเชื้อเพลิง ลด 14.3% โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบ ซึ่งเป็นผลจากอุปทานส่วนเกิน และความต้องการที่ชะลอตัว แต่หมวดสินค้าอุปโภคบริโภค เพิ่ม 8.0% ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม เครื่องประดับอัญมณี และผัก ผลไม้ และของปรุงแต่งที่ทำจากผัก ผลไม้ ตามความต้องการเพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภคของประเทศ และการขยายตัวของการท่องเที่ยว หมวดสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป เพิ่ม 4.6% โดยเฉพาะทองคำ ตามทิศทางราคาตลาดโลกที่สูงขึ้น เนื่องจากเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า ทำให้ความต้องการถือครองทองคำเพื่อกระจายความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น อุปกรณ์ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะแผงวงจรไฟฟ้า และสินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ ตามความต้องการนำเข้าเพื่อใช้ในการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมต่าง ๆ ภายในประเทศ และส่งออก หมวดสินค้าทุน เพิ่ม 4.1% ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรม และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ หมวดยานพาหนะและอุปกรณ์การขนส่ง ดัชนีราคาไม่เปลี่ยนแปลง แต่มีการเปลี่ยนแปลงในบางกลุ่มสินค้าสำคัญ อาทิ ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ ตามความต้องการชิ้นส่วนยานยนต์ เพื่อการผลิตและประกอบรถยนต์ภายในประเทศและส่งออก และสินค้าที่มีราคาลดลง คือ รถยนต์โดยสารและรถบรรทุก เนื่องจากความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน ประกอบกับมีการแข่งขันจากรถยนต์ไฟฟ้าราคาถูกในตลาดโลก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มดัชนีราคาส่งออกและดัชนีราคานำเข้า เดือน พ.ค.2568 คาดว่าจะขยายตัวชะลอลงอีก เพราะฐานราคาปี 2567 ในช่วงครึ่งปีแรก อยู่ในระดับต่ำกว่าปี 2568 การเร่งนำเข้าสินค้าไทยจากประเทศคู่ค้า ก่อนจะมีการบังคับใช้มาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariff) เต็มรูปแบบ ทำให้มีความต้องการสินค้าในระยะสั้นเพิ่มขึ้น สินค้าเกษตรแปรรูปส่วนใหญ่ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง สินค้าอุตสาหกรรมหลัก โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยียังขยายตัว และต้นทุนการผลิตมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น<br />
<br />
ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่ การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังมีแนวโน้มยืดเยื้อในหลายภูมิภาค ความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าและภาษีของสหรัฐฯ ราคาสินค้าเกษตรสำคัญบางกลุ่มยังมีทิศทางลดลง จากปัญหาอุปทานส่วนเกิน การแข่งขันทางด้านราคามีแนวโน้มสูงขึ้น และความผันผวนของค่าเงินบาท</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20250529331db1c78c059b716513dc9c1316affc162322.jpg' type='image/jpg' length='203985' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ดัชนีราคาวัสดุก่อสร้าง เม.ย.68 เพิ่ม 0.8% ตามการขยายตัวโครงการก่อสร้างภาครัฐ]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/103349</link>
<guid isPermaLink="false">fac87073bb0b535a6ce1c365d1d3aacd</guid>
<pubDate>Tue, 06 May 2025 09:30:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>สนค.เผยดัชนีราคาวัสดุก่อสร้าง เดือน เม.ย.68 เพิ่ม 0.8% ขยายตัวต่อเนื่อง 11 เดือนติด จากความต้องการใช้วัสดุก่อสร้างในโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐ ทั้งใหม่และต่อเนื่อง และยังมีความต้องการใช้ซ่อมแซมอาคารและที่อยู่อาศัย คาด พ.ค. ขยับต่อ เหตุมีการเร่งรัดโครงการก่อสร้าง มาตการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ ลดดอกเบี้ย ทำให้ภาคอสังหาริมทรัพย์พื้นตัว</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างเดือน เม.ย.2568 เท่ากับ 113.1 เพิ่ม 0.8% ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 11 มีสาเหตุมาจากความต้องการใช้ในโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ ทั้งโครงการใหม่และโครงการต่อเนื่อง และยังมีความต้องการใช้ในการซ่อมแซมอาคารและที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น หลังจากได้รับความเสียหายจากการเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับรายละเอียดดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น มาจากหมวดไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ เพิ่ม 0.9% จากการสูงขึ้นของไม้พื้น ไม้แบบ วงกบประตู และวงกบหน้าต่าง จากความต้องการใช้ที่ขยายตัวทั้งตลาดภายในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งต้นทุนค่าขนส่งที่สูงขึ้นตามราคาน้ำมันดีเซลที่สูงกว่าปีที่ผ่านมา หมวดซีเมนต์ เพิ่ม 4.1% จากการสูงขึ้นของปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ปูนซีเมนต์ผสม และปูนฉาบสำเร็จรูป จากความต้องการใช้ในโครงการก่อสร้างภาครัฐ และการซ่อมแซมอาคารที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น<br />
<br />
หมวดผลิตภัณฑ์คอนกรีต เพิ่ม 1.1% จากการสูงขึ้นของเสาเข็มคอนกรีตเสริมเหล็ก เสาเข็มคอนกรีตอัดแรง และคอนกรีตผสมเสร็จ เนื่องจากต้นทุนสูงขึ้นทั้งค่าขนส่ง (น้ำมันดีเซล) และราคาวัตถุดิบสำคัญ (ปูนซีเมนต์ ทราย) หมวดวัสดุฉาบผิว เพิ่ม 0.2% จากการสูงขึ้นของสีทาถนนชนิดสะท้อนแสง และน้ำมันเคลือบแข็งภายในและภายนอก เนื่องจากมีความต้องการใช้ในการก่อสร้างด้านคมนาคมและการซ่อมแซมถนนของภาครัฐเพิ่มขึ้น</p>

<p>หมวดอุปกรณ์ไฟฟ้าและประปา เพิ่ม 2.1% จากการสูงขึ้นของสายไฟฟ้า VCT สายส่งกำลังไฟฟ้า NYY เครื่องตัดไฟอัตโนมัติ ตามการสูงขึ้นของราคาวัตถุดิบ (ทองแดง) และถังบำบัดน้ำเสียระบบไม่อัดอากาศที่สูงขึ้นจากต้นทุนราคาวัตถุดิบประเภทหัวเชื้อ รวมทั้งมีความต้องการใช้ในโครงการก่อสร้างด้านสาธารณูปโภคของภาครัฐและรัฐวิสาหกิจเพิ่มขึ้น หมวดวัสดุก่อสร้างอื่น ๆ เพิ่ม 5.9% จากการสูงขึ้นของยางมะตอย และวัสดุธรรมชาติ (หิน ดิน ทราย) เนื่องจากมีความต้องการใช้ในโครงการก่อสร้างด้านคมนาคมของภาครัฐเพิ่มขึ้น&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
<br />
ส่วนหมวดสินค้าสำคัญที่ดัชนีราคาลดลง ได้แก่ หมวดเหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็ก ลด 2.6% จากการลดลงของเหล็กเส้นกลมผิวเรียบ เหล็กเส้นกลมผิวข้ออ้อย เหล็กตัว H และท่อเหล็กดำ เนื่องจากมีอุปทานเหล็กในตลาดสูง และราคาวัตถุดิบลดลง (บิลเล็ต เศษเหล็ก)&nbsp; หมวดกระเบื้อง ลด 1.2% จากการลดลงของกระเบื้องคอนกรีตมุงหลังคา กระเบื้องเคลือบบุผนัง และกระเบื้องยาง PVC ปูพื้น จากความต้องการใช้ลดลงตามการชะลอตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับผลกระทบจากการเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อของสถาบันการเงิน เนื่องจากอัตราหนี้เสียและหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง หมวดสุขภัณฑ์ ลด 1.7% จากการลดลงของโถส้วมชักโครก ฝักบัวอาบน้ำ และราวจับสแตนเลส เนื่องจากความต้องการใช้ลดลงตามการชะลอตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์และกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ชะลอตัว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ คาดว่าแนวโน้มดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างเดือน พ.ค.2568 มีแนวโน้มสูงขึ้น โดยมีปัจจัยจากการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐให้เป็นไปตามเป้าหมาย ส่งผลให้การก่อสร้างภาครัฐมีแนวโน้มขยายตัว มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านภาคอสังหาริมทรัพย์ เช่น การขยายระยะเวลามาตรการลดค่าโอนและจดจำนองอสังหาริมทรัพย์เหลือ 0.01% การผ่อนปรนเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (เกณฑ์ LTV) เป็นต้น และการปรับลดลงของอัตราดอกเบี้ยนโยบาย จะทำให้ภาคอสังหาริมทรัพย์มีแนวโน้มฟื้นตัว รวมทั้งมีความต้องการใช้เหล็กที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/2025050674455c0c9df4ab9305a43272aed0dd9d093043.jpg' type='image/jpg' length='442888' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ดัชนีราคาผู้ผลิต เม.ย.68 ลด 3.2% จากการแข่งขันสูง ภาวะการค้าโลกไม่แน่นอน]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/103327</link>
<guid isPermaLink="false">60f0a82931e529824ebf5fa6bc648a4d</guid>
<pubDate>Tue, 06 May 2025 09:15:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>สนค.เผยดัชนีราคาผู้ผลิต เดือน เม.ย.68 ลดลง 3.2% จากการลดลงของสินค้าทุกหมวด ทั้งผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร จากการแข่งขันสูงในตลาดโลก ผลิตภัณฑ์จากเหมือง และผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม จากราคาวัตถุดิบและต้นทุนการผลิตภาพรวมลด และความต้องการลดจากการค้าโลกที่ไม่แน่นอน คาด พ.ค.ยังทรงตัวหรือหดตัวเล็กน้อย &nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้ผลิตของไทย เดือน เม.ย.2568 เท่ากับ 110.2 ลดลง 3.2% โดยมีสาเหตุจากการหดตัวของราคาสินค้าในทุกหมวด ทั้งหมวดผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ที่ยังคงเผชิญกับการแข่งขันที่สูงในตลาดโลก และอุปทานส่วนเกินที่สูง ส่งผลให้ภาพรวมของราคาผู้ผลิตปรับตัวลดลง หมวดผลิตภัณฑ์จากเหมือง และผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มีทิศทางเคลื่อนไหวตามราคาวัตถุดิบและต้นทุนการผลิตในภาพรวมที่ลดลง ประกอบกับอุปสงค์ที่ลดลงจากทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศตามภาวะการค้าโลกที่ไม่แน่นอน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับรายละเอียด หมวดผลิตภัณฑ์เกษตรกรรมและการประมง ลดลง 6.5% จากสินค้าสำคัญ ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้า จากฐานราคาของปีก่อนที่สูง ประกอบกับประเทศผู้ส่งออกรายสำคัญยกเลิกมาตรการระงับการส่งออก อ้อย จากฐานราคาของปีก่อนที่สูงจากภาวะแล้ง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จากปริมาณผลผลิตในตลาดโลกที่สูงในปีนี้ ส่งผลให้ราคาลดลง หัวมันสำปะหลังสด จากการส่งออกไปยังประเทศคู่ค้าสำคัญที่ลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ตามความต้องการที่ลดลงในอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง ยางพารา จากราคาส่งออกในปีนี้ที่ลดลงตามภาวะการค้าโลกที่ไม่แน่นอน พืชผัก (มะนาว พริก กระเทียม) จากฐานของปีก่อนที่สูงจากภาวะแล้ง และโคมีชีวิต จากความต้องการบริโภคที่ลดลงต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาหน้าฟาร์มลดลง<br />
<br />
ส่วนสินค้าที่ราคาปรับสูงขึ้น ประกอบด้วย ข้าวเปลือกเหนียว จากความต้องการบริโภคในประเทศที่สูงขึ้น ผลปาล์มสด จากปริมาณผลผลิตในตลาดโลกที่มีน้อย ในขณะที่ความต้องการสินค้าเพิ่มจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผลไม้ (ทุเรียน มะพร้าว สับปะรดโรงงาน) จากความต้องการของตลาดต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น สุกรมีชีวิต จากปริมาณผลผลิตในภาพรวมที่ลดลง ในขณะที่ความต้องการบริโภคในปีนี้ปรับตัวดีขึ้น และกุ้งแวนนาไม จากปริมาณผลผลิตที่มีน้อยจากต้นทุนการเพาะเลี้ยงที่สูงขึ้น</p>

<p>หมวดผลิตภัณฑ์จากเหมือง ลดลง 3.0% จากการลดลงของราคาสินค้าสำคัญ ได้แก่ น้ำมันปิโตรเลียมดิบ และก๊าซธรรมชาติ ซึ่งราคาเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกับตลาดโลก สินแร่โลหะ (แร่เหล็ก สังกะสี) จากการชะลอตัวของอุปสงค์ และการแข่งขันในตลาดโลก และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่ได้จากการทำเหมือง (ยิปซัม เกลือ) จากอุปสงค์ในประเทศที่ลดลง<br />
<br />
หมวดผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ลดลง 2.8% จากกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นปิโตรเลียม ได้แก่ น้ำมันดีเซล น้ำมันเครื่องบิน น้ำมันเตา น้ำมันก๊าด ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 และน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 เนื่องจากเคลื่อนไหวตามทิศทางราคาตลาดโลก กลุ่มเคมีภัณฑ์และผลิตภัณฑ์เคมี ได้แก่ เม็ดพลาสติกและพลาสติกขั้นต้น เอทานอล สารพอลิเมอร์และสารเคมีอินทรีย์อื่น ๆ ปุ๋ยเคมี และยางสังเคราะห์ ปรับราคาตามวัตถุดิบที่ลดลง กลุ่มโลหะขั้นมูลฐาน ได้แก่ เหล็กแท่ง เหล็กแผ่น ท่อเหล็กกล้า เหล็กเส้น เหล็กฉาก เหล็กรูปตัวซี เนื่องจากวัตถุดิบที่ปรับลดลง การแข่งขันและอุปสงค์ที่ชะลอตัว และกลุ่มผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ อุปกรณ์กึ่งตัวนำและวงจรรวม Integrated Circuit (IC) อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล และอุปกรณ์รับข้อมูล แสดงผล ปรับตามอุปสงค์ที่ชะลอตัวลง<br />
<br />
ขณะที่มีการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ คือ กลุ่มผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมอื่น ๆ ได้แก่ ทองคำ เคลื่อนไหวตามอุปสงค์ของตลาดโลก กลุ่มยานยนต์ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ ได้แก่ รถกระบะ รถบรรทุกขนาดเล็กและรถบรรทุกขนาดใหญ่ ปรับราคาตามต้นทุนวัตถุดิบ กลุ่มอุปกรณ์ไฟฟ้า ได้แก่ สายไฟ สายเคเบิล ซึ่งมีการปรับราคาตามวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น และกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ทำจากแร่อโลหะ ได้แก่ อิฐก่อสร้าง ปูนซีเมนต์ ซีเมนต์ผสม จากปริมาณอุปสงค์การก่อสร้างในประเทศที่เพิ่มขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มดัชนีราคาผู้ผลิตเดือน พ.ค.2568 มีแนวโน้มทรงตัว หรืออาจหดตัวเล็กน้อย โดยมีปัจจัยกดดันจากสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศที่มีแนวโน้มเข้ามาเพิ่มขึ้นจากการระบายสินค้าอุปทานส่วนเกินของประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ กดดันราคาสินค้าของผู้ผลิตในประเทศ การแข่งขันที่สูงขึ้นในตลาดผู้ส่งออกสินค้าเกษตร กดดันราคาผลผลิตทางการเกษตรในภาพรวมต่อเนื่อง ราคาพลังงานที่มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง การแข่งขันด้านราคาของผู้ผลิตสินค้าทุนในประเทศ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในห่วงโซ่อุปทาน และค่าเงินบาทที่เริ่มกลับมาแข็งค่า กระทบต่อราคาสินค้าที่ผลิตเพื่อการส่งออก<br />
<br />
ส่วนปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ ได้แก่ มาตรการช่วยเหลือราคาผลผลิตทางการเกษตรของภาครัฐ แต่ก็ต้องจับตา มาตรการด้านภาษีของสหรัฐฯ ที่ส่งผลกระทบต่อภาคการค้าของไทย รวมถึงประเทศคู่ค้าสำคัญ ยังมีความไม่แน่นอนว่าจะส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตในทิศทางใด ซึ่งจะต้องมีการติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/202505061fb057fbfc60caab0f1a32904e57bb17091559.jpg' type='image/jpg' length='221392' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[FACTSHEET – จังหวัดสมุทรปราการ ประจำเดือนเมษายน 2568]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/102813</link>
<guid isPermaLink="false">d58a98b91e3979fa66b9ad1cd7c24606</guid>
<pubDate>Wed, 30 Apr 2025 16:17:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[-]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20250430330a4d5d441df0adc069c4b819b5087b161908.jpg' type='image/jpg' length='778878' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ดัชนีราคาส่งออก มี.ค.68 ลด 0.6% เจอน้ำมัน ข้าว มันฉุด ดัชนีนำเข้าลดด้วย 2.8%]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/102709</link>
<guid isPermaLink="false">b9d5d20e03c68a222ef3901e59cdcd65</guid>
<pubDate>Wed, 30 Apr 2025 13:27:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>สนค.เผยดัชนีราคาส่งออก มี.ค.68 ลด 0.6% เหตุส่งออกน้ำมัน ข้าว มันสำปะหลังได้ลดลง แต่ทองคำ อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อาหารสัตว์ อาหารทะเลกระป๋อง ผลไม้กระป๋อง เพิ่มตามความต้องการที่สูงขึ้น ส่วนดัชนีนำเข้า ลด 2.8% จากการนำเข้าสินค้าเชื้อเพลิงลด แต่กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ทุน วัตถุดิบ เพิ่มขึ้น คาดไตรมาส 2 ยังคงชะลอตัวลง หลังเศรษฐกิจโลกชะลอ ความไม่แน่นอนนโยบายการค้าสหรัฐฯ &nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาส่งออกเดือน มี.ค.2568 เท่ากับ 111.0 ลดลง 0.6% ขยายตัวชะลอลงเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน โดยมีปัจจัยหลักจากราคาสินค้าเกษตรบางกลุ่มปรับลดลง จากปริมาณผลผลิตที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับราคาน้ำมันดิบตลาดโลกลดลง และส่งผลให้สินค้าเกี่ยวเนื่องลดลงตามไปด้วย แต่ก็มีหลายสินค้าที่ส่งออกเพิ่ม จากการเร่งส่งออกก่อนการปรับขึ้นภาษีของสหรัฐฯ ส่วนดัชนีราคานำเข้า เท่ากับ 114.3 ลดลง 2.8% เป็นผลจากราคาสินค้าเชื้อเพลิงลดลงเป็นสำคัญ แต่กลุ่มสินค้าทุน วัตถุดิบ และอุปโภคบริโภค ยังขยายตัวตามความต้องการใช้ภายในประเทศและส่งออก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับรายละเอียดดัชนีราคาส่งออกที่ลดลง มาจากการหมวดสินค้าแร่และเชื้อเพลิง ลด 10.1% โดยเฉพาะน้ำมันสำเร็จรูป ตามทิศทางราคาน้ำมันดิบตลาดโลกที่ปรับตัวลดลง และหมวดสินค้าเกษตรกรรม ลด 2.9% ได้แก่ ข้าว ตามภาวะอุปทานส่วนเกิน จากสต็อกข้าวโลกที่อยู่ในระดับสูง และผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง จากปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น รวมถึงความต้องการในตลาดจีนมีแนวโน้มลดลง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนหมวดสินค้าที่เพิ่มขึ้น ประกอบด้วย หมวดสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 1.5% ได้แก่ ทองคำ ตามความต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มขึ้น เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก สำหรับเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ตามความต้องการสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีรุ่นใหม่เพิ่มขึ้น และเครื่องใช้ไฟฟ้า ตามความต้องการที่เพิ่มขึ้นของตลาดต่างประเทศ และหมวดสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร เพิ่ม 1.3% ได้แก่ อาหารสัตว์เลี้ยง ตามจำนวนการเป็นเจ้าของสัตว์เลี้ยงที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก ประกอบกับต้นทุนวัตถุดิบมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป และผลไม้กระป๋องและแปรรูป ตามความนิยมอาหารพร้อมรับประทาน ซึ่งมีอายุการเก็บรักษาที่ยาวนาน</p>

<p>ขณะที่ดัชนีราคานำเข้าที่ลดลง มาจากหมวดสินค้าเชื้อเพลิง ลด 6.1% โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบ ซึ่งเป็นผลจากอุปทานส่วนเกินและความต้องการที่ชะลอตัว หมวดยานพาหนะและอุปกรณ์การขนส่ง ไม่เปลี่ยนแปลง แต่มีบางสินค้าราคาสูงขึ้น คือ ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ ตามความต้องการชิ้นส่วนยานยนต์เพื่อใช้ในการผลิตและส่งออกของประเทศ แต่รถยนต์โดยสารและรถบรรทุก ลดลงตามความต้องการที่ชะลอลง ประกอบกับมีการแข่งขันจากรถยนต์ไฟฟ้าราคาถูกในตลาดโลก ส่วนหมวดสินค้าอุปโภคบริโภค เพิ่ม 8.1% ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม เครื่องประดับอัญมณี และผัก ผลไม้ และของปรุงแต่งที่ทำจากผัก ผลไม้ ตามความต้องการเพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภคของประเทศ หมวดสินค้าทุน เพิ่ม 4.6% ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมดิจิทัล การปรับโครงสร้างการผลิต และการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า หมวดสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป เพิ่ม 4.5% โดยเฉพาะทองคำ เนื่องจากได้รับปัจจัยหนุนจากความต้องการซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางความวิตกกังวลต่อสงครามการค้าที่อาจรุนแรงขึ้น สำหรับอุปกรณ์ ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะแผงวงจรไฟฟ้า ตามความต้องการเพื่อใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญในการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและยานยนต์ไฟฟ้า และสินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ ตามความต้องการนำเข้ามาเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมภายในประเทศ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มดัชนีราคาส่งออกและดัชนีราคานำเข้า ไตรมาสที่ 2 ปี 2568 คาดว่าจะขยายตัวชะลอลง เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปี 2568 เนื่องจากสถานการณ์การค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่ยังมีปัจจัยที่สนับสนุนให้ดัชนีราคาส่งออกและดัชนีราคานำเข้าขยายตัว ได้แก่ ฐานราคาปี 2567 ในช่วงครึ่งปีแรก ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าปี 2568 สินค้าอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง สินค้าอุตสาหกรรม โดยเฉพาะสินค้าเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังขยายตัวได้ดี และต้นทุนการผลิตมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม มีปัจจัยเสี่ยงที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่ การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและประเทศคู่ค้า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังมีแนวโน้มยืดเยื้อในหลายภูมิภาค ความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าและภาษีของสหรัฐฯ ราคาสินค้าเกษตรลดลง จากปัญหาอุปทานส่วนเกิน การแข่งขันทางด้านราคามีแนวโน้มสูงขึ้น และความผันผวนของเงินบาท</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20250430aa2a748d683c424fac099473c3be8684132740.jpg' type='image/jpg' length='361437' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ความเชื่อมั่นผู้บริโภค มี.ค.68 อยู่ในช่วงเชื่อมั่น จับตาภาระหนี้ สหรัฐฯ ขึ้นภาษีฉุด]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/99355</link>
<guid isPermaLink="false">0ea4ec6ee9c36a957c6f2b2a73d941d9</guid>
<pubDate>Tue, 08 Apr 2025 10:43:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือน มี.ค.68 อยู่ที่ระดับ 50.8 เป็นระดับเชื่อมั่นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 7 ได้รับผลดีจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ลดภาระหนี้สิน ส่งออกขยายตัว คาดอนาคตยังเชื่อมั่น จากมาตรการรัฐ ทั้งการบรรเทาภาระค่าใช้จ่าย ช่วยเรื่องหนี้ หมื่นดิจิทัล ใช้จ่ายช่วงสงกรานต์ แต่ต้องจับตาภาระหนี้สิน นโยบายการค้าสหรัฐฯ ที่จะเป็นตัวฉุด</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือน มี.ค.2568 จากความคิดเห็นของประชาชน จำนวน 5,701 ราย ครอบคลุมประชาชนทั่วประเทศ ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นอยู่ที่ระดับ 50.8 ยังคงอยู่ในช่วงเชื่อมั่นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 7 จากการดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐอย่างต่อเนื่อง มาตรการช่วยเหลือลดภาระหนี้สินให้แก่ภาคประชาชนและภาคธุรกิจ และการส่งออกที่ขยายตัวตามความต้องการของภาคการผลิตของประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะตลาดสหรัฐฯ ที่มีการเร่งนำเข้าก่อนที่จะใช้มาตรการกำแพงภาษี<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ หากแยกปัจจัยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค พบว่า ด้านเศรษฐกิจไทยส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 50.52 รองลงมา คือ มาตรการของภาครัฐ คิดเป็นร้อยละ 15.21 สังคม/ความมั่นคง คิดเป็นร้อยละ 7.80 ราคาสินค้าเกษตร คิดเป็นร้อยละ 7.72 เศรษฐกิจโลก คิดเป็นร้อยละ 6.91 การเมือง คิดเป็นร้อยละ 5.14 ผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง คิดเป็นร้อยละ 4.14 ภัยพิบัติ/โรคระบาด คิดเป็นร้อยละ 1.63 และอื่น ๆ คิดเป็นร้อยละ 0.93 ตามลำดับ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายภูมิภาค จำนวน 5 ภูมิภาค พบว่า ดัชนีอยู่ในช่วงเชื่อมั่น 2 ภาค ได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ที่ระดับ 55.1 และกรุงเทพมหานครและปริมณฑล อยู่ที่ระดับ 52.1 โดยปัจจัยหลักที่ส่งผลให้มีความเชื่อมั่นคือ เศรษฐกิจไทย มาตรการของภาครัฐ สังคม/ความมั่นคง และเศรษฐกิจโลก ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของภาคใต้ อยู่ที่ระดับ 49.7 ภาคกลาง อยู่ที่ระดับ 48.2 และภาคเหนือ อยู่ที่ระดับ 48.1 ปรับลดลงเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้า โดยสาเหตุหลักมาจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจ อาทิ ความกังวลต่อภาระค่าครองชีพ และหนี้สิน</p>

<p>ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายอาชีพ จำนวน 7 อาชีพ พบว่า 5 กลุ่มอาชีพมีดัชนีอยู่ในช่วงเชื่อมั่น โดยพนักงานของรัฐ อยู่ที่ระดับ 55.2 ผู้ประกอบการ อยู่ที่ระดับ 51.3 นักศึกษา อยู่ที่ระดับ 51.6 เกษตรกร อยู่ที่ระดับ 50.2 และพนักงานเอกชน อยู่ที่ระดับ 50.1 ขณะที่มี 2 กลุ่มอาชีพที่ดัชนีอยู่ต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่น ได้แก่ อาชีพรับจ้างอิสระ อยู่ที่ระดับ 49.4 และไม่ได้ทำงาน/บำนาญ อยู่ที่ระดับ 46.9 สำหรับกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคยังอยู่ต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่น โดยอยู่ที่ระดับ 41.7<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า ประชาชนยังคงมีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ โดยเฉพาะมาตรการที่ช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน รวมถึงการลดภาระหนี้สินผ่านการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายและการปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งส่งผลดีต่อทั้งภาคประชาชนและภาคธุรกิจ และการขยายตัวของการส่งออกจากความต้องการสินค้าของประเทศคู่ค้าสำคัญยังช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นอีกทางหนึ่ง และในอนาคตยังมีโครงการเงินดิจิทัล 10,000 บาท ระยะที่ 3 และการใช้จ่ายในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ที่จะมีผลทำให้เกิดการใช้จ่ายในทุกภูมิภาคและทุกภาคธุรกิจเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจของประชาชนปรับตัวดีขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม ประชาชนเริ่มมีความกังวลของประชาชนต่อภาระหนี้สิน ตลอดจนสถานการณ์เศรษฐกิจและการค้าโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายทางการค้าของสหรัฐฯ ที่มีการปรับขึ้นภาษีนำเข้า อาจส่งผลต่อแนวโน้มการค้าระหว่างประเทศและการส่งออกสินค้าของไทย ซึ่งเป็นปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวัง และอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับลดลงมาได้ แต่ขณะนี้ ภาครัฐได้มีการเตรียมมาตรการรับมือ และกำลังดำเนินการเพื่อลดผลกระทบแล้ว</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/2025040886556d21387dcc4be37dd0f7c0da734b104445.jpg' type='image/jpg' length='442135' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ดัชนีราคาส่งออก ก.พ. ลด 0.8% เจอข้าว มัน น้ำมันฉุด ส่วนดัชนีนำเข้าเพิ่ม 4%]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/97985</link>
<guid isPermaLink="false">c7a5ba7238f1e146c37adc9eeac8468a</guid>
<pubDate>Mon, 31 Mar 2025 08:34:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>สนค.เผยดัชนีราคาส่งออก ก.พ.68 ลด 0.8% เหตุข้าว มันสำปะหลัง ราคาลดลง จากความต้องการลด เจอคู่แข่ง น้ำมันลดจากความกังวลเศรษฐกิจโลก แต่อาหารสัตว์เลี้ยง ผลไม้กระป๋อง อาหารทะเลกระป๋อง ทองคำ อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้าเพิ่มตามความต้องการที่สูงขึ้น ส่วนดัชนีนำเข้า เพิ่ม 4% จากความต้องการสินค้าใช้ในการผลิต ลงทุน บริโภคเพิ่มขึ้น</strong><br />
<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาส่งออก เดือนก.พ.2568 เท่ากับ 110.9 ลดลง 0.8% เป็นผลจากราคาสินค้าเกษตรสำคัญบางกลุ่มที่ปรับลดลงจากอุปทานส่วนเกิน และการแข่งขันทางด้านราคา ประกอบกับมาตรการกีดกันทางการค้าที่อาจรุนแรงขึ้น จากการปรับเปลี่ยนนโยบายทางการค้าของสหรัฐฯ รวมถึงปัญหาเชิงโครงสร้างทางการผลิตของไทย ซึ่งส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขัน และส่งผลให้ราคาส่งออกของไทยขยายตัวได้อย่างจำกัด ส่วนดัชนีราคานำเข้า เพิ่มขึ้น 4% ตามความต้องการนำเข้าสินค้าเพื่อใช้ในการผลิต การลงทุน และการบริโภคของประเทศ<br />
<br />
สำหรับรายละเอียดดัชนีราคาส่งออก หมวดสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 1.6% ได้แก่ ทองคำ ตามความต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มขึ้น เนื่องจากความกังวลด้านนโยบายทางภาษีของสหรัฐฯ รวมถึงความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ ตามความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ในตลาดโลกเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า และการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI ) และเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งตลาดยังมีความต้องการสูง และหมวดสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร เพิ่ม 1% ได้แก่ อาหารสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะอาหารสุนัขและแมว ตามความต้องการอาหารสัตว์เลี้ยงแบบสดที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ผลไม้กระป๋องและแปรรูป และอาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ตามความต้องการของตลาดโลกที่มีอย่างต่อเนื่อง<br />
<br />
ส่วนดัชนีราคาส่งออกที่ลดลง มาจากการลดลงของหมวดสินค้าแร่และเชื้อเพลิง 5.1% โดยน้ำมันสำเร็จรูปลดตามความกังวลเกี่ยวกับการปรับขึ้นภาษีของสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลให้เศรษฐกิจโลกและอุปสงค์น้ำมันชะลอตัว และหมวดสินค้าเกษตรกรรม ลด 2.3% ได้แก่ ข้าว ตามอุปทานข้าวโลกที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ความต้องการข้าวไทยในตลาดโลกชะลอลง และผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ตามความต้องการที่ลดลง เนื่องจากเผชิญกับคุณภาพของผลผลิตที่ลดลง รวมถึงการแข่งขันจากคู่แข่ง ซึ่งเสนอราคาที่ถูกกว่าไทย</p>

<p>ทางด้านดัชนีราคานำเข้า หมวดสินค้าอุปโภคบริโภค เพิ่ม 8.1% จากเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม และผัก ผลไม้ และของปรุงแต่งที่ทำจากผัก ผลไม้ ตามความต้องการเพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภคของประเทศ หมวดสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป เพิ่ม 4.7% ได้แก่ ทองคำ ได้รับปัจจัยหนุนจากเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่า ทำให้ความน่าสนใจในการถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มขึ้น สำหรับอุปกรณ์ ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะแผงวงจรไฟฟ้า และปุ๋ย ตามความต้องการนำเข้าสินค้าเพื่อใช้ในกระบวนการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม และพืชผลทางการเกษตร หมวดสินค้าทุน เพิ่ม 4.6% ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ตามความต้องการสินค้าเพื่อใช้ในการลงทุนของภาคการผลิต และภาคบริการเพิ่มขึ้น และหมวดสินค้าเชื้อเพลิง เพิ่ม 0.3% โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติปิโตรเลียม ตามความต้องการที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากบางภูมิภาคยังเผชิญกับสภาพอากาศหนาวเย็น<br />
<br />
ขณะที่หมวดสินค้าที่ดัชนีราคานำเข้าปรับตัวลดลง คือ หมวดยานพาหนะและอุปกรณ์การขนส่ง ลด 0.1% จากรถยนต์โดยสารและรถบรรทุก ตามความต้องการที่ชะลอลง เนื่องจากสถาบันการเงินมีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อจากหนี้ครัวเรือนสูง รวมถึงประชาชนมีความระมัดระวังในการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น จากเศรษฐกิจในประเทศที่ขยายตัวช้า<br />
<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มดัชนีราคาส่งออก และดัชนีราคานำเข้า เดือนมี.ค. 2568 คาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่องจากปีก่อน แม้จะเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงหลายด้าน แต่ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากฐานราคาปี 2567 ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าปี 2568 สินค้าเกษตร และอุตสาหกรรมการเกษตรบางประเภท ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง สินค้าอุตสาหกรรม โดยเฉพาะสินค้าเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังขยายตัวได้ดี ราคาพลังงานและวัตถุดิบ ยังมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น และการเร่งนำเข้าสินค้าก่อนการปรับขึ้นภาษีของสหรัฐฯ ส่งผลให้ความต้องการสินค้าเพิ่มขึ้น<br />
<br />
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและประเทศคู่ค้าอาจช้ากว่าที่คาด ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังมีแนวโน้มยืดเยื้อในหลายภูมิภาค ความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้า และภาษีของสหรัฐ ฯ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงน้อยกว่าปี 2567 อาจส่งผลให้ผลผลิตสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้น จนนำมาสู่ภาวะอุปทานส่วนเกิน การแข่งขันทางด้านราคามีแนวโน้มสูงขึ้น และความผันผวนของค่าเงินบาท</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/2025033142c21acc7e6ce16ba6b30470ed5d142e083413.png' type='image/png' length='1165614' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”เผยผลไม้ แชมป์ส่งออกสินค้าเกษตร “ทุเรียน”นำโด่งขายกว่า 1.34 แสนล้าน]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/94475</link>
<guid isPermaLink="false">b7143270c1ccde822ed113132348b489</guid>
<pubDate>Tue, 11 Mar 2025 10:57:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>สนค.วิเคราะห์การส่งออกผลไม้ปี 67 พบเป็นสินค้าเกษตรส่งออกอันดับหนึ่ง มีมูลค่า 2.31 แสนล้านบาท สัดส่วน 22.6% ของมูลค่าส่งออกสินค้าเกษตรทั้งหมด เผยทุเรียน ส่งออก 1.34 แสนล้านบาท สัดส่วน 72.9% ของยอดส่งออกผลไม้สด ตามด้วยลำไย มังคุด มะพร้าวอ่อน มะม่วง ชี้ผลไม้ส่วนใหญ่ มีจีนเป็นตลาดหลัก ยกเว้นมะม่วง เกาหลีใต้เป็นตลาดหลัก แนะปรับตัว รักษาส่วนแบ่งตลาดจีนเหนือคู่แข่ง และหาตลาดส่งออกใหม่ ลดความเสี่ยง</strong><br />
<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค.ได้ทำการวิเคราะห์การส่งออกผลไม้ในปี 2567 ที่ผ่านมา พบว่า เป็นสินค้าเกษตรส่งออกอันดับหนึ่งของไทย โดยมีการส่งออกทั้งแบบสด แช่เย็น แช่แข็ง และแห้ง รวมมูลค่า 6,510.6 ล้านเหรียญสหรัฐ (231,401 ล้านบาท) สูงกว่ามูลค่าการส่งออกเฉลี่ยในข่วง 5 ปีที่ผ่านมา (5,855.7 ล้านเหรียญสหรัฐ) คิดเป็นสัดส่วน 22.6% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรทั้งหมดของไทย และเฉพาะการส่งออกผลไม้สด มีมูลค่า 5,149.4 ล้านเหรียญสหรัฐ (183,823 ล้านบาท) โดยมีปัจจัยหนุนจากความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้นจากความนิยมของผู้บริโภคชาวต่างชาติในผลไม้ไทย ทั้งในด้านคุณภาพมาตรฐาน ความหลากหลายของสายพันธุ์ และรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์<br />
<br />
สำหรับผลไม้สดที่เป็นสินค้าส่งออกสำคัญ เช่น ทุเรียน มีปริมาณการส่งออก 859,183 ตัน มูลค่า 3,755.7 ล้านเหรียญสหรัฐ (134,852 ล้านบาท) สัดส่วน 72.9% ของมูลค่าการส่งออกผลไม้สดทั้งหมดของไทย โดยตลาดส่งออกสำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.จีน สัดส่วน 97.4% ของมูลค่าการส่งออกทุเรียนสดของไทย 2.ฮ่องกง 1.3% 3.เกาหลีใต้ 0.3% 4.มาเลเซีย 0.2% และ 5.สหรัฐฯ 0.2%<br />
<br />
ลำไย มีปริมาณการส่งออก 527,927 ตัน มูลค่า 571.2 ล้านเหรียญสหรัฐ (19,698 ล้านบาท) ตลาดส่งออกสำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.จีน สัดส่วน 73.1% 2.อินโดนีเซีย 14.2% 3.เวียดนาม 6.7% 4.มาเลเซีย 1.5% และ 5.อินเดีย 1.0%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
มังคุด มีปริมาณการส่งออก 284,860 ตัน มูลค่า 490.5 ล้านเหรียญสหรัฐ (17,573 ล้านบาท) ตลาดส่งออกสำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.จีน สัดส่วน 91.0% 2.เวียดนาม 4.8% 3.เกาหลีใต้ 1.6% 4.สหรัฐฯ 0.5% และ 5.สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 0.3%</p>

<p>มะพร้าวอ่อน มีปริมาณการส่งออก 257,428 ตัน มูลค่า 217.4 ล้านเหรียญสหรัฐ (7,616 ล้านบาท) ตลาดส่งออกสำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.จีน สัดส่วน 82.7% 2.สหรัฐฯ 7.1% 3.ฮ่องกง 2.1% 4.สิงคโปร์ 1.6% และ 5.เนเธอร์แลนด์ 1.5%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
มะม่วง ปริมาณการส่งออก 106,753 ตัน มูลค่า 133.09 ล้านเหรียญสหรัฐ (4,716 ล้านบาท) ตลาดส่งออกสำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.เกาหลีใต้ สัดส่วน 61.8% 2.มาเลเซีย 25.6% 3.ญี่ปุ่น 2.9% 4.เวียดนาม 2.8% และ 5.สปป.ลาว 0.8%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า ปัจจุบันการส่งออกผลไม้สดของไทย พึ่งพาจีนเป็นตลาดหลัก ซึ่งไทยกำลังเผชิญการแข่งขันจากคู่แข่งที่เพิ่มขึ้นในตลาดจีน เช่น ทุเรียนสด ไทยได้รับการอนุญาตให้นำเข้าจีนได้อย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 2546 แต่ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา จีนเริ่มอนุญาตการนำเข้าทุเรียนสดจากเวียดนาม ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย และยังมีเรื่องกฎระเบียบการนำเข้าของจีนที่มีความเข้มงวดมากขึ้น ดังนั้น ไทยควรเร่งปรับตัวเพื่อที่จะรักษาส่วนแบ่งในตลาดจีนไว้ให้ได้ รวมถึงเร่งเจาะตลาดส่งออกใหม่ ๆ ที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะตลาดที่มีการนำเข้าผลไม้จากโลกในสัดส่วนสูงแต่ไทยยังมีส่วนแบ่งในตลาดนั้นไม่มาก เช่น สหรัฐฯ เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ และสหราชอาณาจักร เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดจีน และลดผลกระทบจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;แม้ว่าปีที่ผ่านมา การส่งออกผลไม้ของไทยในภาพรวมหดตัว เนื่องจากผลผลิตออกน้อย สาเหตุจากสภาพอากาศที่ร้อนแล้ง ส่งผลให้ผลผลิตผลไม้หลายชนิดลดลง และกระทบต่อการส่งออก แต่ผลไม้ก็ยังคงเป็นสินค้าเกษตรที่มีศักยภาพ สามารถสร้างมูลค่าให้กับประเทศและรายได้ให้กับเกษตรกรอย่างมาก ซึ่งนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มีนโยบายดูแลสินค้าเกษตร เน้นย้ำให้หน่วยงานในกระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการขยายตลาดในประเทศ ผลักดันการส่งออกไปสู่ตลาดใหม่ ๆ ที่มีศักยภาพ และการสนับสนุนการนำผลผลิตไปแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม รวมทั้งได้มีการเตรียมมาตรการบริหารจัดการผลไม้เชิงรุกปี 2568 สำหรับดูแลผลผลิตฤดูกาลใหม่ที่กำลังจะออกสู่ตลาดไว้แล้ว&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20250311f2014dd7ceb1c048df3cacea502316bb105824.jpg' type='image/jpg' length='454605' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[คนมองเศรษฐกิจไทยบวก ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค ก.พ.68 เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 6 เดือนติด]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/94468</link>
<guid isPermaLink="false">9cfa9de4848fd6608661501a25be58a6</guid>
<pubDate>Tue, 11 Mar 2025 10:51:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือน ก.พ.68 อยู่ในช่วงเชื่อมั่นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 6 สะท้อนมุมมองเชิงบวกของประชาชน หลังรัฐกระตุ้นเศรษฐกิจ ราคาสินค้าเกษตรเพิ่ม ส่งออกโต และปราบแก๊งคอลเซนเตอร์ คาดแนวโน้มยังดี หลังรัฐลุยกระตุ้นเศรษฐกิจต่อ รวมถึงการลดดอกเบี้ยล่าสุด แต่ต้องจับตาหนี้ครัวเรือน ผลกระทบนโยบายของสหรัฐฯ</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือน ก.พ.2568 อยู่ที่ระดับ 52.0 ยังคงอยู่ในช่วงเชื่อมั่นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 6 และเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่อยู่ที่ระดับ 51.5 สะท้อนถึงมุมมองเชิงบวกของประชาชนต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะความเชื่อมั่นจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ มาตรการภาษี Easy E-Receipt 2.0 และโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านผู้สูงอายุ ราคาสินค้าเกษตรสำคัญที่ปรับตัวดีขึ้น การส่งออกที่เติบโตได้ดีในตลาดสำคัญ และได้ผลดีจากมาตรการของภาครัฐที่เข้มงวดกับแก๊งคอลเซนเตอร์ ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการทำธุรกรรมของประชาชนมากขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค พบว่า ด้านเศรษฐกิจไทยส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 50.15 รองลงมา คือ มาตรการของภาครัฐ คิดเป็นร้อยละ 14.82 ราคาสินค้าเกษตร คิดเป็นร้อยละ 7.76 เศรษฐกิจโลก คิดเป็นร้อยละ 7.33 สังคม/ความมั่นคง คิดเป็นร้อยละ 7.22 การเมือง คิดเป็นร้อยละ 3.90 ผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง คิดเป็นร้อยละ 3.86 ภัยพิบัติ/โรคระบาด คิดเป็นร้อยละ 2.79 และอื่น ๆ คิดเป็นร้อยละ 2.17 ตามลำดับ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายภูมิภาค จำนวน 5 ภูมิภาค พบว่า ดัชนีอยู่ในช่วงเชื่อมั่น 4 ภาค ได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ที่ระดับ 54.9 กรุงเทพฯ และปริมณฑล อยู่ที่ระดับ 52.2 ภาคกลาง อยู่ที่ระดับ 51.0 และภาคใต้ อยู่ที่ระดับ 50.6 โดยปัจจัยหลักที่ส่งผลให้มีความเชื่อมั่นคือ เศรษฐกิจไทย สังคม/ความมั่นคง มาตรการของภาครัฐ และเศรษฐกิจโลก ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของภาคเหนือ ปรับขึ้นจากเดือนก่อนหน้า แต่อยู่ต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่นเล็กน้อย ที่ระดับ 49.8</p>

<p>ด้านดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายอาชีพ จำนวน 7 อาชีพ พบว่า ทั้ง 7 กลุ่มอาชีพมีดัชนีอยู่ในช่วงเชื่อมั่นทั้งหมด โดยพนักงานของรัฐ อยู่ที่ระดับ 55.8 ผู้ประกอบการ อยู่ที่ระดับ 53.1 นักศึกษา อยู่ที่ระดับ 52.0 เกษตรกร อยู่ที่ระดับ 51.8 พนักงานเอกชน อยู่ที่ระดับ 50.9 ไม่ได้ทำงาน/บำนาญ อยู่ที่ระดับ 50.7 และอาชีพรับจ้างอิสระ อยู่ที่ระดับ 50.4 สำหรับกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคยังอยู่ต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่น โดยอยู่ที่ระดับ 43.9<br />
<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า ประชาชนยังคงมีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทยว่าจะสามารถขยายตัว และมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นจากมาตรการต่าง ๆ ของภาครัฐ อาทิ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพ การส่งเสริมการส่งออก การสนับสนุนสินค้าเกษตร และการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งจะช่วยลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจและเพิ่มความเชื่อมั่นต่อการใช้จ่ายของประชาชน ตลอดจนการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยล่าสุดเมื่อวันที่ 26 ก.พ.2568 คาดว่าจะช่วยลดความกังวลต่อปัญหาหนี้ครัวเรือน หนี้สินภาคธุรกิจ และกระตุ้นการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจได้มากขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม หนี้ครัวเรือน ยังคงเป็นปัญหาภายในประเทศที่มีความสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงความเชื่อมั่นของประชาชน รวมถึงยังมีปัจจัยภายนอกที่อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ อาทิ ความผันผวนของสถานการณ์โลกจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายของสหรัฐฯ ที่จะส่งผลกระทบทั้งในภาคการค้าระหว่างประเทศและสถานการณ์ความขัดแย้งโลก</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/202503110875c413789a9e54ef4d76340e41ebd1105201.jpg' type='image/jpg' length='423547' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ส่งออกอัญมณี ม.ค.68 พุ่ง 148.82% ทองคำโต 148.95% แพลทินัมกระฉูด 452,751.32%]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/94466</link>
<guid isPermaLink="false">50f9ce71fd38ed9a7a8e76e4a569e428</guid>
<pubDate>Tue, 11 Mar 2025 10:50:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>ส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ม.ค.68 ประเดิมได้สวย มูลค่า 1,734.26 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 148.82% หากรวมทองคำ 2,902.13 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 148.87% เผยเฉพาะทองคำยังแรง ส่งออกเพิ่ม 148.95% เหตุขายเก็งกำไรราคาที่ยังคงสูงขึ้น และคนวิ่งหาสินทรัพย์ปลอดภัยจากนโยบาย &ldquo;ทรัมป์&rdquo; ส่วนไตรมาสแรก คาดยังโตดี ได้แรงหนุนจากตรุษจีน วาเลนไทน์ ฤดูแต่งงาน ชี้เป้าพลอยสีสดใส เครื่องประดับเป็นชั้น ผสมผสานมาแรง &nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT เปิดเผยว่า การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ไม่รวมทองคำ เดือน ม.ค.2568 มีมูลค่า 1,734.26 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 148.82% ขยายตัวเป็นบวกต่อเนื่อง 3 เดือนติดต่อกัน ซึ่งเป็นการเริ่มต้นการส่งออกได้ดี ยอดส่งออกเพิ่มขึ้นเกือบทุกกลุ่มสินค้า ยกเว้นกลุ่มเพชร ส่วนตลาดส่งออก มีทั้งเพิ่มขึ้นและลดลง และหากรวมทองคำ มีมูลค่า 2,902.13 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 148.87% &nbsp;<br />
<br />
ทั้งนี้ การส่งออกเฉพาะทองคำในเดือน ม.ค.2568 มีมูลค่า 1,167.87 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 148.95% โดยมีปัจจัยหนุนมาจากราคาทองคำเพิ่มขึ้นจากเดือน ธ.ค.2567 มาอยู่ที่เฉลี่ย 2,709.69 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ทำให้มีการส่งออกไปเก็งกำไรเพิ่มขึ้น และยังได้รับแรงกดดันจากนโยบายประธานาธิบดีทรัมป์ ทั้งให้เฟดปรับลดดอกเบี้ย การขึ้นภาษีคู่ค้า ทำให้เป็นแรงหนุนการเข้าซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มขึ้น รวมทั้ง Goldman Sachs คาดการณ์ ราคาทองคำในปีนี้มีโอกาสไปถึง 3,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ จากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ยังอ่อนแอ รวมทั้งการที่ธนาคารกลางหลายประเทศเพิ่มการซื้อทองคำมากขึ้นตั้งแต่ปีก่อนหน้า<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับตลาดส่งออกสำคัญ ส่วนใหญ่ส่งออกเพิ่มขึ้น โดยอินเดียมาแรงสุด เพิ่ม 1,893.86% กาตาร์ เพิ่ม 47.87% สหรัฐฯ เพิ่ม 36.44% สหราชอาณาจักร เพิ่ม 15.66% อิตาลี เพิ่ม 7.75% สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพิ่ม 1.02% ส่วนฮ่องกง ลด 28.92% ญี่ปุ่น ลด 9.64% เบลเยี่ยม ลด 6.31% เยอรมนี ลด 4.24%</p>

<p>ส่วนการส่งออกสินค้า ส่วนใหญ่เพิ่มขึ้น โดยแพลทินัม มีมูลค่า 967.29 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เติบโตแรงสุด เพิ่ม 452,751.32% จากการส่งออกไปอินเดียเกือบทั้งหมด เครื่องประดับทอง เพิ่ม 6.54% เครื่องประดับเงิน เพิ่ม 8.46% เครื่องประดับแพลทินัม เพิ่ม 38.16% พลอยก้อน เพิ่ม 4.08% พลอยเนื้อแข็งเจียระไน เพิ่ม 43.12% พลอยเนื้ออ่อนเจียระไน เพิ่ม 57.54% ซึ่งกลุ่มพลอย ขยายตัวต่อเนื่อง เพราะมีการซื้อไปลงทุน ส่วนเพชรก้อน ลด 33.86% และเพชรเจียระไน ลด 33.06% เนื่องจากการส่งออกไปยังฮ่องกง และเบลเยียม ตลาดอันดับ 1 และ 4 ลดลง และเครื่องประดับเทียม ลด 5.79%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายสุเมธกล่าวว่า ช่วงไตรมาสแรก คาดว่า การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับยังเติบโตได้ดี โดยได้รับอานิสงส์จากช่วงเทศกาลทั้งตรุษจีน วาเลนไทน์ และฤดูกาลการแต่งงานในหลายประเทศ ร่วมกับการจัดงานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับที่สำคัญหลายงานทั่วโลก แต่ก็ต้องจับตานโยบายที่เปลี่ยนแปลงไปมาของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ทำให้สงครามการค้าจะขยายตัวเพิ่มขึ้น มีการตั้งกำแพงทางการค้า การออกมาตรการภาษีและไม่ใช่ภาษีตอบโต้ระหว่างประเทศคู่ค้ามากขึ้น รวมทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง และรัสเซีย-ยูเครน ยังคงคุกรุ่นอยู่ตลอดเวลา ล้วนเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก และอาจจะกระทบต่อการส่งออกสินค้าในกลุ่มนี้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ด้านเทรนด์เครื่องประดับในปีนี้ พบว่า มีสินค้าที่น่าสนใจ คือ พลอยสีที่มีสันสดใสเฉดพาสเทลอ่อน ๆ การสวมใส่เครื่องประดับอย่างสร้อยคอหรือสร้อยข้อมือเป็นชั้น ๆ ซ้อนหรือเรียงต่อกัน การใช้โลหะมีค่าสองหรือสามชนิดผสมผสานกันในตัวเรือนเครื่องประดับชิ้นเดียวกันกำลังมาแรง รวมถึงการใช้วัสดุที่มีจริยธรรมยั่งยืน และความโปร่งใส ยังเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องคำนึงถึง เพราะเป็นแนวโน้มที่ผู้บริโภคทั่วโลกให้ความสนใจ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20250311fdb4ef4782951493e580da537db03085105105.jpg' type='image/jpg' length='340493' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ดัชนีราคาส่งออก ม.ค.68 เพิ่ม 1% นำเข้า เพิ่ม 3.6% ตามความต้องการซื้อสินค้า]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/92624</link>
<guid isPermaLink="false">90efdb461ceb404c00a5e4c51400354d</guid>
<pubDate>Thu, 27 Feb 2025 16:44:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>สนค.เผยดัชนีราคาส่งออก เดือน ม.ค.68 เพิ่มขึ้น 1% ตามราคาสินค้าหลายกลุ่มที่ปรับสูงขึ้นและคำสั่งซื้อที่มีเข้ามาต่อเนื่อง ส่วนดัชนีราคานำเข้า เพิ่ม 3.6% เหตุการณ์นำเข้าขยายตัว เพื่อรองรับการผลิต การลงทุน และการบริโภคในประเทศ คาดเดือน ก.พ. ยังเพิ่ม หลังตลาดโลกยังต้องการซื้อสินค้า โดยเฉพาะอาหาร อิเล็กทรอนิกส์ การเร่งนำเข้าก่อนสหรัฐฯ ใช้มาตรการ</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาส่งออกและดัชนีราคานำเข้าของไทย เดือน ม.ค.2568 เท่ากับ 110.9 เพิ่มขึ้น 1% จากความต้องการของประเทศคู่ค้าที่ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยทิศทางราคาในหลายกลุ่มสินค้ายังคงปรับสูงขึ้น ตามคำสั่งซื้อที่มีอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ดัชนีราคาส่งออกปรับตัวสูงขึ้น และดัชนีราคานำเข้า เท่ากับ 114.4 เพิ่ม 3.6% จากฐานราคาเดือน ม.ค.2567 อยู่ในระดับต่ำ ประกอบกับความต้องการสินค้านำเข้าขยายตัวในหลายหมวดสินค้า เพื่อรองรับการผลิต การลงทุน และการบริโภคของประเทศ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยดัชนีราคาส่งออกที่เพิ่มขึ้น ประกอบด้วยหมวดสินค้าแร่และเชื้อเพลิง เพิ่ม 1.4% ได้แก่ น้ำมันสำเร็จรูป และน้ำมันดิบ ซึ่งเป็นไปตามทิศทางความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันตลาดโลก หมวดสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 1.3% ได้แก่ เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ ตามการพัฒนาเทคโนโลยี AI ที่ช่วยสนับสนุนความต้องการอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ในการประมวลผล และจัดเก็บข้อมูล สำหรับทองคำ ราคายังทรงตัวสูง ตามการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในปี 2568 เครื่องใช้ไฟฟ้า ตามการขยายตัวของตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก เพื่อใช้งานร่วมกับระบบ Smart Home และรถยนต์ ตามยอดขายรถยนต์ใหม่ที่เพิ่มขึ้นในตลาดส่งออกสำคัญของไทย และหมวดสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร เพิ่ม 0.9% ได้แก่ อาหารสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะอาหารสุนัขและแมว เนื่องจากความต้องการอาหารสัตว์เลี้ยงประเภทพรีเมี่ยมในการดูแลสุขภาพเพิ่มขึ้น ผลไม้กระป๋องและแปรรูป และอาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ตามความต้องการอาหารสำเร็จรูปที่เพิ่มขึ้น<br />
<br />
ส่วนหมวดสินค้าที่ดัชนีราคาส่งออกปรับตัวลดลง คือ หมวดสินค้าเกษตรกรรม ลด 1.9% เป็นการปรับลดลงครั้งแรกในรอบ 37 เดือน ส่วนหนึ่งเป็นผลจากฐานราคาของเดือน ม.ค.2567 อยู่ในระดับสูง รวมถึงราคาสินค้าเกษตรสำคัญ<br />
บางกลุ่มปรับลดลง ได้แก่ ข้าว เนื่องจากอินเดียยกเลิกมาตรการจำกัดการส่งออกข้าว ประกอบกับเงินรูปีอ่อนค่า ทำให้ผู้ประกอบการอินเดียส่งออกข้าวได้เพิ่มขึ้น และส่งผลให้อุปทานข้าวโลกขยายตัว และผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ตามความต้องการที่ลดลง ประกอบกับการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงจาก สปป.ลาว และกัมพูชา</p>

<p>สำหรับดัชนีราคานำเข้าที่เพิ่มขึ้น ประกอบด้วยหมวดสินค้าอุปโภคบริโภค เพิ่ม 7.7% ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน เครื่องประดับอัญมณี และผัก ผลไม้ และของปรุงแต่งที่ทำจากผัก ผลไม้ เพื่อตอบสนองความต้องการในการอุปโภคบริโภคของประเทศ หมวดสินค้าทุน เพิ่ม 3.9% ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ตามความต้องการสินค้าเพื่อใช้ในการลงทุนเพิ่มขึ้น หมวดสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป เพิ่ม 3.7% ได้แก่ ทองคำ ตามความต้องการสำรองทองคำเพื่อความปลอดภัยของหลายประเทศทั่วโลก อุปกรณ์ ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และเคมีภัณฑ์ ตามความต้องการใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ รวมถึงความต้องการเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้า และหมวดสินค้าเชื้อเพลิง เพิ่ม 2.6% หลังจากช่วงก่อนหน้าหดตัวต่อเนื่อง 5 เดือนติดต่อกัน ได้แก่ ก๊าซธรรมชาติปิโตรเลียม ตามกำลังการผลิตที่ลดลง ขณะที่ความต้องการในฝั่งผู้ซื้อจากเอเชียเพิ่มขึ้นจากสภาพอากาศหนาวเย็น และน้ำมันดิบ ตามความกังวลเกี่ยวกับอุปทานน้ำมันโลกตึงตัว<br />
<br />
ขณะที่หมวดสินค้าที่ดัชนีราคานำเข้าปรับตัวลดลง คือ หมวดยานพาหนะและอุปกรณ์การขนส่ง ลด 1.4% ได้แก่ รถยนต์โดยสารและรถบรรทุก และรถยนต์นั่ง ตามความต้องการที่ชะลอลง เนื่องจากความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน ประกอบกับหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงพฤติกรรมการใช้รถยนต์ในประเทศไทยยาวนานขึ้น<br />
<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มดัชนีราคาส่งออกและดัชนีราคานำเข้า เดือน ก.พ.2568 คาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่องจากปีก่อน แม้จะเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงหลายด้าน แต่ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากฐานราคาปี 2567 ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าปี 2568 ความต้องการสินค้าประเภทอาหารยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง สินค้าอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ได้รับอานิสงค์จากการเปลี่ยนรอบการใช้งาน และการขยายตัวของเทคโนโลยี AI ราคาพลังงานและวัตถุดิบมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น และการเร่งนำเข้าสินค้าก่อนการปรับขึ้นภาษีของสหรัฐฯ ส่งผลให้ความต้องการสินค้าเพิ่มขึ้น<br />
<br />
อย่างไรก็ตาม มีปัจจัยเสี่ยงที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและประเทศคู่ค้าอาจช้ากว่าที่คาด ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่มีแนวโน้มยืดเยื้อในหลายภูมิภาค ความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าและภาษีของสหรัฐฯ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงน้อยกว่าปี 2567 อาจส่งผลให้ผลผลิตสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้น จนนำมาสู่ภาวะอุปทานส่วนเกิน การแข่งขันทางด้านราคามีแนวโน้มสูงขึ้น และความผันผวนของค่าเงินบาท</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20250227fe7e7cd446184fca305a02c54b2cf7e2164440.jpg' type='image/jpg' length='496348' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ส่งออกมันพุ่ง 1.05 ล้านตัน มูลค่า 6.5 พันล้าน ได้แรงหนุนจีนซื้อใช้ทำอาหารสัตว์]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/92620</link>
<guid isPermaLink="false">7ed53b867f32d0bc92ac10712e7fcfc6</guid>
<pubDate>Thu, 27 Feb 2025 16:42:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พิชัย&rdquo;เผยส่งออกมันสำปะหลังพุ่งต่อเนื่อง ล่าสุดทะลุ 1.05 ล้านตัน มูลค่ากว่า 6,500 ล้านบาท ได้รับผลดีจากจีนซื้อเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ หลังจัดทีมไปกระตุ้นช่วงต้นปีที่ผ่านมา &ldquo;อารดา&rdquo;กางแผนขยายตลาดมันสำปะหลัง เตรียมลุยขายเจาะกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ ทั้งอาหารสัตว์ อาหาร เครื่องดื่ม กาว กระดาษ พร้อมจัดประชุมมันสำปะหลังโลก มิ.ย.นี้ โชว์ศักยภาพไทย</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมการค้าต่างประเทศ จัดประชุมติดตามสถานการณ์การค้ามันสำปะหลัง ร่วมกับสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย สมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย สมาคมโรงงานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย สมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และสมาคมชาวไร่มันสำปะหลังแห่งประเทศไทย ได้รับรายงานว่าทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าแนวโน้มการส่งออกสินค้ามันสำปะหลังในปี 2568 จะเติบโตแซงหน้าปี 2567 อย่างมีนัยสำคัญ<br />
<br />
ทั้งนี้ ในช่วงเดือน ม.ค.-ก.พ.2568 มีการอนุญาตส่งออกมันสำปะหลังจากกรมการค้าต่างประเทศกว่า 1.05 ล้านตัน มูลค่ารวมกว่า 6,500 ล้านบาท โดยได้รับผลดีจากคำสั่งซื้อจากผู้ประกอบการในต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ในจีน ซึ่งเป็นผลมาจากความสำเร็จในกิจกรรมกระตุ้นตลาดการค้ามันสำปะหลังในจีนช่วงต้นปีที่ผ่านมา ถือเป็นสัญญาณดีสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังที่มีตลาดรองรับผลผลิต</p>

<p>นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมา บริษัท New Hope Liuhe Co., Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับต้นในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ของจีน มีความสนใจที่จะเจรจาซื้อขายมันเส้นของไทยในปริมาณมาก เพื่อนำมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์ ซึ่งอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ของจีนตอนใต้ 3 มณฑล ได้แก่ กว่างโจว กว่างซีจ้วง และฝูเจี้ยน มีปริมาณการผลิตอาหารสัตว์รวมกันสูงถึง 100 ล้านตันต่อปี จึงมีศักยภาพสูงมากในการรองรับผลผลิตมันสำปะหลังของไทย และมั่นใจว่าความสำเร็จในครั้งนี้ เป็นสัญญาณที่ดีต่อภาคอุตสาหกรรมมันสำปะหลังของไทยทั้งระบบในระยะยาว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ กรมจะมุ่งมั่นในการดำเนินภารกิจขยายตลาดส่งออกสำหรับสินค้ามันสำปะหลัง โดยเร่งผลักดันการส่งออกมันอัดเม็ดมากขึ้น และหาตลาดใหม่ในอุตสาหกรรมที่หลากหลาย อาทิ อาหารสัตว์ อาหารและเครื่องดื่ม กาว กระดาษ เพื่อลดการพึ่งพาตลาดเดียว<br />
<br />
ขณะเดียวกัน มีกำหนดการจัดประชุมสัมมนามันสำปะหลังโลกปี 2568 (World Tapioca Conference 2025) ในเดือน มิ.ย.2568 ที่กรุงเทพฯ เพื่อเป็นเวทีให้ผู้ประกอบการในวงการมันสำปะหลัง แลกเปลี่ยนข้อมูลการผลิตและการค้ามันสำปะหลัง และสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพมาตรฐานของสินค้ามันสำปะหลังของไทย ตอกย้ำถึงศักยภาพไทยในฐานะผู้ส่งออกสินค้ามันสำปะหลังอันดับหนึ่งของโลก &nbsp;</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20250227050c9114b3bc1ae675347788a025381f164227.jpg' type='image/jpg' length='550620' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ดัน SME ไทย ส่งออกมาเลเซีย หนุนเป้าการค้า 3 หมื่นล้านดอลลาร์ ปี 70]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/91503</link>
<guid isPermaLink="false">4b790cf1892d78dab97a44caf27db86f</guid>
<pubDate>Fri, 21 Feb 2025 17:25:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เตรียมผลักดันผู้ประกอบการ SME เพิ่มยอดการส่งออกไปมาเลเซีย หวังหนุนเป้าหมายการค้าการลงทุน 30,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2570 ตามที่ผู้นำสองประเทศได้ตกลงกันเอาไว้ &nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทำการสำรวจลู่ทางการค้า และโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศที่ประจำอยู่ ตามนโยบายนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ล่าสุดได้รับรายงานจากนายวรวรรณ วรรณวิล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ถึงการติดตามความคืบหน้าในการส่งเสริมการลงทุนและการค้าทวิภาคี โดยมีเป้าหมายที่ 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2570 หลังจากที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีไทย พบปะหารือกับดาทุก เสรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในเดือน ธ.ค.2567 ที่ผ่านมา<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยทูตพาณิชย์ได้รายงานการติดตามผลจากที่ผู้นำสองประเทศได้พบปะกัน พบว่า การที่มาเลเซียและไทยตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มมูลค่าการค้าทวิภาคีและการลงทุนเป็น 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2570 จะมีการทำงานร่วมกันผ่านคณะทำงานว่าด้วยการค้าและการลงทุน เพื่อช่วยสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนทั้งสองประเทศ ช่วยส่งเสริมความเชื่อมโยงในด้านห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค และเสริมศักยภาพในอุตสาหกรรมที่สามารถส่งเสริมกันได้ เช่น การผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ การเกษตร และการท่องเที่ยว</p>

<p>นอกจากนี้ จะช่วยเพิ่มความร่วมมือในโครงการโครงสร้างพื้นฐาน และการเชื่อมโยงด้านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ระบบโลจิสติกส์และการคมนาคมขนส่ง ที่เป็นปัจจัยสำคัญในการผลักดันการค้าและการลงทุน แต่ก็มีความท้าทายและข้อควรระวังที่ต้องพิจารณา เช่น ความผันผวนทางเศรษฐกิจโลก ปัญหาการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ และการกีดกันทางการค้า ที่จะมากระทบต่อการไปสู่เป้าหมายที่ได้ตั้งไว้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;การตั้งเป้าหมายการค้าและการลงทุนเป็น 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2570 ถือเป็นเรื่องที่ดี และเป็นโอกาสสำหรับสองประเทศ กรมในฐานะที่เป็นหน่วยงานขับเคลื่อนการส่งออกของประเทศ จะเดินหน้าจะสนับสนุนให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก หรือ SME ให้มีโอกาสในการเข้าสู่ตลาดมาเลเซียเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งจะร่วมมือกับมาเลเซียในการสร้างโอกาส และขยายการค้าร่วมกันต่อไป&rdquo; น.ส.สุนันทากล่าว</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/202502217fda8a5eb17fbbacee44216c5e96f5ff172605.jpg' type='image/jpg' length='353679' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”โชว์ผลงาน หลังเซ็นขายมันจีน ส่งออกแล้ว 8.71 แสนตัน มูลค่า 5,333 ล้าน]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/90878</link>
<guid isPermaLink="false">672fc2656d3290ee02357fc837cf77b2</guid>
<pubDate>Wed, 19 Feb 2025 08:57:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;โชว์ผลงานผลักดันส่งออกมันสำปะหลังไปจีน หลังจากลงนามสัญญาซื้อขายและลงนาม MOU ซื้อขาย ตั้งแต่ช่วงต้นเดือน ม.ค.68 ล่าสุดส่งออกไปจีนแล้ว 871,575 ตัน มูลค่า 5,333 ล้านบาท ดูดซับหัวมันสดในประเทศได้กว่า 2.07 ล้านตัน</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการผลักดันการส่งออกมันสำปะหลังไปยังจีนว่า ตั้งแต่มีการลงนามสัญญาซื้อขาย และลงนาม MOU ซื้อขายมันสำปะหลังกับผู้ประกอบการจีน เมื่อช่วงต้นเดือน ม.ค.2568 ที่ผ่านมา จนถึงขณะนี้ ได้รับรายงานจากกรมการค้าต่างประเทศว่าได้อนุญาตให้ส่งออกมันเส้นและมันอัดเม็ดแล้ว ปริมาณ 871,575 ตัน มูลค่า 5,333 ล้านบาท โดยปริมาณคิดเป็น 89% ของปริมาณที่ลงนามซื้อขายและลงนาม MOU รวมกันจำนวน 9.8 แสนตัน และดูดซับหัวมันสดในประเทศได้กว่า 2.07 แสนตัน และยังเป็นที่น่ายินดี คือ มีการส่งออกไปยังกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ที่เป็นตลาดใหม่ของจีนเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญด้วย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ก่อนหน้านี้ กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าต่างประเทศได้เร่งผลักดันการส่งออกสินค้ามันสำปะหลัง ตามนโยบายรัฐบาล โดยจัดคณะผู้แทนการค้าภาครัฐและเอกชนเดินทางไปจีน ณ นครเซี่ยงไฮ้ และนครเฉิงตู เมื่อวันที่ 6-8 ม.ค.2568 และจัดพิธีลงนามสัญญาซื้อขาย (Purchasing Order) จำนวน 4.4 แสนตัน มูลค่า 5,314.95 ล้านบาท และวันที่ 16 ม.ค.2568 ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างผู้ประกอบการไทยกับบริษัท COFCO Biotechnology Co.,Ltd หน่วยงานนำเข้ายักษ์ใหญ่ด้านการค้าสินค้าเกษตรของจีน อีก 5.4 ล้านตัน มูลค่า 3,489 ล้านบาท รวม 9.8 แสนตัน มูลค่า 8,803 ล้านบาท</p>

<p>ทั้งนี้ หลังจากการลงนามซื้อขาย และการลงนาม MOU กำหนดให้มีการส่งมอบตั้งแต่เดือน ม.ค.2568 เป็นต้นไป ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกต่ออุตสาหกรรมมันสำปะหลัง และผลักดันให้ราคามันสำปะหลังในประเทศปรับตัวสูงขึ้น เพราะปริมาณซื้อดังกล่าว ทำให้มีความต้องการหัวมันสดประมาณ 2.98 ล้านตัน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า แม้จะผ่านช่วงตรุษจีนไปแล้ว แต่ความต้องการซื้อมันสำปะหลังของไทยยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จจากการเร่งขยายตลาดส่งออกสินค้ามันสำปะหลังของกระทรวงพาณิชย์ และปัจจุบันตลาดส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง โดยเฉพาะมันเส้น เป็นไปในทิศทางที่ดี ราคาส่งออกมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากเกิดการแข่งขันกันรับซื้อระหว่างกลุ่มอุตสาหกรรมเอทานอลกับกลุ่มอาหารสัตว์ของจีน<br />
<br />
นอกจากนี้ ราคาข้าวโพดในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง จากความกังวลในเรื่องสงครามทางการค้าระลอกใหม่ (Trump 2.0) และการลดลงของปริมาณการเพาะปลูกข้าวโพดในแหล่งเพาะปลูกข้าวโพดสำคัญของโลก โดยเฉพาะ อาร์เจนตินา และบราซิล จึงนับเป็นโอกาสที่ดีสำหรับสินค้ามันสำปะหลังไทยในการขยายตลาดเข้าสู่อุตสาหกรรมและตลาดที่หลากหลาย ซึ่งความสำเร็จในครั้งนี้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังว่าจะมีตลาดที่ดีรองรับและสามารถจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาที่เหมาะสมสอดคล้องกับกลไกตลาดโลกต่อไป</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/202502194e44cdf6642d12e6231ba84b7b9a849a085807.jpg' type='image/jpg' length='485093' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ม.ค.68 เชื่อมั่น 5 เดือนติด สะท้อนมองเศรษฐกิจไทยดี]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/89422</link>
<guid isPermaLink="false">963178ffa4109a922f104e5a2fdf3ec3</guid>
<pubDate>Mon, 10 Feb 2025 10:15:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือน ม.ค.68 อยู่ที่ระดับ 51.5 เป็นระดับเชื่อมั่นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 5 สะท้อนประชาชนมีมุมมองเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทย เหตุมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ผล ทั้งแจกเงินหมื่นผู้สูงอายุ ช้อปลดหย่อนภาษี ลดค่าไฟ การกระตุ้นการท่องเที่ยว ส่งออกขยายตัว มองอนาคตยังเชื่อมั่น แต่ต้องจับตาหนี้ครัวเรือน เศรษฐกิจโลกชะลอ ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายทรัมป์ 2.0</strong><br />
<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือน ม.ค.2568 จากความคิดเห็นของประชาชน จำนวน 5,686 ราย ครอบคลุมประชาชนทั่วประเทศ ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นอยู่ที่ระดับ 51.5 ปรับตัวลดลงเล็กน้อยจากระดับ 51.6 ในเดือนก่อนหน้า โดยค่าที่มากกว่าระดับ 50 ถือว่าอยู่ในช่วงเชื่อมั่น และเป็นการเชื่อมั่นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 5 สะท้อนว่าประชาชนมีมุมมองเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับปัจจัยที่ส่งผลให้ดัชนียังคงอยู่ในช่วงเชื่อมั่น เนื่องจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง และที่จะทยอยประกาศใช้ อาทิ มอบเงิน 1 หมื่นบาทสำหรับผู้สูงอายุ ช้อปลดหย่อนภาษี (Easy E-Receipt 2.0) และลดค่ากระแสไฟฟ้า เป็นต้น มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวของภาครัฐ อาทิ มาตรการยกเว้นวีซ่าเพื่อการท่องเที่ยว ทำงาน หรือการติดต่อธุรกิจระยะสั้น ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติเพิ่มขึ้น ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายและเพิ่มรายได้ให้กับกลุ่มธุรกิจบริการ และภาคการส่งออกที่ยังเติบโตได้ดีในหลายตลาดส่งออกสำคัญ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ หากเจาะลึกปัจจัยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค พบว่า ด้านเศรษฐกิจไทยส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคมากที่สุด คิดเป็น 47.43% รองลงมา คือ มาตรการของภาครัฐ 15.34% สังคม ความมั่นคง 8.48% ราคาสินค้าเกษตร 7.56% เศรษฐกิจโลก 6.95% การเมือง 5.33% ผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง 4.24% ภัยพิบัติ โรคระบาด 3.04% และอื่น ๆ 1.63% ตามลำดับ</p>

<p>ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค จำแนกรายภูมิภาค จำนวน 5 ภูมิภาค พบว่า ดัชนีอยู่ในช่วงเชื่อมั่น 2 ภาค ได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ที่ระดับ 54.9 และกรุงเทพมหานครและปริมณฑล อยู่ที่ระดับ 52.7 โดยปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ประชาชนมีความเชื่อมั่น 3 อันดับแรก คือ เศรษฐกิจไทย มาตรการของภาครัฐ และสังคม ความมั่นคง ขณะที่ภาคกลาง อยู่ที่ระดับ 49.7 และภาคใต้ อยู่ที่ระดับ 49.4 แม้ดัชนีจะต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่น แต่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า สำหรับภาคเหนือ ดัชนีอยู่ที่ระดับ 49.5 ปรับตัวลดลงจากเดือนก่อนหน้า&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทางด้านดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายอาชีพ จำนวน 7 อาชีพ พบว่า ดัชนีอยู่ในช่วงเชื่อมั่น 5 อาชีพ ได้แก่ พนักงานของรัฐ อยู่ที่ระดับ 55.7 นักศึกษา อยู่ที่ระดับ 53.5 ผู้ประกอบการ อยู่ที่ระดับ 52.9 เกษตรกร อยู่ที่ระดับ 51.5 และพนักงานเอกชน อยู่ที่ระดับ 50.1 ยกเว้น อาชีพรับจ้างอิสระ อยู่ที่ระดับ 49.3 และไม่ได้ทำงาน บำนาญ อยู่ที่ระดับ 49.1 โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในกลุ่มที่ไม่ได้ทำงาน บำนาญ ปรับตัวดีขึ้นกว่าเดือน ธ.ค.2567 คาดว่าเป็นผลจากการที่ผู้สูงอายุจะได้รับเงินหมื่นจากโครงการของรัฐบาลในช่วงปลายเดือน ม.ค.2568 ซึ่งช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนกลุ่มนี้ สำหรับกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคยังอยู่ต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่น โดยอยู่ที่ระดับ 44.2<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า ประชาชนส่วนใหญ่ยังมีมุมมองเชิงบวกต่อภาวะเศรษฐกิจไทยในอนาคตว่ามีแนวโน้มจะปรับตัวดีขึ้น จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐและการปรับเพิ่มอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ที่อาจส่งผลและช่วยให้การใช้จ่ายของประชาชนเพิ่มมากขึ้น รวมถึงมาตรการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ มาตรการดึงดูดการท่องเที่ยว มาตรการขยายความร่วมมือทางด้านการค้าและการลงทุน และมาตรการส่งเสริมการส่งออก เป็นต้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม ประชาชนยังมีความกังวลต่อหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงยืดเยื้อ และนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์ที่อาจส่งผลต่อความไม่แน่นอนของภาคการผลิตและการจ้างงาน อาจเป็นปัจจัยทอนที่จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชน โดยกระทรวงพาณิชย์จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอย่างทันท่วงทีและเกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อลดความกังวลและเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนต่อไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20250210bc0c5b82e6630da52f9d6b0c661918b8101552.jpg' type='image/jpg' length='452292' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พิชัย”ชวนบริษัทยักษ์ใหญ่สหรัฐฯ เพิ่มลงทุนไทย ชูนโยบายเอื้อ โครงสร้างพื้นฐานพร้อม]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/89415</link>
<guid isPermaLink="false">3a698681791c8647c35bb8bd437804c0</guid>
<pubDate>Mon, 10 Feb 2025 09:51:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พิชัย&rdquo;หารือสภาหอการค้าสหรัฐฯ (USCC) สภาธุรกิจสหรัฐฯ&ndash;อาเซียน (USABC) และบริษัทยักษ์ใหญ่ 26 บริษัท ชวนเพิ่มการลงทุนในไทย ชูจุดแข็งมีนโยบายเอื้อต่อการลงทุน มีโครงสร้างพื้นฐานพร้อม เอื้ออุตสาหกรรมสมัยใหม่ ทั้ง Data Center และ AI</strong><br />
<br />
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการหารือกับภาคเอกชนชั้นนำของสหรัฐฯ ประกอบด้วยคณะนักธุรกิจจากสภาหอการค้าสหรัฐฯ (US Chamber of Commerce - USCC) และสภาธุรกิจสหรัฐฯ&ndash;อาเซียน (US-ASEAN Business Council - USABC) และบริษัทยักษ์ใหญ่ 26 บริษัท ณ สำนักงาน U.S. Chamber of Commerce กรุงวอชิงตัน ดีซี สหรัฐฯ เมื่อวันที่ 7 ก.พ.2568 ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ ว่า ได้หารือกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับภาคเอกชนสหรัฐฯ ตามนโยบายของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่มุ่งขยายการค้าและการลงทุนของไทย โดยได้ยืนยันว่าไทยในฐานะพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ ในภูมิภาคอินโดแปซิฟิก มีจุดแข็งที่เอื้อต่อการลงทุน อาทิ โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่เหมาะสมกับอุตสาหกรรม Data Center และ AI ซึ่งปัจจุบันมีบริษัทยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ เช่น Google, Microsoft และ Amazon เข้ามาลงทุนในไทยแล้ว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ได้เชิญชวนให้บริษัทสหรัฐฯ เข้ามาลงทุนในไทยเพิ่มขึ้น เช่น เวชภัณฑ์ พลังงาน ดิจิทัล และเกษตรอาหาร โดยอาศัยข้อได้เปรียบจากข้อตกลง Treaty of Amity ที่ไทยให้สิทธิพิเศษแก่ธุรกิจสหรัฐฯ สามารถถือหุ้น 100% ในไทย ซึ่งเป็นสิทธิ์ที่ไทยไม่เคยมีให้กับประเทศอื่น โดยบริษัทสหรัฐฯ เช่น Pepsi , Tyson Food , Apple และ Cargill แจ้งว่าต่างมีความต้องการขยายการลงทุนกับไทย เพราะไทยเป็นหุ้นส่วนที่ดี<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน ได้แจ้งกับนักลงทุนสหรัฐฯ ว่า ประเทศไทยประสบความสำเร็จในการเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-เอฟตา (สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป ที่มีสมาชิก 4 ประเทศ คือ สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และลิกเตนสไตล์) และยังมีแผนที่จะทำ FTA กับอีกหลายประเทศ เช่น เกาหลีใต้ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สหราชอาณาจักร และสหภาพยุโรป (อียู) ที่มีสมาชิกอีกกว่า 27 ประเทศ ซึ่งจะเร่งรัดทำให้สำเร็จภายในปีนี้ และเป็นโอกาสดีของนักลงทุน ที่จะเข้ามาลงทุนในไทยและใช้ประโยชน์จาก FTA ที่จะมีเพิ่มขึ้น</p>

<p>&ldquo;ได้เน้นย้ำถึงโอกาสทางเศรษฐกิจของไทยที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2567 ไทยมีการขอรับการส่งเสริมการลงทุนมูลค่ากว่า 1.13 ล้านล้านบาท สูงสุดในรอบ 10 ปี การส่งออกโต 5.4 % และยังมีความพร้อมในการเป็นศูนย์กลาง Data Center , AI และอุตสาหกรรมอาหาร จึงขอเชิญชวนให้เข้ามาลงทุนในไทย โดยภาคเอกชนสหรัฐฯ บอกว่าไทยเป็นพันธมิตรที่สำคัญ และเป็นฐานการผลิตที่ดีในภูมิภาค พร้อมที่จะเพิ่มการลงทุน แต่ก็ต้องจับตานโยบายการค้าของรัฐบาลสหรัฐฯ ว่าจะเป็นยังไงต่อไป&rdquo;นายพิชัยกล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับ 26 บริษัทสหรัฐฯ ที่ได้เข้าหารือในครั้งนี้ ได้แก่ Nasdaq , FedEx , The Asia Group , PepsiCo , IBM , Mars , Citi , Organin , Intel , Vriens &amp; Partners , ConocoPhillips , Caterpillar , Seagate , Tyson Food , Apple , DGA-Albright , Stonebridge Group , BowerGroupAsia , S&amp;P Global , Visa , Boeing , Dow , Cargill , 3M และ Viatris<br />
<br />
ในปี 2567 สหรัฐฯ เป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของไทย รองจากจีน มีมูลค่าการค้ารวม 74,484.81 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออกไปยังสหรัฐฯ มูลค่า 54,956.21 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีสินค้าส่งออกสำคัญ เช่น คอมพิวเตอร์ ผลิตภัณฑ์ยาง อัญมณี รถยนต์ และเครื่องปรับอากาศ และไทยนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ มูลค่า 19,528.61 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีสินค้านำเข้าสำคัญ เช่น น้ำมันดิบ เครื่องจักรกล และเคมีภัณฑ์</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/202502107353f3ab417031db3e66e02d66acb203095200.jpg' type='image/jpg' length='239993' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ไทยเกาะติด จีนฟ้องร้องสหรัฐฯ ต่อ WTO หลัง “ทรัมป์” ประกาศขึ้นภาษี 10%]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/89414</link>
<guid isPermaLink="false">a3d026ce628fdc924397fcadbc66bca0</guid>
<pubDate>Mon, 10 Feb 2025 09:45:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำ WTO เผยจีนฟ้องร้องสหรัฐฯ ต่อ WTO แล้ว หลัง &ldquo;ทรัมป์&rdquo; ประกาศขึ้นภาษีสินค้าจากจีน 10% ให้เหตุผลขัดหลัก MFN และสหรัฐฯ เก็บภาษีเกินกว่าที่ผูกพันเอาไว้ ทำจีนเสียประโยชน์ ส่วนขั้นตอนต่อไป สหรัฐฯ ต้องตอบรับและร่วมหารือ หากไม่สน จะเริ่มกระบวนการแต่งตั้งคณะผู้พิจารณาคดีต่อไป &nbsp;&nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางพิมพ์ชนก พิตต์ฟีลด์ เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลกและองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก เปิดเผยว่า นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้มอบหมายให้ติดตามกรณีที่จีนประกาศว่าจะฟ้องร้องสหรัฐฯ ภายใต้ WTO หลังจากประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีสินค้าจากจีน 10% เมื่อวันที่ 1 ก.พ.2568 อย่างใกล้ชิด ซึ่งล่าสุดจีนได้ยื่นเรื่องขอหารือกับสหรัฐฯ เกี่ยวกับมาตรการดังกล่าว เมื่อวันที่ 4 ก.พ.2568 แล้ว ถือเป็นการเริ่มต้นกระบวนการระงับข้อพิพาทของจีนอย่างเป็นทางการใน WTO<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ จากเอกสารของจีนที่ยื่นขอหารือกับสหรัฐฯ ได้กล่าวถึงมาตรการขึ้นภาษีศุลกากร (tariff) สินค้าที่มีถิ่นกำเนิดจากจีน 10% โดยใช้อำนาจของ section 1702(a)(1)(b) ของ International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) โดยสหรัฐฯ แจ้งว่าเป็นการแก้ปัญหาที่เป็นความเร่งด่วนระดับชาติ (national emergency) คือ การไหลเข้ามาของสารสังเคราะห์โอปิออยด์ (synthetic opioids)<br />
<br />
โดยการขึ้นภาษีศุลกากรดังกล่าวได้มีผลใช้บังคับแล้วในวันที่ 4 ก.พ.2568 ซึ่งในความเห็นของจีน เป็นมาตรการที่ไม่สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ WTO ใน 2 ประเด็นคือ 1.ขัดต่อหลักการประติบัติเยี่ยงชาติที่ได้รับความอนุเคราะห์ยิ่ง หรือ Most-favoured nation treatment (MFN) ซึ่งกำหนดให้สมาชิก WTO ใช้มาตรการเหมือนกันในสินค้าประเภทเดียวกันกับทุกประเทศสมาชิก WTO ด้วยกัน ไม่ให้มีการเลือกปฏิบัติ และ 2.ขัดต่อพันธกรณีของสหรัฐฯ เรื่องอัตราภาษีศุลกากร โดยเป็นการเก็บภาษีเกินกว่าระดับที่ผูกพันไว้ (bound rate)<br />
<br />
นอกจากนี้ จีนระบุว่า การทำผิดกฎเกณฑ์ดังกล่าว ทำให้จีนเสียหรือถูกลดทอนผลประโยชน์ทางการค้าที่ควรได้รับ (nullify or impair benefits) และจีนสงวนสิทธิ์ที่จะยกเรื่องเพิ่มเติมต่อไป</p>

<p>นางพิมพ์ชนกกล่าวว่า สำหรับขั้นตอนต่อไป ตามที่กำหนดในความตกลงว่าด้วยกระบวนการระงับข้อพิพาทของ WTO สหรัฐฯ จะต้องตอบกลับจีนภายใน 10 วัน และร่วมหารือกันภายใน 30 วัน โดยหากไม่ตอบหรือเข้าร่วมการหารือ &nbsp;ประเทศที่ขอหารือ สามารถเริ่มกระบวนการแต่งตั้งคณะผู้พิจารณาคดีได้ หรือหากมีการหารือร่วมกัน แต่เกิน 60 วันไปแล้วโดยไม่มีข้อยุติระหว่างกัน ประเทศที่ขอหารือ ก็สามารถเริ่มกระบวนการแต่งตั้งคณะผู้พิจารณาคดีได้เช่นกัน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
การที่จีนได้ยื่นเอกสารขอหารือกับสหรัฐฯ ครั้งนี้ ถือเป็นการเริ่มกระบวนการระงับข้อพิพาทภายใต้ WTO อย่างเป็นทางการ โดยกระบวนการขอหารือ (request for consultation) ถือเป็นขั้นตอนแรก หากคู่กรณีไม่สามารถตกลงกันได้ในการหารือนี้ ก็อาจพิจารณาร้องขอให้องค์กรระงับข้อพิพาทของ WTO พิจารณาแต่งตั้งคณะผู้พิจารณา (Panel) เพื่อพิจารณาคดีในรายละเอียดตามหลักกฎหมายของ WTO ต่อไป ซึ่งสหรัฐฯ จะสามารถคัดค้านการจัดตั้งคณะ Panel ได้เพียง 1 รอบ แต่จะไม่สามารถขัดขวางได้ในการพิจารณาจัดตั้งรอบที่ 2 เพราะจำเป็นต้องได้รับฉันทามติจากองค์กรระงับข้อพิพาทด้วย (negative consensus)<br />
<br />
อย่างไรก็ตาม นอกจากกรณีนี้ ปัจจุบันจีนกับสหรัฐฯ มีคดีที่ฟ้องร้องกันอยู่หลายคดีใน WTO ที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่รัฐบาลทรัมป์ 1 จนถึงรัฐบาลไบเดน (มีทั้งที่อยู่ในขั้นหาขอหารือจนถึงขั้นอุทธรณ์) โดยคดีเกี่ยวกับการขึ้นภาษีสินค้าเหล็กและอลูมิเนียม คณะผู้พิจารณาได้ตัดสินว่า สหรัฐฯ ทำผิดจริง แต่ขณะนี้อยู่ระหว่างการอุทธรณ์ ซึ่งยังทำไม่ได้ เพราะสหรัฐฯ คัดค้านการแต่งตั้งตัวบุคคลเข้ามาพิจารณาในขั้นตอนอุทธรณ์ (Appellate Body) ตั้งแต่ปี 2561<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;ไทยจะติดตามความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ของสหรัฐฯ และมาตรการตอบโต้ของประเทศอื่นในกรอบ WTO และส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กำลังอยู่ระหว่างการเยือนสหรัฐฯ เพื่อหารือกับระดับนโยบายทั้งในรัฐสภา หน่วยงานต่าง ๆ ภาคเอกชน และภาคส่วนต่าง ๆ ในสหรัฐฯ เพื่อสร้างความเข้าใจและเสริมสร้างกระชับความสัมพันธ์อันดีกับรัฐบาลใหม่ของสหรัฐฯ ต่อไป&rdquo;นางพิมพ์ชนกกล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/202502105d27b9a90c62e9f3781f0acd2f270308094934.jpg' type='image/jpg' length='477330' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​เปิด 102 สินค้าเพิ่มเข้า-ตัดออก ในการคำนวณเงินเฟ้อ หลังปรับปีฐานใหม่เป็น 464 รายการ]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/89104</link>
<guid isPermaLink="false">0bfe89a9babf5ec684c0f93fadee6476</guid>
<pubDate>Thu, 06 Feb 2025 16:30:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ปรับปีฐานในการคำนวณเงินเฟ้อใหม่ ตัดสินค้าและบริการออก 34 รายการ เหตุไม่สอดคล้องกับการบริโภคในปัจจุบัน และเพิ่มเข้า 68 รายการ ตามความต้องการและการใช้ชีวิตของประชาชน รวมมีทั้งสิ้น 464 รายการ จากเดิม 430 รายการ เพื่อให้สะท้อนการคำนวณเงินเฟ้อและตรงตามความเป็นจริงมากขึ้น</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค.ได้ทำการปรับปรุงฐานในการคำนวณดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (เงินเฟ้อ) ใหม่ จากปีฐาน 2562 เป็นปีฐาน 2566 โดยได้ตัดสินค้าและบริการที่ไม่สอดคล้องกับการบริโภคในปัจจุบันออก 34 รายการ เพราะบางรายการการบริโภคลดลง และเพิ่มเข้ามาใหม่ 68 รายการ ตามความต้องการบริโภคที่เพิ่มขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชน และเพื่อให้สะท้อนการคำนวณเงินเฟ้อให้ชัดเจนมากขึ้น ตรงตามความเป็นจริงมากขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับสินค้าและบริการที่ตัดออก 34 รายการ แยกเป็นหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ 12 รายการ ได้แก่ 1.แป้งข้าวเจ้า 2.เส้นก๋วยเตี๋ยวสด 3.เส้นหมี่ 4.แหนม 5.เป็ดพะโล้ 6.ปลาตะเพียน 7.ครีมเทียม 8.ตำลึง 9.ลูกอม 10.แฮมเบอร์เกอร์ (เปลี่ยนเป็นรายการสินค้าภายใต้รายการอาหารฟาสต์ฟู้ด/delivery) 11.ข้าวแกง/ข้าวกล่อง (เปลี่ยนเป็นรายการข้าวราดแกง) 12.อาหารเย็น (อาหารตามสั่ง) (แยกรายการสินค้าเป็นต้มยำ ผัดผัก และข้าวเปล่า)<br />
<br />
หมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม 18 รายการ ได้แก่ 1.ผ้าตัดกระโปรง 2.ผ้าตัดเสื้อ 3.เครื่องแบบนักเรียนอนุบาล 4.เสื้อเชิ้ตเด็ก 5.รองเท้ากีฬาบุรุษ 6.รองเท้ากีฬาสตรี 7.รองเท้าแตะฟองน้ำบุรุษ 8.รองเท้าแตะฟองน้ำสตรี 9.กระเบื้องซีเมนต์ใยหินมุงหลังคา 10.แผ่นยิปซัม 11.ท่อพีวีซี ประปา 12.มุ้ง 13.ผงซักฟอก (เปลี่ยนเป็นผลิตภัณฑ์ซักผ้า) 14.กระเป๋าถือ 15.น้ำมันดีเซล B10 16.แบตเตอรีสำรอง 17.นิตยสารรายเดือน 18.ค่าอะไหล่รถยนต์</p>

<p>ค่าบริการต่าง ๆ 4 รายการ ได้แก่ 1.ค่าแรงช่างไฟฟ้า 2.ค่าแรงช่างประปา 3.ค่าโดยสารรถสามล้อเครื่อง 4.ค่าสมาชิกเคเบิลทีวี<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนสินค้าและบริการที่นำเข้า 68 รายการ แยกเป็นหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ 29 รายการ ได้แก่ 1.แคบหมู 2.แฮม 3.ปลาแซลมอน 4.ปูอัด 5.ผักกาดหอม 6.หัวไชเท้า 7.บล็อคโคลี่ 8.หน่อไม้ฝรั่ง 9.ลำไย 10.ส้มโอ 11.อโวคาโด้ 12.น้ำปลาร้า (ปรุงสำเร็จ) 13.เครื่องดื่มเกลือแร่ 14.น้ำวิตามิน 15.น้ำตาลมะพร้าว 16.น้ำตาลทรายแดง 17.ข้าวมันไก่ 18.ข้าวราดผัดกระเพรา 19.หมูย่าง/หมูทอด 20.ปลาทอด/ปลาเผา 21.ข้าวผัด 22.ส้มตำ 23.ก๋วยเตี๋ยว/บะหมี่ 24.ข้าวเปล่า 25.ต้มยำ 26.ผัดผัก 27.ชุดสุกี้พร้อมทาน 28.ไก่ย่าง/ไก่ทอด 29.ปลาทอด/ปลาเผา<br />
<br />
หมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม 28 รายการ ได้แก่ 1.ชุดสากล 2.กางเกงว่ายน้ำบุรุษ 3.ถุงเท้าสตรี 4.เครื่องแบบนักเรียนประถม 5.ลูกบิด/กลอนประตู 6.ฝักบัวอาบน้ำ 7.กระทะ 8.ถังน้ำ 9.เก้าอี้ 10.ตู้เสื้อผ้า 11.เตาอบไมโครเวฟ 12.เครื่องดูดฝุ่น 13.หม้อทอดไร้น้ำมัน/กระทะไฟฟ้า 14.ยาใส่แผล 15.ถุงยางอนามัย 16.น้ำเกลือทำความสะอาดแผล 17.ชุดตรวจโควิด (ATK) 18.แว่นกันแดด 19.ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้า (คลีนซิ่ง) 20.รถบรรทุกขนาดเล็ก (รถปิกอัป) 21.พลังงานไฟฟ้า (EV) 22.ค่าภาษีรถจักรยานยนต์ประจำปี 23.กล้องติดรถยนต์ 24.หูฟัง 25.ฟิล์มกันรอย 26.นาฬิกา Smart Watch 27.แท็ปเล็ต 28.ค่าอาหารสำหรับตักบาตร<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ค่าบริการต่าง ๆ 11 รายการ ได้แก่ 1.ค่าจ้างเหมาช่างก่อสร้าง 2.ค่าจ้างเหมาช่างประปา 3.ค่าจ้างเหมาช่างไฟฟ้า 4.ค่าคนดูแลผู้สูงอายุ 5.ค่าตรวจรักษาโรค/ค่าบริการทางการแพทย์ (นอกเวลาราชการ) 6.ค่าเบี้ยประกันสุขภาพ (ไม่รวมประเภทสะสมทรัพย์) 7.ค่าโดยสารเครื่องบิน (ต่างประเทศ) 8.ค่าตรวจสภาพรถยนต์ 9.ค่าสมาชิกฟิตเนส 10.ค่าสมาชิกดูหนังฟังเพลงออนไลน์ 11.ค่ารักษาพยาบาสัตว์ (โปรแกรมวัคซีนรักษาสัตว์รวม)</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/202502063c260f9f5bf53235a8c81b453580cdc1163053.jpg' type='image/jpg' length='211635' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​น้ำมัน อาหาร เครื่องดื่ม ดันเงินเฟ้อ ม.ค.68 เพิ่ม 1.32% บวก 10 เดือนติด]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/89099</link>
<guid isPermaLink="false">73c67fdea915222273e47d7215019775</guid>
<pubDate>Thu, 06 Feb 2025 16:26:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>เงินเฟ้อประเดิมปี 68 ม.ค.เพิ่ม 1.32% บวกต่อเนื่อง 10 เดือน สูงทะลุ 1% เป็นเดือนที่ 2 จากราคาน้ำมัน หมวดอาหารและเครื่องดื่มสูงขึ้น คาด ก.พ.-มี.ค. ยังสูงเกิน 1% จากฐานน้ำมันปีก่อนสูง ท่องเที่ยวโตดันสินค้าและบริการขยับ สินค้าเกษตรบางตัวยังสูง พร้อมปรับฐานสินค้าและบริการที่ใช้คำนวณเงินเฟ้อใหม่เป็น 464 รายการ จากเดิม 430 รายการ เพื่อให้สอดคล้องกับการบริโภคในปัจจุบัน</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (เงินเฟ้อทั่วไป) เดือน ม.ค.2568 เท่ากับ 100.57 เทียบกับ ม.ค.2567 เพิ่มขึ้น 1.32% เป็นบวกต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 10 และสูงขึ้นเกิน 1% ติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2 โดยมีปัจจัยหลักมาจากการสูงขึ้นของราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นผลจากฐานราคาต่ำในปีที่ผ่านมา ราคาสินค้าในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มปรับตัวสูงขึ้นจากราคาผลไม้สด เครื่องประกอบอาหาร และเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ส่วนราคาสินค้าและบริการอื่น ๆ ส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อไม่มากนัก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับรายละเอียดเงินเฟ้อเดือน ม.ค.2568 ที่สูงขึ้น 1.32% มาจากการสูงขึ้นของหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ 1.78% โดยสินค้าสำคัญที่ราคาสูงขึ้น เช่น กลุ่มผลไม้สด (ฝรั่ง มะม่วง สับปะรด) กลุ่มอาหารสำเร็จรูป (ข้าวราดแกง กับข้าวสำเร็จรูป ข้าวผัด) กลุ่มเครื่องประกอบอาหาร (มะพร้าว (ผลแห้ง/ขูด) น้ำมันพืช ซอสหอยนางรม) กลุ่มเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ (กาแฟผงสำเร็จรูป น้ำอัดลม กาแฟ (ร้อน/เย็น)) กลุ่มข้าว แป้ง และผลิตภัณฑ์จากแป้ง (ข้าวสารเจ้า ข้าวสารเหนียว ขนมอบ) กลุ่มเนื้อสัตว์ เป็ดไก่ และสัตว์น้ำ (ปลานิล ปลาทูนึ่ง ปลาทู กุ้งขาว) กลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำตาล (ขนมหวาน น้ำตาลทราย) และกลุ่มผักสด (แตงกวา ผักบุ้ง ถั่วฝักยาว เห็ด) อย่างไรก็ตาม มีสินค้าหลายรายการที่ราคาลดลง อาทิ ไก่ย่าง พริกสด มะนาว หัวหอมแดง กระเทียม ผักกาดขาว และกะหล่ำปลี เป็นต้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนหมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม เพิ่ม 1% จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ โดยเฉพาะน้ำมันเชื้อเพลิง อาทิ น้ำมันดีเซล แก๊สโซฮอล์ และน้ำมันเบนซิน นอกจากนี้ ค่ากระแสไฟฟ้า ค่าเช่าบ้าน และค่าโดยสารเครื่องบิน ปรับสูงขึ้นเช่นกัน ขณะที่ยังมีสินค้าสำคัญหลายรายการที่ราคาลดลง อาทิ ของใช้ส่วนบุคคล (ผลิตภัณฑ์ป้องกันและบำรุงผิว สบู่ถูตัว น้ำยาระงับกลิ่นกาย) สิ่งที่เกี่ยวกับการทำความสะอาด (ผลิตภัณฑ์ซักผ้า น้ำยาล้างจาน น้ำยาล้างห้องน้ำ) และเสื้อผ้า (เสื้อยืดบุรุษและสตรี เสื้อเชิ้ตบุรุษและสตรี กางเกงขายาวบุรุษ) เป็นต้น</p>

<p>ทางด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน เดือน ม.ค.2568 เมื่อหักอาหารสดและพลังงานออก เพิ่มขึ้น 0.83% เร่งตัวขึ้นจากเดือน ธ.ค.2567 ที่สูงขึ้น 0.79%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มเงินเฟ้อเดือน ก.พ.2568 คาดว่าจะใกล้เคียงกับเดือน ม.ค.2568 โดยมีสาเหตุจากราคาน้ำมันดีเซลภายในประเทศที่กำหนดเพดานไม่เกิน 33 บาทต่อลิตร ยังสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน การฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยว ส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะค่าโดยสารเครื่องบิน และราคาสินค้าเกษตรบางชนิดยังอยู่ในระดับสูง เนื่องจากปริมาณผลผลิตยังไม่เข้าสู่ระดับปกติ หลังจากได้รับผลกระทบของภัยแล้งอย่างยาวนาน โดยเฉพาะพืชสวน เช่น มะพร้าว ส่วนเดือน ก.พ.2568 ก็น่าจะยังเกิน 1%&nbsp;และคาดว่าไตรมาสที่ 1 เงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้น 1.1-1.2%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม มีปัจจัยสนับสนุนให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลง จากการที่ภาครัฐมีแนวโน้มดำเนินมาตรการช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการปรับลดค่าไฟฟ้าครัวเรือนและการตรึงราคาก๊าซ LPG ฐานราคาผักสดในปีก่อนหน้าอยู่ในระดับสูง เนื่องจากได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ แต่นี้นี้สภาพอากาศเอื้ออำนวยต่อการเพาะปลูกมากขึ้น ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตเข้าสู่ระบบมากขึ้น และการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดของผู้ประกอบการรายใหญ่ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ สนค.ได้ปรับฐานสินค้าและบริการที่นำมาใช้ในการคำนวณเงินเฟ้อใหม่ เพิ่มเป็น 464 รายการ จากปีฐาน 2562 มีจำนวน 430 รายการ มีทั้งปรับออก และเพิ่มเข้า โดยสินค้าที่ปรับออก เช่น นิตยสารรายเดือน และที่เพิ่มเข้า เช่น ปลาแซลมอล อะโวคาโด น้ำปลาร้า เกลือแร่ สมาร์ทวอช พลังงานไฟฟ้า กล้องติดรถยนต์ ฟิล์มกันรอย เป็นต้น เพื่อให้สอดคล้องกับการบริโภคในปัจจุบัน ส่วนเครื่องฟอกอากาศ คาดว่าจะปรับเข้าในระยะต่อไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/2025020677bc3b3486c46d5a83a3d8b7b73f3799162703.jpg' type='image/jpg' length='298813' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”วิเคราะห์เกษตร-อุตสาหกรรมเกษตรปี 67 ผลไม้-อาหารทะเล แชมป์ส่งออกสูงสุด]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/88744</link>
<guid isPermaLink="false">e69c564ae20e67581b3ff3c59e106ec4</guid>
<pubDate>Wed, 05 Feb 2025 09:34:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo; วิเคราะห์ปี 67 ไทยส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มูลค่า 52,185.0 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 1,835,800 ล้านบาท เพิ่ม 6% เผยผลไม้ นำโด่งกลุ่มสินค้าเกษตร ตามด้วยข้าว ยาง ไก่ มัน ขายไปจีนสูงสุด ตามด้วยญี่ปุ่น สหรัฐฯ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตร อาหารทะเลนำโด่ง ตามด้วยอาหารสัตว์ ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลี น้ำตาลทราย ผลไม้กระป๋อง ขายไปสหรัฐฯ สูงสุด ตามด้วยจีน ญี่ปุ่น กัมพูชา เมียนมา แนะพึ่งสินค้าส่งออกไม่กี่ชนิด และพึ่งตลาดส่งออก ไม่กี่ตลาด ควรเพิ่มชนิดส่งออก และขยายตลาดส่งออกให้มากขึ้น &nbsp;&nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อํานวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ โดย สนค. ได้ทำการวิเคราะห์สถิติการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรไทยในปี 2567 ที่ผ่านมา พบว่า มีการส่งออกได้มูลค่า 52,185.0 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 1,835,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% และนับเป็นครั้งแรกที่ไทยมีการส่งออกมูลค่าเกิน 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 17.36% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของไทย ที่ทำได้ 300,529.5 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 10,548,759 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.4%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในการส่งออกดังกล่าว แยกเป็นการส่งออกสินค้าเกษตร (สินค้ากสิกรรม สินค้าปศุสัตว์ และสินค้าประมง) มูลค่า 28,827.3 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 1,014,588 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.5% เมื่อเทียบกับปี 2566 ที่มีมูลค่า 26,814.8 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 923,999 ล้านบาท ขยายตัวต่อเนื่อง 4 ปี ตั้งแต่ปี 2564-2567 โดยสินค้าเกษตรที่มีมูลค่าการส่งออกสูงสุด 5 อันดับแรก คือ 1.ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง 6,510.6 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 22.58% ของมูลค่าส่งออกสินค้าเกษตร 2.ข้าว 6,443.9 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 22.32% 3.ยางพารา 4,992.4 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 17.32% 4.ไก่ 4,313.7 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 14.96% และ 5.ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง 3,133.4 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 10.87% รวม 5 อันดับแรก มีสัดส่วน 88.06% ของการส่งออกสินค้าเกษตรทั้งหมด<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับตลาดส่งออกสินค้าเกษตรที่มีมูลค่าสูงสุด 5 อันดับแรก คือ 1.จีน 10,054.7 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 34.88% 2.ญี่ปุ่น 3,471.9 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 12.04% 3.สหรัฐฯ 1,899.7 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 6.59% 4.มาเลเซีย 1,215.4 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 4.22% และ 5.อินโดนีเซีย 1,154.8 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 4.01% รวม 5 อันดับแรก มีสัดส่วน 61.73% ของการส่งออกสินค้าเกษตรทั้งหมด</p>

<p>สินค้าเกษตรที่มูลค่าการส่งออกขยายตัวสูงสุด 5 อันดับแรก โดยพิจารณาจากสินค้าเกษตรที่มีมูลค่าการส่งออกสูงสุด 20 อันดับแรก ได้แก่ 1.สัตว์น้ำจำพวกกุ้ง ปู หอย และปลาหมึก ขยายตัว 87.1% 2.ยางพารา ขยายตัว 36.8% 3.ปลาสด แช่เย็น แช่แข็ง 26.6% 4.ข้าว 25.0% และ 5.เครื่องเทศและสมุนไพร 23.1% และตลาดส่งออกสินค้าเกษตรที่มูลค่าการส่งออกขยายตัวสูงสุด 5 อันดับแรก พิจารณาจากตลาดที่มีมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรสูงที่สุด 20 อันดับแรก ได้แก่ 1.เวียดนาม ขยายตัว 78.9% 2.เซเนกัล 69.7% 3.อิรัก 44.9% 4.ฟิลิปปินส์ 41.7% และ 5.อิตาลี 35.8%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร มูลค่า 23,357.7 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 821,212 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.1% เมื่อเทียบกับปี 2566 ที่มีมูลค่า 22,440.8 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 772,669 ล้านบาท โดยสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรที่มีมูลค่าการส่งออกสูงสุด 5 อันดับแรก คือ 1.อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป 3,845.2 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 16.46% ของมูลค่าส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร 2.อาหารสัตว์เลี้ยง 3,029.3 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 12.97% 3.ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่น ๆ 2,677.2 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 11.46% 4.น้ำตาลทราย 2,382.7 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 10.2 % และ 5.ผลไม้กระป๋องและแปรรูป 2,120.9 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 9.08% รวม 5 อันดับแรก คิดเป็นสัดส่วน 60.17% ของการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรทั้งหมด<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ตลาดส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรที่มีมูลค่าสูงสุด 5 อันดับแรก คือ 1.สหรัฐฯ 3,437.9 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 14.72% 2.จีน 2,304.0 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 9.86% 3.ญี่ปุ่น 1,712.9 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 7.33% 4.กัมพูชา 1,625.1 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 6.96% และ 5.เมียนมา 1,071.8 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 4.59% รวม 5 อันดับแรก คิดเป็นสัดส่วน 43.46% ของการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรทั้งหมด<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สินค้าอุตสาหกรรมเกษตรที่มูลค่าการส่งออกขยายตัวสูงสุด 5 อันดับแรก พิจารณาจากสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรที่มีมูลค่าส่งออกสูงสุด 20 อันดับแรก ได้แก่ 1.อาหารสัตว์เลี้ยง ขยายตัว 22.9% 2.กากน้ำตาล 22.2% 3.นมและผลิตภัณฑ์นม 21.3% 4.ผลไม้กระป๋องและแปรรูป 18.3% และ 5.โกโก้และของปรุงแต่ง 16.0% และตลาดส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรที่มูลค่าการส่งออกขยายตัวสูงสุด 5 อันดับแรก พิจารณาจากตลาดที่มีมูลค่าการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรสูงสุด 20 อันดับแรก ได้แก่ 1.สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ขยายตัว 27.6% 2.แคนนาดา 21.6% 3.ออสเตรเลีย 19.9% 4.สหรัฐฯ 19.7% และ 5.สหราชอาณาจักร 16.5%</p>

<p>นายพูนพงษ์กล่าวว่า สินค้าเกษตรที่มีมูลค่าส่งออกสูงสุด 5 อันดับแรก มีสัดส่วนถึง 88.06% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรทั้งหมด และสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรที่มีมูลค่าการส่งออกสูงสุด 5 อันดับแรก มีสัดส่วน 60.17% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรทั้งหมด แสดงให้เห็นว่า ไทยพึ่งพาการส่งออกสินค้าไม่กี่รายการ อาทิ ผลไม้ ข้าว ยางพารา ไก่ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง และอาหารสัตว์เลี้ยง ไทยจึงควรนำเสนอผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรที่หลากหลายขึ้น และตรงกับความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนตลาดส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรที่ไทยพึ่งพาสูง ได้แก่ จีน สัดส่วน 23.68% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรทั้งหมดของไทย สหรัฐฯ สัดส่วน 10.23% และญี่ปุ่น สัดส่วน 9.94% โดยทั้ง 3 ตลาดมีสัดส่วน 43.85% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรทั้งหมดของไทย จึงควรหาตลาดส่งออกใหม่ ๆ เพื่อกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาบางตลาดมากเกินไป รวมทั้งติดตามมาตรการทางการค้าจากจีนและสหรัฐฯ จากสงครามการค้ารอบใหม่ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าเกษตรของไทย รวมทั้งต้องเร่งส่งเสริมและผลักดันให้ไทยส่งออกสินค้าเกษตรมูลค่าสูงและสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรเพิ่มขึ้น อาทิ อาหารแปรรูปมูลค่าสูง สินค้าเกษตรอัตลักษณ์ และสินค้าเกษตรสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI)<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร เป็นสินค้าสำคัญที่สร้างรายได้ให้กับประเทศ ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องร่วมมือกันสนับสนุนให้เศรษฐกิจภาคเกษตรเติบโตอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการนำผลการวิจัยและเทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และประเมินความเสี่ยงเพื่อลดผลกระทบต่าง ๆ อาทิ สภาพภูมิอากาศ และสงครามการค้า ทำการตลาดและเจาะตลาดใหม่ ควบคู่กับการรักษาตลาดเดิม รวมทั้งติดตามมาตรการการนำเข้าของประเทศคู่ค้าเพื่อวางแผนปฏิบัติตามได้อย่างรวดเร็วและถูกต้อง รวมทั้งต้องพัฒนาคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตร การเก็บรักษา และบรรจุภัณฑ์ต่าง ๆ เพื่อยกระดับการส่งออกภาคเกษตรให้เติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/202502053883fd332e9c6a20f4b0dad777daceee093520.jpg' type='image/jpg' length='377608' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ดัชนีราคาผู้ผลิต ม.ค.68 เพิ่ม 0.7% จากการสูงขึ้นของหมวดเกษตร ประมง อุตสาหกรรม]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/88395</link>
<guid isPermaLink="false">b913c9ec0b889e6315c2f731d5265a02</guid>
<pubDate>Mon, 03 Feb 2025 13:07:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>สนค.เผยดัชนีราคาผู้ผลิตเดือน ม.ค.68 เพิ่มขึ้น 0.7% จากการสูงขึ้นของสินค้าหมวดผลิตภัณฑ์เกษตรกรรมและประมง หมวดผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม จากราคาและความต้องการของตลาดโลกที่สูงขึ้น แต่หมวดผลิตภัณฑ์จากเหมืองลดลง คาดเดือน ก.พ.เพิ่มต่อ จากความต้องการบริโภคที่สูงขึ้น ท่องเที่ยวขยายตัว และส่งออกยังไปได้ดี แนะหาตลาดรองรับสินค้าเกษตร ส่งเสริมแปรรูป ยกระดับมาตรฐาน เพื่อช่วยดูแลราคา</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้ผลิตเดือน ม.ค.2568 เท่ากับ 111.1 เมื่อเทียบกับเดือน ม.ค.2567 สูงขึ้น 0.7% จากการปรับตัวสูงขึ้นของราคาสินค้าหมวดผลิตภัณฑ์เกษตรกรรมและการประมง 2% ที่ได้รับผลดีจากปัจจัยภายนอกประเทศจากความต้องการของประเทศผู้ซื้อ แต่ก็กำลังเผชิญกับการแข่งขันที่สูงขึ้นในตลาดโลก สภาพเศรษฐกิจของตลาดปลายทาง และความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ส่งผลให้ภาพรวมของราคาผู้ผลิตยังคงมีความผันผวนในระดับที่ทรงตัวหรืออาจจะมีความเคลื่อนไหวไม่มาก หมวดผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เพิ่ม 0.6% ตามราคาตลาดโลกและความต้องการของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง แต่หมวดผลิตภัณฑ์จากเหมือง ลดลง 2% จากการลดลงของสินค้ากลุ่มน้ำมันและผลิตภัณฑ์จากเหมือง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับรายละเอียดหมวดผลิตภัณฑ์เกษตรกรรมและการประมง ที่สูงขึ้น 2% มาจากสินค้าสำคัญ ได้แก่ ยางพารา จากความต้องการสินค้าที่เพิ่มขึ้นในตลาดส่งออกภูมิภาคใหม่ ผลปาล์มสด จากปริมาณผลผลิตในตลาดโลกลดลง ในขณะที่ความต้องการสินค้าเพิ่มขึ้นจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ สับปะรดโรงงาน จากความต้องการของตลาดต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น สุกรมีชีวิต และกุ้งแวนนาไม จากความต้องการบริโภคที่ปรับตัวดีขึ้นกว่าปีก่อน สำหรับสินค้าที่ราคาปรับลดลง ประกอบด้วย ข้าวเปลือกเจ้า จากการที่ประเทศผู้ส่งออกรายสำคัญยกเลิกมาตรการระงับการส่งออก อ้อย จากฐานราคาของปีก่อนที่สูง ประกอบกับปีนี้ผลผลิตออกมาก ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จากความต้องการใช้ในภาคปศุสัตว์ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ หัวมันสำปะหลังสด จากความต้องการในตลาดส่งออกที่ลดลง พืชผัก (มะนาว คะน้า พริกแห้ง) จากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยในการเพาะปลูกและมีปริมาณน้ำที่เพียงพอทำให้ปริมาณผลผลิตออกมาก</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/2025020391181f263e65fb2f99c6e2194dc1c769130902.jpg' type='image/jpg' length='226142' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พิชัย”ถกเจโทร-หอการค้าญี่ปุ่น ชวนเพิ่มการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/88101</link>
<guid isPermaLink="false">dd7b97d53a3dc467fe11c8e68e3337c8</guid>
<pubDate>Fri, 31 Jan 2025 09:08:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พิชัย&rdquo;ถกเจโทร-หอการค้าญี่ปุ่น หารือแนวทางส่งเสริมการค้าและการลงทุน ยันรัฐบาล-พาณิชย์พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการและนักลงทุนญี่ปุ่น พร้อมชวนเพิ่มการลงทุนในไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งเซมิคอนดักเตอร์ Data Center แผงวงจรพิมพ์ และ AI</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการหารือกับนายคุโรดะ จุน ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น ณ กรุงเทพฯ หรือ JETRO Bangkok และนายโท โคโซ ประธานหอการค้าญี่ปุ่น&ndash;กรุงเทพฯ (JCCB) เมื่อวันที่ 29 ม.ค.2568 ที่ผ่านมา ว่า ทั้งสองฝ่ายได้หารือถึงแนวทางการส่งเสริมเศรษฐกิจการค้าและการลงทุน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจอย่างยั่งยืนระหว่างกัน โดยยืนยันว่ารัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์พร้อมส่งเสริมสนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการจากญี่ปุ่นในการให้ไทยเป็นศูนย์กลางในการลงทุน และปัจจุบันเศรษฐกิจของไทยภายใต้การนำของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กำลังเป็นไปได้ด้วยดี มีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยการส่งออกปี 2567 เพิ่มขึ้น 5.4% และปี 2567 มีตัวเลขขอส่งเสริมการลงทุนสูงถึง 1.13 ล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;ได้แจ้งกับ JETRO และ JCC ว่า ต่างมีส่วนสำคัญในการร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจการค้าและการลงทุนของไทย เพราะญี่ปุ่นเป็นนักลงทุนสะสมอันดับหนึ่งของไทยมาอย่างยาวนาน ท่านนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับนักลงทุนญี่ปุ่นที่เข้ามาทำการค้าในไทย อยากให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทยเยอะ ๆ&rdquo;<br />
<br />
นายพิชัยกล่าวว่า ล่าสุดกระทรวงพาณิชย์ประสบความสำเร็จในการจัดทำ FTA กับเอฟตา และนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์เร่งรัดทำ FTA กับสหภาพยุโรป (อียู) ให้สำเร็จภายในปีนี้ เพื่อให้นักลงทุนที่เข้ามาสามารถใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA สร้างแต้มต่อทางการค้าและการลงทุน และหลังจากนี้ จะมีอีกหลายฉบับ เช่น อิสราเอล ภูฏาน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) เกาหลีใต้ แคนาดา และอังกฤษ ที่เร่งรัดให้แล้วเสร็จโดยเร็ว</p>

<p>ทั้งนี้ ตนได้เชิญชวนให้ญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ เซมิคอนดักเตอร์ Data Center แผงวงจรพิมพ์ และ AI ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้เศรษฐกิจเติบโตและสร้างโอกาสใหม่ ๆ ในการขยายการลงทุน และขอให้ไทยเข้าเป็นส่วนหนึ่งของซัปพลายเชนภาคอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และปัญญาประดิษฐ์ของญี่ปุ่น ที่จะมีการทุ่มงบประมาณมากกว่า 10 ล้านล้านเยน (2.2 ล้านล้านบาท) ในช่วง 10 ปีข้างหน้า<br />
<br />
ขณะเดียวกัน ได้แจ้งให้ญี่ปุ่นทราบว่า กระทรวงพาณิชย์จะให้ความสำคัญกับการทำงานเชิงรุก แก้ไขปัญหาล่วงหน้า และปรับปรุงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ซึ่งวันที่ 3-8 ก.พ.2568 จะเดินทางไปที่สหรัฐฯ เพื่อหารือกับฝ่ายการเมืองและภาคเอกชนของสหรัฐฯ เพื่อเจรจาเรื่องกำแพงภาษีจากนโยบายทรัมป์ที่ภาคเอกชนแสดงความกังวลอยู่ในเวลานี้ และยังให้ความสำคัญกับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา มุ่งสร้างความเป็นธรรมทางการค้า ทั้งการแก้ไขปัญหาสินค้าและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมายและสินค้าด้อยคุณภาพจากต่างประเทศเพื่อดูแลผลประโยชน์ผู้บริโภค และการกำกับดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภค เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน &nbsp;<br />
<br />
สำหรับ JETRO และ JCC ได้ยื่นข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เพื่อเป็นแนวทางให้ภาครัฐไทยสร้างระบบนิเวศธุรกิจที่เอื้อต่อการค้าการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อาทิ การอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจแก่บริษัทต่างชาติในไทยและเพิ่มความยืดหยุ่นในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน โดยเฉพาะการปรับปรุงข้อกำหนดเกี่ยวกับการควบคุมตามพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อเพิ่มผลิตผลทางการเกษตร ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ยินดีรับข้อเสนอไปปรับใช้ในการกำหนดนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ตลอดจนบูรณาการและประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสริมสร้างการเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการหารือครั้งนี้ นายคุโรดะ จุน ได้นำเสนอผลสำรวจแนวโน้มทางเศรษฐกิจของบริษัทร่วมทุนญี่ปุ่นในประเทศไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2567 จากบริษัทที่เป็นสมาชิกหอการค้าญี่ปุ่นจำนวน 559 ราย พบว่า ดัชนีแนวโน้มเศรษฐกิจ (Diffusion Index : DI) อยู่ที่ -11 (ตัวเลขคาดการณ์) สาเหตุหลักมาจากการบริโภคสินค้าคงทนที่ยังซบเซาอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะได้รับผลดีบางส่วนจากการฟื้นตัวของการส่งออก ส่วนแนวโน้มการส่งออกในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 มีสัดส่วนบริษัทผู้ตอบแบบสำรวจที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 24 คงที่ร้อยละ 62 และลดลงร้อยละ 13 โดยตลาดส่งออกที่มีศักยภาพในอนาคต 4 อันดับแรก ได้แก่ อินเดีย ร้อยละ 49 เวียดนาม ร้อยละ 44 อินโดนีเซีย ร้อยละ 28 และสหรัฐฯ ร้อยละ 20 ตามลำดับ</p>

<p>พร้อมกันนี้ ได้แจ้งว่า มีหลายประเด็นที่ญี่ปุ่นเห็นว่ารัฐบาลไทยมีการปรับปรุงพัฒนาดีขึ้นในช่วงที่ผ่านมา อาทิ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมการขนส่ง ร้อยละ 28 การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการดำเนินงานของภาครัฐ ร้อยละ 15 การแก้ปัญหาการออกใบอนุญาตทำงานและวีซ่า ร้อยละ 14 การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสาร ร้อยละ 14 การออกมาตรการแก้ไขปัญหาอุทกภัย ร้อยละ 11 และการดำเนินงานด้านความตกลงทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะ FTA และ EPA ร้อยละ 10 ซึ่งทางญี่ปุ่นให้การยืนยันที่จะลงทุนในไทยต่อไป<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ปัจจุบัน ญี่ปุ่นเป็นคู่ค้าสำคัญอันดับที่ 3 ของไทย โดยในปี 2567 มีมูลค่าการค้ารวม 52,020.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออกไปญี่ปุ่นมูลค่า 23,285.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญ อาทิ รถยนต์อุปกรณ์และส่วนประกอบ ไก่แปรรูปเครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่น ๆ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ และเคมีภัณฑ์ และไทยนำเข้าจากญี่ปุ่น มูลค่า 28,734.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้านำเข้าสำคัญ อาทิ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ และแผงวงจรไฟฟ้า ทั้งนี้ ญี่ปุ่นยังเป็นนักลงทุนสะสมอันดับ 1 ของไทยมาอย่างยาวนาน โดยในปี 2567 ญี่ปุ่นยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI เป็นอันดับ 5 จำนวน 271 โครงการ มูลค่ารวม 49,148 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทสำคัญของญี่ปุ่นในฐานะหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ด้านการค้าและการลงทุนของไทย</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/202501315e3bc3ab067fbff37f91c6e3dc4aded7090911.jpg' type='image/jpg' length='274999' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ใช้ FTA ส่งออก 11 เดือน ปี 67 อาเซียนนำโด่ง ชวนใช้ไทย-ศรีลังกา เริ่ม มี.ค.68]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/87777</link>
<guid isPermaLink="false">27563db0ed8f5daf38f31315658fe901</guid>
<pubDate>Wed, 29 Jan 2025 16:28:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าต่างประเทศ เผยการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใน FTA ช่วง 11 เดือน ปี 67 มีมูลค่า 76,275.47 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 0.73% อาเซียนนำโด่งใช้สิทธิ์สูงสุด ตามด้วยอาเซียนจีน ไทย-ญี่ปุ่น ไทย-ออสเตรเลีย และอาเซียน-จีน ชวนใช้ FTA ไทย-ศรีลังกา ที่จะบังคับใช้ 1 มี.ค. ส่วน FTA เดิม อาเซียนยังโดดเด่น และกำลังปรับปรุงให้ทันสมัย รวมถึงอาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ ที่การอัปเกรด จะบังคับใช้ไตรมาสสอง &nbsp;</strong><br />
<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ FTA ในช่วง 11 เดือน ปี 2567 (ม.ค.-พ.ย.) มีมูลค่าการใช้สิทธิ์ รวม 76,275.47 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 0.73% คิดเป็นสัดส่วนการใช้สิทธิ์ 83.62% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าที่ได้รับสิทธิ์ เติบโตเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่เดือน ก.ค.2567 โดยเป็นการส่งออกไปยังอาเซียนภายใต้ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ATIGA) สูงที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง มูลค่า 28,772.55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนการใช้สิทธิ์ 78.08% รองลงมา คือ ความตกลงอาเซียน-จีน (ACFTA) มูลค่า 20,871.26 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนใช้สิทธิ์ 90.01% ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) มูลค่า 6,335.07 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนใช้สิทธิ์ 84.03% ความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) มูลค่า 5,636.45 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนใช้สิทธิ์ 58.27% ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-อินเดีย (AIFTA) มูลค่า 4,987.16 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนใช้สิทธิ์ 64.28%<br />
<br />
ทั้งนี้ คาดว่า ตัวเลขการใช้สิทธิ์ FTA ทั้งปี 2567 จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากการส่งออกไปจีน ซึ่งมีการใช้สิทธิ์ภายใต้ FTA เป็นอันดับสองหดตัวลงจากภาวะเศรษฐกิจจีนชะลอตัว โดยกลุ่มสินค้าที่มีอัตราการใช้สิทธิ์ ลดลง อาทิ ทุเรียนสด ยางสังเคราะห์ สตาร์ชจากมันสำปะหลัง และโพลิเมอร์ของเอทิลีน<br />
<br />
นางอารดากล่าวว่า สำหรับการใช้สิทธิ์ FTA ที่น่าจับตามองมากที่สุดในปี 2568 คือ FTA ไทย-ศรีลังกา ซึ่งเป็น FTA ฉบับล่าสุดของไทย ที่คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มี.ค.2568 โดยศรีลังกาแม้จะเป็นประเทศขนาดเล็ก แต่มีจุดเด่นด้านที่ตั้งที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ของการขนส่งทางเรือของโลก เชื่อมต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กับภูมิภาคตะวันออกกลาง แอฟริกา และยุโรป ดังนั้น จะมีส่วนช่วยในการขยายตลาดการส่งออกและผลักดันมูลค่าการส่งออกของไทยอย่างแน่นอน</p>

<p>ส่วน FTA 14 ฉบับของไทยที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน FTA ที่น่าจับตามองมากที่สุด คือ ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน ซึ่งเป็น FTA ที่มีมูลค่าการใช้สิทธิ์สูงที่สุดมาโดยตลอด โดยในช่วง 11 เดือน ปี 2567 มีมูลค่าการใช้สิทธิ์เพิ่มขึ้น 4.53% และมีสินค้าที่น่าสนใจ เนื่องจากมีมูลค่าการใช้สิทธิ์โตต่อเนื่อง ตั้งแต่เดือน ม.ค.2567 คือ เครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ โดยมีมูลค่าการใช้สิทธิ์ ม.ค.-พ.ย.2567 660.02 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 105.27% และการส่งออกไปยังทุกประเทศสมาชิกอาเซียน ส่งออกไปยังอินโดนีเซียมากที่สุด ยิ่งไปกว่านั้น ความตกลงฉบับนี้ อยู่ระหว่างการปรับปรุงให้ทันสมัย สอดคล้องกับรูปแบบการค้าที่เปลี่ยนแปลงไป และนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้อำนวยความสะดวกทางการค้ามากยิ่งขึ้น คาดว่าหากสามารถเจรจาได้เสร็จตามเป้าในปี 2568 จะมีส่วนช่วยเพิ่มมูลค่าการใช้สิทธิ์ที่มากอยู่แล้วให้เพิ่มขึ้นไปอีก<br />
<br />
นอกจากนี้ ความตกลงที่มีมูลค่าการใช้สิทธิ์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2567 อีกฉบับที่น่าสนใจ คือ อาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ โดย 11 เดือน ปี 2567 มีมูลค่าการใช้สิทธิ์ 3,449.23 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 31.96% เป็นการใช้สิทธิ์ส่งออกไปยังออสเตรเลีย มูลค่า 3,285.53 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าที่มีการใช้สิทธิ์สูง 5 อันดับแรก เป็นสินค้ายานยนต์ทั้งสิ้น และส่งออกไปยังนิวซีแลนด์ มูลค่า 163.70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสินค้าที่มีการใช้สิทธิ์สูง อาทิ แผ่นอะลูมิเนียมเจือ กากเหลือจากการผลิตสตาร์ช เครื่องเพชรพลอยและรูปพรรณทำหรือชุบด้วยเงิน และอีกประเด็นที่น่าจับตามอง คือ ความตกลงฉบับอัปเกรด จะมีผลบังคับใช้ในช่วงไตรมาสที่สองของปี 2568 โดยได้ปรับปรุงกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าและระเบียบวิธีปฏิบัติเพื่อให้ทันสมัยและสอดคล้องกับการค้าในปัจจุบัน เพิ่มรูปแบบการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเองของผู้ส่งออกที่ได้รับอนุญาต (Self-certification) ให้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้แก่ผู้ประกอบการ เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้า และปรับปรุงเกณฑ์ถิ่นกำเนิดเฉพาะรายสินค้า 253 รายการ เพื่อให้มีความยืดหยุ่นและสอดคล้องกับกระบวนการผลิตจริงมากขึ้น ซึ่งขณะนี้ กรมอยู่ระหว่างดำเนินการเพื่อเตรียมการรองรับการบังคับใช้ดังกล่าว<br />
<br />
นางอารดากล่าวว่า ในปี 2568 คาดการณ์ว่าทิศทางเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มเริ่มฟื้นตัวอย่างช้า ๆ แต่มีความเสี่ยงที่ต้องติดตามหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นความยืดเยื้อของสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ แนวโน้มการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของจีน หรือความไม่แน่นอนในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐฯ แต่ FTA ที่มีอยู่ 14 ฉบับกับ 18 ประเทศคู่ค้า และล่าสุดฉบับที่ 15 กับศรีลังกา ที่รัฐบาลได้มุ่งมั่นเจรจาเพื่อขยายตลาดในการส่งออก จะเป็นทางรอดและตัวช่วยสำคัญของธุรกิจไทยในการกระจายความเสี่ยงในการส่งออก เพราะจะมีแต้มต่อด้านภาษีและลดผลกระทบที่อาจเกิดจากความไม่แน่นอนต่าง ๆ โดยกรมจะเดินหน้าเตรียมจัดสัมมนาและทำเวิร์กชอปเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้แก่ผู้ประกอบการไทยทั่วประเทศรวม 10 จังหวัด ได้แก่ ระยอง สงขลา นครพนม พระนครศรีอยุธยา กาญจนบุรี นครราชสีมา บุรีรัมย์ ลำพูน หนองคาย และชลบุรี เพื่อเสริมสร้างให้ผู้ประกอบการไทยมีทักษะและศักยภาพในการต่อยอดธุรกิจเพื่อขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/2025012968c0300edb50c3f5f56954ad61cf2a8a162923.jpg' type='image/jpg' length='176338' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​การค้าชายแดน-ผ่านแดนปี 67 ทะลุ 1.81 ล้านล้าน โต 6.1% สูงสุดเป็นประวัติการณ์]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/87773</link>
<guid isPermaLink="false">a798c5b2873504b320edccca86116a79</guid>
<pubDate>Wed, 29 Jan 2025 16:24:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าต่างประเทศสรุปยอดการค้าชายแดนและผ่านแดนปี 67 ทำได้มูลค่า 1.81 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.1% ถือเป็นปีทองการค้า และยังทำสถิติมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เผยมาเลเซียนำโด่งการค้าชายแดน ตามด้วย สปป.ลาว เมียนมา และกัมพูชา ส่วนจีนนำการค้าผ่านแดน ตามด้วยสิงคโปร์และเวียดนาม ตั้งเป้าปี 68 มูลค่า 1.89 ล้านล้านบาท เพิ่ม 4%</strong><br />
<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การค้าชายแดนและการค้าผ่านแดน ปี 2567 มีมูลค่า 1,815,666 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.1% ถือเป็นปีทองของการค้า และยังเป็นตัวเลขสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขยายตัวสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 4% ต่อปี ตามยุทธศาสตร์การส่งเสริมการค้าชายแดนและการลงทุนชายแดนและผ่านแดน ปี 2567&ndash;70 ที่จะขยายมูลค่าการค้าชายแดนและผ่านแดนเป็น 2 ล้านล้านบาทต่อปี ในปี 2570 โดยในจำนวนนี้ แยกเป็นการส่งออก 1,048,479 ล้านบาท เพิ่ม 6.9% และการนำเข้า 767,188 ล้านบาท เพิ่ม 5.1% โดยไทยได้ดุลการค้า 281,291 ล้านบาท<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ หากแยกเป็นการค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน 4 ประเทศ ในปี 2567 มีมูลค่าการค้ารวม 976,921 ล้านบาท เพิ่ม 5.1% เป็นการส่งออก 602,132 ล้านบาท เพิ่ม 3.8% การนำเข้า 374,789 ล้านบาท เพิ่ม 7.2% ได้ดุลการค้า 227,343 ล้านบาท โดยการค้าชายแดนกับมาเลเซีย มีมูลค่าสูงสุด 306,679 ล้านบาท เพิ่ม 6.8% รองลงมา คือ สปป.ลาว 286,775 ล้านบาท เพิ่ม 10.1% เมียนมา 208,937 ล้านบาท ลด 5.3% และกัมพูชา 174,530 ล้านบาท เพิ่ม 7.9%<br />
<br />
โดยสินค้าส่งออกชายแดนสำคัญ ได้แก่ น้ำมันดีเซล 41,025 ล้านบาท เพิ่ม 2.2% น้ำมันสำเร็จรูปอื่น ๆ 19,575 ล้านบาท ลด 0.5% และน้ำยางข้น 15,915 ล้านบาท เพิ่ม 38.1% ส่วนสินค้านำเข้าชายแดนสำคัญ ได้แก่ เชื้อเพลิงอื่น ๆ เช่น พลังงานไฟฟ้า 75,290 ล้านบาท เพิ่ม 9.8% ก๊าซธรรมชาติ 65,236 ล้านบาท ลด 8.3% และผักและของปรุงแต่งจากผัก เช่น มันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง 23,560 ล้านบาท เพิ่ม 9.8% สำหรับด่านศุลกากรที่มีมูลค่าการค้าชายแดนสูงสุดในปี 2567 ได้แก่ ด่านศุลกากรสะเดา 239,660 ล้านบาท เพิ่ม 6.0% รองลงมา ด่านศุลกากรอรัญประเทศ 110,718 ล้านบาท เพิ่ม 13.9% และด่านศุลกากรหนองคาย 91,635 ล้านบาท เพิ่ม 10.2%</p>

<p>ส่วนการค้าผ่านแดนไปประเทศที่สาม ในปี 2567 มีมูลค่า 838,745 ล้านบาท เพิ่ม 7.4% เป็นการส่งออก 446,347 ล้านบาท เพิ่ม 11.4% การนำเข้า 392,399 ล้านบาท เพิ่ม 3.1% ได้ดุลการค้า 53,948 ล้านบาท โดยการค้าผ่านแดนไปจีน มีมูลค่าสูงสุด 479,874 ล้านบาท เพิ่ม 12.7% รองลงมา คือ สิงคโปร์ และเวียดนาม มูลค่า 110,353 ล้านบาท เพิ่ม 3.6% และ 72,030 ล้านบาท เพิ่ม 2.7% ตามลำดับ และสินค้าส่งออกผ่านแดนสำคัญ ได้แก่ ทุเรียนสด 98,683 ล้านบาท เพิ่ม 5.3% ฮาร์ด ดิสก์ ไดรฟ์ 87,533 ล้านบาท เพิ่ม 12.7% และยางแท่ง TSNR 39,381 ล้านบาท เพิ่ม 39.3% ในขณะที่สินค้านำเข้าผ่านแดนสำคัญ ได้แก่ เทปแม่เหล็ก จากแม่เหล็กสำหรับคอมพิวเตอร์ 47,086 ล้านบาท เพิ่ม 2.0% เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ 38,788 ล้านบาท เพิ่ม 2.0% และเครื่องรับวิทยุโทรศัพท์ โทรเลข และโทรทัศน์ 30,174 ล้านบาท ลด 0.6% สำหรับด่านศุลกากรที่มีมูลค่าการค้าผ่านแดนสูงสุดในปี 2567 ได้แก่ ด่านศุลกากรมุกดาหาร 302,270 ล้านบาท เพิ่ม 4.5% รองลงมา ด่านศุลกากรสะเดา 212,617 ล้านบาท เพิ่ม 2.4% และด่านศุลกากรปาดังเบซาร์ 102,300 ล้านบาท เพิ่ม 25.9%<br />
<br />
นางอารดากล่าวว่า ความสำเร็จของการผลักดันการค้าชายแดนและผ่านแดนในปี 2567 ที่ผ่านมา เป็นผลจากความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องในการดำเนินกิจกรรมส่งเสริมการค้าชายแดนและผ่านแดนตามนโยบายรัฐบาลและยุทธศาสตร์ที่ตั้งไว้อย่างต่อเนื่อง ตลอดจนมีส่วนเกี่ยวข้องกับกลไกความร่วมมืออนุภูมิภาคระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อกระชับความสัมพันธ์ ส่งเสริมเศรษฐกิจตามแนวชายแดน อำนวยความสะดวกทางการค้า และเพิ่มพูนความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศสมาชิก<br />
<br />
สำหรับในปี 2568 กรมจะเดินหน้าผลักดันการค้าชายแดนและผ่านแดนตามนโยบายนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งเน้นผลักดันให้เดินหน้าส่งเสริมและสนับสนุนการส่งออกและการค้าชายแดนให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าหมายเพิ่มมูลค่าการค้าเป็น 1.89 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 4%&nbsp;&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20250129400bc18ea5ffcf5b97e7cfa6bcb021da162535.jpg' type='image/jpg' length='247969' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”สรุปยอดส่งออกข้าวไทยปี 67 เฉียด 10 ล้านตัน ปริมาณสูงที่สุดในรอบ 6 ปี]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/87771</link>
<guid isPermaLink="false">654586aac1449bc65e1784028d021cdb</guid>
<pubDate>Wed, 29 Jan 2025 16:23:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าต่างประเทศสรุปตัวเลขส่งออกข้าวไทยปี 67 ทำได้ปริมาณ 9.95 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 13% เกินไปจากเป้าที่ตั้งไว้ และยังเป็นปริมาณสูงที่สุดในรอบ 6 ปี นำรายได้เข้าประเทศมูลค่า 225,656 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27% เผยข้าวขาว ส่งออกได้มากที่สุด ส่งไปขายภูมิภาคแอฟริกามากสุด และอินโดนีเซีย เป็นตลาดอันดับหนึ่ง ส่วนปี 68 ตั้งเป้า 7.5 ล้านตัน เหตุตลาดมีการแข่งขันสูง</strong><br />
<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ปี 2567 ไทยส่งออกข้าวปริมาณ 9.95 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 13% นำรายได้เข้าประเทศสูงถึง 225,656 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27% หรือประมาณ 6,434 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยปริมาณการส่งออกข้าวทั้งปี 2567 สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 9 ล้านตัน และเป็นปริมาณส่งออกข้าวไทยที่สูงที่สุดในรอบ 6 ปี นับตั้งแต่ปี 2561 อันเป็นผลมาจากความต้องการนำเข้าข้าวเพื่อรองรับกับความต้องการบริโภค ชดเชยผลผลิตที่ลดลง บรรเทาผลกระทบจากเงินเฟ้อด้านอาหาร และเพื่อความมั่นคงทางอาหารของประเทศผู้ซื้อ และอินเดียมีมาตรการระงับการส่งออกข้าวขาวมาตั้งแต่ช่วงเดือน ก.ค.2566 ต่อเนื่องถึงเดือน ต.ค.2567 ส่งผลให้ประเทศผู้นำเข้าข้าวขาวจากอินเดียพิจารณานำเข้าข้าวจากไทยเพิ่มขึ้น<br />
<br />
สำหรับข้าวที่ไทยส่งออกได้มากที่สุด คือ ข้าวขาวปริมาณ 5.99 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 23% คิดเป็น 60% ของปริมาณการส่งออกข้าวไทยทั้งหมด รองลงมา คือ ข้าวหอมมะลิไทย 1.74 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 3.57% ข้าวนึ่ง 1.27 ล้านตัน ลดลง 7.97% ข้าวหอมไทย 0.63 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 21.15% ข้าวเหนียว 0.30 ล้านตัน และข้าวกล้อง 0.02 ล้านตัน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ไทยยังสามารถส่งออกข้าวไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลกเพิ่มขึ้นจากปีก่อนในเกือบทุกภูมิภาค โดยส่งออกไปภูมิภาคแอฟริกา 3.37 ล้านตัน คิดเป็น 34% ของปริมาณการส่งออกข้าวไทยทั้งหมด เพิ่มขึ้น 35% รองลงมา ได้แก่ ภูมิภาคเอเชีย 3.33 ล้านตัน ลดลง 8% ภูมิภาคอเมริกา 1.34 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 33% ภูมิภาคตะวันออกกลาง 1.34 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 16% ภูมิภาคยุโรป 0.30 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 3% และภูมิภาคโอเชียเนีย 0.27 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 35%</p>

<p>ส่วนตลาดส่งออกข้าวที่สำคัญ ได้แก่ อินโดนีเซีย เป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่ง ปริมาณ 1.33 ล้านตัน ลดลง 6% คิดเป็น 13% ของปริมาณการส่งออกข้าวไทยทั้งหมด รองลงมา ได้แก่ อิรัก 1.00 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 18% สหรัฐฯ 0.85 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 20% แอฟริกาใต้ 0.83 ล้านตัน ลดลง 7% และฟิลิปปินส์ 0.62 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 48%<br />
<br />
นางอารดากล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกข้าวปี 2568 คาดว่าตลาดการค้าข้าวโลกจะมีการแข่งขันสูงจากการกลับมาส่งออกข้าวของอินเดีย และปริมาณผลผลิตข้าวของทั้งประเทศผู้ส่งออกและผู้นำเข้าข้าวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากภาวะภัยแล้งคลี่คลาย รวมทั้งภาวะทางเศรษฐกิจอาจเป็นปัจจัยกระตุ้นให้ราคามีผลต่อการตัดสินใจนำเข้าข้าวมากยิ่งขึ้นด้วย อีกทั้งผู้นำเข้าสำคัญอย่างอินโดนีเซียอาจมีความต้องการนำเข้าข้าวลดลง เนื่องจากคาดว่าผลผลิตข้าวในประเทศจะมีปริมาณเพิ่มขึ้น และได้นำเข้าข้าวเพื่อสำรองสต็อกไว้ค่อนข้างมากแล้ว โดยกรมและสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ได้คาดการณ์ร่วมกันว่าการส่งออกข้าวไทยในปี 2568 จะมีประมาณ 7.5 ล้านตัน<br />
<br />
โดยในปี 2568 กรมมีแผนที่จะนำมาใช้ส่งเสริมและผลักดันการส่งออกข้าว ได้แก่ การจัดงานประชุมข้าวนานาชาติ Thailand Rice Convention (TRC) 2025 และ TRC สัญจร การกระชับความสัมพันธ์และจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ข้าวไทยในประเทศคู่ค้าสำคัญ การส่งเสริมและประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ข้าวไทยในงานแสดงสินค้านานาชาติประจำปี เช่น BIOFACH , Natural Products Expo West , THAIFEX-Anuga Asia และการประชาสัมพันธ์ข้าวไทยผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น การรณรงค์บริโภคข้าวอินทรีย์ การร่วมกับร้านอาหาร หรืออินฟลูเอนเซอร์ที่มีชื่อเสียงในต่างประเทศ รวมทั้งได้ปรับลดขั้นตอนและระยะเวลาการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ส่งออกข้าว จากเดิมใช้เวลาดำเนินการไม่เกิน 3 วัน เหลือเพียง 30 นาที เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้สามารถส่งออกข้าวได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น ซึ่งสามารถดำเนินการได้ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20250129f628d77b86d8d56896a5da9236de6702162401.jpg' type='image/jpg' length='165905' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ดัชนีราคาส่งออก-นำเข้า ธ.ค.67 เพิ่ม จากทั่วโลกซื้อสินค้าไทย ไทยซื้อบริโภคในประเทศ]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/87768</link>
<guid isPermaLink="false">0f4f8fad747a9b69f58444f85247efef</guid>
<pubDate>Wed, 29 Jan 2025 16:22:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>สนค.เผยดัชนีราคาส่งออก เดือน ธ.ค.67 เพิ่ม 1.2% เหตุสินค้าส่งออกหลายรายการเป็นที่ต้องการของตลาดโลก ทั้งอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ทองคำ น้ำมัน อาหารสัตว์ อาหารทะเลกระป๋อง ยางพารา ผลไม้ ส่วนดัชนีราคานำเข้า เพิ่ม 2.5% จากการเพิ่มขึ้นเกือบทุกหมวดสินค้า ทั้งอุปโภคบริโภค ทุน วัตถุดิบ ส่วนเชื้อเพลิงและยานพาหนะ ลด คาดดัชนีปี 68 ยังขยายตัว จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก คู่ค้า ราคาสินค้าเกษตรและอาหารสูงขึ้น รวมถึงพลังงาน อิเล็กทรอนิกส์ &nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาส่งออกเดือน ธ.ค.2567 เท่ากับ 110.8 เมื่อเทียบกับเดือน ธ.ค.2566 เพิ่มขึ้น 1.2% จากการสูงขึ้นของทุกหมวดสินค้า โดยหมวดสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 1.4% จากเครื่องเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และทองคำ ตามแนวโน้มความต้องการสินค้าในตลาดโลกที่ขยายตัวต่อเนื่อง หมวดสินค้าแร่และเชื้อเพลิง เพิ่ม 1.3% จากน้ำมันสำเร็จรูป ตามทิศทางราคาน้ำมันตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น หมวดสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร เพิ่ม 0.9% จากอาหารสัตว์เลี้ยง ตามความนิยมสัตว์เลี้ยงทั่วโลกที่เพิ่มขึ้น และอาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป เนื่องจากมาตรฐานและคุณภาพการผลิตเป็นที่ยอมรับของตลาดโลก และหมวดสินค้าเกษตรกรรม เพิ่ม 0.1% จากยางพารา ตามปริมาณผลผลิตลดลงจากปัญหาน้ำท่วมในภาคใต้ และผลไม้สดแช่เย็น แช่แข็ง และแห้ง ขยายตัวตามความต้องการบริโภคผลไม้จากจีน<br />
<br />
ทั้งนี้ ดัชนีราคาส่งออกและเฉลี่ยทั้งปี 2567 เพิ่มขึ้น 1.4% เป็นการขยายตัวต่อเนื่องตลอดทั้งปี และปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2566 ที่ขยายตัวเฉลี่ย 1.1% โดยเป็นการขยายตัวได้ดีเกือบทุกหมวดสินค้า ยกเว้นหมวดสินค้าเชื้อเพลิง เนื่องจากอุปสงค์น้ำมันโลกยังอยู่ในระดับต่ำ จากเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มฟื้นตัวช้า</p>

<p>สำหรับดัชนีราคานำเข้าเดือน ธ.ค.2567 เท่ากับ 112.9 เมื่อเทียบกับเดือน ธ.ค.2566 เพิ่มขึ้น 2.5% เป็นผลจากการสูงขึ้นของราคาในเกือบทุกหมวดสินค้า โดยหมวดสินค้าอุปโภคบริโภค เพิ่ม 7.5% จากเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม เครื่องประดับอัญมณี และผัก ผลไม้และของปรุงแต่งที่ทำจากผัก ผลไม้ เพื่อตอบสนองความต้องการในการอุปโภคบริโภคของประเทศ และรองรับการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว หมวดสินค้าทุน เพิ่ม 4.1% จากเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ตามความต้องการสินค้าเพิ่มขึ้นในภาคอุตสาหกรรม การผลิต และบริการ หมวดสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป เพิ่ม 3.1% จากทองคำ ตามการสำรองทองคำเพื่อความปลอดภัยของหลายประเทศทั่วโลกสำหรับอุปกรณ์ ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และเคมีภัณฑ์ ตามความต้องการสินค้าเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมต่าง ๆ ส่วนหมวดสินค้าเชื้อเพลิง ลด 3% ตามทิศทางราคาน้ำมันตลาดโลกที่สูงขึ้นเล็กน้อย และหมวดยานพาหนะและอุปกรณ์การขนส่ง ลด 1.1% โดยเฉพาะรถยนต์โดยสารและรถบรรทุก เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับหนี้ครัวเรือนสูง ทำให้สถาบันการเงินมีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ<br />
<br />
โดยดัชนีรารานำเข้าเฉลี่ยปี 2567 เพิ่ม 1.1% จากปี 2566 ที่ลดลง 0.9% และเป็นการขยายตัวได้ดีเกือบทุกหมวดสินค้า ยกเว้นหมวดสินค้าเชื้อเพลิง และหมวดยานพาหนะและอุปกรณ์การขนส่ง ซึ่งเป็นไปตามทิศทางราคาน้ำมันตลาดโลก และความต้องการสินค้าที่ชะลอลง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มดัชนีราคาส่งออกและดัชนีราคานำเข้า ปี 2568 คาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่องจากปีก่อน แม้จะเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงหลายด้าน แต่ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากฐานราคาของปี 2567 ยังอยู่ในระดับไม่สูงมาก สถานการณ์เศรษฐกิจโลกและประเทศคู่ค้าคาดว่าจะมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ราคาสินค้าเกษตรและอาหารบางกลุ่มยังขยายตัวตามความต้องการที่เพิ่มขึ้น ราคาพลังงานและวัตถุดิบมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าบางกลุ่มขยายตัวตามการเติบโตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี<br />
<br />
อย่างไรก็ตาม มีปัจจัยเสี่ยงที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่ ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่มีแนวโน้มยืดเยื้อในหลายภูมิภาค ความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าและภาษีของสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก รวมถึงการส่งออกของไทย การแข่งขันทางด้านราคามีแนวโน้มสูงขึ้น และความผันผวนของค่าเงินบาท</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20250129abba72fb5b17472dca9dadbe8a729515162250.jpg' type='image/jpg' length='354526' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”เปิดเวทีฟังความเห็นเอกชน 5 ชาติ นำข้อมูลพัฒนาระบบทรัพย์สินทางปัญญาไทย]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/87765</link>
<guid isPermaLink="false">865f7aee4749c46ce15a6f7e91222705</guid>
<pubDate>Wed, 29 Jan 2025 16:21:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชน 5 ประเทศ เพื่อนำข้อมูล ข้อเสนอแนะที่ได้ ไปใช้ในการพัฒนาระบบทรัพย์สินทางปัญญาของไทย พร้อมใช้โอกาสนี้ แจ้งความคืบหน้าผลการดำเนินงาน และแผนขับเคลื่อนงาน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศคู่ค้าและนักลงทุน</strong><br />
<br />
น.ส.นุสรา กาญจนกูล อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมพร้อมด้วยหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ได้ประชุมร่วมกับผู้แทนภาคเอกชนของสหรัฐฯ สหภาพยุโรป สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น และสาธารณรัฐเกาหลี เพื่อรับฟังความคิดเห็น ประเด็นปัญหา และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการคุ้มครองและการป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของไทย รวมทั้งแจ้งความคืบหน้าผลการดำเนินงานและแผนการขับเคลื่อนภารกิจด้านทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศคู่ค้าและนักลงทุน</p>

<p>ทั้งนี้ ผู้แทนภาคเอกชนมีการตอบรับที่ดีและแสดงความชื่นชมการจัดการประชุมรับฟังความเห็นในครั้งนี้ ที่ได้ส่งเสริมการมีส่วนร่วมและเสริมสร้างความโปร่งใสในการดำเนินงานกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง และยังช่วยให้ภาคเอกชนต่างประเทศรับทราบข้อมูลความคืบหน้าด้านทรัพย์สินทางปัญญาของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา การยกระดับการให้บริการจดทะเบียนด้วยเทคโนโลยี และการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ภาคเอกชนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก<br />
<br />
ขณะเดียวกัน การรับฟังความคิดเห็น ยังเป็นประโยชน์ในการพัฒนาการคุ้มครองและใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพราะการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เป็นส่วนสำคัญในการยกระดับทรัพย์สินทางปัญญาของไทย เพื่อนำไปสู่การพัฒนาระบบทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และเป็นโอกาสที่ไทยได้แลกเปลี่ยนข้อมูลและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกันกับภาคเอกชนจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียที่สามารถเป็นกระบอกเสียงให้กับไทยในการยืนยันความมุ่งมั่นและพัฒนาด้านทรัพย์สินทางปัญญาของไทยให้กับนานาประเทศ และช่วยผลักดันไทยให้หลุดจากบัญชีประเทศที่ต้องจับตามอง หรือ Watch List ของสหรัฐฯ อีกทางหนึ่ง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20250129b4374f65d5db589caa02dba92289b8d0162144.jpg' type='image/jpg' length='241622' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ปี 67 ต่างชาติลงทุนไทย 954 ราย นำเงินเข้า 2.28 แสนล้าน ญี่ปุ่นครองแชมป์]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/87763</link>
<guid isPermaLink="false">342b0f10718ebb91c65a82ac3c32dfd7</guid>
<pubDate>Wed, 29 Jan 2025 16:19:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผยปี 2567 ต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในไทยจำนวน 954 ราย เพิ่ม 43% นำเงินเข้าลงทุน 228,106 ล้านบาท เพิ่ม 79% จ้างงานคนไทย 5,040 คน ลด 26% ญี่ปุ่นนำโด่ง ทั้งมีนักลงทุนเข้ามามากสุด และเงินลงทุนสูงสุด ตามด้วยสิงคโปร์ จีน สหรัฐฯ และฮ่องกง ส่วนในพื้นที่ EEC เข้ามาลงทุน 301 ราย เพิ่ม 124% เงินลงทุน 56,490 ล้านบาท เพิ่ม 46% ญี่ปุ่นนำ ตามด้วยจีนและฮ่องกง</strong><br />
<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในปี 2567 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 จำนวน 954 ราย เพิ่มขึ้น 43% เป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 227 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 727 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 228,106 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 79% และจ้างงานคนไทย 5,040 คน ลดลง 26%<br />
<br />
สำหรับชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทยสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ญี่ปุ่น 254 ราย คิดเป็น 27% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 121,190 ล้านบาท ส่วนใหญ่ลงทุนในธุรกิจบริการทางวิศวกรรมและเทคนิค ธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ ธุรกิจขายอาหารและเครื่องดื่ม ธุรกิจบริการพัฒนาดิจิทัลคอนเทนต์ พัฒนาซอฟต์แวร์ และธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เป็นต้น โดยในปี 2567 ญี่ปุ่น เป็นนักลงทุน ที่เข้ามาลงทุนในไทยสูงสุด และยังมีมูลค่าการลงทุนสูงสุดด้วย<br />
<br />
2.สิงคโปร์ 137 ราย คิดเป็น 14% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 22,485 ล้านบาท ส่วนใหญ่ลงทุนในธุรกิจบริการทางวิศวกรรมและเทคนิคด้านต่างๆ ธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ ธุรกิจบริการขุดเจาะปิโตรเลียม ธุรกิจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์ และธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เป็นต้น</p>

<p>3.จีน 123 ราย คิดเป็น 13% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 19,547 ล้านบาท ส่วนใหญ่ลงทุนในธุรกิจบริการติดตั้ง ทดสอบ ซ่อมแซม บำรุงรักษาระบบสายพานที่ใช้สำหรับโครงการก่อสร้างโรงงานผลิตและประกอบรถยนต์ไฟฟ้า ธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ ธุรกิจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์ ธุรกิจบริการทำเทคนิคด้านภาพสำหรับภาพยนตร์ ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เป็นต้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
4.สหรัฐฯ 121 ราย คิดเป็น 13% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 24,675 ล้านบาท ส่วนใหญ่ลงทุนในธุรกิจธุรกิจบริการทางวิศวกรรมและเทคนิค ธุรกิจค้าปลีกสินค้า ธุรกิจโฆษณา ธุรกิจขายอาหารและเครื่องดื่ม ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เป็นต้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
5.ฮ่องกง 69 ราย คิดเป็น 7% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 15,281 ล้านบาท ส่วนใหญ่ลงทุนในธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ ธุรกิจบริการออกแบบทางวิศวกรรม ธุรกิจบริการศูนย์กระจายสินค้าด้วยระบบที่ทันสมัย ธุรกิจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์ ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เป็นต้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนการลงทุนในพื้นที่ EEC ปี 2567 มีนักลงทุนต่างชาติสนใจเข้าลงทุน 301 ราย คิดเป็น 32% ของจำนวนนักลงทุนต่างชาติที่ได้รับอนุญาตในปี 2567 เพิ่มขึ้น 124% มูลค่าการลงทุน 56,490 ล้านบาท คิดเป็น 25% ของเงินลงทุนทั้งหมด เพิ่มขึ้น 46% โดยเป็นนักลงทุนจากญี่ปุ่น 103 ราย ลงทุน 20,593 ล้านบาท จีน 72 ราย ลงทุน 12,107 ล้านบาท ฮ่องกง 20 ราย ลงทุน 5,698 ล้านบาท และประเทศอื่น ๆ 106 ราย ลงทุน 18,092 ล้านบาท ส่วนธุรกิจที่ลงทุนในพื้นที่ EEC เช่น ธุรกิจบริการทางวิศวกรรม (อุตสาหกรรมยานยนต์) ธุรกิจจัดหาจัดซื้อวัตถุดิบส่วนประกอบและชิ้นส่วนสำหรับอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมยานยนต์ เพื่อค้าส่งในประเทศ ธุรกิจบริการระบบซอฟต์แวร์ฐาน ธุรกิจบริการชุบแข็ง และธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เป็นต้น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20250129fae62a2f509e78fbf37e698b25c10664162008.jpg' type='image/jpg' length='141575' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”จับมือเอกชน ศึกษาจุดอ่อน จุดแข็ง ปรับกลยุทธ์ ทวงคืนแชมป์ส่งออกกุ้งตลาดโลก]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/87760</link>
<guid isPermaLink="false">d61174a08ce26c87cb7f64164c6e6e0f</guid>
<pubDate>Wed, 29 Jan 2025 16:18:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>สนค.จับมือสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย ศึกษาแนวทางการพัฒนาศักยภาพการค้าสินค้ากุ้ง หาทางทวงแชมป์ส่งออกกลับคืนมา หลังเจอวิกฤตโรคตายด่วน ปี 56 จนถูกคู่แข่งวิ่งแซง ทำให้ปัจจุบันตกมาอยู่ลำดับที่ 6 ของโลก แนะกลยุทธ์ ต้องรักษาตลาดเดิม พัฒนาผลิตภัณฑ์กุ้ง ยกระดับมาตรฐาน รุกตลาดใหม่ ลดต้นทุนการผลิตและขนส่ง</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค. ได้ร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย โดยคณะกรรมการธุรกิจประมงและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง และสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย จัดทำรายงานการศึกษา เรื่อง &ldquo;แนวทางการพัฒนาศักยภาพการค้าสินค้ากุ้ง&rdquo; เนื่องจากเห็นว่าอุตสาหกรรมกุ้งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย สร้างรายได้และอาชีพให้คนไทยกว่า 2 ล้านคนทั่วประเทศ การส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมกุ้ง จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการขยายโอกาสและสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ จากการศึกษา พบว่า ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา (ปี 2544-2555) การส่งออกกุ้งของไทยเคยครองแชมป์อันดับหนึ่งการส่งออกกุ้งของโลก โดยในปี 2555 ไทยส่งออกกุ้งเป็นมูลค่า 3,124.25 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 16.5% ของมูลค่าการส่งออกกุ้งทั้งหมดของโลก แต่จากการระบาดของโรคตายด่วน (Shrimp Early Mortality Syndrome : EMS) ในปี 2556-2558 ส่งผลให้ผลผลิตกุ้งของไทยลดลงกว่า 50% ทำให้ไทยเสียส่วนแบ่งตลาดให้กับประเทศผู้ผลิตกุ้งรายสำคัญ เช่น เอกวาดอร์ อินเดีย และเวียดนาม และในปี 2566 ไทยเป็นผู้ส่งออกกุ้งอันดับที่ 6 ของโลก รองจากประเทศเอกวาดอร์ อินเดีย เวียดนาม จีน และอินโดนีเซีย ตามลำดับ ด้วยมูลค่า 1,315.20 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นสัดส่วน 4.6% ของมูลค่าการส่งออกกุ้งทั้งหมดของโลก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนด้านการผลิต ในช่วงระยะเวลา 10 ปี (2556-2566) ผลผลิตของไทยค่อนข้างคงที่ ประมาณ 0.27 ล้านตัน สะท้อนว่าการผลิตกุ้งของไทยต้องเผชิญปัญหาอุปสรรคที่ส่งผลกระทบต่อการผลิต อาทิ ข้อจำกัดด้านทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับการเลี้ยงกุ้ง การระบาดของโรคกุ้ง ขาดการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้ การจัดการที่ไม่เหมาะสม รวมถึงปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นต้น โดยประเทศผู้ผลิตสำคัญที่มีผลผลิตเติบโตมากที่สุด 3 อันดับแรกของโลก ได้แก่ เอกวาดอร์ จีน และอินเดีย ซึ่งในช่วง 5 ปี (2562-2566) มีอัตราผลผลิตเติบโตเฉลี่ยที่ 15.3% 13.0% และ 3.8% ตามลำดับ โดยเอกวาดอร์ จีน และอินเดีย ครองตำแหน่งผู้นำในตลาดกุ้งโลก ด้วยผลผลิตและการส่งออกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง&nbsp;</p>

<p>นอกจากนี้ การศึกษาลักษณะโครงสร้างการนำเข้ากุ้งของโลกในปี 2566 พบว่า ประเทศผู้นำเข้ากุ้งรายใหญ่ของโลก อาทิ สหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป สหราชอาณาจักร และเกาหลีใต้ มีสัดส่วนการนำเข้ากุ้งจากไทยค่อนข้างน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สหรัฐฯ จีน เกาหลีใต้ สหราชอาณาจักร และสหภาพยุโรป โดยอินเดียมีส่วนแบ่งตลาดในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นประเทศผู้นำเข้ากุ้งสูงสุดของโลก 36.41% รองลงมา คือ เอกวาดอร์ 21.72% อินโดนีเซีย 17.71% เวียดนาม 9.98% ส่วนไทยมีส่วนแบ่งตลาดในสหรัฐฯ เพียง 5.24% สำหรับตลาดนำเข้าสำคัญอื่น ๆ เช่น จีน และเกาหลีใต้ แม้จะนำเข้ากุ้งจากไทยในอันดับต้น ๆ แต่ไทยก็มีส่วนแบ่งตลาดค่อนข้างน้อย เช่น ตลาดจีน ไทยมีส่วนแบ่งตลาดเพียง 5.29% รองจากเอกวาดอร์ และอินเดีย ที่ 58.95% และ 13.17% เกาหลีใต้ ไทยมีส่วนแบ่ง 9.19% ขณะที่เวียดนามมีส่วนแบ่ง 50.67% มีเพียงญี่ปุ่นที่เป็นตลาดศักยภาพและไทยยังสามารถแข่งขันได้ดี โดยไทยมีส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับสองในญี่ปุ่น อยู่ที่ 16.60% รองจากเวียดนาม 25.31%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า ผลการศึกษาได้ชี้ช่องทางการเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันสินค้ากุ้งไทยในตลาดโลก โดยผู้ประกอบการควรมุ่งเน้นกลยุทธ์ที่หลากหลายและเชิงลึก ทั้งการรักษาตลาดเดิม เช่น สหรัฐฯ และญี่ปุ่น ที่เป็นตลาดที่มีความต้องการสินค้ากุ้งไทยอย่างต่อเนื่อง และขยายตลาดส่งออกไปยังตลาดที่มีความต้องการกุ้งที่มีกำลังซื้อสม่ำเสมอ เช่น จีน ยุโรป เกาหลีใต้ และมาเลเซีย โดยปรับกลยุทธ์การตลาดและสร้างความสัมพันธ์ทางการค้าอย่างใกล้ชิดกับประเทศดังกล่าว &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน ต้องมุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์กุ้ง รวมทั้งส่งเสริมการขึ้นทะเบียนสินค้ากุ้งให้เป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เนื่องจากมีรสชาติเฉพาะ ซึ่งจะช่วยสร้างจุดเด่นให้กับสินค้าและทำให้สินค้ามีมูลค่าสูงขึ้น อาทิ กุ้งแปรรูปและกุ้งปรุงแต่ง เพื่อดึงดูดความสนใจจากตลาดที่มีกำลังซื้อสูง เช่น ญี่ปุ่น สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร หรือประเทศแถบตะวันออกกลาง เป็นต้น ต้องพัฒนาและยกระดับมาตรฐานให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ ซึ่งปัจจุบันเน้นมาตรฐานด้านความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และความยั่งยืน เพื่อให้ตรงตามมาตรฐานและข้อกำหนดของตลาดหลัก เช่น ปรับปรุงคุณภาพของกุ้งสดและแช่เย็น ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดในสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป และการปฏิบัติตามมาตรฐานด้านความยั่งยืน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ ต้องสำรวจและเข้าถึงตลาดใหม่ เนื่องจากปัจจุบันตลาดสำคัญสำหรับสินค้ากุ้งของไทย คือ สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และจีน ไทยควรสำรวจตลาดใหม่ ๆ และขยายตลาดให้กว้างขึ้น โดยเฉพาะประเทศที่มีความต้องการรับประทานกุ้งอยู่แล้ว แต่ยังสามารถขยายตลาดได้เพิ่มเติม เช่น จีน ตะวันออกกลาง หรือเอเชีย เป็นต้น เพื่อเพิ่มโอกาสในการขยายตลาด และลดการพึ่งพาตลาดเดิม และควรจัดการต้นทุนการผลิตและการขนส่งอย่างมีประสิทธิภาพ และให้ความสำคัญกับการพัฒนาการผลิตอย่างยั่งยืน เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก</p>

<p>ส่วนการพัฒนาศักยภาพการค้าสินค้ากุ้งตลอดห่วงโซ่อุปทาน แยกเป็นด้านการผลิต ควรมุ่งยกระดับคุณภาพสินค้าในทุกกระบวนการ ตั้งแต่การจัดการผลผลิต การควบคุมโรคระบาด การจัดหาวัตถุดิบ การลดต้นทุนการผลิต ผ่านการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม เช่น พลังงานหมุนเวียน เพื่อสนับสนุนการผลิตอย่างยั่งยืน ด้านการตลาด ควรส่งเสริมความร่วมมือกับค้าปลีกและค้าส่งในการรับซื้อสินค้า พร้อมเปิดโอกาสให้กลุ่มเกษตรกรรายย่อยมีช่องทางจำหน่ายสินค้ามากขึ้น รวมถึงการประชาสัมพันธ์กุ้งไทยทั้งในประเทศและต่างประเทศ การขยายตลาดไปยังตลาดส่งออกใหม่ เช่น ตะวันออกกลาง และแอฟริกา เพื่อลดการพึ่งพาตลาดหลักเดิม พร้อมทั้งเจรจาข้อตกลงการค้าต่าง ๆ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพทางการแข่งขัน และด้านการบริหารจัดการ ควรปรับปรุงกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เช่น มาตรฐานแรงงานและความยั่งยืน เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในตลาดโลกและสนับสนุนการส่งออกอย่างมีประสิทธิภาพ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ในปี 2567 ไทยส่งออกสินค้ากุ้ง รวมทั้งสิ้น 1,240.06 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 6.79% ตลาดหลักที่ไทยส่งออกมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.สหรัฐฯ มูลค่า 312.95 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 25.24% ของมูลค่าการส่งออกกุ้งทั้งหมดของไทย 2.ญี่ปุ่น มูลค่า 308.36 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 24.87% 3.จีน มูลค่า 263.62 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 21.26% 4.เกาหลีใต้ มูลค่า 65.87 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 5.31% และ 5.ไต้หวัน มูลค่า 65.82 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 5.31%</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20250129e08aa41399f73d5a809727ab93f5a8d5161839.jpg' type='image/jpg' length='471806' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[จดบริษัทใหม่ปี 67 จำนวน 87,596 ราย เพิ่ม 2.69% สูงสุดเป็นประวัติศาสตร์]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/87754</link>
<guid isPermaLink="false">fca2e86d36a7ed6c45fff1c42dedaf03</guid>
<pubDate>Wed, 29 Jan 2025 16:15:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผยยอดบริษัทจดทะเบียนเดือน ธ.ค.67 มีจำนวน 4,377 ราย เพิ่ม 9.18% ทุนจดทะเบียน 22,895 ล้านบาท เพิ่ม 46.63% ส่วนยอดรวมทั้งปี 67 มีจำนวน 87,596 ราย เพิ่ม 2.69% ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ นับตั้งแต่มีการจดทะเบียนมา ทุนจดทะเบียนรวม 285,745 ล้านบาท ลด 49.20% คาดปี 68 ทำนิวไฮต่อ ตั้งใหม่ 9-9.5 หมื่นราย เพิ่ม 2-4% ได้แรงหนุนจากเศรษฐกิจ ท่องเที่ยว การบริโภค ลงทุน ส่งออกฟื้นตัว</strong><br />
<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่เดือน ธ.ค.2567 มีจำนวน 4,377 ราย เพิ่มขึ้น 9.18% ทุนจดทะเบียน 22,895 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 46.63% โดยธุรกิจตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรก คือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป ธุรกิจการออกอากาศทางวิทยุกระจายเสียง (ยกเว้นออนไลน์) ส่วนยอดรวมการจัดตั้งธุรกิจใหม่ทั้งปี 2567 (ม.ค.-ธ.ค.) มีจำนวน 87,596 ราย เพิ่มขึ้น 2.69% ทำสถิติสูงสุด ตั้งแต่มีการจดทะเบียนมา มีปัจจัยบวกจากเศรษฐกิจไทยฟื้นตัว ได้แรงหนุนจากการท่องเที่ยว การบริโภคภาคเอกชน การส่งออก และการลงทุนภาครัฐ มีทุนจดทะเบียน 285,745 ล้านบาท ลดลง 49.20% เพราะปี 2566 มีบริษัทที่มีทุนจดทะเบียนเกิน 1 แสนล้านบาท 2 ราย คือ การควบรวมทรูกับดีแทค และการแปรสภาพบิ๊กซี โดย</p>

<p>ธุรกิจที่มีการจัดตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจภัตตาคารและร้านอาหาร<br />
<br />
ทั้งนี้ ตลอดทั้งปี 2567 มีนิติบุคคลจัดตั้งใหม่ที่มีทุนจดทะเบียนสูงเกิน 1,000 ล้านบาท จำนวน 15 ราย ทุนจดทะเบียนรวมทั้งสิ้น 45,558 ล้านบาท เช่น ธุรกิจ Data Center รับเหมาก่อสร้างอาคาร ค้าส่งและค้าปลีก และโรงพยาบาล เป็นต้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนการจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการเดือน ธ.ค.2567 มีจำนวน 6,065 ราย เพิ่มขึ้น 9.83% ทุนจดทะเบียนเลิก 35,102 ล้านบาท ลดลง 32.92% ในจำนวนนี้มีธุรกิจเลิกประกอบกิจการที่ทุนจดทะเบียนสูงเกิน 1,000 ล้านบาท จำนวน 3 ราย คิดเป็นทุนจดทะเบียน 15,571 ล้านบาท โดยธุรกิจที่เลิกประกอบกิจการสูงสุด 3 อันดับแรก คือ ธุรกิจก่อสร้างอาคาร ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจภัตตาคารและร้านอาหาร 205 ราย และยอดรวมจดทะเบียนเลิกทั้งปี 2567 มีจำนวน 23,679 ราย เพิ่มขึ้น 1.28% ทุนจดทะเบียนเลิก 171,180 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.95% โดยธุรกิจที่มีการจดทะเบียนเลิกสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจภัตตาคารและร้านอาหาร&nbsp;&nbsp;</p>

<p>โดยการจดทะเบียนเลิกของนิติบุคคลที่มีทุนจดทะเบียนสูงเกิน 1,000 ล้านบาท ในปี 2567 มีจำนวน 13 ราย ทุนจดทะเบียนรวมทั้งสิ้น 85,839 ล้านบาท เช่น ธุรกิจโทรคมนาคม ธุรกิจขายสิทธิการเช่าห้องชุดพักอาศัย ให้เช่าห้องชุดพักอาศัย โรงงานผลิต ซื้อ และจำหน่าย ให้เช่าเทปคาสเซ็ท แผ่นเสียง แถบบันทึกเสียง และบริการเงินอิเล็กทรอนิกส์เพื่อใช้ชำระค่าสินค้าหรือบริการ เป็นต้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมนกล่าวว่า สำหรับปี 2568 กรมได้คาดการณ์ตัวเลขการจดทะเบียนธุรกิจใหม่อยู่ที่ 90,000-95,000 ราย เพิ่มขึ้น 2-4% โดยมีปัจจัยบวกจากการเติบโตเศรษฐกิจในปี 2568 ที่สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ คาดการณ์ไว้ที่ 2.3-3.3% เศรษฐกิจโลกขยายตัว 3.0% การเพิ่มขึ้นของจำนวนนักท่องเที่ยว การจัดกิจกรรมและเทศกาลสำคัญภายในประเทศ การขยายตัวของการลงทุน ทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ การขยายตัวของการบริโภคภายในประเทศ และความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น การส่งออกสินค้ายังฟื้นตัวต่อเนื่อง แต่ก็ต้องติดตามสภาวะเศรษฐกิจโลก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาตสร์ ความไม่แน่นอนของนโยบายทรัมป์ 2.0<br />
<br />
ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธ.ค.2567) มีธุรกิจที่จดทะเบียนนิติบุคคลรวมทั้งสิ้น 1,964,829 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 30.56 ล้านล้านบาท มีนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่จำนวน 928,290 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 22.40 ล้านล้านบาท แบ่งออกเป็นบริษัทจำกัดจำนวน 730,542 ราย หรือ 78.70% ของจำนวนนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 16.29 ล้านล้านบาท ห้างหุ้นส่วนจำกัดและห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลจำนวน 196,266 ราย หรือ 21.14% ของจำนวนนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 0.44 ล้านล้านบาท และบริษัทมหาชนจำกัด จำนวน 1,482 ราย หรือ 0.16% ของจำนวนนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 5.67 ล้านล้านบาท</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20250129637a183b5319be79233b8847f845171d161558.jpg' type='image/jpg' length='112064' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​23 ม.ค.68 วันประวัติศาสตร์ ไทย-EFTA]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/85842</link>
<guid isPermaLink="false">e34e4df1c87f5e43347b3f99fadeadd2</guid>
<pubDate>Mon, 20 Jan 2025 14:27:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>หลังจากที่ &ldquo;<strong>สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (EFTA)</strong>&rdquo; ซึ่งประกอบด้วย 4 ประเทศ ได้แก่ สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และลิกเตนสไตน์ และไทย ได้ประกาศ &ldquo;<strong>ความสำเร็จ</strong>&rdquo; การเจรจาจัดทำ &ldquo;<strong>ความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-EFTA</strong>&rdquo; เมื่อวันที่ 29 พ.ย.2567 ที่ผ่านมา<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
จากนั้น ทั้งสองฝ่ายได้ดำเนินกระบวนการภายในประเทศ เพื่อขอความเห็นชอบในการลงนาม และได้กำหนดวันลงนามไว้วันที่ 23 ม.ค.2568 ในช่วงการประชุม World Economic Forum (WEF) ที่กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-24 ม.ค.2568 ณ เมืองดาวอส สวิตเซอร์แลนด์<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ต่อมา &ldquo;<strong>กระทรวงพาณิชย์</strong>&rdquo; ได้นำเสนอผลการเจรจา FTA ไทย-EFTA ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา เมื่อวันที่ 13 ม.ค.2568 และ ครม. ได้ให้ความเห็นชอบ ทำให้ไทยสามารถลงนามได้ตามวันที่กำหนดไว้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ในการลงนาม &ldquo;<strong>นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์</strong>&rdquo; จะเป็นตัวแทนรัฐบาลไทย ลงนามกับรัฐมนตรี EFTA จาก 4 ประเทศ และเลขาธิการ EFTA โดยมี &ldquo;<strong>น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี</strong>&rdquo; เป็นสักขีพยาน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยสาระสำคัญใน FTA ไทย-EFTA ที่เจรจากันจบ มีทั้งสิ้น 15 เรื่อง ได้แก่ 1.การค้าสินค้า 2.กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า 3.การอำนวยความสะดวกทางการค้า 4.มาตรการเยียวยาทางการค้า 5.มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช 6.มาตรการอุปสรรคเทคนิคต่อการค้า 7.การค้าบริการ 8.การลงทุน 9.ทรัพย์สินทางปัญญา 10.การแข่งขัน 11.การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ 12.การค้าและการพัฒนาที่ยั่งยืน (ครอบคลุมประเด็นสิ่งแวดล้อมและแรงงาน) 13.ความร่วมมือด้านเทคนิคและการเสริมสร้างศักยภาพ 14.ประเด็นกฎหมายและการระงับข้อพิพาท และ 15.วิสาหกิจขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดย่อม (SMEs)<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพิชัย บอกว่า&nbsp;<strong>ความสำเร็จของ FTA ฉบับนี้ ถือเป็นหน้าใหม่ของประวัติศาสตร์การค้าไทย เนื่องจากเป็น FTA ฉบับแรกที่ไทยทำกับกลุ่มประเทศในยุโรป มีความทันสมัย มาตรฐานสูง สอดคล้องกับพัฒนาการของกฎเกณฑ์การค้ายุคใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน</strong></p>

<p>ไม่เพียงแค่นั้น จะเป็นการ &ldquo;<strong>ปูทาง</strong>&rdquo; ไปสู่การเจรจาจัดทำ FTA ของไทยกับคู่ค้าสำคัญอื่น ๆ เช่น &ldquo;<strong>ไทย-สหภาพยุโรป (อียู)</strong>&rdquo; ที่กำลังอยู่ระหว่างการเจรจาต่อไป<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับ &ldquo;<strong>ประโยชน์</strong>&rdquo; ที่คาดว่าไทยจะได้รับจาก FTA ฉบับนี้ จากผลการศึกษา พบว่า &ldquo;<strong>มีมาก</strong>&rdquo; จนคาดไม่ถึง ทั้งการค้าสินค้าเกษตร สินค้าอุตสาหกรรมและประมง การค้าบริการและการลงทุน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;<strong>สินค้าเกษตร</strong>&rdquo; ที่จะได้ประโยชน์ในการส่งออกไป EFTA เช่น อาหารปรุงแต่ง ผลิตภัณฑ์ปรุงรส ผัก ผลไม้สดและแปรรูป ข้าว เนื้อสัตว์ปีกสดและแปรรูป แป้งจากธัญพืช เส้นก๋วยเตี๋ยว อาหารสุนัขและแมว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;<strong>สินค้าอุตสาหกรรมและประมง</strong>&rdquo; ที่จะได้รับประโยชน์ เช่น ปลากระป๋อง อาหารทะเลสดและแปรรูป เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ นาฬิกาและส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้า แผงวงจร ส่วนประกอบคอมพิวเตอร์ ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัช ชุดแต่งกายและสิ่งทอ เคมีภัณฑ์ ยาง ผลิตภัณฑ์พลาสติก ยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;<strong>การค้าบริการและการลงทุน</strong>&rdquo; FTA ฉบับนี้ จะเสริมสร้าง &ldquo;<strong>โอกาส</strong>&rdquo; ด้านการลงทุนในธุรกิจที่ผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพ เช่น ก่อสร้าง บริการทางการแพทย์ ธุรกิจค้าปลีกธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร ธุรกิจด้านความงาม<br />
และสุขภาพ รวมทั้ง &ldquo;<strong>ขยายโอกาส</strong>&rdquo; การเข้าไป &ldquo;<strong>ทำงาน</strong>&rdquo; ของบุคลากรของไทย แม้ว่าในปัจจุบัน ผู้ประกอบการไทยจะยังไม่มีความพร้อมในการเข้าไปลงทุนในประเทศสมาชิก EFTA ในทุกสาขา แต่การมี FTA จะช่วยเสริมสร้างโอกาสการลงทุนของไทยในอนาคต เมื่อผู้ประกอบการไทยมีความพร้อมและมีการพัฒนาศักยภาพ<br />
<br />
นอกจากนี้ FTA ฉบับนี้ ยังจะช่วย &ldquo;<strong>ดึงดูดการลงทุน</strong>&rdquo; ในสาขาที่ไทยต้องการ โดยเฉพาะสาขาที่ใช้ &ldquo;<strong>เทคโนโลยี นวัตกรรมใหม่ ๆ</strong>&rdquo; ที่ต้องการ Know How และการบริหารจัดการที่มีมาตรฐาน เพื่อเป็นพื้นฐานในการพัฒนาอุตสาหกรรมอื่นในประเทศ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน คาดว่า &ldquo;<strong>การค้าสองฝ่าย</strong>&rdquo; จะขยายตัวได้มากขึ้น จากที่เคยค้าขายกัน</p>

<p>โดยในปี 2566 EFTA เป็นคู่ค้าที่สำคัญอันดับที่ 16 ของไทย มีมูลค่าการค้ากับไทย 9,887.56 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 1.72% ของการค้าทั้งหมดของไทยกับโลก โดยไทยส่งออกไป EFTA 4,390.48 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยนำเข้าจาก EFTA 5,497.08 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยเสียเปรียบดุลการค้า 1,106.60 ล้านดอลลาร์สหรัฐ<br />
<br />
ส่วนในช่วง 9 เดือน ของปี 2567 (ม.ค.-พ.ย.) การค้าไทยกับ EFTA มีมูลค่า 11,467.03 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 2.06% ของการค้าทั้งหมดของไทยกับโลก เพิ่มขึ้น 24.94% โดยไทยส่งออกไป EFTA 4,121.84 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยนำเข้าจาก EFTA 7,345.20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยเสียเปรียบดุลการค้า 3,223.36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม ในการลงนาม FTA ไทย-EFTA ไทยยังได้ใช้โอกาสนี้ โปรโมต &ldquo;<strong>Soft Power</strong>&rdquo; ของไทย ทราบมาว่า ได้เตรียม &ldquo;<strong>ของขวัญ</strong>&rdquo; มอบให้แก่รัฐมนตรี EFTA คือ &ldquo;<strong>เทียนทำจากข้าวหอมมะลิในบรรจุภัณฑ์เซรามิก</strong>&rdquo; ซึ่งเป็น &ldquo;<strong>สินค้านวัตกรรม</strong>&rdquo; ที่ใช้ข้าวมาผลิตเป็นสินค้าต่าง ๆ และยังตอบสนอง &ldquo;<strong>เทรนด์โลก</strong>&rdquo; ที่ให้ความสำคัญกับการผลิตสินค้าที่ใช้วัตถุดิบจาก &ldquo;<strong>ธรรมชาติ</strong>&rdquo; ที่จะมีส่วนสำคัญในการ &ldquo;<strong>ปกป้องสิ่งแวดล้อม</strong>&rdquo; ของโลก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วน &ldquo;<strong>อาหารคาว-หวาน</strong>&rdquo; ที่ได้ &ldquo;<strong>ตระเตรียม</strong>&rdquo; ไว้รับรองแขกผู้มีเกียรติในช่วง &ldquo;<strong>ฉลองความสำเร็จ</strong>&rdquo; ภายหลังจากการลงนาม FTA ล้วนแต่เป็นของขึ้นชื่อของไทย และเป็น Soft Power ด้านอาหารของไทย ไม่ว่าจะเป็น &ldquo;<strong>สาคูช่อม่วง ส้มตำ สะเต๊ะไก่ ขนมครก ข้าวเหนียวสังขยาและปลาแห้ง</strong>&rdquo; ที่พร้อมจะนำมาเสิร์ฟให้กับผู้เข้าร่วมงาน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
การลงนาม FTA ไทย-EFTA ในครั้งนี้ ไม่เพียงสร้าง &ldquo;<strong>ประวัติศาสตร์หน้าใหม่</strong>&rdquo; ให้กับการค้าของไทย แต่ยังสามารถใช้โอกาสนี้ แสดง Soft Power ของไทย ที่ &ldquo;<strong>รัฐบาล</strong>&rdquo; และ &ldquo;<strong>กระทรวงพาณิชย์</strong>&rdquo; กำลังขับเคลื่อน ให้ปรากฎสู่สายตาชาวโลกได้อย่างแนบเนียนอีกด้วย</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20250120439a696f5a8669cd55b380c464b939ab142834.jpg' type='image/jpg' length='360392' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พิชัย” ดึงจีนซื้อมันอีก 5.4 แสนตัน รวมของเดิมเป็น 9.8 แสนตัน มั่นใจดันราคาพุ่งแน่]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/85292</link>
<guid isPermaLink="false">276f315f416c65a91a051e187bb0cb9f</guid>
<pubDate>Thu, 16 Jan 2025 15:57:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พิชัย&rdquo; เป็นสักขีพยานการลงนามซื้อขายมันสำปะหลัง ระหว่างผู้ประกอบการไทยกับ COFCO ยักษ์ใหญ่การค้าสินค้าเกษตรของจีน ปริมาณ 5.4 แสนตัน มูลค่า 3,489 ล้านบาท หากรวมที่ขายได้ก่อนหน้านี้ ที่เซี่ยงไฮ้และเฉิงตู จะขายได้รวม 9.8 แสนตัน มูลค่า 8,083 ล้าน คิดเป็นหัวมันสด 2.98 ล้านตัน มั่นใจเป็นสัญญาณบวก ดันราคามันสำปะหลังขยับขึ้นแน่ เป้าเบื้องต้น 2.5 บาท และ 3 บาทในอนาคต</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามสัญญาการซื้อขาย (Purchasing Order) และบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างผู้ประกอบการไทย และบริษัท COFCO Biotechnology Co.,Ltd หน่วยงานนำเข้ายักษ์ใหญ่การค้าสินค้าเกษตรของจีน โดยมีนายเจียง เหว่ย อัครราชทูตที่ปรึกษาแห่งสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย ผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ และผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของไทย เข้าร่วมงาน ณ กระทรวงพาณิชย์ ว่า การลงนามซื้อขายมันสำปะหลังระหว่างผู้ประกอบการไทยกับ COFCO ในครั้งนี้ มีปริมาณ 5.4 แสนตัน มูลค่า 3,489 ล้านบาท คิดเป็นปริมาณหัวมันสด 1.28 ล้านตัน ซึ่งจะมีการส่งมอบตั้งแต่เดือน ม.ค.2568 เป็นต้นไป ถือเป็นสัญญาณบวกให้กับอุตสาหกรรมมันสำปะหลังของไทย และมั่นใจว่าจะดึงราคามันสำปะหลังของเกษตรกรให้ปรับตัวสูงขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;ปีที่แล้ว มันสำปะหลังราคาดีมาก เพราะมีการซื้อตั้งแต่ต้นฤดูกาล แต่ปีนี้ราคาไม่ค่อยดี กระทรวงพาณิชย์ได้พยายามแก้ไขอย่างต่อเนื่อง ได้มีการติดต่อกับสถานทูตจีนมาโดยตลอด และได้มีการหารือกับนายหาน จื้อเฉียง เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ขอให้มาช่วยแก้ไขปัญหาให้เกษตรกรชาวไร่มันสำปะหลัง จนมาถึงวันนี้ จีนเริ่มซื้อมันสำปะหลังแล้ว เชื่อว่าจะทำให้ราคามันสำปะหลังของไทยพุ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ ตั้งเป้าเบื้องต้นที่ 2.5 บาท/กิโลกรัม และอยากให้ถึง 3 บาท/กิโลกรัมในอนาคต&rdquo;</p>

<p>โดยการขายมันสำปะหลังให้จีนในครั้งนี้ หากรวมกับที่กระทรวงพาณิชย์ได้จัดคณะผู้แทนการค้าเดินทางไปขายมันสำปะหลังที่เซี่ยงไฮ้ และเฉิงตู ระหว่างวันที่ 6-8 ม.ค.2568 ที่ผ่านมา ที่ขายได้ 4.4 แสนตัน มูลค่า 5,314.95 ล้านบาท คิดเป็นหัวมันสด 1.68 ล้านตัน จะทำให้สามารถขายมันสำปะหลังให้จีนได้แล้วรวม 9.8 แสนตัน มูลค่า 8,083 ล้านบาท คิดเป็นหัวมันสดในประเทศ 2.98 ล้านตัน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ยังจะผลักดันให้จีนนำเข้าข้าวจากไทยในส่วนที่ค้างอยู่ตามสัญญาจีทูจี 2.8 แสนตันโดยเร็ว ซึ่งจีนได้แจ้งว่าพร้อมที่จะนำเข้าแล้ว คาดว่าจะได้ข้อสรุปในเร็ว ๆ นี้ รวมถึงให้พิจารณาการนำเข้าวัวมีชีวิตจากไทย และช่วยดูในเรื่องปัญหาการนำเข้าทุเรียนที่ขณะนี้มีการตรวจพบสารย้อมสีให้ด้วย ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ยืนยันว่าจะร่วมมือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการแก้ไขปัญหานี้อย่างเต็มที่<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า กรมได้ดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้การสนับสนุนการส่งออกสินค้าเกษตร และนำรายได้เข้าประเทศ เพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรให้มีรายได้เพิ่มขึ้น โดยในส่วนของมันสำปะหลัง ได้พยายามหาตลาดส่งออกล่วงหน้า โดยเฉพาะตลาดจีน ที่เป็นตลาดหลัก ซึ่งได้ผลักดันให้มีการนำไปใช้ในหลายอุตสาหกรรม ทั้งผลิตแอลกอฮอล์ อาหารคน อาหารสัตว์ กาว กระดาษ และอื่น ๆ ซึ่งประสบความสำเร็จด้วยดี โดยปี 2567 ที่ผ่านมา ส่งออกมันสำปะหลังไปจีนได้ 3.8 ล้านตัน มูลค่ากว่า 5.3 หมื่นล้านบาท</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20250116f44d9f9da458b7f3aaec4fa920f0902e155742.jpg' type='image/jpg' length='160474' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[10 สินค้าส่งออกดาวรุ่งปี 68 “คอมพิวเตอร์” แรงสุดกลุ่มอุตฯ “ผลไม้กระป๋อง” เด่นกลุ่มเกษตร]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/84997</link>
<guid isPermaLink="false">caa1b33e2ded8867059b5bc808a6af7c</guid>
<pubDate>Wed, 15 Jan 2025 14:44:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>สนค.วิเคราะห์สินค้าส่งออกดาวรุ่ง ปี 2568 เผยกลุ่มอุตสาหกรรม &ldquo;เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และชิ้นส่วน&rdquo; มาแรงสุด ตามด้วยอัญมณีและเครื่องประดับ ผลิตภัณฑ์ยาง ส่วนกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร &ldquo;ผลไม้กระป๋องและแปรรูป&rdquo; มาอันดับหนึ่ง ตามด้วยอาหารสัตว์เลี้ยง อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป มั่นใจแม้ปีนี้ มีปัจจัยเสี่ยงส่งออกมาก แต่เชื่อการทำงานใกล้ชิดรัฐและเอกชนจะช่วยผลักดันส่งออกโตได้ 2-3%</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค.ได้ทำการวิเคราะห์แนวโน้มการส่งออกรายสินค้าด้วยอนุกรมเวลา (Time Series Model) พิจารณาควบคู่กับอัตราการเปลี่ยนแปลงหน่วยย่อยต่อภาพรวม (Contribution to growth) และสถานการณ์ที่จะกระทบต่อการค้าในอนาคต เพื่อค้นหาว่า กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมและกลุ่มสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร 10 อันดับแรก มีสินค้าตัวไหน รายการไหน ที่มีแนวโน้มเติบโตและขยายตัวได้ดีในปี 2568<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยผลการวิเคราะห์ พบว่า 10 สินค้าส่งออกอุตสาหกรรม ที่จะเป็นดาวรุ่งในปี 2568 ได้แก่ 1.เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และชิ้นส่วน 2.อัญมณีและเครื่องประดับ 3.ผลิตภัณฑ์ยาง 4.เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ 5.หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ 6.เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ 7.เครื่องส่งวิทยุ โทรเลข โทรศัพท์ โทรทัศน์ 8.แผงสวิทซ์และแผงควบคุมกระแสไฟฟ้า 9.เคมีภัณฑ์ และ 10.แผงวงจรไฟฟ้า<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ปัจจัยที่สนับสนุนการเป็นดาวรุ่ง คือ สินค้าเหล่านี้ มีการฟื้นตัวตามวัฎจักรความเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล เทคโนโลยี AI อุปกรณ์อัจฉริยะที่มีความต้องการเพิ่มขึ้น และความต้องการของภาคการผลิตที่เร่งตัวก่อนการดำเนินมาตรการทางการค้า และยังมีสินค้าอุตสาหกรรมของไทยที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิต ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีความจำเป็นต่อการปรับโครงสร้างการผลิตของไทย เช่น Data Center การผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เช่น แผ่นเวเฟอร์ (Wafer) หรือแผงวงจรไฟฟ้า (PCB) ยานยนต์ไฟฟ้า<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม ในปี 2568 ไทยมีกลุ่มสินค้าที่ต้องเฝ้าระวัง เนื่องจากคาดว่าจะเป็นสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายทรัมป์ 2.0 ได้แก่ กลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์และชิ้นส่วน เครื่องใช้ไฟฟ้า ชิ้นส่วนยานยนต์ และโซลาร์เซลล์ ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่ทั้งไทยและจีนส่งออกไปยังสหรัฐฯ เหมือนกัน อีกทั้งเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ สูง โดยในช่วง 11 เดือนของปี 2567 (ม.ค.-พ.ย.) การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมมีมูลค่า 217,233.2 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 78.8% ของมูลค่าการส่งออกรวมทั้งหมด</p>

<p>สำหรับ 10 สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ที่จะเป็นดาวรุ่งในปี 2568 ได้แก่ 1.ผลไม้กระป๋องและแปรรูป 2.อาหารสัตว์เลี้ยง 3.อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป 4.ไก่แปรรูป 5.ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่น ๆ 6.ยางพารา 7.ไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง 8.ผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็งและแห้ง 9.เนื้อและส่วนต่าง ๆ ของสัตว์ที่บริโภคได้ และ 10.นมและผลิตภัณฑ์นม<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ปัจจัยที่ช่วยให้สินค้ากลุ่มนี้มีแนวโน้มขยายตัวได้ดี มาจากความต้องการสินค้าเกษตรและอาหารที่เติบโตสอดรับการบริโภคและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่อเนื่อง ในขณะที่ปริมาณผลผลิตการเกษตรจะออกมากขึ้นกว่าปีก่อนหน้าและทยอยเข้าสู่ระดับปกติ ทำให้การแข่งขันด้านราคาสำหรับสินค้าเกษตรที่เป็น Raw Material แข่งขันรุนแรงขึ้น และการยกเลิกมาตรการระงับการส่งออกสินค้าเกษตรของประเทศผู้ส่งออกสำคัญของโลก ซึ่งไทยต้องให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เนื่องจากประเทศคู่แข่งมีผลผลิตและต้นทุนต่อไร่ที่ถูกกว่า อีกทั้งประเทศคู่ค้าบางประเทศมีมาตรการทางการค้าที่เข้มงวด โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้ผู้ส่งออกของไทยต้องปรับตัวและบริหารจัดการต้นทุนเพื่อให้สามารถแข่งขันได้ โดยในช่วง 11 เดือนของปี 2567 การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มีมูลค่า 48,390.9 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 17.5% ของมูลค่าการส่งออกรวมทั้งหมด<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า ในปี 2568 การส่งออกยังคงเป็นเครื่องจักรสำคัญหลักในการผลักดันเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์การค้าโลก ไม่ว่าจะเป็นปัญหาภูมิรัฐศาสตร์และการแบ่งขั้วทางการค้าที่มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น ความแปรปรวนของสภาพอากาศและภัยธรรมชาติ ปริมาณการค้าที่ขยายตัวลดลงจากการใช้นโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ และค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มผันผวน<br />
<br />
&ldquo;แม้ในปีนี้ จะมีปัจจัยท้าทายหลายอย่าง แต่เชื่อมั่นว่าจากการทำงานร่วมมืออย่างใกล้ชิดของกระทรวงพาณิชย์และภาคเอกชน ที่ขับเคลื่อนตาม 10 นโยบายของนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะช่วยให้ไทยสามารถคว้าโอกาสในการส่งออกและบรรลุตามเป้าการส่งออกที่ขยายตัว 2-3% คิดเป็นมูลค่าระหว่าง 305,315&ndash;308,308 ล้านเหรียญสหรัฐตามที่ตั้งเป้าเอาไว้ได้&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20250115ea5badc7edf6283ef443f9dcdc85cadb144453.jpg' type='image/jpg' length='380405' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”เผยการค้า Fair Trade โตแรง ทั่วโลกหนุน แนะไทยเกาะติด อย่าตกขบวน]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/84709</link>
<guid isPermaLink="false">daebe53b4a444695ff20a526f843dab2</guid>
<pubDate>Tue, 14 Jan 2025 11:47:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>สนค.เผยทิศทางการค้าที่เป็นธรรม (Fair Trade) มีแนวโน้มเติบโต หลายประเทศนำมาใช้สร้างความเป็นธรรมในการค้า ช่วยเกษตรกร ผู้ผลิต ได้รับผลตอบแทนเหมาะสม ผู้บริโภคได้สินค้าดี มีคุณภาพ ตอบโจทย์เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เปิด 5 สินค้าได้รับรอง Fair Trade ทั่วโลกสูงสุด กล้วย โกโก้ กาแฟ อ้อยน้ำตาล และผลไม้สด ส่วนไทยข้าวนำโด่ง ตามด้วยผลไม้ สมุนไพร แนะเกษตรกร ผู้ประกอบการหนุน Fair Trade ช่วยอัปราคา เพิ่มโอกาสขาย หนุนการพัฒนายั่งยืน</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค. ได้ศึกษาและติดตามสถานการณ์มาตรการและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการค้า เพื่อให้เกษตรกรและผู้ประกอบการไทยใช้ประโยชน์ในการสร้างโอกาสและปรับตัวต่อการค้า พบว่า ในปัจจุบันมีหลายประเทศเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของการเสริมสร้างระบบการค้าที่เป็นธรรม (Fair Trade) ที่จะช่วยสร้างความโปร่งใสในกระบวนการการค้า ทำให้เกษตรกรและผู้ผลิตได้ผลตอบแทนที่เหมาะสม รวมถึงผู้บริโภคได้รับสินค้าที่มีคุณภาพ ตลอดจนตอบโจทย์การพัฒนาที่ยั่งยืนใน 3 มิติ ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับการค้าที่เป็นธรรม (Fair Trade) เป็นแนวคิดที่นิยามโดย The International Fair Trade Charter หมายถึง ความร่วมมือทางการค้าที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเจรจา ความโปร่งใส และความเคารพซึ่งกันและกัน เพื่อสร้างความเสมอภาคทางการค้าระหว่างประเทศ เน้นการเพิ่มมูลค่าทางการค้าให้แก่สินค้า การจัดสรรผลประโยชน์อย่างเป็นธรรมตลอดห่วงโซ่คุณค่า และการส่งเสริมการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การกำหนดราคาขั้นต่ำที่เป็นธรรม การจัดสรรเงินพิเศษเพื่อพัฒนาชุมชน การสร้างความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทาน และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกร เป็นต้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ข้อมูลจากองค์กรแฟร์เทรดสากล (Fairtrade International) ระบุว่า ในปี 2022 ประเทศที่มีผู้ผลิตที่ได้รับการรับรองตราสัญลักษณ์ Fairtrade มากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ โกตดิวัวร์ เปรู โคลอมเบีย อินเดีย และเคนยา และสินค้าที่ได้รับการรับรอง Fairtrade ที่มีปริมาณการค้าสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ กล้วย 730,176 ตัน โกโก้ 232,847 ตัน กาแฟ 231,188 ตัน อ้อยน้ำตาล 169,042 ตัน และผลไม้สด 102,698 ตัน</p>

<p>โดยมูลค่าการค้าที่เกษตรกรหรือผู้ผลิตได้รับเพิ่มจากราคาขายสินค้าปกติ (Fairtrade Premium) คิดเป็นจำนวนเงิน 222.8 ล้านยูโร หรือ 230.3 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นประมาณ 7,820.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.5% มีการเติบโตประมาณ 4.4% ต่อปี โดยมาจากพื้นที่ 1.ลาตินอเมริกันและแคริบเบียน 62.3% 2.แอฟริกา 31.1% และ 3.เอเชีย 6.6% สำหรับสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม (Fairtrade Premium) สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ กาแฟ สัดส่วน 42.9% มูลค่า 95.6 ล้านยูโร โกโก้ 23.7% มูลค่า 52.8 ล้านยูโร กล้วย 17.1% มูลค่า 38.2 ล้านยูโร อ้อยน้ำตาล 4.6% มูลค่า 10.3 ล้านยูโร ดอกไม้และพืชพันธุ์ 3.4% มูลค่า 7.6 ล้านยูโร และอื่น ๆ 8.3% มูลค่า 18.3 ล้านยูโร และตลาดที่มีมูลค่าการค้าปลีกสินค้าที่ได้รับการรับรอง Fairtrade สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ สหราชอาณาจักร เยอรมนี และสหรัฐฯ<br />
<br />
สำหรับประเทศไทย ในปี 2022 มีสินค้าที่ได้รับการรับรอง Fairtrade จาก FLOCERT จำนวน 3 ชนิด ได้แก่ ข้าว สัดส่วน 95.3% ผลไม้สด 3.3% และสมุนไพร ชาสมุนไพร และเครื่องเทศ 1.4% โดยสามารถสร้าง Fairtrade Premium เพิ่มได้กว่า 220,707 ยูโร หรือ 228,168.4 เหรียญสหรัฐ คิดเป็นประมาณ 7.7 ล้านบาท ปริมาณสินค้า 7,270.0 ตัน หรือ 7,270,000 กิโลกรัม แยกเป็นข้าว 61.7% และผลไม้สด 38.3% และปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ประกอบการด้านการเกษตรที่ขึ้นทะเบียนจำนวน 35 ราย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ตัวอย่างประเทศที่นำแนวคิด Fair Trade มาใช้แล้ว ได้แก่ สหรัฐฯ ออกข้อบังคับเรื่องความโปร่งใสในการทำสัญญาและการแข่งขันของผู้เลี้ยงสัตว์ปีก (Transparency in Poultry Grower Contracting and Tournaments) โดยกำหนดให้เปิดเผยข้อมูลผู้เลี้ยงและผู้ค้าสัตว์ปีกมีชีวิต รวมถึงระบบการชำระเงินและการปรับปรุงทุน (Poultry Grower Payment Systems and Capital Improvement Systems) (อยู่ระหว่างปรับปรุงหลังจากรับฟังข้อคิดเห็นเมื่อเดือน ส.ค.2567)<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สหราชอาณาจักร ประกาศแผนส่งเสริมความเป็นธรรมในห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตร ภายใต้กฎหมาย Agriculture Act 2020 โดยกำหนดเงื่อนไขที่ชัดเจนในสัญญาระหว่างผู้ผลิตและผู้ซื้อ เช่น การยกเลิก ระยะเวลาของสัญญา และการกำหนดราคาที่โปร่งใส รวมถึงได้ออกข้อบังคับ Fair Dealing Obligations (Milk) Regulations 2024 (FDOM24) ใช้ในสินค้านมแล้ว และอยู่ระหว่างดำเนินการออกข้อบังคับสำหรับสุกร และไข่</p>

<p>สหภาพยุโรป เมื่อต้นเดือน ธ.ค.2567 ที่ผ่านมา ได้แก้ไขระเบียบองค์กรตลาดร่วมด้านสินค้าเกษตร (Common Market Organizations: CMOs) และร่างกฎระเบียบใหม่ว่าด้วยการบังคับใช้ข้ามพรมแดนเพื่อต่อต้านการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม โดยให้มีการทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรและจัดตั้งกลไกไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างเกษตรกรและผู้ซื้อ เพื่อลดความขัดแย้งและสร้างความเป็นธรรมในการเจรจา<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ฝรั่งเศส ออกกฎหมาย EGAlim3 จะมีผลบังคับใช้เดือน เม.ย.2568 เพื่อสร้างสมดุลในความสัมพันธ์ระหว่างเกษตรกรผู้ผลิต (Suppliers) กับผู้จัดจำหน่าย (Distributors) ในอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร โดยเฉพาะการคุ้มครองเกษตรกรผู้ผลิตกับผู้ค้าปลีกขนาดใหญ่ เช่น กำหนดช่วงเวลาการเจรจาระหว่างเกษตรกรผู้ผลิตกับผู้จัดจำหน่ายทุกปี (1 ธ.ค.-1 มี.ค.) หากไม่เป็นไปในช่วงเวลาดังกล่าว สามารถบอกเลิกสัญญาได้โดยถือว่าไม่ผิดสัญญา นอกจากนี้ กำหนดให้สถาบันการศึกษาและสุขภาพของรัฐ ต้องจัดซื้อผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืนอย่างน้อย 50% รวมถึงสินค้า Fair Trade<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า การส่งเสริมการค้า Fair Trade เป็นโอกาสทางการค้าที่สอดรับกับเทรนด์การค้ายั่งยืน โดยข้อมูลการสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภค Voice of the Consumer Survey 2024 จาก PricewaterhouseCoopers รายงานว่า ปัจจัยด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคเลือกสินค้า ดังนี้ ผู้บริโภคยินดีจ่ายราคาสูงกว่าค่าเฉลี่ย 9.7% สำหรับสินค้าที่ผลิตหรือจัดหามาอย่างยั่งยืน ผู้บริโภค 20% เลือกสินค้าจากผู้ประกอบการที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม และ 17% เลือกสินค้าจากการมีส่วนร่วมของชุมชน และผู้บริโภคเต็มใจจ่ายสินค้าที่ผลิตจากผู้ประกอบการที่มีชื่อเสียงด้านจริยธรรม เช่น สิทธิมนุษยชน เป็นต้น สูงกว่าราคาเฉลี่ยของสินค้าปกติที่ประมาณ 1-5%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;ปัจจุบันการค้า Fair Trade ยังเป็นการค้าเฉพาะกลุ่ม แต่มีความสอดคล้องกับกระแสโลกเรื่องความยั่งยืน จึงคาดว่าในอนาคตการค้า Fair Trade จะเติบโตเพิ่มขึ้น เป็นโอกาสของเกษตรกรและผู้ประกอบการไทยที่จะขายสินค้าเกษตรได้ในราคาสูงขึ้น โดยการผลักดันให้เกิดแนวทางสนับสนุนการค้า Fair Trade และสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการผลิต การค้า และการบริโภคสินค้าที่มาจากการค้าที่เป็นธรรม ไม่เพียงช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่นำไปสู่ความเท่าเทียมในสังคม การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ตลอดจนการพัฒนาอย่างยั่งยืนในภาคเกษตรกรรม&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20250114000a21237a631b18a77c5bedc301e838114811.jpg' type='image/jpg' length='314852' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[น้ำมัน อาหาร-เครื่องดื่มขึ้น ดันเงินเฟ้อ ธ.ค.67 เพิ่ม 1.23% ทั้งปี 67 โตตามเป้า 0.4%]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/83544</link>
<guid isPermaLink="false">4ae34c1d82fd0fe1f4041a5598dab412</guid>
<pubDate>Tue, 07 Jan 2025 09:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เผยเงินเฟ้อเดือน ธ.ค.67 เพิ่มขึ้น 1.23% จากราคาน้ำมัน หมวดอาหารและเครื่องดื่ม เป็นบวกต่อเนื่อง 9 เดือนติดต่อกัน ส่วนยอดรวมทั้งปี 2567 เพิ่ม 0.4% อยู่ในเป้าที่คาดไว้ ส่วนปี 2568 ตั้งเป้า 0.3-1.3% ค่ากลาง 0.8% แต่มีแนวโน้มเงินเฟ้อทรงตัวสูงบวกลบ 1% ตลอดทั้งปี จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ การลงทุน การบริโภค และท่องเที่ยว</strong><br />
<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (เงินเฟ้อทั่วไป) เดือน ธ.ค.2567 เท่ากับ 108.28 เทียบกับ พ.ย.2567 ลดลง 0.18% เทียบกับเดือน ธ.ค.2566 เพิ่มขึ้น 1.23% เป็นบวกต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 9 โดยปัจจัยหลักมาจากการสูงขึ้นของราคาน้ำมันเชื้อเพลิง เพราะฐานปีก่อนราคาต่ำ รวมถึงราคาสินค้าในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มปรับตัวสูงขึ้นจากราคาผลไม้สด เครื่องประกอบอาหาร และเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ส่วนราคาสินค้าและบริการอื่น ๆ ส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อไม่มากนัก และหากรวมเงินเฟ้อทั้งปี 2567 (ม.ค.-ธ.ค.) เพิ่มขึ้น 0.4% ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายที่คาดไว้ว่าเงินเฟ้อจะอยู่ที่ 0.2-0.8% ค่ากลาง 0.5%<br />
<br />
สำหรับรายละเอียดเงินเฟ้อเดือน ธ.ค.2567 ที่สูงขึ้น 1.23% มาจากการสูงขึ้นของหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ 1.28% โดยสินค้าสำคัญที่ราคาสูงขึ้น อาทิ กลุ่มผลไม้สด (เงาะ มะม่วง กล้วยน้ำว้า ทุเรียน แตงโม สับปะรด กล้วยหอม) กลุ่มเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ (กาแฟผงสำเร็จรูป น้ำอัดลม กาแฟ (ร้อน/เย็น)) กลุ่มเครื่องประกอบอาหาร (มะพร้าว (ผลแห้ง/ขูด) ซอสหอยนางรม น้ำพริกแกง) กลุ่มข้าว แป้ง และผลิตภัณฑ์จากแป้ง (ข้าวสารเจ้า ข้าวสารเหนียว ขนมอบ) กลุ่มอาหารสำเร็จรูป (ข้าวราดแกง กับข้าวสำเร็จรูป อาหารเช้า) และกลุ่มเนื้อสัตว์ เป็ดไก่ และสัตว์น้ำ (ปลานิล กุ้งขาว ปลาทูนึ่ง ปลาทับทิม) ส่วนสินค้าที่ราคาลดลง อาทิ ผักสด (พริกสด มะเขือเทศ มะนาว ผักคะน้า กะหล่ำปลี ผักกาดขาว ผักชี) ไข่ไก่ เนื้อสุกร ไก่ย่าง นมเปรี้ยว น้ำมันพืช และอาหารโทรสั่ง (Delivery) เป็นต้น<br />
<br />
ส่วนหมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม เพิ่มขึ้น 1.21% จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ โดยเฉพาะน้ำมันเชื้อเพลิง อาทิ น้ำมันดีเซล แก๊สโซฮอล์ น้ำมันเบนซิน และยังมีค่ากระแสไฟฟ้า ค่าเช่าบ้าน ค่าโดยสารเครื่องบิน ค่ารถรับส่งนักเรียน และค่าบริการส่วนบุคคล (ค่าแต่งผมบุรุษและสตรี) ที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่วนสินค้าที่ราคาลดลง อาทิ ของใช้ส่วนบุคคล (แชมพู สบู่ถูตัว) สิ่งที่เกี่ยวกับการทำความสะอาด (ผงซักฟอก น้ำยาซักแห้ง น้ำยาล้างห้องน้ำ) และเสื้อผ้า (เสื้อยืดบุรุษและสตรี เสื้อเชิ้ตบุรุษและสตรี กางเกงขายาวบุรุษและสตรี) เป็นต้น<br />
ทางด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน เดือน ธ.ค.2567 เมื่อหักอาหารสดและพลังงานออก เพิ่มขึ้น 0.05% เมื่อเทียบกับเดือน พ.ย.2567 และเพิ่มขึ้น 0.79% เมื่อเทียบกับเดือน ธ.ค.2566 เฉลี่ยทั้งปี 2567 (ม.ค.-ธ.ค.) เพิ่มขึ้น 0.56%<br />
<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มเงินเฟ้อเดือน ม.ค.2568 คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 1.25% และไตรมาส 1 ปี 2568 เฉลี่ยจะสูงกว่า 1% ส่วนไตรมาส 2 และ 3 จะลดลงไม่น่าถึง 1% จากนั้นจะกลับมาสูงขึ้นในระดับ 1% ขึ้นไปในไตรมาสที่ 4 รวมเงินเฟ้อทั้งปี 2568 จะอยู่ระหว่าง 0.3-1.3% ค่ากลาง 0.8% โดยมีสมมติฐานจากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ 2.3-3.3% น้ำมันดิบดูไบเฉลี่ย 70-80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และอัตราแลกเปลี่ยน 34-35 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และยังมีแรงหนุนจากเศรษฐกิจไทยในปี 2568 มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น จากการขยายตัวของการลงทุนและการบริโภคภาคเอกชน การท่องเที่ยวที่จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ความต้องการสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น และราคาน้ำมันดีเซลที่กำหนดเพดานไม่เกิน 33 บาทต่อลิตร ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยในไตรมาสที่ 1 และ 2 ปี 2567<br />
<br />
อย่างไรก็ตาม มีปัจจัยที่จะฉุดให้เงินเฟ้อลดลง อาทิ ภาครัฐมีแนวโน้มดำเนินมาตรการช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการปรับลดค่าไฟฟ้าและการตรึงราคาก๊าซ LPG ฐานราคาผักและผลไม้สด ปี 2567 อยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นผลจากสถานการณ์เอลนีโญและลานีญา ขณะที่ในปี 2568 คาดว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะไม่รุนแรงและส่งผลกระทบต่อราคาไม่มากนัก และการชะลอตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์และการจำหน่ายรถยนต์ภายในประเทศ ส่งผลให้ค่าเช่าบ้านและราคารถยนต์เพิ่มขึ้นอย่างจำกัด รวมทั้งยังมีความเสี่ยงที่จะทำให้เงินเฟ้อสูงหรือต่ำ จากการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนนโยบายส่งออกสินค้าเกษตรของผู้ผลิตรายใหญ่ เช่น ข้าว น้ำมันปาล์ม ส่วนการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ เบื้องต้นไม่มีผลกระทบต่อเงินเฟ้ออย่างมีนัยสำคัญ</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20250107a1aaf66394014b66e067d0d4efcc2b53090120.jpg' type='image/jpg' length='280555' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พิชัย” นำทีมพาณิชย์ หารือ ส.อ.ท. วางแผนร่วมมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/82995</link>
<guid isPermaLink="false">35c2e7c5a5bb84efed6a9967f8e49c01</guid>
<pubDate>Thu, 02 Jan 2025 09:01:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พิชัย&rdquo;นำทีมพาณิชย์ พบปะประธาน ส.อ.ท. และคณะผู้บริหาร หารือวางแผนร่วมมือกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ยันเดินหน้าเจรจา FTA ต่อ มุ่งส่งเสริมและสนับสนุนเอกชนตามนโยบาย 80 : 20 มั่นใจร่วมมือเอกชนดันส่งออกปี 68 โต 2-3% ได้แน่</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้นำคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์ ประกอบด้วยนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และอธิบดีทุกกรมในสังกัด เข้าร่วมหารือกับนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และคณะผู้บริหารของ ส.อ.ท. เพื่อวางแผนการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงพาณิชย์ กับ ส.อ.ท. ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และเห็นเป้าหมายที่จะร่วมกันผลักดันนโยบายเศรษฐกิจให้ตอบโจทย์การเติบโตของประเทศเพื่อคนไทยทุกคนไปพร้อมกัน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ได้ยืนยันกับ ส.อ.ท.ว่า กระทรวงพาณิชย์ในยุคใหม่ จะมุ่งเน้นการบริหารงานในสัดส่วน 80 : 20 ซึ่ง 80% จะเน้นการทำงานส่งเสริมและทำงานร่วมกับภาคเอกชนเป็นสำคัญ เพื่อให้ผู้ประกอบการเติบโตอย่างก้าวกระโดด ซึ่งจะเป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจในภาพรวม และอีก 20% จะเป็นการกำกับดูแล<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน จะมุ่งเดินหน้าเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับประเทศอื่น ๆ เพิ่มขึ้น เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการไทย และดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ช่วยสร้างรายได้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งเอกชนก็เห็นด้วย หลังจากที่ล่าสุด ได้มีการปิดดีล FTA ไทย-สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (เอฟตา) ที่ประกอบด้วยสมาชิก 4 ประเทศ คือ สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และลิกเตนสไตน์ ที่จะมีการลงนามในเร็ววันนี้&nbsp;และถือเป็น FTA ฉบับแรกที่ไทยทำกับยุโรป</p>

<p>นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยินดีสนับสนุนการจัดงานใหญ่ประจำปี FTI Expo 2025 ที่จัดโดย ส.อ.ท. ภายใต้แนวคิด &ldquo;Epowering Thai Industry , Elevating Thailand&rsquo;s Future&rdquo; ระหว่างวันที่ 12-15 ก.พ.2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน บ่มเพาะผู้ประกอบการและส่งผลกับเครื่องยนต์สำคัญทางเศรษฐกิจอย่างการส่งออกที่ยังคงเป็นพระเอกช่วยกระตุ้นจีดีพีของประเทศ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับการส่งออกปี 2567 ในช่วง 11 เดือน (ม.ค.-พ.ย.) ส่งออกแล้ว 275,763.6 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 5.1% คิดเป็นเงินบาท 9,695,455 ล้านบาท และคาดว่าทั้งปี จะส่งออกได้สูงถึง 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือเป็นเงินบาททะลุ 10 ล้านล้านบาท ซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนปี 2568 ตั้งเป้าโต 2-3% แม้จะมีความเสี่ยงรอบด้าน แต่ด้วยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างกระทรวงพาณิชย์และภาคเอกชน เชื่อมั่นว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมายได้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า ขอบคุณการทำงานของกระทรวงพาณิชย์ ที่เข้าใจปัญหาและสามารถผลักดันนโยบายได้อย่างตรงจุด โดยเฉพาะยินดีความสำเร็จในการเจรจา FTA ไทย-เอฟตา ซึ่งตลอดการเจรจา ส.อ.ท. ได้ให้ข้อมูลประกอบการเจรจาอย่างต่อเนื่อง ตอกย้ำถึงประสิทธิภาพการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อนำไปสู่การเจรจาบรรลุผล ก่อให้เกิดแต้มต่อที่เป็นประโยชน์ในทางการค้า การลงทุน จากนี้ ส.อ.ท.จะสนับสนุนและส่งเสริมสมาชิกกลุ่มอุตสาหกรรมต่าง ๆ ให้สามารถใช้ประโยชน์จากความตกลง FTA ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพต่อไป รวมทั้งชื่นชมโครงการสำคัญของกระทรวงพาณิชย์ที่มีส่วนช่วยผู้ประกอบการ อาทิ SMEs Pro-active การขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) และการปรับเปลี่ยนองค์กรสู่ดิจิทัล</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/202501029421186df76312404320cdd4908e2ecf090216.jpg' type='image/jpg' length='355677' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“กะทิไทย” โดนใจต่างชาติ ส่งออกขายแล้ว 131 ประเทศทั่วโลก มูลค่ากว่า 1.2 หมื่นล้าน]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/82231</link>
<guid isPermaLink="false">e47f31cd5590e31460d0825075696e8c</guid>
<pubDate>Wed, 25 Dec 2024 10:56:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>สนค.เผย &ldquo;กะทิไทย&rdquo; สินค้าดาวรุ่งตัวใหม่ มีแนวโน้มเติบโตสูง ตามการเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารโลก ล่าสุดสามารถส่งออกขายได้ 131 ประเทศทั่วโลก มูลค่ากว่า 1.2 หมื่นล้านบาท กะทิสำเร็จรูปมีสัดส่วนสูงสุด 93.13% ส่วนกะทิสำเร็จรูปอินทรีย์ แม้จะยังส่งออกน้อย แต่เป็นสินค้าที่น่าจับตา</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค.ได้ติดตามสถานการณ์การค้าสินค้ามะพร้าวและผลิตภัณฑ์แปรรูป พบว่า สินค้ากะทิของไทย เป็นสินค้าที่มีแนวโน้มการเติบโตสูง เป็นอีกหนึ่งสินค้าดาวรุ่งของไทย โดยไทยเป็นผู้ส่งออกกะทิรายสำคัญของโลก ปัจจุบันสามารถส่งออกไปจำหน่ายได้ประมาณ 131 ประเทศทั่วโลก แต่เนื่องจากไม่มีพิกัดศุลกากรระดับสากลสำหรับสินค้ากะทิ ทำให้ไม่สามารถเปรียบเทียบข้อมูลการค้ากะทิของโลกได้ชัดเจน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในปี 2566 ไทยส่งออกกะทิมูลค่า 353.54 ล้านเหรียญสหรัฐ (12,208 ล้านบาท) และในช่วง 10 เดือนของปี 2567 (ม.ค.&ndash;ต.ค.) ไทยส่งออกมูลค่า 341.11 ล้านเหรียญสหรัฐ (12,064 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 16.85% ส่วนใหญ่เป็นการส่งออกกะทิสำเร็จรูป สัดส่วนถึง 93.13% มีมูลค่า 326.55 ล้านเหรียญสหรัฐ (11,277 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 42.26% และในช่วง 10 เดือน ส่งออกมูลค่า 317.68 ล้านเหรียญสหรัฐ (11,235 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 18.12%<br />
<br />
ส่วนกะทิสำเร็จรูปอินทรีย์ แม้ยังมีสัดส่วนการส่งออกน้อย แต่เป็นสินค้าที่น่าจับตามอง โดยปี 2566 ส่งออกมูลค่า4.78 ล้านเหรียญสหรัฐ (165 ล้านบาท) ลดลง 20.07% และในช่วง 10 เดือนปี 2567 ส่งออกมูลค่า 5.35 ล้านเหรียญสหรัฐ (189 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 36.83% โดยมีตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ สหรัฐฯ สัดส่วน 70.50% เนเธอร์แลนด์ 10.43% และสวิตเซอร์แลนด์ 6.21% มีสัดส่วน 1.57% ของมูลค่าการส่งออกกะทิทั้งหมดของไทย</p>

<p>สำหรับกะทิอื่น ๆ ที่ส่งออก เช่น กะทิผง ปี 2566 ส่งออกมูลค่า 8.78 ล้านเหรียญสหรัฐ (303 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 26.33% และในช่วง 10 เดือนของปี 2567 ส่งออกมูลค่า 7.58 ล้านเหรียญสหรัฐ (267 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 0.93% มีสัดส่วน 2.22% กะทิแช่แข็ง ปี 2566 ส่งออกมูลค่า 1.75 ล้านเหรียญสหรัฐ (60.42 ล้านบาท) ลดลง 98.63% และในช่วง 10 เดือนของปี 2567 ส่งออกมูลค่า 0.45 ล้านเหรียญสหรัฐ (16.09 ล้านบาท) ลดลง 72.56% มีสัดส่วน 0.13% ของมูลค่าการส่งออกกะทิทั้งหมดของไทย และกะทิอื่น ๆ ปี 2566 ส่งออกมูลค่า 11.68 ล้านเหรียญสหรัฐ (403 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 5.51% และในช่วง 10 เดือนของปี 2567 ส่งออกมูลค่า 10.06 ล้านเหรียญสหรัฐ (357 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 1.51% มีสัดส่วน 2.95% ของมูลค่าการส่งออกกะทิทั้งหมดของไทย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า ปัจจัยที่ทำให้การส่งออกกะทิเพิ่มขึ้น เป็นผลมาจากการเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารทั่วโลก โดยมีข้อมูลจาก The Business Research Company ระบุว่า ตลาดอาหารและเครื่องดื่มโลก ในปี 2567 มีอัตราการเติบโต 6.4% และคาดว่าปี 2571 จะมีอัตราการเติบโต 5.9% และกะทิยังมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ หากบริโภคในปริมาณที่เหมาะสม อาทิ กรดไขมันอิ่มตัวสายกลาง (MCTs) ช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงาน และกรดลอริก (Lauric Acid) ช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกันและให้พลังงานแก่ร่างกาย อีกทั้งยังเป็นผลิตภัณฑ์จากพืชที่ไม่มีกลูโคสหรือแล็กโทส จึงเหมาะสำหรับการใช้ทดแทนผลิตภัณฑ์จากนมบางชนิด<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ปัจจุบัน ในปี 2566 ไทยมีผลผลิตมะพร้าว 0.94 ล้านตัน มีความต้องการใช้ประมาณ 1.14 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 5.35% โดยแบ่งเป็นการบริโภคในประเทศ 38% และการใช้เพื่อส่งออก 62% โดยที่ผ่านมา ภาครัฐโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่งเสริมการปลูกและผลิตมะพร้าวให้มีคุณภาพและมาตรฐานที่ทั่วโลกยอมรับ อาทิ การปลูกมะพร้าวพันธุ์ใหม่ที่มีต้นเตี้ยทดแทนสวนมะพร้าวเดิม ทำให้เก็บเกี่ยวง่ายและมีอายุการเก็บเกี่ยวยาวนานกว่า รวมถึงมีโครงการนำร่อง GAP-Monkey Free Plus (GAP-MFP) เพื่อรับรองแปลงผลิตมะพร้าวปลอดภัยและการเก็บมะพร้าวที่ไม่ได้ใช้ลิง ตลอดจนส่งเสริมให้เกษตรกรขอรับมาตรฐานดังกล่าว ควบคู่ไปกับการพัฒนาเครื่องมือเก็บมะพร้าว ซึ่งหากทุกภาคส่วนให้ความสำคัญในกระบวนการผลิตมะพร้าว ตั้งแต่การปลูก การเก็บ และการแปรรูป ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลและสอดรับกับความต้องการของประเทศคู่ค้า รวมทั้งเพิ่มเติมประเด็นความรับผิดชอบต่อสังคมสิ่งแวดล้อม และการมีสวัสดิการแรงงานที่ดี ก็จะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและผลักดันให้ไทยคว้าโอกาสการส่งออกไปยังตลาดโลกได้เพิ่มขึ้น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/2024122524ce43c473bfabb96499616655a8278d105641.jpg' type='image/jpg' length='251571' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​11 เดือน ต่างชาติลงทุนไทย 884 ราย นำเงินเข้า 2.13 แสนล้าน จ้างงาน 3,671 คน]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/82229</link>
<guid isPermaLink="false">5bd15792b30238966af94d6da71dd8d6</guid>
<pubDate>Wed, 25 Dec 2024 10:50:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยต่างชาติลงทุนไทยช่วง 11 เดือน ปี 67 จำนวน 884 ราย เพิ่ม 44% นำเงินเข้ามาลงทุน 213,964 ล้านบาท เพิ่ม 118% จ้างงาน 3,671 คน ญี่ปุ่นนำโด่งลงทุนมากสุด ทั้งจำนวนและเงินลงทุน ตามด้วยสิงคโปร์ จีน สหรัฐฯ และฮ่องกง แถมมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับไทยอีกเพียบ ส่วนใน EEC มีการลงทุน 281 ราย เพิ่มขึ้น 134% ญี่ปุ่นลงทุนมากที่สุด</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 เปิดเผยว่า ในช่วง 11 เดือนของปี 2567 (ม.ค.-พ.ย.) มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 จำนวน 884 ราย เพิ่มขึ้น 44% โดยเป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว จำนวน 202 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) จำนวน 682 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 213,964 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 118% โดยมีการจ้างงานคนไทย จำนวน 3,671 คน ลดลง 40%<br />
<br />
โดยชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุน 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ญี่ปุ่น 239 ราย คิดเป็นร้อยละ 27 ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 119,057 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจบริการทางวิศวกรรมและเทคนิค เช่น การให้บริการทดสอบทางเทคนิคเกี่ยวกับการทำงานของเครื่องยนต์และการใช้พลังงานของยานยนต์ไฟฟ้าของลูกค้า เป็นต้น ธุรกิจการจัดหาจัดซื้อวัตถุดิบ ส่วนประกอบและชิ้นส่วนสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ เพื่อค้าส่งในประเทศ ธุรกิจการขายอาหารและเครื่องดื่ม ธุรกิจบริการพัฒนาดิจิทัลคอนเทนต์ ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า อาทิ ชิ้นส่วนสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนยานพาหนะ ชิ้นส่วนพลาสติกสำหรับอุตสาหกรรมต่าง ๆ<br />
<br />
2.สิงคโปร์ 120 ราย คิดเป็นร้อยละ 14 ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 16,332 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ บริการทางวิศวกรรมและเทคนิคด้านต่างๆ เช่น การออกแบบทางวิศวกรรม และการวางระบบโครงสร้างการผลิต เป็นต้น ธุรกิจการจัดซื้อสินค้า วัตถุดิบ และชิ้นส่วนสำหรับอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น อุตสาหกรรมการแพทย์ เป็นต้น เพื่อค้าส่งในประเทศ ธุรกิจบริการขุดเจาะปิโตรเลียม ภายในบริเวณพื้นที่แปลงสำรวจซึ่งเป็นพื้นที่สัมปทานในอ่าวไทย ธุรกิจบริการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการ Cloud Service ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า อาทิ เครื่องใช้ไฟฟ้าที่อยู่ในระดับเทคโนโลยีขั้นสูง เครื่องจักรที่มีความแม่นยำสูง ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์<br />
<br />
3.จีน 117 ราย คิดเป็นร้อยละ 13 ของจำนวนธุรกิจต่างชาติ เงินลงทุน 16,674 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจบริการติดตั้ง ทดสอบ ซ่อมแซม บำรุงรักษา และฝึกอบรมเกี่ยวกับเครื่องจักร เครื่องมือ อุปกรณ์ และระบบการทำงานต่าง ๆ เพื่อติดตั้งระบบสายพานที่ใช้สำหรับโครงการก่อสร้างโรงงานผลิตและประกอบรถยนต์ไฟฟ้า ธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ โดยเป็นการจัดซื้อสินค้า วัตถุดิบ และชิ้นส่วน สำหรับอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น เพื่อค้าส่งในประเทศ ธุรกิจบริการบริการพัฒนา Enterprise Software ธุรกิจบริการสถานที่สำหรับเล่นเกมแก้ไขปริศนา (Escape Room) ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า ชิ้นส่วนสำหรับเครื่องจักรอุตสาหกรรม เครื่องใช้ไฟฟ้า ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับระบบการสื่อสารแบบใยแก้วนำแสง</p>

<p>4.สหรัฐฯ 115 ราย คิดเป็นร้อยละ 13 ของจำนวนธุรกิจต่างชาติ เงินลงทุน 23,555 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจบริการทางวิศวกรรมและเทคนิค เช่น การติดตั้ง บำรุงรักษา แก้ไข และปรับแต่งเว็ปไซต์ เป็นต้น ธุรกิจค้าปลีกสินค้า อาทิ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพ ผลิตภัณฑ์ดูแลและบำรุงผิวหน้าและผิวกาย เครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ ธุรกิจโฆษณา ธุรกิจบริการซ่อมแซมและบำรุงรักษากล้องส่องตรวจ ท่อส่องตรวจ และเครื่องมือที่เกี่ยวข้อง ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า อาทิ ลูกอม ขนมขบเคี้ยว หมากฝรั่ง อาหารสำเร็จรูป Electro Magnetic Product, แบตเตอรี่ลิเทียมไอออน<br />
<br />
5.ฮ่องกง 62 ราย คิดเป็นร้อยละ 7 ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 14,508 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ โดยเป็นการจัดซื้อสินค้า วัตถุดิบ และชิ้นส่วนสำหรับอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น อุตสาหกรรมเครื่องสำอาง เป็นต้น เพื่อค้าส่งในประเทศ ธุรกิจบริการฝึกอบรม ติดตั้ง บำรุงรักษา ซ่อมแซม และการปรับ (Calibration) เกี่ยวกับเครื่องจักร เครื่องกล เครื่องมือ และอุปกรณ์ ธุรกิจบริการศูนย์กระจายสินค้าด้วยระบบที่ทันสมัย ธุรกิจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อจำหน่าย และ/หรือ ให้บริการ เช่น การตอบคำถามโดยใช้เสียง (Voice to Voice) และการเสนอโฆษณาตามลักษณะของลูกค้า เป็นต้น ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า อาทิ ด้ายหรือผ้าที่มีคุณสมบัติพิเศษ ผลิตภัณฑ์โลหะและชิ้นส่วนโลหะขึ้นรูป ชุดแบตเตอรี่ความจุสูง (High Density Battery)<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ การเข้ามาประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวในไทยในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมข้างต้น มีส่วนช่วยในการถ่ายทอดเทคโนโลยีอันเป็นองค์ความรู้เฉพาะด้านจากประเทศผู้เข้ามาลงทุนให้แก่คนไทย เช่น องค์ความรู้เกี่ยวกับการควบคุมเครนในทะเล องค์ความรู้เกี่ยวกับการตรวจรหัสพันธุกรรมมะเร็ง องค์ความรู้เกี่ยวกับการเจียระไนชิ้นงานเซรามิก องค์ความรู้เกี่ยวกับการตรวจสอบและซ่อมแซมเกี่ยวสินค้าประเภทเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง เครื่องกำเนิดไฟฟ้า เป็นต้น<br />
<br />
สำหรับการลงทุนในพื้นที่ EEC ของนักลงทุนต่างชาติ ช่วง 11 เดือน ของปี 2567 มีนักลงทุนต่างชาติสนใจลงทุนในพื้นที่ EEC จำนวน 281 ราย คิดเป็น 32% ของจำนวนนักลงทุนต่างชาติที่ได้รับอนุญาตในปีนี้ เพิ่มขึ้น 134% และมีมูลค่าการลงทุนในพื้นที่ EEC จำนวน 50,396 ล้านบาท คิดเป็น 24% ของเงินลงทุนทั้งหมด เพิ่มขึ้น 158% เป็นนักลงทุนจากญี่ปุ่น 96 ราย ลงทุน 18,637 ล้านบาท จีน 67 ราย ลงทุน 9,284 ล้านบาท ฮ่องกง 19 ราย ลงทุน 5,223 ล้านบาท และประเทศอื่น ๆ 99 ราย ลงทุน 17,252 ล้านบาท โดยธุรกิจที่ลงทุน อาทิ ธุรกิจบริการทางวิศวกรรม โดยเป็นการออกแบบทางวิศวกรรมสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ ธุรกิจจัดหาจัดซื้อวัตถุดิบส่วนประกอบและชิ้นส่วนสำหรับอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมยานยนต์ เพื่อค้าส่งในประเทศ ธุรกิจบริการระบบซอฟต์แวร์ฐาน (Software Platform) ธุรกิจบริการชุบแข็ง (Heat Treatment) ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ชิ้นส่วนยานพาหนะ ชิ้นส่วนโลหะ ชิ้นส่วนพลาสติก เป็นต้น</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20241225a6f0597aa9dd4eff804545809ea726d5105153.jpg' type='image/jpg' length='284657' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“นภินทร”แจงโลกไม่ลืม โชว์ผลงาน ดันส่งออกทุเรียน เพิ่มรายได้ SME ขจัดนอมินี สกัดสินค้าห่วย]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/82228</link>
<guid isPermaLink="false">0c4407ffbc639f89bd8e823949e2a3bc</guid>
<pubDate>Wed, 25 Dec 2024 10:48:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;นภินทร&rdquo;แจงไม่ได้เป็นรัฐมนตรีโลกลืม มีผลงานจับต้องได้ ทั้งการแก้ไขปัญหาผลไม้ติดหน้าด่านเวียดนาม-จีน เปิดทางส่งออกทุเรียนฉลุย ดันใช้มาตรการเชิงรุกดูแลเกษตรแทนประกันรายได้ ทำราคาพุ่ง ส่งเสริม SME เพิ่มสัดส่วนจีดีพีเป็น 40% ในปี 70 ด้วยการเพิ่มโอกาสทางการตลาด ผลักดันขึ้นทะเบียน GI ยกระดับสินค้าชุมชนสู่พรีเมียม แก้ปัญหามิจฉาชีพ-บัญชีม้านิติบุคคล สินค้านำเข้าที่ไม่มีคุณภาพ รับผลงานอาจไม่ได้อยู่ในกระแส แต่ประชาชนได้ประโยชน์ ก็ถือเป็นผลงาน</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงกรณีที่ได้รับฉายารัฐมนตรีโลกลืม ว่า ตนเข้าใจว่าเป็นบุคคลสาธารณะ มีโอกาสที่จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ แต่ก็เป็นโอกาสที่จะได้พูดให้ทุกคนได้ทราบถึงผลงานที่ได้ทำมาตลอดทั้งปี 2567 ที่ถือเป็นผลงานที่เกษตรกร ผู้ประกอบการ SME และประชาชนได้ประโยชน์ โดยในการดูแลสินค้าเกษตรสำคัญ เช่น ผลไม้ ได้เดินทางไปเจรจาที่ด่านรถไฟรถไฟด่งดัง จังหวัดลางเซิน ด่านรถไฟสากลหูหงิ ที่มีการผ่านพิธีศุลกากรขาเข้าและขาออก จากเวียดนามเข้าสู่ด่านโหยวอี้กวาน เมืองผิงเสียง ประเทศจีน เพื่อให้ทั้งสองประเทศอำนวยความสะดวกกับขบวนขนส่งทุเรียนไทยช่วงผลผลิตออกมาก ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี ทำให้เมื่อช่วงเดือน พ.ค.2567 ที่ผ่านมา ราคาทุเรียนไทย ได้ราคาหน้าสวนดีถึงกิโลกรัมละ 230 บาท<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ยังได้ผลักดันการใช้มาตรการบริหารจัดการเชิงรุกของกระทรวงพาณิชย์ แทนการประกันรายได้สินค้าเกษตร โดยให้กลไกตลาดทำงานได้อย่างสมดุล ลดการใช้งบประมาณของรัฐไปได้กว่า 101,000 ล้านบาท และเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรและเพิ่มรายได้เกษตรกรกว่า 200,000 ล้านบาท<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนผู้ประกอบการ SME กระทรวงพาณิชย์ได้ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการตลาดของ SME เป็น 40% ในปี 2570 เพราะปัจจุบัน SME ไทยมีจำนวนเยอะมาก คิดเป็นสัดส่วน 99.5% ของผู้ประกอบการทั้งหมด การเพิ่มสัดส่วนการตลาดให้ SME ถือเป็นการเพิ่มสัดส่วนทางเศรษฐกิจของทั้งประเทศ ทำให้คนไทยได้มีรายได้ มีความกินดี อยู่ดี ได้จริง ซึ่งที่ผ่านมา จนถึงวันนี้ กำลังดำเนินการอยู่ โดยสิ่งที่เห็นเป็นรูปธรรมแล้ว ได้แก่ การจัดงาน &ldquo;มหกรรมรวมพลัง SME ไทย&rdquo; เมื่อเดือน มิ.ย.2567 จำนวน 5 วัน มีการเจรจาจับคู่ธุรกิจ เพื่อต่อยอดและสร้างตลาดใหม่ ๆ จำนวน 193 ล้านบาท และมีการจำหน่ายสินค้าและบริการ 7.2 ล้านบาท รวมมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทันทีกว่า 200 ล้านบาท</p>

<p>นอกจากนี้ ยังมีการเร่งการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เพื่อเพิ่มมูลค่าและหาตลาดพรีเมียมให้กับสินค้าชุมชน โดยในปี 2567 ได้มีการขึ้นทะเบียนสินค้า GI เพิ่มทั่วประเทศ 25 รายการ รวมสินค้า GI ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนทั้งหมด 216 รายการ และภายใน 1 ปี สร้างมูลค่าตลาดเพิ่มกว่า 22,000 ล้านบาท โดยมีมูลค่าตลาดทั้งสิ้นกว่า 77,000 ล้านบาท ถือว่าสร้างมูลค่าให้กับสินค้าชุมชนสูงที่สุดตั้งแต่มีการขึ้นทะเบียนสินค้า GI มา &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายนภินทรกล่าวว่า ได้มีการแก้ไขปัญหาใหญ่ระดับชาติอีก คือ ปัญหาธุรกิจอำพรางของคนต่างด้าว หรือนอมินี ที่เข้าข่ายเป็นอาชญากรข้ามชาติ ทำลายระบบเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ของประเทศไทย ที่ใกล้ตัวเราที่สุด คือ ปัญหาการเปิดบัญชีม้าของนิติบุคคลและการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) สำนักงานป้องกันและปราบปรางการฟอกเงิน (ปปง.) ปราบปรามผู้กระทำความผิดไปแล้วกว่า 747 ราย โดยมีมูลค่าความเสียหายกว่า 11,720 ล้านบาท และยังยังเดินหน้าตรวจสอบการจดทะเบียนนิติบุคคลเพื่อป้องกันปัญหา และร่วมปราบปรามผู้กระทำผิดที่เปลี่ยนวิธีการในรูปแบบต่าง ๆ ที่ใช้หลอกลวงประชาชนอย่างต่อเนื่อง<br />
<br />
สำหรับปัญหาสินค้าที่ไม่มีคุณภาพจากต่างประเทศ ได้หารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บังคับใช้มาตรการตรวจสอบคุณภาพสินค้าที่เข้าสู่ประเทศไทยอย่างเข้มข้น ทำให้รัฐจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มได้จำนวน 823 ล้านบาท และมูลค่าการนำเข้าสินค้าลดลงเหลือ 2,279 ล้านบาทต่อเดือน ลดลง 27% จากเดิมที่มีการนำเข้า 3,112 ล้านบาทต่อเดือน ทำให้ SME ไทยแข่งขันได้ดีขึ้น<br />
<br />
&ldquo;ขอฝากสื่อมวลชน ช่วยกันนำเสนอผลงานต่าง ๆ ที่ผมได้ทำไปในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบ ผลประโยชน์ที่พวกเขาจะได้รับจากการดำเนินการของกระทรวงพาณิชย์ ภายใต้นโยบายรัฐบาล ถึงแม้ผลงานต่าง ๆ อาจจะไม่ได้อยู่ในกระแสข่าวทำให้ได้ฉายารัฐมนตรีโลกลืม แต่ขอให้พี่น้องประชาชนได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ ผมก็ถือว่าเป็นผลงาน&rdquo;นายนภินทรกล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20241225ea316a8eb7152c85690985e3b72760ce104908.jpg' type='image/jpg' length='171092' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​บริษัทตั้งใหม่ พ.ย. เพิ่ม 4.80% 11 เดือน 83,219 ราย ทั้งปีลุ้นเฉียด 9 หมื่นราย ข่าว23 ธ.ค. 2567258 เข้]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/82223</link>
<guid isPermaLink="false">211142942c6cc136e92b6aebd3b1c796</guid>
<pubDate>Wed, 25 Dec 2024 10:41:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผยบริษัทตั้งใหม่ เดือน พ.ย.67 มีจำนวน 6,266 ราย เพิ่ม 4.80% ทุนจดทะเบียน 24,219.88 ล้านบาท ลด 4.17% เลิกกิจการ 2,852 ราย เพิ่ม 9.36% ทุนจดทะเบียน 10,173 ล้านบาท ลด 41.44% รวม 11 เดือน ตั้งใหม่ 83,219 ราย เพิ่ม 2.37% เลิก 17,614 ราย ลด 1.37% คาดทั้งปีตั้งใหม่เฉียด 9 หมื่นราย โต 2-3%</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่ เดือน พ.ย.2567 มีจำนวน 6,266 ราย เพิ่มขึ้น 4.80% ทุนจดทะเบียน 24,219.88 ล้านบาท ลดลง 4.17% โดยธุรกิจที่มีการจัดตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร ส่วนการจัดตั้งใหม่รวม 11 เดือนของปี 2567 (ม.ค.-พ.ย.) มีจำนวน 83,219 ราย เพิ่มขึ้น 2.37% ทุนจดทะเบียน 262,850 ล้านบาท ลดลง 51.93% เพราะช่วงเดียวกันของปี 2566 มีทุนจดทะเบียนสูงสุดในประวัติการณ์ เนื่องจากมี 2 ธุรกิจ ที่ทุนจดทะเบียนเกิน 100,000 ล้านบาท ได้ควบรวม คือ ทรูกับดีแทค และแปรสภาพบิ๊กซีเป็นบริษัทมหาชน โดยธุรกิจที่จัดตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรก ในช่วง 11 เดือน คือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป และธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนการจดทะเบียนเลิกเดือน พ.ย.2567 มีจำนวน 2,852 ราย เพิ่มขึ้น 9.36% ทุนจดทะเบียน 10,173 ล้านบาท ลดลง 41.44% โดยจำนวนธุรกิจเลิกที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากเป็นปกติของไตรมาสสุดท้ายที่บริษัทที่ไม่ประสงค์จะทำการต่อ แจ้งเลิก เพราะต้องการทำบัญชีให้แล้วเสร็จภายในรอบปีบัญชีนั้น และไม่เป็นภาระทำบัญชีในปีถัดไป ส่วนธุรกิจเลิก 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร และยอดรวมเลิกกิจการ 11 เดือน มีจำนวน 17,614 ราย ลดลง 1.37% ทุนจดทะเบียน 136,078 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26.32% เพราะในช่วง 11 เดือน มีธุรกิจทุนสูงเกิน 1,000 ล้านบาท เลิกกิจการรวม 10 ราย เช่น โทรคมนาคม โรงงานผลิตจำหน่ายให้เช่าเทปคลาสเซ็ท แผ่นเสียง และค้าปลีกผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น โดยธุรกิจเลิก 3 อันดับแรก ในช่วง 11 เดือน ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ คาดว่าการจดทะเบียนในเดือน ธ.ค.2567 จะมียอดจดประมาณ 4,000-5,000 ราย เมื่อรวมกับยอด 11 เดือนที่ตั้งใหม่ 83,219 ราย ยอดตั้งใหม่ทั้งปีจะอยู่ที่ 8.8-8.9 หมื่นราย เพิ่ม 2-3% ใกล้เคียงกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 9 หมื่นราย เพิ่ม 5% โดยมีปัจจัยสนับสนุนการจดทะเบียนตั้งใหม่ของปี 2567 เนื่องจากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว การจับจ่ายใช้สอยฟื้นตัว มีการตั้งโรงงานเพิ่มในหลายภูมิภาค และรัฐมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาต่อเนื่อง</p>

<p>สำหรับธุรกิจที่ดำเนินกิจการอยู่ ณ วันที่ 30 พ.ย.2567 จำนวน 944,008 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 22.50 ล้านล้านบาท แบ่งออกเป็นบริษัทจำกัดจำนวน 740,373 ราย หรือ 78.43% ของจำนวนนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 16.31 ล้านล้านบาท ห้างหุ้นส่วนจำกัดและห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลจำนวน 202,152 ราย หรือ 21.41% ของจำนวนนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 0.47 ล้านล้านบาท และบริษัทมหาชนจำกัด จำนวน 1,483 ราย หรือ 0.16% ของจำนวนนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 5.72 ล้านล้านบาท &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมนกล่าวว่า ในช่วง 11 เดือน ได้มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในไทย ภายใต้พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 จำนวน 884 ราย เป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว จำนวน 202 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) จำนวน 682 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 213,964 ล้านบาท จ้างงานคนไทย 3,671 คน โดยชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุน 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ญี่ปุ่น 239 ราย สัดส่วน 27%ลงทุน 119,057 ล้านบาท 2.สิงคโปร์ 120 ราย 14% ลงทุน 16,332 ล้านบาท 3.จีน 117 ราย 13% ลงทุน 16,674 ล้านบาท 4.สหรัฐฯ 115 ราย 13% ลงทุน 23,555 ล้านบาท และ 5.ฮ่องกง 62 ราย 7% ลงทุน 14,508 ล้านบาท<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนการลงทุนในพื้นที่ EEC ของนักลงทุนต่างชาติ ช่วง 11 เดือน ปี 2567 มีนักลงทุนต่างชาติสนใจลงทุนในพื้นที่ EEC จำนวน 281 ราย คิดเป็น 32% ของจำนวนนักลงทุนต่างชาติที่ได้รับอนุญาตในปีนี้ เพิ่มขึ้น 134% มูลค่าการลงทุน 50,396 ล้านบาท คิดเป็น 24% ของเงินลงทุนทั้งหมด เพิ่มขึ้น 158% เป็นนักลงทุนจากญี่ปุ่น 96 ราย ลงทุน 18,637 ล้านบาท จีน 67 ราย ลงทุน 9,284 ล้านบาท ฮ่องกง 19 ราย ลงทุน 5,223 ล้านบาท และประเทศอื่น ๆ 99 ราย ลงทุน 17,252 ล้านบาท โดยธุรกิจที่ลงทุน อาทิ ธุรกิจบริการทางวิศวกรรม (สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์) ธุรกิจจัดหาจัดซื้อวัตถุดิบส่วนประกอบและชิ้นส่วนสำหรับอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมยานยนต์เพื่อค้าส่งในประเทศ ธุรกิจบริการระบบซอฟต์แวร์ฐาน ธุรกิจบริการชุบแข็ง ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ชิ้นส่วนยานพาหนะ ชิ้นส่วนโลหะ ชิ้นส่วนพลาสติก เป็นต้น</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/202412258b29542d9fba149578781bd3dacb59f0104204.jpg' type='image/jpg' length='89985' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​มาตรการรับมือมันสำปะหลัง]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/82222</link>
<guid isPermaLink="false">e846432b14132013efe62336105d0336</guid>
<pubDate>Wed, 25 Dec 2024 10:39:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>ผลผลิต &ldquo;<strong>มันสำปะหลัง</strong>&rdquo; ในปี 2567/68 คาดว่า จะมีปริมาณ 27.196 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 1.54% โดยผลผลิตเริ่มออกสู่ตลาดแล้ว ตั้งแต่เดือน ต.ค.2567 ที่ผ่านมา และจะออก &ldquo;<strong>มากที่สุด</strong>&rdquo; ในช่วงเดือน ม.ค.-มี.ค.2568<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ คาดว่า ผลผลิตในช่วงนั้น&nbsp;<strong>จะสูงถึง 15.56 ล้านตัน</strong>&nbsp;หรือคิดเป็นสัดส่วน 57.23% ของผลผลิตรวมทั้งหมด<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;<strong>กระทรวงพาณิชย์</strong>&rdquo; ได้ทำ &ldquo;<strong>ปฏิทินสินค้าเกษตร</strong>&rdquo; ไว้แล้ว รู้ว่าสินค้าเกษตรตัวไหน คาดการณ์ปริมาณผลผลิตเท่าไร จะออกเมื่อไร ออกกระจุกตัวช่วงไหน และเตรียมมาตรการรับมือไว้ล่วงหน้า<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;<strong>มันสำปะหลัง</strong>&rdquo; ก็เช่นเดียวกัน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ไม่เพียงแค่นั้น &ldquo;<strong>นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์</strong>&rdquo; ยังได้ &ldquo;<strong>สั่งการ</strong>&rdquo; ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของกระทรวงพาณิชย์ เตรียม &ldquo;<strong>มาตรการรับมือ</strong>&rdquo; ผลผลิตมันสำปะหลังที่กำลังจะออกสู่ตลาด อย่าให้ &ldquo;<strong>มีปัญหา</strong>&rdquo; แล้วมา &ldquo;<strong>ตามแก้</strong>&rdquo; ทีหลัง แต่ทุกอย่างต้องพร้อมก่อน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
จากนั้น กระทรวงพาณิชย์ได้เสนอ &ldquo;<strong>มาตรการรักษาเสถียรภาพราคามันสำปะหลัง ปี 2567/68</strong>&rdquo; ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา เมื่อวันที่ 17 ธ.ค.2567 และ ครม. ได้อนุมัติตามที่เสนอ จำนวน 4 มาตรการ ได้แก่<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
1.<strong>โครงการชดเชยดอกเบี้ยในการเก็บสต็อกมันสำปะหลัง ปี 2567/68 วงเงิน 300 ล้านบาท</strong>&nbsp;สนับสนุนดอกเบี้ยแก่ผู้ประกอบการลานมัน โรงแป้ง โรงงานเอทานอล ที่กู้ยืมเงินจากธนาคารพาณิชย์หรือธนาคารของรัฐ โดยรัฐชดเชยดอกเบี้ย 3% ต่อปี เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้สามารถรับซื้อมันสำปะหลังและแปรรูปเก็บสต็อกในรูปแบบมันเส้นหรือแป้งมัน เป็นระยะเวลา 60-180 วัน เพื่อดึงผลผลิตส่วนเกินออกจากตลาด เป้าหมาย 6 ล้านตัน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
2.<strong>โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมมันสำปะหลังและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ปี 2567/68 วงเงิน 17.50 ล้านบาท</strong>&nbsp;โดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สนับสนุนสินเชื่อแก่สถาบันเกษตรกร (สหกรณ์การเกษตร กลุ่มเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชน) ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการรวบรวมหรือรับซื้อหัวมันสำปะหลังสด มันสำปะหลังเส้นจากเกษตรกร สถาบันเกษตรกรที่ดำเนินกิจการโดยมีสมาชิกประกอบอาชีพเลี้ยงสัตว์เป็นหลัก เพื่อช่วยดูดซับปริมาณผลผลิตมันสำปะหลัง เป้าหมายวงเงินกู้ 500 ล้านบาท ผลผลิตประมาณ 200,000 ตัน อัตราดอกเบี้ยโครงการ 4.5% ต่อปี โดยสถาบันเกษตรกรรับภาระดอกเบี้ย 1% ต่อปี และรัฐสนับสนุนดอกเบี้ยให้ 3.5% ต่อปี &nbsp;</p>

<p>3.<strong>โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูกมันสำปะหลัง ปี 2567/68 วงเงิน 41.40 ล้านบาท</strong>&nbsp;โดย ธ.ก.ส. สนับสนุนสินเชื่อแก่เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังเพื่อเป็นเงินทุนในการพัฒนาการผลิตโดยใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม และลดต้นทุนการผลิตมันสำปะหลัง เป้าหมายเกษตรกร 3,000 ราย รายละไม่เกิน 230,000 บาท วงเงินกู้รวม 690 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยโครงการเท่ากับ MRR และรัฐรับภาระดอกเบี้ยให้ 3% ต่อปี เกษตรกรรับภาระในอัตรา MRR &ndash;3 &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
4.<strong>โครงการยกระดับศักยภาพการแปรรูปมันสำปะหลัง (เครื่องสับมัน) วงเงิน 10 ล้านบาท</strong>&nbsp;โดยเป็นการสนับสนุนเงินทุนให้กลุ่มเกษตรกรเพื่อจัดหาเครื่องสับมันสำปะหลังขนาดเล็กพร้อมเครื่องยนต์ และอุปกรณ์สำหรับตากมันเส้น เครื่องละไม่เกิน 15,000 บาท เป้าหมาย 650 เครื่อง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ &ldquo;<strong>กรมการค้าภายใน</strong>&rdquo; ได้เตรียมของบประมาณจาก &ldquo;<strong>กองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร</strong>&rdquo; เพื่อให้เกษตรกรชะลอการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังในช่วงนี้ที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมาก และให้ผลผลิตมีเชื้อแป้งและผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้เกษตรกรขายได้ราคา โดยจะสนับสนุนให้ใช้สินเชื่อจาก ธ.ก.ส. เป็นค่าใช้จ่ายในครัวเรือนระหว่างรอการเก็บเกี่ยว โดยรัฐบาลจะรับภาระดอกเบี้ยให้ส่วนหนึ่ง น่าจะรู้ผลสัปดาห์นี้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
มาตรการยังไม่หมดเพียงเท่านี้ กรมการค้าภายในยังได้ประสาน &ldquo;<strong>โรงงานผลิตอาหารสัตว์</strong>&rdquo; และ &ldquo;<strong>ผู้เลี้ยงปศุสัตว์</strong>&rdquo; เช่น สุกร และโคนม เพื่อให้เพิ่มปริมาณ &ldquo;<strong>การใช้</strong>&rdquo; มันสำปะหลังมาทำอาหารสัตว์ และ &ldquo;<strong>เชื่อมโยง</strong>&rdquo; การรับซื้อมันสำปะหลังจากเกษตรกรโดยตรง<br />
<br />
&ldquo;<strong>กรมการค้าต่างประเทศ</strong>&rdquo; ได้เตรียมเดินหน้าขยาย &ldquo;<strong>ตลาดส่งออก</strong>&rdquo; มันสำปะหลัง โดยจะ &ldquo;<strong>นำร่อง</strong>&rdquo; หลังปีใหม่ เริ่มจากนำคณะผู้แทนการค้าภาครัฐและเอกชนไปขายมันสำปะหลังที่เซี่ยงไฮ้ เฉิงตู ช่วงวันที่ 5-9 ม.ค.2568 และจะหาทางดึงให้ผู้ซื้อรายใหม่ ที่ไม่เคยใช้มันสำปะหลังมาก่อน หันมาใช้มันสำปะหลัง เช่น อาหารสัตว์ กาว กระดาษ สารให้ความหวาน และกรดซิตริก จากนั้น มีแผนที่จะไปขยายตลาดที่<strong>เม็กซิโก ชิลี ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย</strong>&nbsp;เป็นต้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;<strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ</strong>&rdquo; ได้สั่งการให้ &ldquo;<strong>ทูตพาณิชย์</strong>&rdquo; ที่ประจำอยู่ทั่วโลก เดินหน้าหาตลาดให้กับมันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของไทยอย่างต่อเนื่อง</p>

<p>&ldquo;<strong>สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า</strong>&rdquo; ได้เสนอให้ &ldquo;<strong>เพิ่มมูลค่า</strong>&rdquo; มันสำปะหลัง ด้วยการนำไปผลิตเป็น &ldquo;<strong>พลาสติกชีวภาพ</strong>&rdquo; ใช้ทดแทนพลาสติก นำไปผสมใน &ldquo;<strong>อาหารจากพืช-อาหารฟังก์ชัน</strong>&rdquo; และใช้ทำ &ldquo;<strong>บรรจุภัณฑ์กินได้</strong>&rdquo; ที่กำลังเป็นเทรนด์ใหม่ เพราะโลกวันนี้ ให้ความสำคัญกับการลดการปล่อย &ldquo;<strong>คาร์บอน</strong>&rdquo; และการแก้ไขปัญหา &ldquo;<strong>สิ่งแวดล้อม</strong>&rdquo;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ล่าสุด &ldquo;<strong>ร.ต.จักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์</strong>&rdquo; ได้ประชุมติดตามสถานการณ์มันสำปะหลัง เช็กความพร้อมของมาตรการต่าง ๆ และพิจารณามาตรการเสริม หากมีความจำเป็น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ผลการประชุม ได้ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมพร้อมเดินหน้ามาตรการที่อยู่ในความดูแล และขับเคลื่อนอย่างเต็มที่ รวมทั้ง &ldquo;<strong>ประชาสัมพันธ์</strong>&rdquo; และ &ldquo;<strong>ทำความเข้าใจ</strong>&rdquo; ให้กับเกษตรกร และผู้ที่เกี่ยวข้องได้ทราบถึงมาตรการของรัฐบาล เพื่อให้ใช้ประโยชน์จากมาตรการ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
พร้อมกับเตรียมมาตรการ &ldquo;<strong>เพิ่มเติม</strong>&rdquo; โดยจะให้ &ldquo;<strong>องค์การคลังสินค้า (อคส.)</strong>&rdquo; เข้าไป &ldquo;<strong>เปิดจุดรับซื้อ</strong>&rdquo; ในพื้นที่ ๆ มีข้อจำกัด &ldquo;<strong>ด้านการรับซื้อ</strong>&rdquo; หรือมีปัญหา &ldquo;<strong>ด้านราคา</strong>&rdquo; โดยเฉพาะในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดกระจุกตัว เพื่อกระตุ้นกลไกตลาดให้เกิดการแข่งขันมากขึ้น<br />
<br />
&ldquo;<strong>จังหวัดใด</strong>&rdquo; ที่มีความจำเป็น คณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาเกษตรกรอันเนื่องมาจากผลิตผลการเกษตรระดับจังหวัด (คพจ.) ของจังหวัดนั้น ๆ สามารถแจ้งความประสงค์ในการเปิดจุดรับซื้อมายังกรมการค้าภายในได้<br />
<br />
ทั้งนี้ ยังได้กำชับให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัด กรมการค้าภายใน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ทั้งการปิดป้ายแสดงราคารับซื้อ การชั่งน้ำหนัก การวัดเชื้อแป้ง การควบคุมการขนย้าย เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่เกษตรกร ตลอดจนติดตามและรายงานสถานการณ์ในพื้นที่อย่างรวดเร็วเพื่อจะได้เร่งแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;<strong>มัดรวม</strong>&rdquo; มาตรการดูแลมันสำปะหลังไว้ทั้งหมดแล้ว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนจะ &ldquo;<strong>ผลักดันราคา</strong>&rdquo; ให้กับเกษตรกรได้ &ldquo;<strong>มากน้อย</strong>&rdquo; เพียงใด<br />
<br />
ต้อง &ldquo;<strong>ติดตาม</strong>&rdquo; ดูกัน</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20241225f4b03fdf87f303845cfafeb6682c2615103941.jpg' type='image/jpg' length='440814' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ลงพื้นที่ติดตามหอมแดงศรีสะเกษ ขนทัพผู้ส่งออก-ผู้ประกอบการเข้าซื้อเต็มสูบ]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/82221</link>
<guid isPermaLink="false">5329e46de44c2b012179fe70ef02300e</guid>
<pubDate>Wed, 25 Dec 2024 10:37:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าภายในนำทีมภาครัฐและเอกชน ลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษตร ติดตามสถานการณ์การผลิตและการค้าสินค้าหอมแดง เผยปีนี้ผลผลิตคุณภาพดีมาก แต่กำลังออกสู่ตลาดมาก ได้ประสานผู้ประกอบการและผู้ส่งออกเข้าไปรับซื้อแล้ว สร้างความมั่นใจให้พี่น้องเกษตรกร จะได้รับการดูแล กำชับดูแลการทำสัญญาซื้อขาย ห้ามเบี้ยว เผยเตรียมพิจารณามาตรการช่วยเหลืออีก เพื่อดูแลราคาให้เกษตรกร&nbsp;&nbsp;</strong><br />
<br />
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์สินค้าหอมแดง ในจังหวัดศรีสะเกษ โดยมี นางนุชนาถ จารุวงษ์เสถียร สส.พรรคเพื่อไทย และนายอำเภอ เกษตรจังหวัด เกษตรอำเภอ เข้าร่วม และยังได้เชิญผู้ประกอบการ ทั้งผู้ส่งออก ผู้รับซื้อ ผู้รวบรวม ล้ง และห้างค้าส่งค้าส่ง ห้างท้องถิ่น อาทิ แม็คโคร โลตัส บิ๊กซี ท็อปส์ เซ็นทรัล โก โฮลเซลล์ มาร่วมติดตามสถานการณ์ และช่วยรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร เพื่อช่วยดูแลราคาให้กับพี่น้องเกษตรกร<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;จากการลงพื้นที่ พบว่า ภาพรวมหอมแดงศรีสะเกษในช่วงนี้ คุณภาพดีมาก แต่ปริมาณผลผลิตออกเพิ่มขึ้น ทำให้ราคาปรับตัวลดลงบ้าง แต่กระทรวงพาณิชย์ ได้ประสานผู้ประกอบการกลุ่มต่าง ๆ ให้เข้ามารับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรในทันที และจะทำต่อเนื่องไปจนจบฤดูกาลผลิต เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องเกษตรกรว่าจะได้รับการดูแลตามที่ได้รับนโยบายจากนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้สั่งการให้ดูแลพืชเกษตรทุกชนิด ให้เกษตรกรขายผลผลิตได้ราคาเป็นธรรมและคุ้มต้นทุน&rdquo;นายวิทยากรกล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายวิทยากรกล่าวว่า กรมยังได้หารือพี่น้องเกษตรกร และผู้ประกอบการกลุ่มต่าง ๆ ที่เข้าร่วม เพื่อหารือสถานการณ์ด้านการผลิต การตลาด และมาตรการดูแลหอมแดง โดยในด้านการผลิต คาดว่า ผลผลิตจะมีปริมาณรวม 152,221 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.69 โดยจังหวัดศรีสะเกษถือเป็นแหล่งเพาะปลูกที่ใหญ่เป็นอันดับ 1 ของประเทศไทย ปริมาณ 80,771 ตัน คิดเป็นร้อยละ 53 ซึ่งแหล่งผลิตสำคัญอยู่ในพื้นที่อำเภอราศีไศล ยางชุมน้อย และกันทรารมย์ โดยขณะนี้ผลผลิตเริ่มออกสู่ตลาดแล้ว</p>

<p>ส่วนด้านการตลาด ได้หารือการผลักดันการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ นอกเหนือจากการระบายผลผลิตในประเทศ ที่กระทรวงพาณิชย์ได้นำผู้ประกอบการกลุ่มต่าง ๆ เข้ามาเชื่อมโยงรับซื้ออยู่แล้ว เห็นว่า ตลาดสำคัญ คือ ตลาดอินโดนีเซีย แต่การส่งออกค่อนข้างยากลำบาก ทำให้การระบายไปยังต่างประเทศทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร แต่จะผลักดันให้มีการส่งออกให้ได้ รวมถึงตลาดเวียดนามด้วย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ ยับพบปัญหาการทำสัญญาซื้อขายระหว่างตัวนายหน้า กับเกษตรกร ที่ไม่ตรงไปตรงมา โดยได้กำชับให้มีการดำเนินการให้ตรงไปตรงมา สัญญากำหนดไว้ว่าจะซื้อที่ราคาเท่าไร ถึงหน้างาน ก็ควรจะซื้อในราคานั้น ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้ประสานไปยังนายอำเภอ ทำงานร่วมกับทางพาณิชย์จังหวัดเข้าไปกำกับดูแล เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่พี่น้องเกษตรกรแล้ว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับมาตรการช่วยเหลืออื่น ๆ นอกเหนือจากการประสานผู้ประกอบการเข้าไปรับซื้อ กรมจะไปพิจารณาว่าจะเพิ่มมาตรการด้านการตลาด เพื่อช่วยเร่งระบายผลผลิตหอมแดงให้เพิ่มขึ้นได้อย่างไร ซึ่งที่ได้ทำแล้ว เช่น การนำระบายผ่านการจำหน่ายสินค้าในงานธงฟ้า โมบายพาณิชย์ และการรณรงค์ให้ซื้อหอมแดงเป็นของขวัญปีใหม่ เป็นต้น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/202412250659509bdae45dadb1d81caf2a26d8bd103841.jpg' type='image/jpg' length='377594' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์” แนะ SME ลดเสี่ยง ทรัมป์ 2.0 ใช้สิทธิ์ FTA กระจายตลาดส่งออก]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/81383</link>
<guid isPermaLink="false">74d76353cc97c54511d6baa0bfdb4322</guid>
<pubDate>Thu, 19 Dec 2024 16:29:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าต่างประเทศ แนะผู้ประกอบการ SME ลดความเสี่ยงจากนโบบาย ทรัมป์ 2.0 ใช้สิทธิ์ FTA กระจายความเสี่ยงการส่งออกไปยังตลาดที่ไทยมี FTA แต่ต้องผลิตสินค้าให้ถูกต้องตามกฎถิ่นกำเนิดสินค้า เปิดแผนปี 68 เตรียมลุยจัดสัมมนาให้ความรู้ SME ใน 10 จังหวัด ติวเข้มการใช้ประโยชน์จาก FTA พร้อมนำเทคโนโลยีมาใช้ เพื่อให้ใช้สิทธิ์ได้ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเปิดงานสัมมนาภายใต้โครงการส่งเสริม SME ให้แข่งขันได้ในตลาดสากล เรื่อง &ldquo;FTA ขยายธุรกิจ&nbsp; พิชิตส่งออก&rdquo; ณ โรงแรม อวานี สุขุมวิท กรุงเทพฯ ว่า การจัดสัมมนาในครั้งนี้ ได้เชิญภาคเอกชนมาร่วมถกประเด็นร้อน โอกาสและความท้าทายจากสถานการณ์ทางการค้าโลก ในยุค ทรัมป์ 2.0 โดยกรมเห็นว่า FTA จะเป็นทางรอดธุรกิจไทยในการส่งออก เพราะจะช่วยกระจายความเสี่ยงการส่งออกไปยังตลาดใหม่และตลาดที่ไทยมี FTA ซึ่งจะทำให้ผู้ส่งออกไทยมีแต้มต่อด้านภาษี แต่ในการผลิตต้องให้ความสำคัญกับการผลิตสินค้าโดยใช้วัตถุดิบภายในประเทศ (Local content) ให้ได้ถิ่นกำเนิดไทยตามกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าที่กำหนดไว้ เพื่อป้องกันการถูกเพ่งเล็งว่าเป็นสินค้าที่ปลอมแปลงหรือแอบอ้างถิ่นกำเนิดจากประเทศที่สหรัฐฯ มีแนวโน้มดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าแบบแข็งกร้าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ กรมมีแผนที่จะผลักดันให้มีการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าจาก FTA ตามนโยบายนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ อย่างเต็มที่ โดยมีแผนจัดสัมมนาต่อเนื่องตลอดทั้งปี 2568 เพื่อให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการไทยทั่วประเทศรวม 10 จังหวัด ได้แก่ ระยอง ชลบุรี พระนครศรีอยุธยา ลำพูน หนองคาย นครพนม นครราชสีมา กาญจนบุรี บุรีรัมย์ และสงขลา โดยครั้งถัดไปเดือน ม.ค.2568 ที่จังหวัดระยอง ซึ่งการจัดสัมมนาทั้งหมดนี้ จะเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่ม SME ให้สามารถใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA ลดภาษีนำเข้า เพิ่มผลกำไร และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้มีทักษะและศักยภาพในการต่อยอดธุรกิจเพื่อขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>

<p>&ldquo;กรมคาดว่า ในปี 2568 การใช้สิทธิ FTA จะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากนโยบายภาครัฐที่ส่งเสริมการส่งออกผ่านการใช้สิทธิ FTA และสิทธิประโยชน์ทางภาษีจาก FTA ที่จะเป็นแต้มต่อให้สินค้าไทย ในการรักษาตลาดและขยายตลาดได้เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในภาวการณ์แข่งขันของการค้าระหว่างประเทศที่มีความเข้มข้น โดยอันดับหนึ่งคาดว่าจะยังคงเป็นตลาดอาเซียน และน่าจับตาการส่งออกไปเวียดนาม ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง รวมถึงตลาดจีน ที่มีแนวโน้มเติบโต โดยเฉพาะทุเรียนสด ที่มีมูลค่าการส่งออกสูงสุด&rdquo;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอารดากล่าวว่า นอกจากเป็นหน่วยงานที่ร่วมเจรจาด้านกฎถิ่นกำเนิดสินค้าให้เหมาะกับรูปแบบการผลิตสินค้าของไทยแล้ว กรมยังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์ของความตกลง FTA โดยดูแลการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญที่จะใช้ประกอบการลดหรือยกเว้นภาษีขาเข้าจากประเทศคู่ภาคี โดยปัจจุบันได้มีการนำระบบเทคโนโลยีมาใช้เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ ทั้งความตกลงที่มีอยู่เดิม เช่น อาเซียน-ออสเตรเลีย-0นิวซีแลนด์ (AANZFTA) ที่เพิ่มรูปแบบการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเอง และไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) ที่ให้มีการใช้หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าแบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-CO ตั้งแต่เดือน มิ.ย.2568 และความตกลงฉบับใหม่ล่าสุด ได้แก่ FTA ไทย-ศรีลังกา (SLTFTA) ที่คาดว่าจะใช้บังคับในวันที่ 1 มี.ค.2568</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/202412194b7db0fee0507a12e4c5a57649da06b8162957.jpg' type='image/jpg' length='254021' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”แนะผู้ประกอบการไทย ลุยขยายตลาดอาหารสัตว์เลี้ยง บริการสัตว์เลี้ยงในจีน]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/81379</link>
<guid isPermaLink="false">a2e76c8284413dd9ac576ccdd04822c3</guid>
<pubDate>Thu, 19 Dec 2024 16:26:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) สำรวจตลาดสัตว์เลี้ยงในจีน พบวัยรุ่นจีนนิยมเลี้ยงสัตว์เพิ่มมากขึ้น และเลี้ยงเสมือนลูกหรือสมาชิกในครอบครัว ยอมจ่ายค่าของกิน ของใช้ บริการในระดับพรีเมียม ส่งผลให้ตลาด ทั้งอาหารสัตว์ และบริการสัตว์เลี้ยงเติบโตขึ้นต่อเนื่อง ล่าสุดมีบริการทั้งพาสัตว์ขึ้นเครื่องบินเที่ยว พาสัตว์พักโรงแรม รักษาอาการป่วยด้วยแพทย์แผนจีน แนะผู้ประกอบการไทย ศึกษาตลาด และวางแผนในการเจาะตลาด ทั้งขายสินค้าและการให้บริการ</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่างๆ ทำการสำรวจลู่ทางและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศที่ประจำอยู่ ตามนโยบายของ นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ล่าสุดได้รับรายงานจากนายนิติ ประทุมวงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ หนานหนิง สาธารณรัฐประชาชนจีน ถึงการเติบโตของตลาดธุรกิจสัตว์เลี้ยงในจีน และโอกาสในการส่งออกสินค้าอาหารสัตว์และบริการเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงของไทยเข้าสู่ตลาดจีน เพื่อรองรับการเติบโตของการเลี้ยงสัตว์ในจีน<br />
<br />
โดยทูตพาณิชย์ได้รายงานข้อมูลว่า ปัจจุบันกลุ่มวัยรุ่นจีนนิยมเลี้ยงสัตว์เลี้ยงมากขึ้น เลี้ยงเสมือนลูกหรือสมาชิกในครอบครัว ยินยอมจ่ายของกิน ของใช้ และบริการในระดับพรีเมียม ส่งผลให้ตลาดบริโภคสัตว์เลี้ยงเติบโตเพิ่มขึ้น โดยปี 2566 มีมูลค่า 2.793 แสนล้านหยวน เพิ่มขึ้น 7.5% คาดว่าถึงปี 2569 มูลค่าตลาดจะสูงถึง 3.6 แสนล้านหยวน และมีจำนวนสัตว์เลี้ยง ในปี 2566 จำนวน 120 ล้านตัว เป็นสุนัข 51.75 ล้านตัว เพิ่ม 11% แมว 69.8 ล้านตัว เพิ่ม 6.8% มีครอบครัวที่เลี้ยงสัตว์ 105.65 ล้านครอบครัว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ จากความต้องการเลี้ยงสัตว์ที่เพิ่มขึ้น ทำให้ธุรกิจอาหารและผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยง เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นอาหารเปียก อุปกรณ์อัจฉริยะสำหรับสัตว์เลี้ยง ผลิตภัณฑ์ดูแลความงาม รวมไปถึงธุรกิจบริการที่เปิดให้บริการสำหรับสัตว์เลี้ยง เช่น สวนสาธารณะ ห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร ร้านกาแฟ โรงแรม รถไฟความเร็วสูง และเครื่องบิน เป็นต้น เพื่อดึงดูดให้ผู้เลี้ยงสัตว์มาใช้บริการ ซึ่งเป็นตลาดศักยภาพใหม่ในจีน</p>

<p>ยกตัวอย่างเช่น เครื่องบินเช่าเหมาลำ สายการบิน Hainan Airlines ได้ขนสัตว์เลี้ยง 20 ตัว และเจ้าของ เดินทางจากจีนมาไทย เพื่อท่องเที่ยวจำนวน 9 วัน ซึ่งถือเป็นเที่ยวบินแรกที่ให้บริการแบบนี้ และแพลตฟอร์ม Dianping.com ได้ร่วมมือกับ Royal Canin จัดกิจกรรม &ldquo;Pet Sleep Officer&rdquo; คัดเลือกและเชิญชวนสัตว์เลี้ยงไปทดลองพักที่โรงแรม ซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก และยังมีแผนท่องเที่ยว ที่ครอบคลุมสถานที่ให้บริการสัตว์เลี้ยงกว่า 900 แห่ง ร้านสัตว์เลี้ยงและโรงพยาบาลสัตว์เลี้ยง 150 แห่งจาก 6 เมืองของจีน ได้แก่ ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เซินเจิ้น เฉิงตู หนานจิง และซูโจว เพื่อให้คำแนะนำกับเจ้าของสัตว์เลี้ยงในเมื่อพาสัตว์เลี้ยงไปท่องเที่ยว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ ยังมีการพาสัตว์เลี้ยงไปรับบริการรักษาพยาบาลแพทย์แผนจีน ที่กำลังเป็นกระแสที่นิยมในตลาดจีน โดยแพทย์แผนจีนจะให้บริการการจับชีพจร (แมะ) เพื่อวิเคราะห์อาการ และมีการรักษาด้วยวิธีการฝังเข็ม นวดประคบ ให้ยาสมุนไพร และเมนูอาหารเพื่อบําบัด เป็นต้น โดยอุปกรณ์และการรักษาจะเหมือนกับการให้บริการกับคนไข้ทั่วไป ซึ่งได้เห็นผลการรักษาที่ดีต่อสัตว์เลี้ยงทำให้เป็นทางเลือกให้กับเจ้าของสัตว์เลี้ยง ส่งผลให้ตลาดการรักษาพยาบาลสัตว์เลี้ยงมีมูลค่าสูงถึง 6,126 ล้านหยวน และคาดการณ์ว่าจะเติบโตถึง 13,600 ล้านหยวนในปี 2569 ขณะเดียวกัน ในเมืองชั้นนำหลายเมือง ได้มีการเพิ่มธุรกิจบริการที่น่าสนใจอีกหลายรูปแบบ เช่น โรงเรียนสัตว์เลี้ยง การรับพาสัตว์เลี้ยงออกไปเดินเล่น รับถ่ายภาพสัตว์เลี้ยง งานศพสัตว์เลี้ยง ธุรกิจกีฬาและบันเทิงของสัตว์เลี้ยง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าตลาดดังกล่าวยังมีโอกาสเติบโตและขยายขอบเขตธุรกิจได้อย่างมหาศาลในอนาคต<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;กระแสการเลี้ยงสัตว์ที่เปรียบเสมือนคนในครอบครัว ทำให้ตลาดสัตว์เลี้ยงเติบโต โดยเฉพาะในตลาดจีนที่ได้นำสาขาธุรกิจสัตว์เลี้ยงเกิดขึ้นใหม่เป็นจำนวนมาก ส่งผลให้มูลค่าตลาดมีการเติบโตอย่างมหาศาลต่อเนื่อง จึงเป็นโอกาสที่มีศักยภาพของผลิตภัณฑ์และบริการของไทยที่จะไปทดลองในตลาดจีน โดยผู้ประกอบการไทยดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงที่ประสงค์มาบุกตลาดจีน ควรติดตามกระแสการบริโภคของจีนอย่างใกล้ชิด ตลอดจนพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์และบริการของสัตว์เลี้ยงที่สอดคล้องกับความต้องการของเจ้าของสัตว์เลี้ยงอย่างต่อเนื่อง ก็จะทำให้มีโอกาสในการเจาะตลาดเพิ่มมากขึ้น&rdquo; น.ส.สุนันทากล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/202412196b14d3387dcabd98b2b67b502641cf58162703.jpg' type='image/jpg' length='369940' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ITD หนุน SME ใช้ CBEC ขายสินค้าเจาะตลาดจีน ชงตั้งศูนย์กระจายช่วยซัปพอร์ต]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/80707</link>
<guid isPermaLink="false">c457a218b28d90fa7900b65da69476f5</guid>
<pubDate>Tue, 17 Dec 2024 08:57:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD) นำเสนอผลการศึกษาการใช้ประโยชน์จากพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดน (CBEC) ขายสินค้าเข้าสู่ตลาดจีน ชี้เป้ามีสินค้า SMEs ที่มีโอกาสเพียบ ทั้งผลไม้สด เกษตร อาหาร อัญมณี Soft Power เผยผลศึกษาหนุนจัดตั้ง Fulfillment Center ตามแนวชายแดน หนุนไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์สำหรับการค้าออนไลน์จีน-อาเซียน เตรียมนำเสนอภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขับเคลื่อน&nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายวิมล ปั้นคง รองผู้อำนวยการสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) หรือ ITD เปิดเผยว่า ITD ได้ร่วมกับศูนย์ China Intelligence Center (CIC) วิทยาลัยศิลปะ สื่อและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (FTI) สายงานอาเซียนและโลจิสติกส์ เผยแพร่ผลการศึกษาโครงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs เพื่อการใช้ประโยชน์จาก Cross Border E-Commerce (CBEC) สู่ตลาดประเทศจีน ซึ่งจะช่วยให้ SMEs ไทยมีโอกาสในการขยายตลาดผ่านช่องรูปแบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดน หรือ CBEC เข้าสู่ตลาดจีนได้เพิ่มขึ้น และเป็นโอกาสใหม่ทางการค้าขายระหว่างประเทศ โดย ITD จะนำเสนอผลการศึกษา และข้อเสนอแนะทั้งหมดให้กับนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ที่เกี่ยวข้องนำไปขับเคลื่อนต่อไป&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ผลการศึกษา พบว่า จีนเปิดรับสินค้าจากต่างประเทศผ่านรูปแบบ CBEC มีมูลค่าในปี 2566 สูงถึง 548,300 ล้านหยวน หรือประมาณ 2.7 ล้านล้านบาท และมีแนวโน้มเติบโตในอัตราตัวเลขสองหลักในปี 2567 โดยสินค้าที่นำเข้า มีทั้งสินค้าแบรนด์เนม ของใช้ส่วนตัว ของทานเล่น เครื่องสำอาง อาหารเสริม แฟชั่น และหัตถกรรม โดยอนุญาตให้สินค้าที่อยู่ในบัญชีอนุญาต (Positive List) กว่า 1,500 พิกัดศุลกากร (HS code) สามารถนำเข้าผ่านเขตปลอดอากรนำร่อง CBEC ที่มีอยู่ทุกมณฑลของประเทศจีน โดยยกเว้นภาษีศุลกากรสำหรับนำเข้า และเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราพิเศษ คือ ร้อยละ 70 ของอัตราภาษีปกติ ที่เก็บอยู่ 13% รวมถึงสินค้าที่นำเข้าไม่ต้องขอเอกสารประกอบใบอนุญาตนำเข้าครั้งแรก ซึ่งช่วยลดขั้นตอนด้านเอกสารลงเป็นอย่างมาก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;การใช้พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดน หรือ CBEC จึงเป็นหนึ่งในรูปแบบในการขยายธุรกิจไปยังประเทศจีน ที่หลายประเทศเลือกใช้ ผู้ประกอบการ SMEs ไทย ก็สามารถใช้ช่องทางดังกล่าว เป็นกลไกนำร่องดำเนินธุรกิจ เพื่อขยายตลาดจำหน่ายสินค้าของตนไปสู่ตลาดประเทศจีน แทนที่รูปแบบการค้าแบบทั่วไป และจะทำให้สินค้าไทยเข้าสู่ตลาดจีนได้เพิ่มมากขึ้น โดยปัจจุบัน สามารถขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ของจีน เช่น Tmall และ JD เป็นต้น&rdquo;นายวิมลกล่าว</p>

<p>สำหรับกลุ่มสินค้าที่มีโอกาส เช่น กลุ่มผลไม้สด สินค้าเกษตรแปรรูป อาหารแปรรูป กลุ่มอาหารเพื่อสุขภาพ กลุ่มอาหารอนาคต สินค้ามูลค่าสูงอย่างอัญมณีและเครื่องประดับ รวมถึงสินค้าต่อยอดเชิงวัฒนธรรม และ Soft Power เป็นต้น ซึ่งกลุ่มเหล่านี้ เป็นสินค้าที่ไทยมีศักยภาพ และเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคในตลาดจีนอยู่แล้ว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายวิมลกล่าวว่า ในการศึกษาครั้งนี้ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สายงานอาเซียนและโลจิสติกส์ ได้เสนอการใช้ประโยชน์จากเส้นทางขนส่งทางถนนและระบบรางสำหรับ CBEC เพื่อผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลาง CBEC จีน-อาเซียน โดยเสนอให้จัดตั้ง CBEC Fulfillment Center ตามแนวระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยพิจารณาพื้นที่ชายแดนที่อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย จังหวัดหนองคายหรืออุดรธานี จังหวัดนครพนม และจังหวัดมุกดาหาร ที่มีเชื่อมต่อกับจีนผ่านเส้นทาง R3A รถไฟลาว-จีน R12 และ R9 ตามลำดับ เพิ่มเติมจากปัจจุบันที่มีอยู่หนึ่งแห่งในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ทั้งนี้ สามารถลอกเลียนแนวทางที่จีนใช้ในการจัดตั้งเขตปลอดอากรนำร่อง CBEC มาใช้เป็นแนวทางสำหรับจัดตั้ง CBEC Fulfillment Center ในประเทศไทย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม ในการนำเสนอผลการศึกษาในครั้งนี้ ITD ได้เชิญบริษัทชั้นนำของจีนในประเทศไทย มาบรรยายแนะนำแนวทางการใช้ประโยชน์จาก CBEC ในมิติการเข้าสู่ตลาดจีน การขนส่งและการเงิน ได้แก่ 1.การเข้าสู่ตลาดจีน (Information Flow) โดยผู้แทนจากบริษัทโต่วอินประเทศไทย (TIKTOK จีน) แพลตฟอร์มจำหน่ายสินค้าไทยสู่จีน 2.การให้บริการโลจิสติกส์ด่วน (Logistic Flow) โดยผู้แทนจากบริษัท SF Express 3.การชำระเงินระหว่างประเทศ (Financial Flow) โดยผู้แทนจาก ICBC ประเทศไทย และจัดกิจกรรม Mini Business Matching แนะนำผู้ซื้อจากเขตปลอดอากร CBEC และศูนย์แสดงและจัดจำหน่ายสินค้าของจีน ที่สนใจนำเข้าสินค้าไทยเพื่อจำหน่ายผ่านช่องทาง CBEC มาร่วมเสวนาทั้งจากเขตปลอดอากรนำร่องคุนหมิง หนานหนิง อี้อูและไห่หนานด้วย</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20241217271275a74679ca275a01b20300884ee6085713.jpg' type='image/jpg' length='206163' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ส่งออกอัญมณี ต.ค. 735.02 ล้านเหรียญ เฉพาะทองพุ่ง 169.31% ขายเก็งกำไรรับนิวไฮใหม่]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/80054</link>
<guid isPermaLink="false">5d0aa83f65b5a6e15570483ff1028aad</guid>
<pubDate>Thu, 12 Dec 2024 14:17:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>ส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ต.ค.67 มูลค่า 735.02 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลด 1.77% รวมทองคำ มูลค่า 2,966.87 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 88.14% เฉพาะส่งออกทอง พุ่งแรงถึง 169.31% เหตุส่งไปเก็งกำไร หลังราคาทำนิวไฮใหม่อีกครั้ง คาด 2 เดือนสุดท้าย ยังส่งออกได้ดี จากเศรษฐกิจฟื้น คนเริ่มมีกำลังซื้อ เข้าสู่คริสมาสต์และปีใหม่ แนะผู้ประกอบการ ผลิตสมาร์ทจิวเวลรี ผสมผสานเข้ากับไลฟ์สไตล์ปัจจุบัน ทั้งวัดหัวใจ ตรวจสุขภาพ มีโอกาสรุ่งแน่ &nbsp;</strong><br />
<br />
นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT เปิดเผยว่า การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ไม่รวมทองคำ เดือน ต.ค.2567 มีมูลค่า 735.02 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 1.77% กลับมาติดลบ 2 เดือนติดต่อกัน และหากรวมทองคำ มีมูลค่า 2,966.87 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 88.14% ส่วนยอดรวม 10 เดือน ปี 2567 (ม.ค.-ต.ค.) การส่งออกไม่รวมทองคำ มีมูลค่า 7,788.55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 5.35% หากรวมทองคำ มูลค่า 15,415.07 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 21.32%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับการส่งออกทองคำเดือน ต.ค.2567 มูลค่าสูงถึง 2,231.85 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 169.31% เนื่องจากราคาทองคำในเดือน ต.ค. ทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 2,777.8 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ โดยได้รับปัจจัยหนุนจากความกังวลในสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ยังไม่แน่นอน ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคุกรุ่น ทำให้นักลงทุนให้ความสำคัญกับการเก็งกำไรทองคำอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับกองทุนทองคำ SPDR ที่มีการซื้อทองคำต่อเนื่องติดต่อกันเป็นเดือนที่ 4 ทำให้มีการส่งออกไปเก็งกำไรเพิ่มขึ้น ส่วนยอดรวม 10 เดือน ส่งออกทองคำมีมูลค่า 7,626.52 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 43.53% และหากแยกการส่งออกทองคำเป็นรายเดือน ม.ค. มูลค่า 469.12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 194.17% ก.พ. มูลค่า 740.46 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 309.51% มี.ค. มูลค่า 391.82 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลด 75.02% เม.ย. มูลค่า 288.64 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลด 64.57% พ.ค. มูลค่า 582.33 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 135.39% มิ.ย. 544.79 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 184.12% ก.ค. 1,180.99 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 434.13% ส.ค. 455.36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 99.01% ก.ย. 741.16 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 14.99%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนตลาดส่งออกสำคัญ ส่วนใหญ่ยังคงเพิ่มขึ้น โดยฮ่องกง เพิ่ม 7.51% สหรัฐฯ เพิ่ม 13.71% อินเดีย เพิ่ม 33.27% เยอรมนี เพิ่ม 13.29% อิตาลี เพิ่ม 3.59% เบลเยี่ยม เพิ่ม 25.55% ญี่ปุ่น เพิ่ม 3.78% ส่วนสหราชอาณาจักร ลด 6.87% สวิตเซอร์แลนด์ ลด 6.52% สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ลด 10.89%</p>

<p>ทางด้านการส่งออกสินค้า ส่วนใหญ่เพิ่มขึ้น โดยเครื่องประดับทอง เพิ่ม 3.74% เครื่องประดับเงิน เพิ่ม 19.24%&nbsp; เครื่องประดับแพลทินัม เพิ่ม 6.14% พลอยก้อน เพิ่ม 54.41% พลอยเนื้อแข็งเจียระไน เพิ่ม 4.81% ซึ่งในกลุ่มพลอย ยังคงเป็นสินค้าที่ขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง เพราะมีการซื้อไปลงทุน เครื่องประดับเทียม เพิ่ม 5.30% ของทำด้วยไข่มุกและรัตนชาติ เพิ่ม 29.99% ส่วนพลอยเนื้ออ่อนเจียระไน ลด 0.18% เพชรก้อน ลด 14.42% และเพชรเจียระไน ลด 5.05%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายสุเมธกล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกในช่วง 2 เดือนที่เหลือ คาดว่า จะยังคงขยายตัวได้ดี เพราะขณะนี้ภาพรวมเศรษฐกิจโลกกลับมาฟื้นตัวดีขึ้น โดยมีการจ้างงาน และอัตราว่างงานลดลง อัตราดอกเบี้ยเชิงนโยบายลดลง ทำให้ลดภาระครัวเรือน ส่งผลให้กำลังซื้อเพิ่มขึ้น ผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นและกล้าใช้จ่ายมากขึ้น และช่วงเดือน ธ.ค. ยังเป็นช่วงคริสมาสต์และส่งท้ายปีเก่า เป็นช่วงที่มีการใช้จ่ายซื้อสินค้ามากกว่าปกติ โดยอัญมณีและเครื่องประดับ เป็นหนึ่งในสินค้าที่ซื้อเป็นของฝากของขวัญ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านของผู้นำสหรัฐฯ เป็นปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวัง จากแนวนโยบายการใช้มาตรการทางภาษีและไม่ใช่ภาษี เพื่อกดดันประเทศคู่ค้าที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ในลำดับต้นๆ อย่างจีน แคนาดา เม็กซิโก และเวียดนาม ทั้งยังอาจขยายไปยังลำดับรองลงมา เช่น ไทย ที่ต้องเฝ้าระวัง ขณะที่ปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังไม่คลี่คลาย ก็เป็นปัจจัยกระทบต่อการส่งออกในบางประเทศได้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ GIT มีข้อแนะนำให้ผู้ประกอบการ หันมาผลิตเครื่องประดับอัจฉริยะหรือสมาร์ทจิวเวลรี เพราะทั่วโลกมีแนวโน้มที่จะเติบโตในอัตราก้าวกระโดด โดยล่าสุดบริษัทที่เป็นแบรนด์เครื่องประดับและแบรนด์เทคโนโลยีขยายไลน์สินค้าเข้าสู่ตลาดนี้เพิ่มมากขึ้น เช่น ซัมซุงเปิดตัว Galaxy Ring ที่สามารถตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจ วิเคราะห์การนอนหลับ ซึ่งตัวแหวนผลิตจากไทเทเนียม หรือแบรนด์เครื่องประดับอื่น ๆ ที่ผลิตเป็นสร้อยคอ หรือสร้อยข้อมือ ผสมผสานเข้ากับการตรวจจับสุขภาพหรือเพื่อความปลอดภัย ซึ่งแนวโน้มเครื่องประดับรูปแบบนี้ ตอบโจทย์ทั้งความสวยงามแบบเครื่องประดับและเทคโนโลยีที่เข้ากับไลฟ์สไตล์ในปัจจุบัน ทำให้ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งฝั่งสหรัฐ ยุโรป หรือเอเชีย ซึ่งเป็นโอกาสใหม่ ๆ สำหรับผู้ประกอบการในการเจาะตลาดด้วยการผสมผสานความงามของเครื่องประดับและเทคโนโลยี นวัตกรรม เพื่อให้เหมาะสมกับความต้องการใช้และสามารถตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภคได้อย่างลงตัว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20241212cb10898ea534b6447f44484a7e83cf3f141712.jpg' type='image/jpg' length='336966' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พิชัย” ประกาศดัน SME Next Level เสริมแกร่ง SME ทำธุรกิจ-ขยายตลาด]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/79233</link>
<guid isPermaLink="false">ffa532c6fc571778b6889b49704ac40b</guid>
<pubDate>Fri, 06 Dec 2024 14:23:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พิชัย&rdquo; ประกาศดัน SME Next Level เสริมแกร่ง แข่งทุกตลาด เตรียมช่วยเพิ่มขีดความสามารถทุกระดับ ตั้งแต่ประสานแก้หนี้ เพิ่มช่องทางขาย เล็งปั้นไทยแลนด์ แบรนด์ ให้ SME นำไปใช้สร้างความเชื่อมั่นสินค้า ผลักดันขายสินค้าและบริการที่เป็น Soft Power ทำแพลตฟอร์มให้ขายสินค้า หนุนใช้ FTA ส่งออก ช่วยสร้างนวัตกรรม และแก้ปัญหาสินค้าไร้คุณภาพต่อเนื่อง &nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมรับฟังความคิดเห็น และความต้องการของภาคเอกชนเกี่ยวกับแนวทางการส่งเสริมและยกระดับ SME ไทย ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และภาคเอกชน ประกอบด้วยสภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เครือข่ายธุรกิจ Biz Club Thailand สมาคมธนาคารไทย และสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ที่กระทรวงพาณิชย์ ว่า การประชุมร่วมกันในครั้งนี้ ได้ข้อสรุปที่จะจัดทำแผนขับเคลื่อน SME ภายใต้แนวคิด SME Next Level เสริมแกร่ง แข่งทุกตลาด โดยกระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดแผนงานในการช่วยเหลือ SME ให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้นในทุกระดับ ตั้งแต่พัฒนาสินค้า การพัฒนาธุรกิจ ไปจนถึงการทำตลาด ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายการผลักดันให้จีดีพีของ SME เพิ่มขึ้นเป็น 40% ในปี 2570 และอยากจะให้ถึง 50% ในระยะยาว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับแผนที่จะนำมาขับเคลื่อน จะส่งเสริมและสร้างขีดความสามารถของ SME ด้วยการช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องหนี้ ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่ของ SME ในปัจจุบัน โดยจะประสานกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้เข้ามาช่วยเหลือ การเข้าไปช่วย SME ให้มีการคิด พัฒนาสินค้าและธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ให้ทันการเปลี่ยนแปลงของโลก</p>

<p>ส่วนการช่วยเพิ่มช่องทางการตลาด กระทรวงพาณิชย์จะผลักดันการสร้างไทยแลนด์ แบรนด์ เพื่อการันตีคุณภาพสินค้า โดย SME ที่แบรนด์ยังไม่แข็งแรง หากผ่านเกณฑ์คุณสมบัติที่กำหนด ก็สามารถมาขอใช้ไทยแลนด์ แบรนด์ที่กระทรวงพาณิชย์ทำขึ้นมาได้ จะเป็น Thailand Brand by แบรนด์ของ SME เพราะถ้าให้ SME ทำแบรนด์เอง อาจจะโตได้ช้า แต่ถ้าใช้ไทยแลนด์ แบรนด์ ก็จะทำให้สินค้าได้รับการยอมรับ มีโอกาสขายได้มากขึ้น ต่อไปถ้าแบรนด์แข็งแรง ก็จะใช้แบรนด์ของตัวเองในการทำตลาดได้เลย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ จะผลักดันให้ SME ขายสินค้าและบริการที่เป็น Soft Power เช่น สินค้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) สินค้าอาหาร สินค้าที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรม ช่วยอำนวยความสะดวกเพิ่มช่องทางการขายสินค้าทั้งออนไลน์และออนกราวด์ ทำแพลตฟอร์มขึ้นมา และให้ SME เข้ามาใช้ เพื่อทำตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ และผลักดันให้ SME ให้ความสำคัญในการผลิตสินค้าที่ปกป้องสิ่งแวดล้อม เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน จะช่วยขยายตลาด้วยการผลักดันให้ SME ใช้ประโยชน์จาก FTA ในการขายสินค้า ซึ่ง SME ต้องรู้ว่าจะขายสินค้าไปประเทศนั้นประเทศนี้ ไม่เสียภาษี และเข้ามาใช้ประโยชน์ ร่วมมือกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ส่งเสริมในเรื่องการวิจัยและนวัตกรรมให้กับ SME เพื่อพัฒนาสินค้า และที่จะดำเนินการต่อ คือ การแก้ไขปัญหาสินค้าที่ไม่มีคุณภาพจากต่างประเทศ ซึ่งมีการตั้งคณะกรรมการเข้ามาดูแลแล้ว และมีการตั้งอนุกรรมการขึ้นมาขับเคลื่อน ซึ่งขณะนี้ การดำเนินการมีความคืบหน้า สามารถลดปัญหาสินค้าไม่มีคุณภาพลงได้ต่อเนื่อง &nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20241206eaac09fcf72a09dbcc05b9a1d8472c88142412.jpg' type='image/jpg' length='290125' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พิชัย”เป็นสักขีพยานการลงนาม MOU ร่วมมือการค้ากับกานซู่ เปิดทาง SME ค้าขายจีน]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/79231</link>
<guid isPermaLink="false">69a42b57506719eb69dde65a4fc9126e</guid>
<pubDate>Fri, 06 Dec 2024 14:21:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พิชัย&rdquo; เป็นสักขีพยานการลงนาม MOU ความร่วมมือด้านการค้า ระหว่างกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศกับกรมพาณิชย์มณฑลกานซู่ เผยจะช่วยสร้างโอกาสทางการค้า การส่งออก ความร่วมมือการค้าออนไลน์ ให้กับ SME ของไทยในตลาดจีน พร้อมสั่งทูตพาณิชย์จัดกิจกรรมฉลอง 50 ความสัมพันธ์เต็มที่ ชวนนักธุรกิจกานซู่ชมงานแฟร์ในไทย เพื่อหาซื้อสินค้าไทยเพิ่มขึ้น &nbsp;</strong><br />
<br />
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการหารือกับนายเริ่น เจิ้นเฮ่อ ผู้ว่าการมณฑลกานซู่ และร่วมเป็นสักขีพยานพิธีลงนาม MOU ด้านความร่วมมือด้านการค้า ระหว่างกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศกับกรมพาณิชย์มณฑลกานซู่ โดย น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และนายหยาง เสี่ยวผิง อธิบดีกรมพาณิชย์มณฑลกานซู่ ณ ห้องพาณิชย์สัมพันธ์ ชั้น 11 กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ว่า มณฑลกานซู่ ถือเป็นหนึ่งในมณฑลที่กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากตั้งอยู่ในจุดกึ่งกลางของประเทศจีน ทำให้เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ด้านโลจิสติกส์ ภายใต้เส้นทางระเบียงการค้าเชื่อมทางบกและทางทะเลระหว่างประเทศสายใหม่ (New International Land-Sea Trade Corridor - ILSTC) และเป็นประตูการค้าที่สามารถทำให้สินค้าไทยขยายไปสู่ตลาดในมณฑลทางภาคตะวันตกของจีนได้อย่างแพร่หลายยิ่งขึ้น<br />
<br />
โดยการลงนาม MOU ความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นฉบับใหม่ หลังจากฉบับเดิมได้สิ้นสุดลง ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสทางการค้า การส่งออกให้กับผู้ประกอบการ SME ของไทย มีสาระสำคัญ คือ 1.การแลกเปลี่ยนข้อมูลนโยบายและมาตรการสนับสนุนสำหรับ SME โอกาสทางการค้าการลงทุน การจัดตั้งกิจการร่วมค้า 2.การส่งเสริมความเชื่อมโยงธุรกิจ ผ่านการเข้าร่วมงานแสดงสินค้า 3.การอำนวยความสะดวก เช่น การสัมมนา การประชุมทางธุรกิจ การจับคู่ธุรกิจ งานแสดงสินค้า การจัดคณะผู้แทนการค้า แบ่งปันข้อมูล ความรู้ ความเชี่ยวชาญทางวิชาชีพและเทคโนโลยี 4.ความร่วมมือในการขยายผลประโยชน์ทางการค้าร่วมกัน ในสินค้าและบริการหลัก เช่น อาหาร การเกษตร และโลจิสติกส์ เป็นต้น 5.ความร่วมมือด้านอีคอมเมิร์ซ การจับคู่ธุรกิจออนไลน์ และกิจกรรมอื่น ๆ โดย MOU ฉบับนี้ จะมีผลบังคับใช้ 3 ปี</p>

<p>ทั้งนี้ ในปี 2568 ถือเป็นปีครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ไทย-จีน ได้มอบหมายให้สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศในประเทศจีน จัดกิจกรรมส่งเสริมการค้าในมณฑลและเมืองต่าง ๆ เพื่อร่วมเฉลิมฉลองวาระดังกล่าวอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี และยังได้ขอบคุณผู้ว่าการมณฑลกานซู่ ที่สนับสนุนให้นำสินค้าไทยเข้าร่วมงาน Lanzhou Investment &amp; Trade Fair รวมทั้งได้เชิญให้นักธุรกิจกานซู่ที่ต้องการนำเข้าสินค้าไทย ให้มาร่วมชมงานแสดงสินค้า ที่ไทยมีกำหนดจัด 6 งาน ได้แก่ 1.Bangkok Gems &amp; Jewelry Fair (ก.พ. และ ก.ย.) 2.Thaifex-Horec Asia 2025 (มี.ค.) 3.STLYE Bangkok 2025 (เม.ย.) 4.TAPA 2025 (เม.ย.) 5.Thaifex-Anuga Asia 2025 (พ.ค.) 6.Tilog-LogistiX 2025 (ส.ค.) ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการค้าระหว่างกันต่อไป<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับมูลค่าการค้าระหว่างกานซู่-ไทย ในปี 2566 มีมูลค่า 127.26 ล้านเหรียญสหรัฐ (4,363.61 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 326 แบ่งเป็นการส่งออกไปไทยมูลค่า 47.64 ล้านเหรียญสหรัฐ (1,640.40 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 63.89 และการนำเข้าจากไทย 79.62 ล้านเหรียญสหรัฐ (2,723.21 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 9,812.64 สินค้าส่งออกหลักของกานซู่ไปไทย ได้แก่ 1.ทองแดงและของทำด้วยทองแดง 2.พืชผักรวมทั้งรากและหัวบางชนิดที่บริโภคได้ 3.เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ บอยเลอร์เครื่องจักร เครื่องใช้กลและส่วนประกอบ 4.ของเล่น ของเล่นเกม และของใช้ที่จำเป็นในการเล่นกีฬา ส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบของของดังกล่าว 5.เครื่องจักรไฟฟ้า เครื่องอุปกรณ์ไฟฟ้า และส่วนประกอบ และสินค้านำเข้าหลักของกานซู่จากไทย ได้แก่ 1.เครื่องจักรไฟฟ้า เครื่องอุปกรณ์ไฟฟ้า และส่วนประกอบ 2.เมล็ดพืชและผลไม้ที่มีน้ำมัน เมล็ด ธัญพืช เมล็ดพืชและผลไม้ เบ็ดเตล็ด พืช ที่ใช้ในอุตสาหกรรม หรือใช้เป็นยาฟาง และหญ้าแห้ง ที่ใช้เป็นอาหารสัตว์ 3.ผลไม้และลูกนัตที่บริโภคได้ เปลือก ผลไม้จาพวกส้มหรือเปลือกแตงโม 4.พืชผักรวมทั้งรากและหัวบางชนิดที่ บริโภคได้ 5.เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ บอยเลอร์เครื่องจักร เครื่องใช้กลและส่วนประกอบ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20241206136348f68842585ff172da0c7a07809d142155.jpg' type='image/jpg' length='387389' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ดีเซล-อาหาร-เครื่องดื่ม ดันเงินเฟ้อ พ.ย. เพิ่ม 0.95% ตั้งเป้าปีหน้า 0.3-1.3% ค่ากลาง 0.8%]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/79230</link>
<guid isPermaLink="false">cd2d8b909a2f515195b8dccf96b4d26f</guid>
<pubDate>Fri, 06 Dec 2024 14:20:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เผยเงินเฟ้อ เดือน พ.ย.67 เพิ่มขึ้น 0.95% จากการปรับขึ้นของน้ำมันดีเซล หมวดอาหารและเครื่องดื่ม ทำให้ขยายตัวเป็นบวกต่อเนื่อง 8 เดือนติด ส่วนยอดรวม 11 เดือน เพิ่ม 0.32% มั่นใจทั้งปีอยู่ในเป้า 0.2-0.8% ค่ากลาง 0.5% พร้อมตั้งเป้าปีหน้า 0.3-1.3% ค่ากลาง 0.8%</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (เงินเฟ้อทั่วไป) เดือน พ.ย.2567 เท่ากับ 108.47 เทียบกับ ต.ค.2567 ลดลง 0.13% เทียบกับเดือน พ.ย.2566 เพิ่มขึ้น 0.95% เป็นบวกต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 โดยมีปัจจัยหลักมาจากการสูงขึ้นของราคาน้ำมันดีเซล เป็นผลจากฐานราคาต่ำในปีก่อน และราคาสินค้าในหมวดอาหารและเครื่องดื่มปรับตัวสูงขึ้นจากราคาผลไม้สด เครื่องประกอบอาหาร และเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ สำหรับราคาสินค้าและบริการอื่น ๆ ส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อไม่มากนัก และหากรวมเงินเฟ้อ 11 เดือนของปี 2567 (ม.ค.-พ.ย.) เพิ่มขึ้น 0.32%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับรายละเอียดเงินเฟ้อเดือน พ.ย.2567 ที่สูงขึ้น 0.95% มาจากการสูงขึ้นของหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ 1.28% โดยสินค้าสำคัญที่ราคาสูงขึ้น อาทิ กลุ่มผลไม้สด (เงาะ มะม่วง กล้วยน้ำว้า แตงโม ทุเรียน ลองกอง) กลุ่มเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ (กาแฟผงสำเร็จรูป น้ำอัดลม กาแฟ (ร้อน/เย็น)) กลุ่มเครื่องประกอบอาหาร (มะพร้าว (ผลแห้ง/ขูด) น้ำตาลทราย) กลุ่มอาหารสำเร็จรูป (ข้าวราดแกง กับข้าวสำเร็จรูป อาหารเช้า) กลุ่มเนื้อสัตว์ เป็ดไก่ และสัตว์น้ำ (ปลานิล ไก่สด กุ้งขาว เนื้อสุกร) และกลุ่มข้าว แป้ง และผลิตภัณฑ์จากแป้ง (ขนมอบ ข้าวสารเหนียว) ส่วนสินค้าที่ราคาลดลง อาทิ ผักสด (ผักคะน้า มะนาว มะเขือ ผักกาดขาว ผักชี มะเขือเทศ แตงกวา พริกสด) ไข่ไก่ ไก่ย่าง นมเปรี้ยว ปลาทู น้ำมันพืช และอาหารโทรสั่ง (Delivery) เป็นต้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนหมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม เพิ่มขึ้น 0.70% จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มพลังงาน อาทิ น้ำมันดีเซล และน้ำมันเบนซิน และยังมีค่าเช่าบ้าน ค่าโดยสารเครื่องบิน ค่าบริการส่วนบุคคล (ค่าแต่งผมบุรุษและสตรี) และค่ารถรับส่งนักเรียน ที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่วนสินค้าที่ราคาลดลง อาทิ แก๊สโซฮอล์ 95 ของใช้ส่วนบุคคล (แชมพู สบู่ถูตัว ผลิตภัณฑ์ป้องกันและบำรุงผิว) สิ่งที่เกี่ยวกับการทำความสะอาด (น้ำยาล้างจาน น้ำยาล้างห้องน้ำ) และเสื้อผ้า (เสื้อยืดบุรุษและสตรี เสื้อเชิ้ตบุรุษและสตรี) เป็นต้น</p>

<p>ทางด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน เดือน พ.ย.2567 เมื่อหักอาหารสดและพลังงานออก เพิ่มขึ้น 0.10% เมื่อเทียบกับเดือน ต.ค.2567 และเพิ่มขึ้น 0.80% เมื่อเทียบกับเดือน พ.ย.2566 เฉลี่ย 11 เดือน ปี 2567 (ม.ค.-พ.ย.) เพิ่มขึ้น 0.55%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือน ธ.ค.2567 คาดว่าจะยังปรับตัวสูงขึ้น 1.2-1.3% และทำให้เงินเฟ้อทั้งปี อยู่ในเป้าหมายที่คาดไว้ที่ 0.2-0.8% ค่ากลาง 0.5% ส่วนปี 2568 ได้กำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อไว้ที่ 0.3-1.3% ค่ากลาง 0.8% โดยมีปัจจัยที่ส่งผลให้เงินเฟ้อสูงขึ้น มาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ที่จะดีขึ้นทั้งการลงทุน การบริโภคภาคเอกชน และการท่องเที่ยว ทำให้มีความต้องการสินค้าเพิ่มขึ้น ราคาน้ำมันดีเซลที่ยังกำหนดเพดานไม่เกิน 33 บาทต่อลิตร ซึ่งสูงกว่าไตรมาส 1 และ 2 ปี 2567 การใช้จ่ายของประชาชนเพิ่มขึ้นจากการเติมเงิน 10,000 บาท &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ปัจจัยที่จะฉุดเงินเฟ้อ มาจากภาครัฐมีแนวโน้มดำเนินมาตรการลดภาระค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการปรับลดค่าไฟฟ้าและการตรึงราคาก๊าซ LPG ฐานราคาผักและผลไม้สดในปี 2567 อยู่ในระดับสูง การชะลอตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์และการจำหน่ายรถยนต์ภายในประเทศ จะส่งผลให้ค่าเช่าบ้านและราคารถยนต์เพิ่มขึ้นอย่างจำกัด และสินค้าสำคัญมีแนวโน้มปรับขึ้นราคาอย่างจำกัด จากปัจจัยด้านต้นทุนสำคัญที่มีแนวโน้มปรับลดลง เช่น อัตราดอกเบี้ย และราคาน้ำมันในตลาดโลก โดยหากสถานการณ์ในระยะถัดไปเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ กระทรวงพาณิชย์จะมีการทบทวนตัวเลขคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอีกครั้ง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20241206097e1527678406510fa5fabe0d0c05d6142040.jpg' type='image/jpg' length='299396' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”มั่นใจปีทองข้าวไทย แย้ม 11 เดือนส่งออก 9.27 ล้านตัน ทั้งปีได้ลุ้น 10 ล้านตัน]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/79229</link>
<guid isPermaLink="false">588422c4759910ffd2e21c6f3ca8efa0</guid>
<pubDate>Fri, 06 Dec 2024 14:19:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าต่างประเทศแถลงผลส่งออกข้าว 10 เดือน ปี 67 ทำได้แล้ว 8.35 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 20% มูลค่า 191,031 ล้านบาท เพิ่ม 40% ส่งออกเพิ่มขึ้นทุกภูมิภาค แถมราคาขายดีขึ้นทุกชนิด แย้มส่งออกเดือน พ.ย. มีตัวเลขขออนุญาตแล้ว 9.2 แสนตัน หากรวมยอดส่งออก 10 เดือน จะส่งออกได้รวม 9.27 ล้านตัน ทะลุเป้าที่ตั้งไว้แล้ว ลุ้นทั้งปี 10 ล้านตัน ถือเป็นปีทองข้าวไทยที่ขายได้เพิ่มทั้งปริมาณ และราคาดี ส่วนปี 68 เตรียมแผนลุยขายข้าวไว้พร้อมแล้ว</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ในช่วง 10 เดือนของปี 2567 (ม.ค.-ต.ค.) ไทยส่งออกข้าวแล้ว ปริมาณ 8.35 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 20% มูลค่า 191,031 ล้านบาท (ประมาณ 5,411 ล้านเหรียญสหรัฐ) เพิ่มขึ้น 40% โดยส่งออกข้าวขาวมากเป็นอันดับหนึ่ง ปริมาณ 5.18 ล้านตัน คิดเป็น 62% ของปริมาณการส่งออกข้าวไทยทั้งหมด รองลงมา ได้แก่ ข้าวหอมมะลิไทย 1.37 ล้านตัน ข้าวนึ่ง 1.01 ล้านตัน ข้าวหอมไทย 0.54 ล้านตัน ข้าวเหนียว 0.23 ล้านตัน และข้าวกล้อง 0.02 ล้านตัน<br />
<br />
โดยไทยส่งออกข้าวไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลกเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนในทุกภูมิภาค โดยมีตลาดส่งออกข้าวที่สำคัญ ได้แก่ อินโดนีเซีย ส่งออกมากเป็นอันดับหนึ่ง ปริมาณ 1.12 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 6% คิดเป็น 13% ของปริมาณการส่งออกข้าวไทยทั้งหมด รองลงมา ได้แก่ อิรัก 0.95 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 23% แอฟริกาใต้ 0.72 ล้านตัน ลดลง 12% สหรัฐฯ 0.70 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 21% และฟิลิปปินส์ 0.49 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 250%<br />
<br />
ทั้งนี้ นอกจากปริมาณการส่งออกข้าวไทยจะเพิ่มขึ้นแล้ว ราคาข้าวสารส่งออก ก็ปรับตัวสูงขึ้นด้วย โดยข้าวหอมมะลิ (ใหม่) ราคา 935 เหรียญสหรัฐต่อตัน เพิ่มขึ้น 7.59% ข้าวหอมปทุมธานี 875 เหรียญสหรัฐต่อตัน เพิ่มขึ้น 24.64% ข้าวขาว 603 เหรียญสหรัฐต่อตัน เพิ่มขึ้น 11.67% ข้าวนึ่ง 601 เหรียญสหรัฐต่อตัน เพิ่มขึ้น 10.89% และข้าวเหนียว 818 เหรียญสหรัฐต่อตัน เพิ่มขึ้น 0.62%</p>

<p>นางอารดากล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกข้าวในช่วงที่เหลือของปีนี้ ยังคาดว่าจะเติบโตได้ดี โดยจากข้อมูลใบอนุญาตส่งออกข้าวของกรม พบว่า เดือน พ.ย.2567 มีการขออนุญาตส่งออกข้าวแล้วประมาณ 0.92 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 17% เมื่อรวมกับปริมาณส่งออกข้าว 10 เดือน ที่ส่งออกแล้ว 8.35 ล้านตัน จึงมีตัวเลขส่งออกข้าว 11 เดือน อยู่ที่ประมาณ 9.27 ล้านตัน ตอนนี้ ถือว่า ทะลุเป้าที่ตั้งไว้ที่ 9 ล้านตันแล้ว ถือเป็นปีทองข้าวไทยแน่นอน เพราะยังเหลือเดือน ธ.ค.2567 อีก 1 เดือน น่าจะยังส่งออกได้ดี และมีโอกาสลุ้นถึง 10 ล้านตัน<br />
<br />
โดยปัจจัยที่ทำให้ข้าวไทยส่งออกได้มากขึ้น เพราะผู้นำเข้าข้าว ยังคงมีความต้องการนำเข้าข้าวเพื่อรองรับกับความต้องการบริโภคช่วงปลายปีสำหรับเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ ต่อเนื่องไปจนถึงเทศกาลตรุษจีน ประกอบกับปริมาณผลผลิตข้าวของไทยมีเพียงพอพร้อมตอบสนองความต้องการของตลาดข้าวโลก รวมทั้งศักยภาพในการส่งออกข้าวของไทยที่สามารถส่งมอบข้าวให้ผู้นำเข้าได้อย่างต่อเนื่อง<br />
<br />
ส่วนปี 2568 คาดว่า ปริมาณการส่งออกข้าวไทยมีแนวโน้มลดลงจากปี 2567 จากการกลับมาส่งออกข้าวของอินเดีย ซึ่งอินเดียมีผลผลิตข้าวปริมาณมากและมีสต็อกข้าวอยู่ในระดับสูงจากการควบคุมการส่งออกข้าวในช่วงที่ผ่านมา รวมทั้งปริมาณผลผลิตข้าวโลก มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากภาวะภัยแล้งคลี่คลายและมีน้ำสำหรับการเพาะปลูกเพิ่มขึ้น ทำให้การค้าข้าวในตลาดโลกมีการแข่งขันสูง ซึ่งนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้เตรียมแผนเร่งขับเคลื่อนการส่งออกข้าวไว้ล่วงหน้า โดยมีแผนสำคัญที่จะดำเนินการ เช่น การกระชับความสัมพันธ์และจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ข้าวไทยกับคู่ค้าข้าวสำคัญ การส่งเสริมและประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ข้าวไทยในงานแสดงสินค้าสำคัญ การจัดงานประชุมข้าวนานาชาติ และการสนับสนุนการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าข้าวไทย</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/file/get/file/202306193051d0a8b18bc8e386c0ec3b3d03c08b135357.jpg' type='image/jpg' length='' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สถานการณ์สินค้าเกษตรประจำเดือน พฤศจิกายน 2567 จังหวัดสมุทรปราการ]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/77727</link>
<guid isPermaLink="false">df458a2c7909c90611ccb1a2b13964de</guid>
<pubDate>Wed, 27 Nov 2024 14:52:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://samutprakan.moc.go.th/cms/s64/u1210/Black_and_White_Blank_Note_Docum - Copy 2.jpg" style="width: 600px; height: 849px;" /></p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20241127e830b97f7a940926e1970129422933c2145339.jpg' type='image/jpg' length='479667' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ส่งออก ต.ค. 27,222 ล้านเหรียญ บวก 14.6% มูลค่าสูงสุด 19 เดือน ทั้งปีลุ้นโต 4%]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/77545</link>
<guid isPermaLink="false">6165e3a0a051f1cca753814d9e9152c5</guid>
<pubDate>Tue, 26 Nov 2024 15:42:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo; เผยส่งออกเดือน ต.ค.67 มีมูลค่า 27,222.1 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 14.6% เป็นบวกต่อเนื่อง 4 เดือนติดต่อกัน และทำมูลค่าสูงสุดในรอบ 19 เดือน เหตุส่งออกเพิ่มทั้งเกษตร อุตสาหกรรมเกษตร และอุตสาหกรรม รวม 10 เดือน มูลค่า 250,398 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 4.9% คาดแนวโน้ม 2 เดือนสุดท้าย ยังเติบโตดี มีลุ้นทะลุเป้า 1-2% ทำได้ถึง 4% ส่วนเป้าปี 68 เบื้องต้น เห็นตรงกันยังเป็นบวก รอ &ldquo;พิชัย&rdquo; เคาะตัวเลขทางการ</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกเดือน ต.ค.2567 มีมูลค่า 27,222.1 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 14.6% ขยายตัวเป็นบวกต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกัน และมูลค่าสูงสุดในรอบ 19 เดือน คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 896,735 ล้านบาท การนำเข้ามีมูลค่า 28,016.4 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 15.9% คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 934,700 ล้านบาท ขาดดุลการค้า 794.4 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 37,965 ล้านบาท รวม 10 เดือน ของปี 2567 (ม.ค.-ต.ค.) การส่งออก มีมูลค่า 250,398.0 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 4.9% คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 8,854,630 ล้านบาท การนำเข้า มูลค่า 257,149.2 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 6.6% คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 9,199,289 ล้านบาท ขาดดุลการค้า 6,751.2 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 344,659 ล้านบาท<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับการส่งออกที่เพิ่มขึ้น มาจากการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร เพิ่ม 7.2% โดยสินค้าเกษตร เพิ่ม 6.8% และสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร เพิ่ม 7.6% โดยสินค้าสำคัญที่ขยายตัว อาทิ ข้าว ยางพารา ไก่สดแช่เย็นแช่แข็งและแปรรูป อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป อาหารสัตว์เลี้ยง ผลไม้กระป๋องและแปรรูป ส่วนสินค้าที่ลดลง อาทิ ผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็งและแห้ง ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง น้ำตาลทราย และไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ ทั้งนี้ 10 เดือนของปี 2567 การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร เพิ่ม 5.6%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 18.7% โดยสินค้าสำคัญที่ขยายตัว อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ เม็ดพลาสติก เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ ส่วนสินค้าสำคัญที่ลดลง อาทิ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อุปกรณ์กึ่งตัวนำ ทรานซิสเตอร์และไดโอด ทั้งนี้ 10 เดือนของปี 2567 การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม ขยายตัว 5.2%</p>

<p>ทางด้านตลาดส่งออกสำคัญ ส่วนใหญ่ขยายตัวได้ดี สอดคล้องกับสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า ซึ่งตลาดหลัก เพิ่ม 16.3% โดยสหรัฐฯ เพิ่ม 25.3% สหภาพยุโรป (27) เพิ่ม 22.1% CLMV เพิ่ม 27.9% จีน เพิ่ม 8.5% ญี่ปุ่น เพิ่ม 7.0% และอาเซียน (5) เพิ่ม 6.8% ตลาดรอง เพิ่ม 2.4% โดยเอเชียใต้ เพิ่ม 12.8% ตะวันออกกลาง เพิ่ม 1.9% ลาตินอเมริกา เพิ่ม 31.5% สหราชอาณาจักร เพิ่ม 58.1% รัสเซียและกลุ่ม CIS เพิ่ม 3.0% ส่วนทวีปออสเตรเลีย และแอฟริกา ลด 14.0% และ 3.1% ตามลำดับ และตลาดอื่น ๆ เพิ่ม 118.9%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกในช่วงที่เหลือของปีนี้ พ.ย.-ธ.ค. คาดว่า จะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ทำให้การส่งออกทั้งปีเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 1-2% โดยจะขยายตัวได้ถึง 4% เกินกว่าเป้า มูลค่า 296,000 ล้านเหรียญสหรัฐ &nbsp;โดยมีปัจจัยบวกจากการฟื้นตัวภาคอุตสาหกรรมของคู่ค้า การใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น การเติบโตของการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารไทย โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลและฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปี ประกอบกับต้นทุนโลจิสติกส์ที่เอื้ออำนวยจากการปรับลดลงของค่าระวางเรือ แต่การส่งออกยังเผชิญกับความท้าทายหลายประการ เช่น ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐฯ ในอนาคต หลังนายโดนัลด์ ทรัมป์ รับตำแหน่งประธานาธิบดี ที่จะมีการประกาศขึ้นภาษีนำเข้าจากประเทศต่าง ๆ เช่น เม็กซิโก แคนาดา และจีน ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน สถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงดำเนินอยู่ รวมถึงผลกระทบจากการปรับเปลี่ยนนโยบายการส่งออกข้าวของอินเดียที่อาจส่งผลต่อการส่งออกข้าวไทย ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะติดตามและวิเคราะห์ปัจจัยเหล่านี้อย่างใกล้ชิด เพื่อหาแนวทางรับมือที่เหมาะสมต่อสถานการณ์ต่อไป<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนเป้าส่งออกปี 2568 ได้ประชุมร่วมกับภาคเอกชน ทั้งสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย เพื่อหารือเป้าหมายการส่งออกในเบื้องต้นแล้ว และยังได้นำข้อมูลจากทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ มาพิจารณา โดยเห็นตรงกันว่าจะยังขยายตัวได้ต่อเนื่องจากปี 2567 และนายพิชัยจะนัดแถลงตัวเลขอย่างเป็นทางการอีกครั้งในเดือน ธ.ค.2567 นี้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า การส่งออกเดือน ต.ค.2567 เป็นม้าตีนปลาย เพราะไม่เคยเห็นตัวเลขส่งออก 2.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐมานาน เป็นผลจากความร่วมมือภาครัฐและเอกชน และถ้าในช่วงที่เหลืออีก 2 เดือน พ.ย.-ธ.ค. ถ้าทำได้เดือนละ 2.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ก็จะทำให้การส่งออกทั้งปีโต 4% &nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/202411262ef914aa463b10a90e284eb9ca662a50154309.jpg' type='image/jpg' length='215924' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”เบรกน้ำมันถั่วเหลืองขึ้นราคา เหตุไม่พบปัจจัยกดดันต้นทุน พร้อมขอห้างจัดโปร]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/73768</link>
<guid isPermaLink="false">4410c1ad91c43fed9b6fcc50305f2be2</guid>
<pubDate>Fri, 01 Nov 2024 11:20:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าภายในเบรกผู้ผลิตน้ำมันถั่วเหลืองปรับขึ้นราคา เหตุไม่มีปัจจัยกระทบต้นทุนการผลิต เพื่อดูแลผู้บริโภค ส่วนน้ำมันปาล์ม ขอความร่วมมือผู้ผลิตชะลอการปรับราคาให้นานที่สุด หลังต้นทุนเพิ่ม จากผลผลิตลดลง พร้อมขอห้างช่วยจัดโปรโมชัน ดูแลผู้บริโภค ย้ำหากพบโก่งราคา เล่นงานตามกฎหมาย</strong><br />
<br />
นายกรนิจ โนนจุ้ย รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยถึงกรณีมีกระแสข่าวผู้ผลิตน้ำมันถั่วเหลืองจะปรับขึ้นราคาจำหน่ายน้ำมันถั่วเหลืองขวด ว่า กรมได้ขอให้ผู้ผลิตน้ำมันถั่วเหลืองระงับการปรับขึ้นราคาจำหน่ายไว้ก่อน เพราะจากการติดตามสถานการณ์ปัจจัยที่กระทบต่อต้นทุนการผลิตน้ำมันถั่วเหลืองในปัจจุบัน ยังไม่มีปัจจัยที่ส่งผลกระทบจนเป็นเหตุให้ต้องมีการปรับราคาจำหน่ายแต่อย่างใด ซึ่งผู้ประกอบการยินดีให้ความร่วมมือ เพื่อไม่ให้กระทบผู้บริโภค<br />
<br />
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการยังจะร่วมมือกับห้างค้าส่งค้าปลีก ห้างท้องถิ่นทั่วประเทศ จัดทำโปรโมชันตามความเหมาะสม เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับพี่น้องประชาชน<br />
<br />
ส่วนสถานการณ์ปาล์มน้ำมัน ขณะนี้ราคาเฉลี่ยที่ขวดละ 43-48 บาท ตามต้นทุนเก่า-ใหม่ ซึ่งกรมได้ขอความร่วมมือผู้ผลิตน้ำมันปาล์มบรรจุขวดชะลอการปรับราคาออกไปให้นานที่สุด เพราะขณะนี้ ต้นทุนปาล์มสูงขึ้น จากการที่ผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย ทำให้ราคาปรับตัวสูงขึ้น และผลผลิตจะออกสู่ตลาดปกติตั้งแต่ ม.ค.2568 เป็นต้นไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20241101c45a9dcd20815cf0da2e509f64e852a1112034.jpg' type='image/jpg' length='344103' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์” เบรกส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ ขอห้างตรึงราคา จัดโปรโมชัน ดูแลผู้บริโภค]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/73713</link>
<guid isPermaLink="false">af4080e10c85c5ba49f44aedbf5c3c97</guid>
<pubDate>Fri, 01 Nov 2024 08:43:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เดินหน้าบริหารสมดุลปาล์มน้ำมัน หลังผลผลิตลดลงจากภัยแล้ง และโรคระบาด ขอความร่วมมือไม่ให้ส่งออกน้ำมันปาล์มดิบจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย พร้อมจับมือห้างตรึงราคาขายให้นานที่สุด และจัดโปรโมชันให้กับผู้บริโภค</strong><br />
<br />
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงสถานการณ์ราคาปาล์มน้ำมัน ว่า ขณะนี้ผลผลิตปาล์มน้ำมันออกสู่ตลาดน้อยลง ทำให้ราคาปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ ได้เข้าไปดูแลให้เกิดความสมดุล เกษตรกรขายผลผลิตได้ราคาดี และผู้บริโภคไม่ต้องบริโภคน้ำมันปาล์มขวดแพงเกินไป โดยได้สั่งการให้กรมการค้าภายในไปพิจารณามาตรการดูแลปาล์มน้ำมัน โดยในระยะสั้น ไม่ให้ส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ เพื่อให้มีสต๊อกเพียงพอ และดูแลราคาน้ำมันปาล์มขวดให้เหมาะสม หรือหากจำเป็น ก็ปรับลดการใช้น้ำมันปาล์มในไบโอดีเซลลงมา เพื่อให้เหลือบริโภคมากขึ้น<br />
<br />
นายกรนิจ โนนจุ้ย รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า นายวิทยากร มณีเนตร ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ ได้หารือกับสมาคมโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม และสมาคมโรงกลั่นน้ำมันปาล์ม ถึงแนวทางการบริหารจัดการสต็อกน้ำมันปาล์มให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ทั้งความต้องการบริโภคและการใช้ในภาคพลังงาน โดยพบว่า ขณะนี้ปริมาณมีเพียงพอต่อความต้องการ สต๊อกเกินกว่า 2 แสนตัน และทางสมาคมฯ ยังยืนยันที่จะไม่ส่งออกน้ำมันปาล์มดิบในช่วงนี้ จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย</p>

<p>สำหรับสาเหตุที่ผลผลิตปาล์มน้ำมันลดลง เนื่องจากเจอภัยแล้งและโรคระบาดช่วงก่อนหน้านี้ โดยผลผลิตจะออกน้อยช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค.2567 ส่งผลให้ราคาผลปาล์มอยู่ที่กิโลกรัม (กก.) ละ 8-9 บาท ซึ่งเป็นผลดีต่อเกษตรกร ที่มีรายได้เพิ่มขึ้น และคาดว่าสถานการณ์ผลผลิตจะเริ่มกลับเข้าสู่ปกติตั้งแต่เดือน ม.ค.2568 เป็นต้นไป<br />
<br />
ส่วนราคาน้ำมันปาล์มขวด ขณะนี้จำหน่ายในราคาตั้งแต่ 43-48 บาทต่อขวด แล้วแต่สต๊อกเก่าใหม่ ซึ่งกรมได้หารือกับห้างค้าปลีกค้าส่ง ห้างสรรพสินค้า และห้างท้องถิ่น เพื่อขอความร่วมมือให้ตรึงราคาจำหน่ายให้นานที่สุด และขอความร่วมมือให้จัดโปรโมชันลดราคาน้ำมันปาล์มขวดต่อเนื่อง รวมทั้งหากจะมีการปรับขึ้นราคาจำหน่ายจากราคาเดิม ให้แจ้งมายังกรมด้วย และกรณีที่สั่งน้ำมันปาล์มขวดจากผู้ผลิต และได้รับสินค้าช้า หรือมีสินค้าไม่เพียงพอ ก็ให้รีบแจ้งมายังกรม เพื่อที่จะเข้าไปดูแลต่อไป<br />
<br />
ทั้งนี้ กรมและสำนักงานพาณิชย์จังหวัด จะติดตามสถานการณ์น้ำมันพืช และราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่สำคัญอย่างต่อเนื่อง หากพบผู้ประกอบการดำเนินการใด ๆ โดยจงใจที่จะทำให้ราคาสูงเกินสมควร หรือทำให้ปั่นป่วนซึ่งราคาของสินค้าหรือบริการใด จะดำเนินการตามกฎหมายต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยประชาชนสามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือทางแอปลิเคชันLine@MR.DIT&nbsp;และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/202411011d1690321bd3db446baa2a10c74b3f7b084435.jpg' type='image/jpg' length='143254' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สถานการณ์สินค้าเกษตรประจำเดือน ตุลาคม 2567]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/73543</link>
<guid isPermaLink="false">b5cd09f68ecbf70970769a9303b44fe8</guid>
<pubDate>Thu, 31 Oct 2024 08:57:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[-]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/2024103102fa6d1fedac69041849b49dbdbf3842104859.jpg' type='image/jpg' length='517540' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“กรมพัฒน์ฯ” ตรวจงบการเงิน-การทำบัญชีธุรกิจ 6.39 แสนราย พบส่วนใหญ่ทำถูกต้อง]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/72268</link>
<guid isPermaLink="false">0b120773f7a278f4ef6e81dcb0b54313</guid>
<pubDate>Tue, 22 Oct 2024 15:18:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าตรวจสอบงบการเงินธุรกิจ 633,760 ราย และบัญชีธุรกิจ 5,842 ราย พบจัดทำงบการเงินถูกต้อง 97.90% และทำบัญชีถูกต้อง 62.49% เผยกรณีงบการเงินไม่ถูกต้องได้ส่งหนังสือเรียกบริษัทชี้แจงรายละเอียดและปรับปรุงให้ถูกต้องแล้ว ส่วนการจัดทำบัญชีที่ไม่ถูกต้อง หากพบผู้ทำบัญชีบกพร่อง เล็งดำเนินคดีผู้ทำบัญชีด้วย &nbsp;</strong><br />
<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ตรวจสอบงบการเงินและบัญชีภาคธุรกิจเป็นประจำทุกปี หลังจากที่ภาคธุรกิจได้นำส่งงบการเงินประจำปีผ่านระบบ DBD e-Filing แล้ว โดยได้นำระบบปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มาดำเนินการคัดกรอง วิเคราะห์ความผิดปกติของรายงานทางการเงินของแต่ละนิติบุคคล และล่าสุดได้ทำการตรวจวิเคราะห์งบการเงิน และตรวจสอบบัญชีภาคธุรกิจ สำหรับปีงบประมาณ 2567 เสร็จเรียบร้อยแล้ว แบ่งเป็น ตรวจสอบงบการเงินธุรกิจ 633,760 ราย และตรวจสอบบัญชีธุรกิจ 5,842 ราย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยผลการตรวจสอบงบการเงิน พบว่า ภาคธุรกิจมีการจัดทำงบการเงินถูกต้อง 620,487 ราย หรือคิดเป็นสัดส่วน 97.90% และงบการเงินมีข้อบกพร่อง จำนวน 13,273 ราย สัดส่วน 2.10% โดยงบการเงินที่บกพร่อง แต่ไม่มีผลต่อจำนวนเงินในงบการเงิน กรมได้ดำเนินการส่งหนังสือแนะนำการจัดทำงบการเงินแก่นิติบุคคลดังกล่าวแล้วทุกราย ส่วนงบการเงินที่บกพร่องในเรื่องของจำนวนเงิน เช่น จำนวนเงินที่แสดงในงบการเงินไม่สอดคล้องกับในหมายเหตุประกอบงบการเงิน กรมจะดำเนินการตรวจสอบเชิงลึกต่อไป&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนการจัดทำบัญชีธุรกิจ พบถูกต้อง 62.49% ซึ่งกรณีธุรกิจจัดทำบัญชีบกพร่องที่มาจากการปฏิบัติงานของผู้ทำบัญชี เช่น การปฏิบัติงานที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานการบัญชี หรือไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง หรือไม่แสวงหาข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องตามความเป็นจริง กรมจะพิจารณาดำเนินคดีกับผู้ทำบัญชีด้วย</p>

<p>นอกจากนี้ เพื่อให้การปฏิบัติงานการตรวจสอบงบการเงินและบัญชีธุรกิจของเจ้าหน้าที่ส่วนกลางและส่วนภูมิภาคมีประสิทธิภาพมากขึ้น กรมได้กำหนดแผนการดำเนินงานจัดอบรมเสริมสร้างองค์ความรู้เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านการจัดทำงบการเงินและบัญชีให้แก่เจ้าหน้าที่ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค รวมทั้งจัดอบรมให้ความรู้แก่ภาคธุรกิจเรื่องมาตรฐานการบัญชี การจัดทำงบการเงินให้สอดคล้องกับมาตรฐานการบัญชีฉบับใหม่ ยกระดับการจัดทำบัญชีและงบการเงินของภาคธุรกิจให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและเป็นปัจจุบัน เป็นการอัปเดตความรู้ให้เจ้าหน้าที่เพื่อให้สามารถแนะนำผู้ประกอบการหรือผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีได้อย่างถูกต้อง ขณะที่การให้ความรู้แก่ภาคธุรกิจเป็นการสร้างความตระหนักรู้ถึงการจัดทำงบการเงินและการจัดทำบัญชีอย่างถูกต้องเช่นเดียวกัน<br />
<br />
&ldquo;ในยุคปัจจุบันที่มีการแข่งขันสูง ผู้ประกอบธุรกิจจำเป็นต้องได้รับข้อมูลที่แม่นยำและรวดเร็วเพื่อการตัดสินใจลงทุนเพิ่มและการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่จำเป็นต้องวางกลยุทธ์ให้อยู่เหนือคู่แข่งและมีระบบการบริหารจัดการธุรกิจที่แข็งแกร่ง ซึ่งการมีระบบบัญชีที่ดีและการจัดทำงบการเงินที่ถูกต้อง จะเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยให้กิจการมีระบบการควบคุมภายในที่ดี มีข้อมูลทางบัญชีที่ถูกต้องทันเวลา สามารถนำไปวางแผน ตัดสินใจ ส่งเสริมให้ธุรกิจแข่งขันได้ทุกสถานการณ์และเติบโตอย่างมีทิศทางและมีประสิทธิภาพสูงสุด&rdquo;นางอรมนกล่าว<br />
<br />
ก่อนหน้านี้ นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้กำชับให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าให้ความสำคัญต่อการส่งเสริมให้ผู้มีหน้าที่จัดทำงบการเงินและการจัดทำบัญชีดำเนินการให้ถูกต้องตาม พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ.2543 โดยงบการเงินและบัญชีที่ถูกต้องสามารถสะท้อนถึงความมีธรรมาภิบาลของภาคธุรกิจ นักธุรกิจ และนักลงทุนสามารถนำงบการเงินที่กรมเผยแพร่ไปใช้ประโยชน์ในการวางแผนการพัฒนาขยายธุรกิจ นำข้อมูลไปวิเคราะห์เพื่อประกอบการลงทุนและทำธุรกรรมทางการเงินได้อย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกัน ภาครัฐสามารถนำข้อมูลงบการเงินที่เป็นปัจจุบันและมีความถูกต้องไปประเมินทิศทางและวิเคราะห์แนวโน้มธุรกิจเพื่อส่งเสริม สนับสนุน สร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจของประเทศ<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/2024102252e2c5345d4e2efdb13c3898a43f9808151845.jpg' type='image/jpg' length='537482' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วันที่ 20 ตุลาคม 2567 เวลา 16.00 น. จังหวัดสมุทรปราการ โดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดสมุทรปราการ จัดงานแสดงและจำหน่ายสินค้าอัตลักษณ์ "ปากน้ำโกอินเตอร์" ภายใต้โครงการส่งเสริมสินค้าอัตลักษณ์ปากน้ำ (เซลล์แมนปากน้ำ) ตามแผนปฏืบัติราชการจังหวัดสมุทรปราการ ประจำปี 2567 ณ ลานโปรโมชั่น ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซาอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี  โดยผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ ได้มอบหมายให้ นายสาธิต กล่อมสวัสดิ์ พาณิชย์จังหวัดสมุทรปราการ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน ซึ่งการจัดงานดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่ให]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/72257</link>
<guid isPermaLink="false">40265f003c080efdf176aad5125a7ec1</guid>
<pubDate>Tue, 22 Oct 2024 15:05:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>ช่วงต้นปี 2567 มีการคาดการณ์ &ldquo;<strong>ผลผลิตผลไม้</strong>&rdquo; ทุกชนิด จะมีปริมาณ 6.765 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 2% แยกเป็น &ldquo;<strong>ทุเรียน</strong>&rdquo; 1.526 ล้านตัน เพิ่ม 3% &ldquo;<strong>มังคุด</strong>&rdquo; 2.81 แสนตัน เพิ่ม 4% &ldquo;<strong>ลำไย</strong>&rdquo; 1.506 ล้านตัน เพิ่ม 6% &ldquo;<strong>เงาะ</strong>&rdquo; 2.26 แสนตัน เพิ่ม 5% &ldquo;<strong>ลองกอง</strong>&rdquo; 5.7 หมื่นตัน ลด 11% &ldquo;<strong>ลิ้นจี่</strong>&rdquo; 3 หมื่นตัน ลด 26% &ldquo;<strong>มะม่วง</strong>&rdquo; 1.32 ล้านตัน ลด 2% &ldquo;<strong>สับปะรด</strong>&rdquo; 1.38 ล้านตัน เพิ่ม 10% &ldquo;<strong>ส้มเขียวหวาน</strong>&rdquo; 3.04 แสนตัน ลด 21% และ &ldquo;<strong>ส้มโอ</strong>&rdquo; 1.35 แสนตัน ลด 27%&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดย &ldquo;<strong>ฤดูกาลผลไม้</strong>&rdquo; เริ่มเปิดฉากตั้งแต่เดือน เม.ย.-ส.ค.2567 ช่วง 5 เดือนนี้ ผลผลิตออกสัดส่วน 71% ของผลผลิตทั้งหมด ที่เหลือ 29% ออกในช่วงที่เหลือ และในจำนวนผลผลิต 6.765 ล้านตัน บริโภคในประเทศ 26% ส่งออก 74%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
การดูแลผลไม้ &ldquo;<strong>กระทรวงพาณิชย์</strong>&rdquo; ได้จัดทำ &ldquo;<strong>มาตรการบริหารจัดการผลไม้ ปี 2567</strong>&rdquo; จำนวน 6 มาตรการ 25 แผนงาน ที่ทำไว้ล่วงหน้า มีทั้งมาตรการทั้งส่งเสริมการผลิตและแปรรูป มาตรการส่งเสริมตลาดในประเทศ มาตรการส่งเสริมตลาดต่างประเทศ มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพทางการค้า มาตรการอำนวยความสะดวกทางการค้า และมาตรการทางกฎหมาย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ต่อมาเพิ่มมาตรการ &ldquo;<strong>คนตัวใหญ่ ช่วยคนตัวเล็ก</strong>&rdquo; ดึง 12 กลุ่ม 20 เครือข่าย 27 หน่วยงาน เข้ามาช่วยเสริม ด้วยการช่วยซื้อผลผลิตผลไม้ นำไปกระจายผ่านช่องทางต่าง ๆ โดยใช้หลักการทำกิจกรรมเพื่อสังคม หรือ CSR<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;<strong>ผลการดำเนินการ</strong>&rdquo; ตลอดฤดูกาลผลไม้ที่ผ่านมา ประสบ &ldquo;<strong>ความสำเร็จ</strong>&rdquo; อย่างงดงาม สามารถ &ldquo;<strong>ปิดฉาก</strong>&rdquo; ฤดูกาลผลไม้ที่เรียกได้ว่าเป็น &ldquo;<strong>ปีทอง</strong>&rdquo; ของชาวสวนผลไม้อีกปีหนึ่ง<br />
<br />
เนื่องจากปีนี้ &ldquo;<strong>ราคาผลไม้</strong>&rdquo; ทุกชนิด ปรับตัว &ldquo;<strong>เพิ่มขึ้น</strong>&rdquo; ทุกรายการ ไม่มีตกหล่นแม้แต่ตัวเดียว โดยเพิ่มขึ้น &ldquo;<strong>ต่ำสุด</strong>&rdquo; คือ 1% และ &ldquo;<strong>สูงสุด</strong>&rdquo; คือ 146%<br />
<br />
เริ่มจาก &ldquo;<strong>ผลไม้ภาคตะวันออก</strong>&rdquo; ตอนนี้สิ้นสุดฤดูกาลไปแล้ว ราคาปรับตัวขึ้นทุกรายการ โดย &ldquo;<strong>ทุเรียน</strong>&rdquo; เกรด AB ราคาเฉลี่ย 181 บาท/กิโลกรัม (กก.) เพิ่มขึ้น 21% เกรด C ราคา 131 บาท/กก. เพิ่ม 19% เกรด D ราคา 111 บาท/กก. เพิ่ม 11% &ldquo;<strong>มังคุด</strong>&rdquo; เกรดส่งออก ราคา 89 บาท/กก. เพิ่ม 46% เกรดรอง ราคา 61 บาท/กก. เพิ่ม 22% เกรดคละ 64 บาท/กก. เพิ่ม 68% ตกเกรด ราคา 25 บาท/กก. เพิ่ม 67% &ldquo;<strong>เงาะโรงเรียน</strong>&rdquo; ส่งออก ราคา 41 บาท/กก. เพิ่ม 17% เกรดในประเทศ ราคา 36 บาท/กก. เพิ่ม 29% &ldquo;<strong>เงาะสีทอง</strong>&rdquo; ส่งออก ราคา 31 บาท/กก. เพิ่ม 35% เกรดในประเทศ ราคา 26 บาท/กก. เพิ่ม 44% &ldquo;<strong>ลองกอง</strong>&rdquo; เบอร์ 1 ราคา 76 บาท/กก. เพิ่ม 1% เบอร์ 2 ราคา 60 บาท/กก. เพิ่ม 15% เบอร์ 3 ราคา 52 บาท/กก. เพิ่ม 4%</p>

<p>&ldquo;<strong>ผลไม้ภาคใต้</strong>&rdquo; ขณะนี้ใกล้จะสิ้นสุดฤดูกาลแล้ว โดย &ldquo;<strong>ทุเรียน</strong>&rdquo; ออกแล้ว 98.6% เกรด AB ราคาเฉลี่ย 180 บาท/กิโลกรัม (กก.) เพิ่มขึ้น 50% เกรด C ราคา 120 บาท/กก. เพิ่ม 14% เกรด D ราคา 100 บาท/กก. เพิ่ม 4% &ldquo;<strong>มังคุด</strong>&rdquo; ออกแล้ว 99.2% กลุ่มประมูล เกรดส่งออก ราคา 90.95 บาท/กก. เพิ่ม 146% เกรดรอง ราคา 69.50 บาท/กก. เพิ่ม 132% เกรดคละ 47.50 บาท/กก. เพิ่ม 90% ตกเกรด ราคา 35.50 บาท/กก. เพิ่ม 196% &ldquo;<strong>เงาะโรงเรียน</strong>&rdquo; ในประเทศ ราคา 38 บาท/กก. เพิ่ม 31% &ldquo;<strong>เงาะสีทอง</strong>&rdquo; ในประเทศ ราคา 27 บาท/กก. เพิ่ม 13% &ldquo;<strong>ลองกอง</strong>&rdquo; ออกแล้ว 93.6% เบอร์ 1 ราคา 36.50 บาท/กก. เพิ่ม 22% เบอร์ 2 ราคา 22.50 บาท/กก. เพิ่ม 13% เบอร์ 3 ราคา 8.50 บาท/กก. ลด 6%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;<strong>ผลไม้ภาคเหนือ</strong>&rdquo; ใกล้จะสิ้นฤดูกาลเช่นเดียวกัน โดย &ldquo;<strong>มะม่วง</strong>&rdquo; จบฤดูกาลแล้ว &ldquo;<strong>มะม่วงน้ำดอกไม้</strong>&rdquo; เกรดส่งออก ราคา 60 บาท/กก. เพิ่ม 20% เกรด A ราคา 37.50 บาท/กก. เพิ่ม 36% เกรดคละ ราคา 22.50 บาท/กก. เพิ่ม 13% &ldquo;<strong>มะม่วงฟ้าลั่น</strong>&rdquo; เบอร์ 1 ราคา 20 บาท/กก. เพิ่ม 122% คละ 12.50 บาท/กก. เพิ่ม 108% &ldquo;<strong>มะม่วงโชคอนันต์</strong>&rdquo; เกรดตลาด 12.50 บาท/กก. เพิ่ม 56% เกรดดอง ยำ ราคา 3 บาท/กก. เพิ่ม 20% &ldquo;<strong>มะม่วงเขียวเสวย</strong>&rdquo; คละ ราคา 23.50 บาท/กก. เพิ่ม 2% &ldquo;<strong>มะม่วงมหาชนก</strong>&rdquo; คละ ราคา 21 บาท/กก. เพิ่ม 24% &ldquo;<strong>มะม่วงเขียวมรกต</strong>&rdquo; เบอร์ 1-2 ราคา 19 บาท/กก. เพิ่ม 27% คละ 12.75 บาท/กก. เพิ่ม 28% &ldquo;<strong>ลิ้นจี่</strong>&rdquo; ฮงฮวย A ราคา 33.25 บาท/กก. เพิ่ม 19% จักรพรรดิ B ราคา 61.25 บาท/กก. เพิ่ม 36% &ldquo;<strong>ส้มเขียวหวาน</strong>&rdquo; คละ 20 บาท/กก. เพิ่ม 14% &ldquo;<strong>สับปะรดภูแล</strong>&rdquo; ออกแล้ว 91% เกรดคละ ราคา 12.50 บาท/กก. เพิ่ม 39% &ldquo;<strong>ส้มโอทองดี</strong>&rdquo; ออกแล้ว 97% เกรดสวยติดขั้ว-ใบ ราคา 14.50 บาท เพิ่ม 5% เกรดคละ ราคา 11.50 บาท เพิ่ม 4% &ldquo;<strong>ลำไย</strong>&rdquo; ช่อส่งออก AA ราคา 42 บาท/กก. เพิ่ม 29% ช่อส่งออก A ราคา 38 บาท/กก. เพิ่ม 38% รูดร่วง AA ราคา 33 บาท/กก. เพิ่ม 40% รูดร่วง A ราคา 18 บาท/กก. เพิ่ม 16% รูดร่วง B ราคา 10 บาท/กก. เพิ่ม 33% &ldquo;<strong>ลองกอง</strong>&rdquo; ออกแล้ว 73% เบอร์ 1 ราคา 37.50 บาท/กก. เพิ่ม 36% เบอร์ 3 ราคา 23.50 บาท/กก. เพิ่ม 114%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;<strong>นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์</strong>&rdquo; กล่าวว่า ตอนนี้ใกล้สิ้นสุดฤดูกาลผลไม้ทุกชนิดแล้ว เหลือผลผลิตอีกเพียงเล็กน้อย โดยราคาปรับตัวดีขึ้นทุกรายการ ทั้งทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง มะม่วง ลิ้นจี่ ส้ม ส้มโอ สับปะรด และลำไย เป็นผลจากความสำเร็จของมาตรการบริหารจัดการผลไม้ปี 2567 จำนวน 6 มาตรการ 25 แผนงาน ที่ได้เตรียมความพร้อมมาตั้งแต่ก่อนที่ผลผลิตผลไม้จะออกสู่ตลาด</p>

<p>ทั้งนี้ เมื่อตนเข้ามารับตำแหน่ง ได้สั่งการให้เพิ่มความเข้มข้นในการดูแล ทั้งการขยายตลาดในประเทศและการผลักดันการส่งออกสู่ตลาดใหม่ และการนำผลผลิตไปแปรรูป เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ทำให้ปีนี้ปิดฉากฤดูกาลผลผลิตผลไม้ได้อย่างงดงาม และถือเป็นปีทองของพี่น้องเกษตรกรอีกปีหนึ่ง ที่ขายผลผลิตได้ราคาดีและมีรายได้เพิ่มสูงขึ้น<br />
<br />
อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมล่วงหน้า ได้สั่งการให้กรมการค้าภายในเตรียมมาตรการบริหารจัดการผลไม้ ปี 2568 โดยให้เตรียมตัวไว้ก่อนที่ผลผลิตฤดูกาลใหม่จะออกสู่ตลาด และเมื่อได้ข้อสรุปแล้ว จะนำมาพิจารณาร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง ก่อนที่จะนำมาใช้เป็นมาตรการดูแลผลไม้เชิงรุกในปี 2568 ต่อไป<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;<strong>ความสำเร็จ</strong>&rdquo; ที่เกิดขึ้น ต้องชื่นชนคน &ldquo;<strong>คุมเกม</strong>&rdquo; ที่วางแผนไว้ก่อนหน้านี้ คือ &ldquo;<strong>นายภูมิธรรม เวชยชัย</strong>&rdquo; สมัยที่นั่งเป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ต่อมา นายพิชัย &ldquo;<strong>รับไม้ต่อ</strong>&rdquo; ซึ่งการทำงาน ก็ทำได้แบบ &ldquo;<strong>ไร้ที่ติ</strong>&rdquo; และ &ldquo;<strong>บวกเพิ่ม</strong>&rdquo; ในสิ่งที่ขาด ทำให้การดูแลผลไม้เกิดความต่อเนื่อง ไม่มีสะดุด<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
แต่ที่จะไม่พูดถึงเลยไม่ได้ ก็คือ คนทำงาน อย่าง &ldquo;<strong>กรมการค้าภายใน</strong>&rdquo; ที่ทำงานแบบ &ldquo;<strong>ถึงลูกถึงคน</strong>&rdquo; ตรงไหน จุดไหน มีปัญหา ก็จะเข้าไป &ldquo;<strong>เกาะติด</strong>&rdquo; เข้าไป &ldquo;<strong>แก้ไขปัญหา</strong>&rdquo; แบบทันท่วงที ทำให้ปีนี้ เราแทบจะไม่ได้ยินข่าวผลไม้ราคาตกกันเลย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
อีกส่วนที่ต้องขอชื่นชม ก็ บรรดา &ldquo;<strong>คนตัวใหญ่</strong>&rdquo; ทั้งห้าง ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ ปั๊มน้ำมัน ที่เข้ามาช่วยเหลือ นำผลผลิตไปช่วยระบาย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สุดท้ายนี้ ก็ขอแสดงความดีใจกับ &ldquo;<strong>ชาวสวนผลไม้</strong>&rdquo; ที่ปีนี้ &ldquo;<strong>ผลไม้ทุกชนิด</strong>&rdquo; ราคาดีทุกตัว มีรายได้เพิ่มขึ้นกันถ้วนหน้า</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20241022a30967ab0f900bd35db2f87a904b1c88150453.jpg' type='image/jpg' length='602838' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”เกาะติดมะพร้าว-กะทิสด หลังราคาขยับ ส่งสายตรวจสอบ ป้องกระทบประชาชน]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/71728</link>
<guid isPermaLink="false">ac00611671bddb8029bd26e6b5275dd8</guid>
<pubDate>Fri, 18 Oct 2024 10:30:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เกาะติดสถานการณ์มะพร้าวผลแก่และกะทิสดใกล้ชิด หลังราคาปรับตัวสูงขึ้น พบสาเหตุมาจากช่วงนี้ผลผลิตออกน้อย และผลผลิตลดลงจากเจอภัยแล้ง และโรคแมลงศัตรูมะพร้าวระบาด ส่งเจ้าหน้าที่สายตรวจลงพื้นที่ตรวจสอบราคาใกล้ชิด ไม่ให้มีการฉวยโอกาสเอาเปรียบประชาชน</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายวิทยากร มณีเนตร ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงกรณีข่าวปัญหามะพร้าวผลแก่และกะทิสดในจังหวัดตรัง มีราคาแพง ส่งผลกระทบต่อราคาอาหารและขนมหวานหลายชนิดที่ใช้กะทิเป็นวัตถุดิบที่สำคัญ ว่า นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้กรมการค้าภายในติดตามสถานการณ์ผลผลิตและราคาอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการที่ใช้มะพร้าวเป็นวัตถุดิบและกระทบต่อประชาชนผู้บริโภค และยังได้สั่งการให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์ราคามะพร้าว กะทิ และราคาอาหารและขนมหวาน โดยให้เจ้าหน้าที่สายตรวจสุ่มตรวจสอบร้านค้าอย่างต่อเนื่องด้วย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;กรมการค้าภายในและสำนักงานพาณิชย์จังหวัดจะติดตามสถานการณ์มะพร้าวแก่และราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่ใช้มะพร้าวเป็นวัตถุดิบอย่างต่อเนื่อง หากพบผู้ประกอบการดำเนินการใด ๆ โดยจงใจที่จะทำให้ราคาสูงเกินสมควร หรือทำให้ปั่นป่วนซึ่งราคาของสินค้าหรือบริการใด จะดำเนินการตามกฎหมายต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยประชาชนสามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือทางแอพลิเคชัน&nbsp;Line@MR.DIT&nbsp;และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ&rdquo; นายวิทยากรกล่าว</p>

<p>ทั้งนี้ จากการตรวจสอบสถานการณ์มะพร้าวผลแก่และกะทิสด พบว่า มะพร้าวผลแก่ เป็นสินค้าที่ออกสู่ตลาดตลอดทั้งปี โดยช่วงออกมากช่วงเดือน เม.ย.-ก.ค. ราคาที่เกษตรกรขายได้ จะเคลื่อนไหวอยู่ในเกณฑ์ต่ำ อยู่ที่เฉลี่ย 5-9 บาท/ผล และช่วงออกน้อยเดือน ส.ค.-มี.ค. ราคาจะปรับสูงขึ้น อยู่ที่เฉลี่ย 18-28 บาท/ผล และขณะนี้ แนวโน้มราคามะพร้าวผลแก่ปรับตัวสูงขึ้นกว่าปีก่อน ตามปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดน้อย ปัจจุบัน (ณ วันที่ 16 ต.ค.2567) ราคาที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยทั้งประเทศอยู่ที่ 19.08 บาท/ผล<br />
<br />
โดยปี 2567 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คาดว่า จะมีมะพร้าวผลแก่ในประเทศ ประมาณ 0.86 ล้านตัน น้อยกว่าปีที่ผ่านมา ที่มี 0.94 ล้านตัน และน้อยกว่าผลผลิตย้อนหลังเฉลี่ย 3 ปี (2564-66) ร้อยละ 8.51 และ 7.53 ตามลำดับ เนื่องจากภาวะฝนแล้งต่อเนื่อง ทำให้ปริมาณน้ำฝนไม่เพียงพอกับความต้องการของมะพร้าว รวมทั้งโรคแมลงศัตรูมะพร้าวระบาด (แมลงดำหนาม หนอนหัวดำ และด้วงแรด) ขณะที่ความต้องการใช้ อยู่ที่ 1.19 ล้านตัน โดยเป็นความต้องการใช้ของตลาดผู้ค้าส่ง ตลาดสด ประมาณร้อยละ 35 และโรงงานกะทิสำเร็จรูป ประมาณร้อยละ 65 แต่โรงงานได้นำเข้ามะพร้าวผลมาใช้ในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย ซึ่งช่วยให้ภาวการณ์ขาดแคลนมะพร้าวผลภายในประเทศผ่อนคลายได้ระดับหนึ่ง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม สินค้ามะพร้าวและผลิตภัณฑ์มีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ เพื่อรักษาสมดุลของอุปสงค์-อุปทานมะพร้าวตลอดห่วงโซ่อุปทาน และมีการกำกับดูแลโดยคณะอนุกรรมการบริหารจัดการสินค้ามะพร้าว ภายใต้คณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช ซึ่งมีผู้แทนของหน่วยงานราชการ เอกชน และเกษตรกร เป็นอนุกรรมการ/กรรมการ และสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/202410183ace49d513bd61825ba8a58f0270c098103040.jpg' type='image/jpg' length='435043' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[พาณิชย์สมุทรปราการ ร่วมงานแถลงข่าวเปิดตัว “โครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจ”]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/71644</link>
<guid isPermaLink="false">174abbb68b56403b09a3ed397153caa1</guid>
<pubDate>Thu, 17 Oct 2024 16:12:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;วันที่ 16 ตุลาคม 2567 เวลา 10.00 น. นายสาธิต กล่อมสวัสดิ์ พาณิชย์จังหวัดสมุทรปราการ พร้อมด้วยหน่วยงานราชการ และภาคเอกชนจังหวัดสมุทรปราการ เข้าร่วมงานแถลงข่าว Kick off เปิดตัว &ldquo;โครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และขยายโอกาส&rdquo; ของรัฐบาล ณ สถานีบริการน้ำมันเชลล์ สาขาเหนือเมฆ ถนนเทพรัตน อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ผ่านระบบ ZOOM Meeting จาก ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยมี นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ซึ่งเป็นการจัดกิจกรรมภายใต้วัตถุประสงค์เพื่อลดรายจ่ายให้กับผู้ประกอบการรายเล็ก เพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้า ลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน และกระตุ้นเม็ดเงินให้หมุนเวียนในเศรษฐกิจ โดย ถ่ายทอดบรรยากาศกิจกรรมฟื้นฟูเศรษฐกิจจากสถานที่จริงในทุกภูมิภาค</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20241017a4654b3dd871110416a65fbd2cdaefff161322.jpg' type='image/jpg' length='531472' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พิชัย”ถกทูตสหรัฐฯ ย้ำเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ สบช่องดึงดิจิทัลลงทุนไทยเพิ่ม ขอเร่งต่อ GSP]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/71537</link>
<guid isPermaLink="false">d84b4c74ec1ced0cc393c75fdfa1d6cd</guid>
<pubDate>Thu, 17 Oct 2024 09:40:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พิชัย&rdquo; ถกทูตสหรัฐฯ เน้นย้ำการเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ เป็นฐานการผลิตในห่วงโซ่อุตสาหกรรมสมัยใหม่ของสหรัฐฯ ชวนบริษัทดิจิทัลสัญชาติสหรัฐฯ มาลงทุนในไทยเพิ่ม หลัง Google และ Amazon มาแล้ว แย้ม HP กำลังจะมา สบช่องชูไทยเป็นฮับความมั่นคงด้านอาหาร พร้อมส่งออกป้อนทุกประเทศ และขอให้สหรัฐฯ เร่งพิจารณาต่ออายุโครงการ GSP ที่หมดอายุไปตั้งแต่ปี 63 โดยเร็ว</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการหารือกับนายโรเบิร์ต เอฟ. โกเดค เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 16 ต.ค.2567 ที่ผ่านมา ณ กระทรวงพาณิชย์ ว่า ถือเป็นครั้งแรกที่ทั้งสองฝ่ายได้พบหารือกัน หลังจากที่ได้เข้ารับตำแหน่ง โดยตนได้เน้นย้ำว่าไทยและสหรัฐฯ เป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์พร้อมให้ความร่วมมือกับสถานทูตสหรัฐฯ ในการส่งเสริมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างกัน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ยังได้แจ้งให้สหรัฐฯ ทราบว่ากระทรวงพาณิชย์ได้ให้ความสำคัญในการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ เสริมสร้างบรรยากาศที่ดีสำหรับการค้าและการลงทุน และพร้อมต้อนรับการมาเยือนของคณะนักธุรกิจ USABC (U.S.-ASEAN Business Council - USABC) ในเดือน พ.ย.2567 และยังพร้อมเป็นพันธมิตรด้านเศรษฐกิจของสหรัฐฯ โดยเฉพาะการเป็นฐานการผลิตในห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมสมัยใหม่ของสหรัฐฯ เช่น ดิจิทัล AI อิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์<br />
<br />
&ldquo;ได้ขอบคุณบริษัทดิจิทัลสัญชาติสหรัฐฯ อย่างบริษัท Google และ Amazon ที่ได้ยืนยันแผนการลงทุนในธุรกิจ Data Center และ Cloud Service ในไทย ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางธุรกิจดิจิทัลของภูมิภาค พร้อมทั้งได้เชิญชวนบริษัทดิจิทัลสัญชาติสหรัฐฯ อื่น ๆ เข้ามาลงทุนในไทยเพิ่ม ซึ่งปัจจุบันทราบว่า บริษัท HP ของสหรัฐฯ ก็อยู่ระหว่างการเข้ามาลงทุนในไทย โดยสหรัฐฯ ได้แจ้งว่าพร้อมสนับสนุนภาคเอกชนของสหรัฐฯ ให้เข้ามาลงทุนในไทยเพิ่มขึ้น&rdquo;</p>

<p>นอกจากนี้ ไทยยังมีความพร้อมที่จะเป็นศูนย์กลางความมั่งคงทางอาหาร (Food Security Hub) โดยเป็นคลังสินค้าและส่งออกอาหารให้กับทุกประเทศที่ต้องการ<br />
<br />
ขณะเดียวกัน ขอให้สหรัฐฯ พิจารณาเร่งรัดการต่ออายุการให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) ที่ได้หมดอายุไปเมื่อปลายปี 2563 ให้เสร็จโดยเร็ว เนื่องจากจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการของทั้งสองประเทศ อีกทั้งได้แสดงความยินดีต่อการสรุปผลแผนงานด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IP Work Plan) ที่ทั้งสองประเทศได้ดำเนินการร่วมกัน เพื่อนำไปสู่การปลดไทยออกจากบัญชีประเทศที่ต้องจับตามอง (WL)<br />
<br />
ในปี 2566 สหรัฐฯ เป็นคู่ค้าสำคัญอันดับที่ 2 ของไทย รองจากจีน มีมูลค่าการค้ารวม 67,659.89 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย มีมูลค่าการส่งออก 48,352.79 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อุปกรณ์กึ่งตัวนำ ทรานซิสเตอร์และไดโอด อัญมณีและเครื่องประดับ รถยนต์และส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ขณะที่สหรัฐฯ เป็นแหล่งนำเข้าลำดับ 3 ของไทย มีมูลค่าการนำเข้า 19,307.10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ น้ำมันดิบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ ก๊าซธรรมชาติ แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์เครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์การแพทย์</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/2024101775a37af278e7eea05bb3f4d1672c6bea094112.jpg' type='image/jpg' length='258493' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ส่งออกอัญมณี ส.ค.67 เพิ่ม 17.63% ทองคำยังโตไม่หยุด ขายเก็งกำไรรับนิวไฮใหม่]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/70745</link>
<guid isPermaLink="false">c9f97f60a30df5ef511ad7cbbd2418bc</guid>
<pubDate>Thu, 10 Oct 2024 13:34:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>ส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ส.ค.67 มูลค่า 674.52 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 17.63% กลับมาบวกอีกครั้ง หลังชะลอตัวไป 2 เดือน หากรวมทองคำ มูลค่า 1,129.89 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 40.84% เผยเฉพาะส่งออกทอง ส.ค.เพิ่มสูงถึง 99.01% เหตุยังมีการส่งออกทองคำไปเก็งกำไรเพิ่ม หลังราคาทำนิวไฮอีกครั้ง แนะช่วงไตรมาส 4 เป็นช่วงทำเงิน ควรใช้ช่องทางออนไลน์ โซเชียลมีเดีย นำเสนอสินค้า และใช้บรรจุภัณฑ์ให้เหมาะเป็นของขวัญ&nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT เปิดเผยว่า การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ไม่รวมทองคำ เดือน ส.ค.2567 มีมูลค่า 674.52 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 17.63% กลับมาเพิ่มขึ้น หลังชะลอตัว 2 เดือนก่อนหน้านี้ และหากรวมทองคำ มีมูลค่า 1,129.89 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 40.84% ส่วนยอดรวม 8 เดือน ปี 2567 (ม.ค.-ส.ค.) การส่งออกไม่รวมทองคำ มีมูลค่า 5,778.30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 7.82% หากรวมทองคำ มูลค่า 10,431.81 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 16.27%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับการส่งออกทองคำเดือน ส.ค.2567 มีมูลค่า 455.36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 99.01% เนื่องจากราคาทองคำในเดือน ส.ค. ยังทรงตัวในระดับสูงและพุ่งทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 2,513 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ โดยได้รับปัจจัยหนุนจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.5% ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ รวมทั้งกองทุนทองคำ SPDR มีการซื้อทองคำสุทธิตลอดเดือนเพิ่มขึ้น 19.57 ตัน ทำให้มีการส่งออกไปเก็งกำไรเพิ่มขึ้น ส่วนยอดรวม 8 เดือน ส่งออกทองคำมีมูลค่า 4,653.51 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 28.80% และหากแยกการส่งออกทองคำเป็นรายเดือน ม.ค. มูลค่า 469.12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 194.17% ก.พ. มูลค่า 740.46 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 309.51% มี.ค. มูลค่า 391.82 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลด 75.02% เม.ย. มูลค่า 288.64 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลด 64.57% พ.ค. มูลค่า 582.33 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 135.39% มิ.ย. 544.79 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 184.12% ก.ค. 1,180.99 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 434.13%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนตลาดส่งออกสำคัญ ส่วนใหญ่ยังคงเพิ่มขึ้น โดยฮ่องกง เพิ่ม 10.74% สหรัฐฯ เพิ่ม 10.89% อินเดีย เพิ่ม 48.80% เยอรมนี เพิ่ม 13.87% อิตาลี เพิ่ม 30.94% เบลเยี่ยม เพิ่ม 42.55% สวิตเซอร์แลนด์ เพิ่ม 11.69% ญี่ปุ่น เพิ่ม 2.83% ส่วนสหราชอาณาจักร ลด 6.92% สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ลด 15.25%</p>

<p>ทางด้านการส่งออกสินค้า ส่วนใหญ่เพิ่มขึ้น โดยเครื่องประดับทอง เพิ่ม 7.73% เครื่องประดับเงิน เพิ่ม 19.30% พลอยก้อน เพิ่ม 64.96% พลอยเนื้อแข็งเจียระไน เพิ่ม 7.58% พลอยเนื้ออ่อนเจียระไน เพิ่ม 6.21% ซึ่งในกลุ่มพลอย ยังคงเป็นสินค้าที่ขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง เพราะมีการซื้อไปลงทุน เครื่องประดับเทียม เพิ่ม 5.27% ของทำด้วยไข่มุกและรัตนชาติ เพิ่ม 34.82% ส่วนเพชรก้อน ลด 4.82% เพชรเจียระไน ลด 0.68% และเครื่องประดับแพลทินัม ลด 21.92%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายสุเมธกล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกคาดว่าจะยังขยายตัวได้ดี เพราะปัจจุบัน อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกคลี่คลายลง นโยบายการเงินของธนาคารกลางทั่วโลกมีแนวโน้มผ่อนคลายลง การเติบโตทางภาคบริการของโลกยังเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลัก และตลาดสำคัญอย่างสหรัฐฯ ก็ขับเคลื่อนด้วยภาคบริการ ส่วนสหภาพยุโรปเริ่มฟื้นตัวจากภาวะเงินเฟ้อ ส่งผลให้ผู้บริโภคมีการจับจ่ายเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับญี่ปุ่น ที่มีสัญญาณฟื้นตัว และ Deloitte มีการคาดการณ์การขายปลีกช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2567 จะเพิ่มขึ้น 2.3-3.3% แต่ยังต้องติดตามเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะฟื้นตัวและไม่ถดถอยจริงหรือไม่ รวมถึงการเลือกตั้งสหรัฐฯ ที่จะมีผลต่อการเมืองและเศรษฐกิจโลก ความตรึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง และการกีดกันการค้า ที่ยังเป็นประเด็นกดดัน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี มีเทศกาลสำคัญหลายเทศกาล ผู้ผลิตและผู้ส่งออกควรออกแบบแคมเปญที่เชื่อมโยงกับเทศกาลเหล่านี้ โดยออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะกับการให้เป็นของขวัญ เน้นใช้การตลาดดิจิทัล โดยเฉพาะบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เนื่องจากผู้บริโภคมักค้นหาของขวัญจากช่องทางออนไลน์ สื่อสารถึงความหมายและคุณค่าทางอารมณ์ของเครื่องประดับในการทำแคมเปญ เพราะการใช้กลยุทธ์เหล่านี้ร่วมกันจะช่วยให้ผู้ค้าอัญมณีและเครื่องประดับสามารถดึงดูดลูกค้าและเพิ่มยอดขายในช่วงไตรมาส 4 ซึ่งเป็นช่วงที่มีโอกาสทางธุรกิจสูง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/202410102346ac5b9455111d22f7eb160eaeb375133438.jpg' type='image/jpg' length='310745' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ดีเซล ผักสด กลุ่มอาหาร ดันเงิน ก.ย.67 เพิ่ม 0.61% “พาณิชย์”ปรับเป้าทั้งปีใหม่ 0.2-0.8%]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/70196</link>
<guid isPermaLink="false">29acf97f936dc2c2f0fafe7f1d22c6aa</guid>
<pubDate>Mon, 07 Oct 2024 11:44:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เผยเงินเฟ้อ เดือน ก.ย.67 เพิ่มขึ้น 0.61% ได้รับผลกระทบจากน้ำมันดีเซล และผักสด ที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงสินค้ากลุ่มอาหาร เครื่องดื่ม เครื่องประกอบอาหาร แต่แก๊สโซฮอล์ เบนซิน เสื้อผ้า ของใช้ส่วนบุคคลลดลง รวม 9 เดือน เพิ่ม 0.20% คาด ต.ค. ยังเพิ่ม ไตรมาส 4 ก็เพิ่ม เหตุดีเซลยังสูง ผักได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม สินค้าและบริการด้านท่องเที่ยวขยับ ส่วนแจกเงินหมื่น เพิ่มกำลังซื้อ ดันยอดขาย แต่ราคาทรงตัว ปรับเป้าทั้งปีใหม่ 0.2-0.8% ค่ากลาง 0.5%</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (เงินเฟ้อทั่วไป) เดือน ก.ย.2567 เท่ากับ 108.68 เทียบกับ ส.ค.2567 ลดลง 0.10% เทียบกับเดือน ก.ย.2566 เพิ่มขึ้น 0.61% เป็นบวกต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 โดยมีปัจจัยสำคัญมาจากการสูงขึ้นของราคาน้ำมันดีเซล ซึ่งสูงกว่าช่วงเดือนเดียวกันของปีก่อน และผักสดบางชนิดได้รับความเสียหายจากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่เพาะปลูกสำคัญ แต่ราคาแก๊สโซฮอล์และน้ำมันเบนซินปรับลดลงในทิศทางที่สอดคล้องกับราคาน้ำมันในตลาดโลก ขณะที่สินค้าและบริการอื่น ๆ ราคาส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อไม่มากนัก และหากรวมเงินเฟ้อ 9 เดือนของปี 2567 (ม.ค.-ก.ย.) เพิ่มขึ้น 0.20%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับรายละเอียดเงินเฟ้อเดือน ก.ย.2567 ที่สูงขึ้น 0.61% มาจากการสูงขึ้นของหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ 2.25% โดยสินค้าสำคัญที่สูงขึ้น แยกเป็นกลุ่มอาหารสด อาทิ ผักสด (ต้นหอม ผักกาดขาว ผักคะน้า พริกสด ผักชี มะเขือ กะหล่ำปลี) ผลไม้สด (เงาะ กล้วยน้ำว้า มะม่วง แตงโม ทุเรียน ฝรั่ง กล้วยหอม) ข้าวสารเจ้า ข้าวสารเหนียว นมสด และไข่ไก่ กลุ่มอาหารสำเร็จรูป (อาหารกลางวัน ข้าวราดแกง อาหารตามสั่ง กับข้าวสำเร็จรูป) กลุ่มเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ (กาแฟผงสำเร็จรูป น้ำหวาน) และกลุ่มเครื่องประกอบอาหาร (น้ำตาลทราย มะพร้าว (ผลแห้ง/ขูด) กะทิสำเร็จรูป) โดยสินค้าที่ราคาลดลง อาทิ ส้มเขียวหวาน ปลาทู น้ำมันพืช หัวหอมแดง กระเทียม และไก่ย่าง เป็นต้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนหมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม ลดลง 0.55% จากการลดลงของราคาสินค้าสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มน้ำมันเชื้อเพลิง (แก๊สโซฮอล์ น้ำมันเบนซิน) กลุ่มเสื้อผ้า (เสื้อยืดบุรุษและสตรี เสื้อเชิ้ตบุรุษและสตรี กางเกงขายาวบุรุษ) และกลุ่มค่าใช้จ่ายส่วนบุคคล (แชมพู สบู่ถูตัว ผลิตภัณฑ์ป้องกันและบำรุงผิว ลิปสติก แป้งผัดหน้า น้ำยาบ้วนปาก) ส่วนสินค้าสำคัญที่ราคาสูงขึ้น อาทิ น้ำมันดีเซล ค่ากระแสไฟฟ้า ค่าเช่าบ้าน ค่ารถรับส่งนักเรียน ค่าโดยสารเครื่องบิน และค่าแต่งผมบุรุษและสตรี เป็นต้น&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20241007870552b90025ec933f2a48dabc93db71114423.jpg' type='image/jpg' length='198493' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”เผยสหรัฐฯ เก็บ CVD โซลาเซลล์ไทยต่ำกว่าเพื่อนบ้าน หนุนเพิ่มแต้มต่อส่งออก]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/70193</link>
<guid isPermaLink="false">42743fba7d2c5e3b4873144cbc5f7a73</guid>
<pubDate>Mon, 07 Oct 2024 11:41:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;แจ้งข่าว สหรัฐฯ ประกาศผลไต่สวนเบื้องต้นเพื่อใช้มาตรการตอบโต้การอุดหนุน (CVD) สินค้าเซลล์แสงอาทิตย์แล้ว ผู้ส่งออกรายหลักโดนต่ำสุด 0.14% ไม่ตอบแบบสอบถามโดนสูงสุด 34.52% รายอื่น 23.06% ส่วนคู่แข่งโดนหนัก ทั้งกัมพูชา มาเลเซีย และเวียดนาม ชี้ไทยมีแต้มต่อสู้สินค้าจากเพื่อนบ้าน ลุ้นประกาศผลขั้นสุดท้าย ก.พ.-มี.ค.68 ส่วน AD คาดประกาศผล 27 พ.ย.นี้ &nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายนพดล คันธมาศ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ (คต.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 1 ต.ค.2567 สหรัฐฯ ได้ประกาศผลการใช้มาตรการตอบโต้การอุดหนุน (Countervailing Duty: CVD) สินค้าเซลล์แสงอาทิตย์ของไทยเบื้องต้น อยู่ที่ 0.14&ndash;34.52% โดยบริษัทผู้ส่งออกรายหลักที่ถูกเลือกให้ตอบแบบสอบถาม มีส่วนเหลื่อมอยู่ที่ 0.14% ซึ่งอยู่ในระดับที่ต่ำมาก จนเข้าข่ายว่าไม่มีการอุดหนุน (De minimis) และจะไม่ถูกเรียกเก็บอากร CVD ในขณะที่ผู้ส่งออกที่ไม่ให้ความร่วมมือในการตอบแบบสอบถามมีส่วนเหลื่อมอยู่ที่ 34.52% และผู้ส่งออกรายอื่นอยู่ที่ 23.06%<br />
<br />
สำหรับ 3 ประเทศที่ถูกกล่าวหาพร้อมกันกับไทย พบว่า มีอัตรา CVD ดังนี้ กัมพูชา 8.25&ndash;68.45% มาเลเซีย 3.47&ndash;123.94% และเวียดนาม 0.81&ndash;292.61% ซึ่งสหรัฐฯ จะเริ่มเก็บอากรในอัตราดังกล่าวย้อนหลังไป 90 วัน นับจากการประกาศผลเบื้องต้นอย่างเป็นทางการ<br />
<br />
&ldquo;การเปิดเผยผลในครั้งนี้ สร้างโอกาสให้ผู้ส่งออกเซลล์แสงอาทิตย์ของไทย มีความได้เปรียบในตลาดสหรัฐฯ เนื่องจากอัตรา CVD ของไทยต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน&rdquo;นายนพดลกล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/2024100737d3f620b3d49eb3a6a9ca72d172a006114142.jpg' type='image/jpg' length='345998' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”เผยการค้าชายแดนและผ่านแดน 8 เดือน ปี 67 ทะลุ 1.22 ล้านล้าน เพิ่ม 7.1%]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/69537</link>
<guid isPermaLink="false">63703e2387214dfcffc491e1fde1c3ba</guid>
<pubDate>Tue, 01 Oct 2024 15:26:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าต่างประเทศ เผยสถิติการค้าชายแดนและผ่านเดือน เดือน ส.ค.67 มีมูลค่า 154,987 ล้านบาท เพิ่ม 16.2% รวม 8 เดือนทะลุ 1.22 ล้านล้านบาทแล้ว เพิ่ม 7.1% โดยการค้าชายแดน ค้าขายกับ มาเลเซียสูงสุด ตามด้วยสปป.ลาว เมียนมา และกัมพูชา ส่วนการค้าผ่านแดน ค้าขายกับจีนสูงสุด ตามด้วยสิงคโปร์ และเวียดนาม</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายนพดล คันธมาศ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตัวเลขการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดน เดือน ส.ค.2567 มีมูลค่าการค้ารวม 154,987 ล้านบาท เพิ่ม 16.2% ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 ติดต่อกัน เป็นการส่งออก 88,053 ล้านบาท เพิ่ม 18.4% และการนำเข้า 66,934 ล้านบาท เพิ่ม 13.4% โดยไทยได้ดุลการค้า 21,119 ล้านบาท และยอดรวมช่วง 8 เดือนปี 2567 (ม.ค.-ส.ค.) มีมูลค่าการค้ารวม 1,225,371 ล้านบาท เพิ่ม 7.1% เป็นการส่งออก 709,459 ล้านบาท เพิ่ม 6.2% และการนำเข้า 515,913 ล้านบาท เพิ่ม 8.4% โดยไทยได้ดุลการค้า 193,546 ล้านบาท<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ หากแยกการค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน 4 ประเทศ เดือน ส.ค.2567 มีมูลค่าการค้ารวม 83,699 ล้านบาท เพิ่ม 15.1% เป็นการส่งออก 48,635 ล้านบาท เพิ่ม 7.9% การนำเข้า 35,064 ล้านบาท เพิ่ม 27.0% ไทยได้ดุลการค้า 13,571 ล้านบาท โดยการค้าชายแดนกับมาเลเซีย มีมูลค่าสูงสุด 28,589 ล้านบาท เพิ่ม 20.7% รองลงมา คือ สปป.ลาว 23,143 ล้านบาท เพิ่ม 12.8% เมียนมา 17,530 ล้านบาท เพิ่ม 16.5% และกัมพูชา 14,436 ล้านบาท เพิ่ม 7.3% โดยสินค้าส่งออกสำคัญ อาทิ น้ำมันดีเซล 2,473 ล้านบาท น้ำมันสำเร็จรูปอื่น ๆ 1,507 ล้านบาท และเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ อื่น ๆ 1,482 ล้านบาท ส่วนยอดรวม 8 เดือน การค้าชายแดนมีมูลค่า 659,917 ล้านบาท เพิ่ม 5.4% เป็นการส่งออก 404,717 ล้านบาท เพิ่ม 3.4% การนำเข้า 255,200 ล้านบาท เพิ่ม 8.8% ไทยได้ดุลการค้ารวมทั้งสิ้น 149,517 ล้านบาท<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนการค้าผ่านแดนไปประเทศที่สาม เดือน ส.ค.2567 มีมูลค่า 71,289 ล้านบาท เพิ่ม 17.5% เป็นการส่งออก 39,419 ล้านบาท เพิ่ม 34.6% และการนำเข้า 31,870 ล้านบาท เพิ่ม 1.5% โดยการค้าผ่านแดนไปจีน มีมูลค่าสูงที่สุด 41,786 ล้านบาท เพิ่ม 18.1% รองลงมาคือ สิงคโปร์ และเวียดนาม มีมูลค่า 9,154 ล้านบาท เพิ่ม 26.2% และ 6,541 ล้านบาท เพิ่ม 61.8% ตามลำดับ โดยสินค้าส่งออกผ่านแดนสำคัญ อาทิ ทุเรียนสด 7,941 ล้านบาท ฮาร์ด ดิสก์ ไดรฟ์ 6,459 ล้านบาท และยางแท่ง TSNR 4,091 ล้านบาท และยอดรวม 8 เดือน การค้าผ่านแดนมีมูลค่า 565,454 ล้านบาท เพิ่ม 9.1% เป็นการส่งออก 304,741 ล้านบาท เพิ่ม 10.1% การนำเข้า 260,713 ล้านบาท เพิ่ม 8.0% ไทยได้ดุลการค้า 44,028 ล้านบาท</p>

<p>นายนพดลกล่าวว่า ความต้องการสินค้าพลังงานจากไทยของประเทศเพื่อนบ้าน ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทำให้การส่งออกสินค้าที่เกี่ยวเนื่องผ่านชายแดนเพิ่มขึ้น อาทิ น้ำมันดีเซล เพิ่ม 3.4% น้ำมันสำเร็จรูปอื่น ๆ เพิ่ม 10.27% รวมไปถึงสินค้าอุปโภคบริโภค อาทิ นมผง เพิ่ม 24.8% และเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ เพิ่ม 3.41% ส่วนการค้าผ่านแดน การส่งออกทุเรียนสดกลับมาขยายตัวอีกครั้ง เพิ่ม 4.6% ส่งผลให้ 8 เดือนของปี 2567 ไทยส่งออกทุเรียนสดผ่านแดน มูลค่า 85,281 ล้านบาท เพิ่ม 7.1% โดยตลาดหลักยังคงเป็นจีน 85,180 ล้านบาท เพิ่ม 7.0%<br />
<br />
นอกจากนี้ ความต้องการสินค้ายางพาราและผลิตภัณฑ์ยางในตลาดโลกที่ยังคงสูงต่อเนื่อง ส่งผลให้การส่งออกชายแดนและผ่านแดนสินค้ากลุ่มดังกล่าวในเดือน ส.ค.2567 ขยายตัวสูง อาทิ น้ำยางข้น เพิ่ม 25.5% ยางแท่ง TSNR เพิ่ม 74.5% ยางแผ่นรมควัน ชั้นที่ 3 เพิ่ม 71.3% และถุงมือยาง เพิ่ม 38.2% โดยตลาดส่งออกสำคัญสำหรับสินค้ากลุ่มดังกล่าว ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น มาเลเซีย สหรัฐฯ และอินเดีย<br />
<br />
&ldquo;ในช่วงที่เหลือของปี 2567 การค้าชายแดนและผ่านแดนของไทยมีแนวโน้มที่จะขยายตัวต่อเนื่อง จากความต้องการสินค้าไทยของประเทศเพื่อนบ้านและประเทศอื่น ๆ ยังมีอยู่สูง รวมถึงช่องทางการค้าผ่านทางชายแดนที่มีความสะดวกมากขึ้น โดยกรมจะเดินหน้าร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ในการส่งเสริมการค้าชายแดนและผ่านแดน และอำนวยความสะดวกและสนับสนุนผู้ประกอบการไทยต่อไป รวมทั้งเดินหน้าตามยุทธศาสตร์การส่งเสริมการค้าและการลงทุนชายแดนและผ่านแดน ปี 2567&ndash;70 เพื่อให้บรรลุเป้าหมายมูลค่าการค้าชายแดนและผ่านแดน 2 ล้านล้านบาท ภายในปี 2570&rdquo;นายนพดลกล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20241001eca0b627f68740741de722356376c6e9152719.jpg' type='image/jpg' length='410818' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[8 เดือนไฟเขียวต่างชาติลงทุนไทย 535 ราย เพิ่ม 23% นำเงินเข้ากว่า 1 แสนล้านบาท]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/69534</link>
<guid isPermaLink="false">fe54c1d1317eaf60e19def31710fb8a8</guid>
<pubDate>Tue, 01 Oct 2024 15:25:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผยช่วง 8 เดือนปี 67 อนุญาตคนต่างชาติลงทุนประกอบธุรกิจในไทย ภายใต้ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว จำนวน 535 ราย เพิ่มขึ้น 23% นำเงินเข้ากว่า 1 แสนล้านบาท เพิ่ม 52% จ้างแรงงานคนไทย 2,505 คน</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 เปิดเผยว่า ช่วง 8 เดือนของปี 2567 (ม.ค.-ส.ค.) มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 จำนวน 535 ราย เพิ่มขึ้น 23% โดยเป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 143 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 392 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 100,062 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 52% จ้างงานคนไทยจากนักลงทุนที่ขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 2,505 คน ลดลง 44%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุน 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ญี่ปุ่น 136 ราย คิดเป็น 25% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 53,176 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจบริการทางวิศวกรรม โดยเป็นการออกแบบทางวิศวกรรมสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ ธุรกิจโฆษณา ธุรกิจบริการซ่อมแซมหินเจียร ใบหินตัด ใบเลื่อย เครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ ที่มีส่วนประกอบทำด้วยเพชร ธุรกิจบริการให้ใช้แอปพลิเคชันสำหรับส่งเสริมการรักษาสุขภาพ ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า (อาทิ ผลิตชิ้นส่วนประกอบถุงลมนิรภัย, ชิ้นส่วนโลหะขึ้นรูป, ชิ้นส่วนยานพาหนะ)<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
2.สิงคโปร์ 82 ราย คิดเป็น 15% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 8,438 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจบริการทางวิศวกรรมและเทคนิคสำหรับธุรกิจน้ำมันและก๊าซ เช่น การตรวจสอบ การทดสอบ และการวัด การรับรอง การสอบทาน การออกแบบทางวิศวกรรม การให้คำปรึกษาด้านเทคนิค และการฝึกอบรม เป็นต้น ธุรกิจโฆษณา โดยการให้ใช้พื้นที่บนเว็บไซต์ และแอปพลิเคชัน ธุรกิจบริการติดตั้งและทดสอบเกี่ยวกับการวางระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติบนบก ธุรกิจจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับสำรวจความคิดเห็นและวิเคราะห์ข้อมูล ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า (อาทิ อุปกรณ์สำหรับเครื่องจักร ผลิตภัณฑ์โลหะและชิ้นส่วนโลหะ ผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์แยกแสงสัญญาณพีแอลซี)<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
3.สหรัฐฯ 76 ราย คิดเป็น 14% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติ เงินลงทุน 3,589 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจบริการทางวิศวกรรมในการให้คำปรึกษาแนะนำทางเทคนิคและฝึกอบรมเกี่ยวกับการบำรุงรักษา การซ่อมแซม การเปลี่ยนอุปกรณ์เสริมและเครื่องยนต์ของเครื่องบินพาณิชย์ ธุรกิจค้าปลีกสินค้า (อาทิ รถสกูตเตอร์ไฟฟ้าและยานพาหนะไฟฟ้า เครื่องมือส่งสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องมือแพทย์ เคมีภัณฑ์และยา) ธุรกิจโฆษณา ธุรกิจบริการให้คำปรึกษาและแนะนำในการประกอบธุรกิจในด้านต่าง ๆ ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า (พวงมาลัยรถยนต์ / Drum Brake Assembly)</p>

<p>4.จีน 68 ราย คิดเป็น 13% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติ เงินลงทุน 8,350 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจบริการที่ให้แก่บริษัทในเครือ หรือบริษัทในกลุ่ม (บริการให้เช่าพื้นที่อาคารโรงงาน) ธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ โดยเป็นการจัดซื้อสินค้า วัตถุดิบ และชิ้นส่วน สำหรับอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น เพื่อค้าส่งในประเทศ ธุรกิจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อจำหน่าย และ/หรือ ให้บริการ เช่น ระบบบริหารจัดการงานอีเว้นท์ แอปพลิเคชันค้นหาและสร้างสังคมออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับงานอีเว้นท์ เป็นต้น ธุรกิจบริการตัดโลหะ (Coil Center) ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า (ผลิตภัณฑ์โลหะและชิ้นส่วนโลหะ ลูกกลิ้งสำหรับพิมพ์หรืออัดลาย ฟิล์มพลาสติก เครื่องจักรอัตโนมัติที่มีขั้นตอนออกแบบระบบควบคุมการปฏิบัติงานด้วยสมองกลเอง)<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
5.ฮ่องกง 40 ราย คิดเป็น 7% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 12,330 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ โดยเป็นการจัดซื้อสินค้า วัตถุดิบ และชิ้นส่วนสำหรับอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น อุตสาหกรรมเครื่องสำอาง เป็นต้น เพื่อค้าส่งในประเทศ ธุรกิจบริการให้คำปรึกษาแนะนำเกี่ยวกับคุณสมบัติ วิธีการใช้และการปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสินค้าประเภทยารักษาโรคและวัคซีนที่ใช้สำหรับสัตว์ ธุรกิจบริการศูนย์กระจายสินค้าด้วยระบบที่ทันสมัย ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า (ผลิตภัณฑ์โลหะและชิ้นส่วนโลหะ ชิ้นส่วนสำหรับผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ Printed Circuit Board Assembly (PCBA) ธุรกิจบริการให้ใช้แอปพลิเคชันเพื่อสมัครและติดตามผลการขอสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;การเข้ามาประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวในไทยช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมข้างต้น มีส่วนช่วยในการถ่ายทอดเทคโนโลยีอันเป็นองค์ความรู้เฉพาะด้านจากประเทศผู้เข้ามาลงทุนให้แก่คนไทย เช่น องค์ความรู้เกี่ยวกับทักษะการขุดเจาะวางท่อในแนวราบด้วยวิธีการที่ไม่รบกวนผิวดิน องค์ความรู้เกี่ยวกับมาตราการความปลอดภัยชีวภาพในระดับฟาร์ม องค์ความรู้เกี่ยวกับการทำงานของแพตฟอร์มเช่าซื้อ องค์ความรู้เกี่ยวกับวิธีการใช้ การตรวจสอบ ติดตั้ง และซ่อมแซมเครื่องมือแพทย์อัลตราซาวด์ เป็นต้น&rdquo;นางอรมนกล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนการลงทุนในพื้นที่ EEC ของนักลงทุนต่างชาติ ช่วง 8 เดือน ของปี 2567 มีนักลงทุนต่างชาติสนใจลงทุนในพื้นที่ EEC จำนวน 163 ราย คิดเป็น 30% ของจำนวนนักลงทุนต่างชาติที่ได้รับอนุญาตในปีนี้ เพิ่มขึ้น 90%และมีมูลค่าการลงทุนในพื้นที่ EEC 32,573 ล้านบาท คิดเป็น 33% ของเงินลงทุนทั้งหมด เพิ่มขึ้น 128% เป็นนักลงทุนจากญี่ปุ่น 53 ราย ลงทุน 11,749 ล้านบาท จีน 39 ราย ลงทุน 3,901 ล้านบาท ฮ่องกง 15 ราย ลงทุน 5,064 ล้านบาท และประเทศอื่น ๆ 56 ราย ลงทุน 11,859 ล้านบาท โดยธุรกิจที่ลงทุน อาทิ ธุรกิจบริการทางวิศวกรรม โดยเป็นการออกแบบทางวิศวกรรมสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ ธุรกิจบริการออกแบบชิ้นส่วนยานยนต์ประเภทเข็มขัดนิรภัย ถุงลมนิรภัย ธุรกิจบริการซ่อมแซมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า (อาทิ ผลิตภัณฑ์เคมีเพื่ออุตสาหกรรม ชิ้นส่วนสำหรับยานพาหนะ ชิ้นส่วนสำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น) ธุรกิจบริการบริการพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อจำหน่าย และ/หรือ ให้บริการ เช่น การวางแผนจัดหาและจัดซื้อชิ้นส่วนและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20241001dd626a34ddbe82e5b8202ac3c4800a78152548.jpg' type='image/jpg' length='309721' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[บริษัทตั้งใหม่ ส.ค. 7,599 ราย เพิ่ม 2.36% รวม 8 เดือน 61,819 ราย เพิ่ม 0.42%]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/69527</link>
<guid isPermaLink="false">77547fb70d6da17ac376b57eaf2ceaf8</guid>
<pubDate>Tue, 01 Oct 2024 15:20:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผยบริษัทตั้งใหม่ เดือน ส.ค.67 มีจำนวน 7,599 ราย เพิ่ม 2.36% ทุนจดทะเบียน 17,649.67 ล้านบาท ลด 29.13% ส่วนยอดเลิก 2,063 ราย เพิ่ม 2.79% ทุนจดทะเบียน 13,813.93 ล้านบาท เพิ่ม 96.28% เหตุปีก่อนมีบริษัทสื่อสารเลิกกิจการ ทำให้ทุนเลิกสูงกว่าปกติ รวม 8 เดือน ตั้งใหม่ 61,819 ราย เพิ่ม 0.42% เลิก 9,992 ราย ลด 8.92% คาดทั้งปีตั้งใหม่ 9-9.8 หมื่นราย ชี้ธุรกิจร้านอาหาร มีแนวโน้มโตต่อเนื่อง รายได้ 3 ปีย้อนหลังเพิ่มเฉลี่ยปีละ 6.3 หมื่นล้าน</strong><br />
<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่ เดือน ส.ค.2567 มีจำนวน 7,599 ราย เพิ่มขึ้น 2.36% ทุนจดทะเบียน 17,649.67 ล้านบาท ลดลง 29.13% โดยธุรกิจที่มีการจัดตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร ส่วนการจัดตั้งใหม่รวม 8 เดือนของปี 2567 (ม.ค.-ส.ค.) มีจำนวน 61,819 ราย เพิ่มขึ้น 0.42% ทุนจดทะเบียน 186,432.87 ล้านบาท ลดลง 60.35% เพราะช่วงเดียวกันของปี 2566 มีทุนจดทะเบียนสูงสุดในประวัติการณ์ เนื่องจากมี 2 ธุรกิจ ที่ทุนจดทะเบียนเกิน 100,000 ล้านบาท ได้ควบรวมและแปรสภาพ คือ ทรูกับดีแทค และบิ๊กซีโดยธุรกิจที่จัดตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรก คือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป และธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร<br />
<br />
สำหรับการจดทะเบียนเลิกเดือน ส.ค.2567 มีจำนวน 2,063 ราย เพิ่มขึ้น 2.79% ทุนจดทะเบียน 13,813.93 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 96.28% เพราะการเลิกในเดือนนี้ มีธุรกิจที่มีทุนจดทะเบียนเลิกเกิน 1,000 ล้านบาท คือ ธุรกิจโรงงานผลิตและจำหน่าย ให้เช่าเทปคาสเซ็ท แผ่นเสียง แถบบันทึกเสียง ที่มีทุนจดทะเบียน 4,411.50 ล้านบาท โดยธุรกิจเลิก 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร และยอดรวม 8 เดือน มีจำนวน 9,992 ราย ลดลง 8.92% ทุนจดทะเบียน 99,393.33 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 54.89% เพราะเดือน พ.ค.2567 มีธุรกิจด้านโทรคมนาคมและการสื่อสาร ทุนจดทะเบียน 48,209.34 ล้านบาท ได้จดทะเบียนเลิกกิจการ ทำให้ทุนเลิกสูงกว่าปกติ ส่วนธุรกิจเลิก 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร&nbsp;<br />
<br />
ทั้งนี้ แนวโน้มการจดทะเบียนตั้งใหม่ในระยะต่อไป กรมคาดว่า จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรัฐ อาทิ การเบิกจ่ายงบประมาณปี 2567 และเริ่มงบประมาณปี 2568 ดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว โดยทั้งปีตั้งเป้าไว้ที่ 90,000-98,000 ราย แต่ก็ต้องระวังปัจจัยเสี่ยง ทั้งเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวช้า ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ และอุทกภัย</p>

<p>นางอรมนกล่าวว่า กรมได้ทำการวิเคราะห์ธุรกิจร้านอาหารเชิงลึก พบว่า มีการเติบโตแบบก้าวกระโดด หลังจากพ้นช่วงโควิด-19 ระบาด โดยปี 2566 ตั้งใหม่ 4,017 ราย เพิ่ม 32.97% ทุนจดทะเบียน 8,078.63 ล้านบาท เพิ่ม 22.62% ส่วน 8 เดือนปี 2567 ตั้งใหม่ 2,847 ราย ลด 2% มูลค่าทุน 5,826.03 ล้านบาท ลด 1.6% แต่ก็ถือว่าอยู่ในทิศทางที่ดี ส่วนรายได้ย้อนหลัง 3 ปี พบว่า รายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 63,000 ล้านบาท โดยปี 2564 มีรายได้ 179,645.68 ล้านบาท ปี 2565 มีรายได้ 244,412.99 ล้านบาท เพิ่ม 36.05% และปี 2566 มีรายได้ 306,618.54 ล้านบาท เพิ่ม 25.45%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนการลงทุนของต่างชาติในธุรกิจร้านอาหาร พบว่า มูลค่าลงทุนอยู่ที่ 29,071.35 ล้านบาท ประเทศที่เข้ามาลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ สหรัฐฯ มูลค่า 6,075.23 ล้านบาท เพิ่ม 20.90%, ญี่ปุ่น 3,162.46 ล้านบาท เพิ่ม10.88%, จีน 2,326.24 ล้านบาท เพิ่ม 8.00%, อินเดีย 2,168.02 ล้านบาท เพิ่ม 7.46% และฝรั่งเศส 1,607.03 ล้านบาท เพิ่ม 5.53%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;ปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจร้านอาหารเติบโต มาจากการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีช่วยบริหารจัดการร้าน การสั่งอาหาร การโฆษณาออนไลน์ ทำให้ร้านอาหารเป็นที่รู้จักและเข้าถึงลูกค้าได้ง่าย ไม่จำเป็นต้องตั้งร้านในแหล่งคนพลุกพล่าน มีการทำอาหารให้ตอบสนองความต้องการผู้บริโภค ทั้งออร์แกนิก วัตถุดิบจากต่างประเทศ มีอาหารแบบ Fine Dining และ Chef&rsquo;s Table และร้านสวย มีมุมให้ถ่ายรูปลงโซเชียลมีเดีย ทำให้ร้านอาหารขยายตัวได้ต่อเนื่อง บวกกับการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว ทำให้มีนักท่องเที่ยวเข้ามามากขึ้น และกรมเองยังได้ขับเคลื่อนร้านอาหารไทย ผ่านการมอบตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ทำให้ร้านอาหารไทยเป็นที่รู้จักมากขึ้น&rdquo;นางอรมนกล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20241001ced915574b035929fbe44f15c271c443152119.jpg' type='image/jpg' length='167854' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ผักผลไม้ อาหารขยับ ดันเงินเฟ้อ ส.ค.เพิ่ม 0.35% บวก 5 เดือนติด รวม 8 เดือน โต 0.15%]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/65665</link>
<guid isPermaLink="false">5e2bb13a413d3a888f1050d1b3e65997</guid>
<pubDate>Thu, 05 Sep 2024 12:55:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เผยเงินเฟ้อ เดือน ส.ค.67 เพิ่มขึ้น 0.35% สูงขึ้นในอัตราชะลอตัวลง แต่ยังบวกต่อเนื่อง 5 เดือนติด &nbsp;เหตุได้รับผลกระทบจากราคาผักสด ผลไม้สด ที่สูงขึ้นจากเจอฝนและน้ำท่วม ข้าวสาร ข้าวเหนียว อาหารขยับขึ้น ส่วนพลังงาน ไฟฟ้าลดลง รวม 8 เดือน เพิ่ม 0.15% คาด ก.ย. ยังเพิ่ม แจกดิจิทัล วอลเล็ต เป็นเงินสด ไม่กระทบราคาสินค้า มีแต่เพิ่มกำลังซื้อ ทั้งปีคงเป้าเดิม 0-1% ค่ากลาง 0.5%&nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (เงินเฟ้อทั่วไป) เดือน ส.ค.2567 เท่ากับ 108.79 เทียบกับ ก.ค.2567 เพิ่มขึ้น 0.07% เทียบกับเดือน ส.ค.2566 เพิ่มขึ้น 0.35% เป็นบวกต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 แต่สูงขึ้นในอัตราที่ชะลอตัวลง โดยมีปัจจัยสำคัญมาจากการสูงขึ้นของสินค้ากลุ่มอาหาร โดยเฉพาะผักสดและผลไม้สด เนื่องจากสถานการณ์ฝนตกหนักและอุทกภัยในบางพื้นที่เพาะปลูก ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตลดลง รวมถึงข้าวสารเจ้า ข้าวสารเหนียว และอาหารสำเร็จรูป อาทิ กับข้าวสำเร็จรูป ข้าวราดแกง และอาหารตามสั่ง ราคาปรับสูงขึ้น แต่สินค้ากลุ่มพลังงาน อาทิ แก๊สโซฮอล์ ค่ากระแสไฟฟ้า ราคาปรับลดลง สำหรับราคาสินค้าและบริการอื่น ๆ ส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อไม่มากนัก และหากรวมเงินเฟ้อ 8 เดือนของปี 2567 (ม.ค.-ส.ค.) เพิ่มขึ้น 0.15%<br />
<br />
สำหรับรายละเอียดเงินเฟ้อเดือน ส.ค.2567 ที่สูงขึ้น 0.35% มาจากการสูงขึ้นของหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ 1.83% โดยสินค้าสำคัญที่สูงขึ้น กลุ่มอาหารสด อาทิ ผักสด (มะเขือ พริกสด แตงกวา ผักกาดขาว มะนาว ผักบุ้ง กะหล่ำปลี) ผลไม้สด (เงาะ มะม่วง กล้วยน้ำว้า ฝรั่ง) ข้าวสารเจ้า ข้าวสารเหนียว นมสด และไข่ไก่ กลุ่มอาหารสำเร็จรูป (กับข้าวสำเร็จรูป อาหารกลางวัน (ข้าวราดแกง) อาหารตามสั่ง อาหารเช้า) กลุ่มเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ (กาแฟผงสำเร็จรูป น้ำหวาน) และกลุ่มเครื่องประกอบอาหาร (น้ำตาลทราย กะทิสำเร็จรูป) ขณะที่ยังมีสินค้าอีกหลายรายการที่ราคาลดลง อาทิ เนื้อสุกร ส้มเขียวหวาน ปลาทู น้ำมันพืช และไก่ย่าง เป็นต้น<br />
<br />
ส่วนหมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม ลดลง 0.68% จากการลดลงของราคาสินค้าสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มพลังงาน (แก๊สโซฮอล์ ค่ากระแสไฟฟ้า) กลุ่มสิ่งที่เกี่ยวกับการทำความสะอาด (ผงซักฟอก น้ำยาปรับผ้านุ่ม น้ำยาล้างห้องน้ำ ผลิตภัณฑ์ซักผ้า (น้ำยาซักแห้ง) น้ำยาล้างจาน) กลุ่มค่าใช้จ่ายส่วนบุคคล (แชมพู สบู่ถูตัว ผลิตภัณฑ์ป้องกันและบำรุงผิว ครีมนวดผม) และกลุ่มเสื้อผ้า (เสื้อยืดบุรุษและสตรี กางเกงขายาวบุรุษ เสื้อเชิ้ตบุรุษและสตรี) อย่างไรก็ตาม ยังมีสินค้าสำคัญหลายรายการที่ราคาสูงขึ้น อาทิ น้ำมันดีเซล น้ำมันเบนซิน ค่าเช่าบ้าน ค่ารถรับส่งนักเรียน ค่าแต่งผมบุรุษและสตรี และเครื่องถวายพระ เป็นต้น&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>

<p>ทางด้านเงินเฟ้อพื้นฐาน เดือน ส.ค.2567 เมื่อหักอาหารสดและพลังงานออก เพิ่มขึ้น 0.12% เมื่อเทียบกับเดือน ก.ค.2567 และเพิ่มขึ้น 0.62% เมื่อเทียบกับเดือน ส.ค.2566 เฉลี่ย 8 เดือน ปี 2567 (ม.ค.-ส.ค.) เพิ่มขึ้น 0.44%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือน ก.ย.2567 มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นจากเดือน ส.ค.2567 โดยปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น มาจากราคาน้ำมันดีเซลภายในประเทศที่กำหนดเพดานไม่เกิน 33 บาทต่อลิตร ซึ่งสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน ผลกระทบจากอุทกภัยทำให้ราคาผักสดและผลไม้สดปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากแหล่งเพาะปลูกในบางพื้นที่ได้รับความเสียหาย แต่คาดว่าจะเป็นผลกระทบระยะสั้น และสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจจะส่งผลกระทบให้เกิดความไม่แน่นอนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่สำคัญ รวมถึงต้นทุนค่าขนส่งทางเรือปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่วนเงินเฟ้อไตรมาสสุดท้ายของปี 2567 คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 1.5% มีสาเหตุจากราคาน้ำมันเป็นหลัก เพราะช่วงเดียวกันของปีก่อน รัฐบาลตรึงดีเซลที่ 30 บาทต่อลิตร ขณะนี้ 33 บาทต่อลิตร ที่จะส่งผลชัดเจน ขณะที่การแจกเงินดิจิทัล วอลเล็ต กลุ่มเปราะบางเป็นเงินสด ไม่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนสินค้าและเงินเฟ้อ แต่จะช่วยเพิ่มกำลังซื้อมากกว่า &nbsp;<br />
<br />
ส่วนปัจจัยสำคัญที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อชะลอตัวลง มาจากค่ากระแสไฟฟ้าภาคครัวเรือนอยู่ในระดับต่ำกว่าปีก่อนหน้าตามมาตรการลดค่าครองชีพของภาครัฐ ฐานราคาน้ำมันดิบดูไบในตลาดโลกในปีก่อนหน้าที่อยู่ระดับสูง ประกอบกับราคาน้ำมันดิบดูไบในปัจจุบันมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างช้า ๆ หรืออาจจะลดลง เนื่องจากเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มจะขยายตัวระดับต่ำ และการลดราคาสินค้าและการแข่งขันในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดของผู้ประกอบการค้าส่งค้าปลีกในประเทศ และการค้าผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซ ทำให้สินค้าจำนวนมากปรับลดราคาอย่างต่อเนื่อง<br />
<br />
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังคงคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ปี 2567 อยู่ระหว่าง 0.0&ndash;1.0% ค่ากลาง 0.5% ซึ่งเป็นอัตราที่สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน และหากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ จะมีการทบทวนอีกครั้ง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/202409058dc6535ab8ca6b1f61ccb564919904ea125548.jpg' type='image/jpg' length='333335' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”สำรวจเงินเฟ้อชาติอาเซียนครึ่งปี 67 บรูไน ต่ำสุด ไทยอันดับ 2 สปป.ลาว พุ่งกระฉูด]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/65555</link>
<guid isPermaLink="false">662957a622ce8eaf0f3917c7edc99099</guid>
<pubDate>Wed, 04 Sep 2024 15:47:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ติดตามข้อมูลอัตราเงินเฟ้อประเทศในอาเซียน ช่วงครึ่งปี 2567 พบบรูไน เงินเฟ้อติดลบ ต่ำสุดเป็นอันดับหนึ่ง ไทยรองแชมป์ ไม่เปลี่ยนแปลง ส่วนอีก 8 ประเทศ เพิ่มขึ้นหมด โดย สปป.ลาว เพิ่มขึ้นสูงสุด</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค. ได้มีการติดตามข้อมูลอัตราเงินเฟ้อของประเทศในกลุ่มอาเซียน ในช่วง 6 เดือนของปี 2567 (ม.ค.-มิ.ย.) เพื่อสะท้อนให้เห็นภาพเศรษฐกิจโดยรวมของแต่ละประเทศ เนื่องจากเป็นคู่ค้าสำคัญของไทย และเป็นข้อมูลประกอบการวางแผนรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจในภูมิภาค ตลอดจนรักษาความสามารถในการแข่งขันของไทยในตลาดอาเซียน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ผลการติดตาม พบว่า ประเทศในอาเซียนที่มีอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ย 6 เดือนของปี 2567 ต่ำที่สุดเป็นอันดับ 1 คือ บรูไน ติดลบ 0.26% อันดับ 2 คือ ไทย โดยดัชนีราคาผู้บริโภคเฉลี่ยไม่เปลี่ยนแปลง และอันดับ 3&ndash;9 ได้แก่ กัมพูชา เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 0.26% มาเลเซีย เพิ่ม 1.81% อินโดนีเซีย เพิ่ม 2.79% สิงคโปร์ เพิ่ม 2.87% ฟิลิปปินส์ เพิ่ม 3.55% เวียดนาม เพิ่ม 4.08% และสปป.ลาว เพิ่ม 25.29% ตามลำดับ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับบรูไน ที่เงินเฟ้อต่ำสุดในอาเซียน เนื่องจากการลดลงของราคาสินค้าและบริการด้านที่อยู่อาศัยและสาธารณูปโภค อาทิ ไฟฟ้า น้ำ ก๊าซ และการขนส่ง ซึ่งมีสัดส่วนน้ำหนักค่อนข้างสูงในตะกร้าสินค้าที่ใช้คำนวณอัตราเงินเฟ้อ และบรูไนยังเป็นประเทศที่พึ่งพารายได้จากการส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก ความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลกอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจและรายได้ของรัฐบาล แต่ในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลได้มีการดำเนินนโยบายทางการเงินและมาตรการควบคุมราคาสินค้า จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ควบคุมอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับต่ำ โดยธนาคารกลางบรูไน (BDCB) ได้คาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อในปี 2567 จะอยู่ในช่วงติดลบ 0.5% ถึงเพิ่ม 0.5%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนประเทศที่มีอัตราเงินเฟ้อสูงที่สุดในอาเซียน คือ สปป.ลาว เพราะมีฐานการผลิตภายในประเทศที่ยังไม่แข็งแกร่งมากนัก จึงต้องอาศัยการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศเป็นหลัก ประกอบกับหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง และปัญหาเงินกีบที่อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ต้นทุนการนำเข้าสินค้าสูงขึ้น ส่งผลให้ราคาสินค้าในประเทศปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย โดยจากข้อมูลล่าสุดในเดือน มิ.ย.2567 พบว่า อัตราเงินเฟ้อของลาวแตะจุดสูงสุดในรอบปี 2567 ที่ 26.15%</p>

<p>นอกจากนี้ เวียดนาม เป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน อยู่ที่ 4.08% แต่ยังคงมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง โดยข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติเวียดนาม ระบุว่า GDP เวียดนามขยายตัวที่ 6.42% ในช่วง 6 เดือนของ ปี 2567 จากการเติบโตของภาคการผลิตและการส่งออก ซึ่งหากมองเศรษฐกิจของเวียดนามในภาพรวม ถือว่าค่อนข้างโดดเด่นในกลุ่มอาเซียนจาก GDP ที่เติบโตสูง และอัตราเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในกรอบเป้าหมายของรัฐบาลที่ 4.0-4.5%<br />
<br />
ขณะที่ประเทศที่มีความโดดเด่นทางเศรษฐกิจ คือ มาเลเซีย มีอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ย 6 เดือนของปี 2567 สูงขึ้น 1.81% โดยมาเลเซียเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญของไทยในอาเซียน ถึงแม้เงินเฟ้อของมาเลเซียจะยังไม่เข้ากรอบประมาณการของธนาคารกลางที่อยู่ในช่วง 2.0&ndash;3.5% แต่มีความใกล้เคียงและเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการเติบโตทางเศรษฐกิจจาก GDP ในไตรมาส 2 ปี 2567 ที่ขยายตัวถึง 5.9%<br />
<br />
ทางด้านไทย ดัชนีราคาผู้บริโภคเฉลี่ย 6 เดือนของปี 2567 ไม่เปลี่ยนแปลง เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และอยู่ในระดับต่ำเป็นอันดับที่ 2 ในอาเซียน โดยมีสาเหตุสำคัญจากอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ และราคาอาหารสด โดยเฉพาะเนื้อสุกรที่อยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากมีผลผลิตออกสู่ตลาดมากขึ้น ประกอบกับราคาค่ากระแสไฟฟ้าและน้ำมันดีเซลต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน จากมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพของภาครัฐ โดยกระทรวงพาณิชย์ได้คาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2567 อยู่ระหว่างร้อยละ 0.0&ndash;1.0% ซึ่งใกล้เคียงกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่ได้คาดการณ์อัตราเงินเฟ้อของไทยในปี 2567 ที่ 0.7%<br />
<br />
&ldquo;อัตราเงินเฟ้อของแต่ละประเทศในอาเซียนมีการเคลื่อนไหวในทิศทางที่แตกต่างกันไปตามสถานการณ์เศรษฐกิจ &nbsp;การบริโภคภายในประเทศ รวมถึงนโยบายทางการเงินและความสามารถในการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเมื่อได้รับผลกระทบ ทั้งนี้ แม้อัตราเงินเฟ้อของไทยยังคงอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน แต่ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป เนื่องจากยังมีปัจจัยที่อาจส่งผลต่อเงินเฟ้อในอนาคต ทั้งสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและประเทศคู่ค้าสำคัญ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า ภัยธรรมชาติ และมาตรการของภาครัฐ โดยไทยยังมีปัจจัยอื่นที่หนุนภาวะการเติบโตของเศรษฐกิจ ทั้งด้านการท่องเที่ยวและการลงทุนของภาครัฐและเอกชน รวมทั้งการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคงต้องเดินหน้าผลักดันปัจจัยดังกล่าวต่อไป&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว<br />
<br />
ทั้งนี้ ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ จะดำเนินงานในเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง ทั้งการร่วมมือกับภาคเอกชนในการกำกับดูแลราคาสินค้าให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจ โดยยึดหลักสร้างสมดุลให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อภาคธุรกิจและประชาชน การขยายโอกาสให้กับผู้ประกอบธุรกิจ SME รวมทั้งการรักษาตลาดเดิมเพิ่มตลาดใหม่ เพื่อผลักดันภาคการส่งออกของไทยให้ขยายตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับเศรษฐกิจการค้าของไทย และคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20240904991f0cf3380eb19dd084575a98deb9bf154755.jpg' type='image/jpg' length='265434' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​7 เดือน ปี 67 ต่างชาติลงทุนไทย 460 ราย นำเงินเข้า 90,987 ล้าน จ้างงาน 2,149 คน]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/65309</link>
<guid isPermaLink="false">6b5a5c71c70ac0f239d6222062cea4dd</guid>
<pubDate>Tue, 03 Sep 2024 13:20:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผยช่วง 7 เดือน ปี 67 อนุญาตคนต่างชาติลงทุนประกอบธุรกิจในไทย รวม 460 ราย เพิ่มขึ้น 22% นำเงินเข้า 90,987 ล้านบาท เพิ่ม 54% จ้างงานคนไทย 2,149 คน ลด 40% ญี่ปุ่นนำโด่งลงทุนสูงสุด ตามด้วยสิงคโปร์ สหรัฐฯ จีน และฮ่องกง ระบุมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่สำคัญให้ไทยเพียบ ส่วนการลงทุนใน EEC มีจำนวน 137 ราย เพิ่ม 88% เงินลงทุน 27,677 ล้านบาท เพิ่ม 124%</strong><br />
<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในช่วง 7 เดือน ของปี 2567 (ม.ค.-ก.ค.) ได้อนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 จำนวน 460 ราย เพิ่มขึ้น 22% เป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 124 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 336 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 90,987 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 54% จ้างงานคนไทย 2,149 คน ลดลง 40%<br />
<br />
โดยชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุน 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ญี่ปุ่น 117 ราย คิดเป็นร้อยละ 25 ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 47,879 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจบริการทางวิศวกรรม โดยเป็นการออกแบบทางวิศวกรรมสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ ธุรกิจโฆษณา ธุรกิจบริการรับจ้างตกแต่งชิ้นงาน ด้วยวิธีการตัด เจาะ กลึง ไส หรือทำเกลียวชิ้นงานตามแบบ ธุรกิจบริการพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อให้บริการดิจิทัล เช่น ระบบซื้อขายสินค้าภายในงานอีเวนท์ และระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า (ผลิตชิ้นส่วนประกอบถุงลมนิรภัย ชิ้นส่วนโลหะขึ้นรูป ชิ้นส่วนยานพาหนะ)<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
2.สิงคโปร์ 71 ราย คิดเป็นร้อยละ 15 ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 7,486 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจบริการทางวิศวกรรมและเทคนิค เช่น การออกแบบกระบวนการผลิตการให้คำปรึกษาและแนะนำในการเลือกใช้เครื่องจักรและอุปกรณ์ การปรับปรุงประสิทธิภาพของเครื่องจักร และการฝึกอบรมวิธีการใช้เครื่องจักรและอุปกรณ์ เป็นต้น ธุรกิจโฆษณา โดยการให้ใช้พื้นที่บนเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน ธุรกิจบริการศูนย์กระจายสินค้าด้วยระบบที่ทันสมัย ธุรกิจบริการพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อให้บริการดิิจิทัล เช่น แพลตฟอร์มสร้างเว็บไซต์สำหรับขายสินค้า พร้อมระบบจัดการข้อมูลการขาย เป็นต้น ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า (ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ผลิตอุปกรณ์สำหรับยานพาหนะไฟฟ้า Motor สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้า)<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
3.สหรัฐฯ 70 ราย คิดเป็นร้อยละ 15 ของจำนวนธุรกิจต่างชาติ เงินลงทุน 3,470 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจบริการทางวิศวกรรมในการให้คำปรึกษาแนะนำทางเทคนิคและฝึกอบรมเกี่ยวกับการบำรุงรักษา การซ่อมแซม การเปลี่ยนอุปกรณ์เสริมและเครื่องยนต์ของเครื่องบินพาณิชย์ ธุรกิจค้าปลีกสินค้า (อุปกรณ์เหนี่ยวนำไฟฟ้า เครื่องแปลงกระแสไฟฟ้าโช๊ค เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการสื่อสารและโทรคมนาคม เครื่องมือแพทย์ เคมีภัณฑ์และยา) ธุรกิจโฆษณา ธุรกิจบริการให้คำปรึกษาแนะนำด้านการพัฒนาองค์กร และด้านการเพิ่มประสิทธิภาพในการประกอบธุรกิจ ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า (พวงมาลัยรถยนต์ / DRUM BRAKE ASSEMBLY)</p>

<p>4.จีน 51 ราย คิดเป็นร้อยละ 11 ของจำนวนธุรกิจต่างชาติ เงินลงทุน 7,120 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจบริการที่ให้แก่บริษัทในเครือ หรือ บริษัทในกลุ่ม (บริการให้เช่าพื้นที่อาคารโรงงาน) ธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ โดยเป็นการจัดซื้อสินค้า วัตถุดิบ และชิ้นส่วน สำหรับอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น เพื่อค้าส่งในประเทศ ธุรกิจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อจำหน่าย และ/หรือ ให้บริการ เช่น ระบบบริหารจัดการงานอีเว้นท์ แอปพลิเคชันค้นหาและสร้างสังคมออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับงานอีเว้นท์ เป็นต้น ธุรกิจบริการให้ใช้ช่วงสิทธิแฟรนไชส์ (Franchising) เพื่อประกอบธุรกิจการขายอาหารและเครื่องดื่ม ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า (ชิ้นส่วนยานพาหนะ ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับกลุ่มภาพและเสียง แบตเตอรี่ความจุสูง เครื่องมือไฟฟ้า และมอเตอร์เครื่องจักรอุตสาหกรรม)<br />
<br />
5.ฮ่องกง 35 ราย คิดเป็นร้อยละ 8 ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 12,131 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิธุรกิจค้าปลีกสินค้า (เครื่องฉีดขึ้นรูป / ฟิล์มไวแสง) ธุรกิจบริการสร้างภาพยนตร์ โดยเป็นการบริการประสานงานภาพยนตร์จากต่างประเทศที่มาถ่ายทำในประเทศไทย ธุรกิจบริการศูนย์กระจายสินค้าด้วยระบบที่ทันสมัย ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า (ผลิตภัณฑ์โลหะและชิ้นส่วนโลหะ ชิ้นส่วนสำหรับผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบที่ใช้สำหรับการผลิตแว่นตา) ธุรกิจบริการพัฒนาดิจิทัลคอนเทนต์เพื่อจำหน่าย และ/หรือ ให้บริการ เช่น เกม เป็นต้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ การเข้ามาประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวในไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมข้างต้น มีส่วนช่วยในการถ่ายทอดเทคโนโลยีอันเป็นองค์ความรู้เฉพาะด้านจากประเทศผู้เข้ามาลงทุนให้แก่คนไทย เช่น องค์ความรู้เกี่ยวกับเครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบไร้สาย องค์ความรู้เกี่ยวกับการให้บริการคลาวด์ (Cloud Service) องค์ความรู้เกี่ยวกับการทำงานของระบบเครื่องยนต์ของเครื่องบิน องค์ความรู้เกี่ยวกับการทำงานของระบบที่เกี่ยวข้องกับโมเดลภาษาขนาดใหญ่ เป็นต้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับการลงทุนในพื้นที่ EEC ของนักลงทุนต่างชาติ ในช่วง 7 เดือน ของปี 2567 มีจำนวน 137 ราย คิดเป็น 30% ของจำนวนนักลงทุนต่างชาติที่ได้รับอนุญาตในปีนี้ เพิ่มขึ้น 88% มีมูลค่าการลงทุน 27,677 ล้านบาท คิดเป็น 30% ของเงินลงทุนทั้งหมด เพิ่มขึ้น 124% เป็นนักลงทุนจากญี่ปุ่น 45 ราย ลงทุน 8,138 ล้านบาท จีน 29 ราย ลงทุน 3,039 ล้านบาท ฮ่องกง 14 ราย ลงทุน 5,058 ล้านบาท และประเทศอื่น ๆ 49 ราย ลงทุน 11,442 ล้านบาท<br />
<br />
โดยธุรกิจที่ลงทุน อาทิ ธุรกิจบริการทางวิศวกรรม โดยเป็นการออกแบบทางวิศวกรรมสำหรับระบบต่างๆ ภายในโรงงานอุตสาหกรรม ธุรกิจบริการรับจ้างตกแต่งชิ้นงาน ด้วยวิธีการตัด เจาะ กลึง ไส หรือทำเกลียวชิ้นงานตามแบบ ธุรกิจบริการจัดเก็บสินค้า วัตถุดิบ สินค้าควบคุมอุณหภูมิ เคมีภัณฑ์ สารเคมีและวัตถุอันตราย ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า (ชิ้นส่วนเครื่องยนต์สำหรับอากาศยาน, ผลิตภัณฑ์โลหะและชิ้นส่วนโลหะ เครื่องมือไฟฟ้า (Power Tools) และมอเตอร์เครื่องจักรอุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ สำหรับกลุ่มภาพและเสียง เป็นต้น) ธุรกิจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อจำหน่าย และ/หรือ ให้บริการ เช่น ระบบควบคุมการผลิตในโรงงาน และระบบจัดการคลังสินค้า เป็นต้น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/202409035a68e11a35b962de900830f621127812132107.jpg' type='image/jpg' length='228859' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ส่งออก ก.ค.67 พุ่ง 15.2% เติบโตสูงสุดในรอบ 28 เดือน รวมยอด 7 เดือน เพิ่ม 3.8%]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/64493</link>
<guid isPermaLink="false">6711491f57cf785779cdfbddc4bd001c</guid>
<pubDate>Wed, 28 Aug 2024 17:23:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เผยการส่งออกเดือน ก.ค.67 มีมูลค่า 25,720.6 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 15.2% พลิกกลับมาเป็นบวก และเติบโตสูงสุดในรอบ 28 เดือน เหตุส่งออกเพิ่มทั้งเกษตร อุตสาหกรรมเกษตร และอุตสาหกรรม รวมยอด 7 เดือน มูลค่า 171,010.6 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 3.8% ยันเป้าทั้งปีตามเป้า 1-2% มีลุ้นแตะกรอบบนที่ 2% &nbsp;&nbsp;</strong><br />
<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกเดือน ก.ค.2567 มีมูลค่า 25,720.6 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 15.2% กลับมาขยายตัวเป็นบวก และเติบโตสูงสุดในรอบ 28 เดือน นับตั้งแต่เดือน มี.ค.2565 คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 938,285 ล้านบาท การนำเข้ามีมูลค่า 27,093.8 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 13.1% คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 999,755 ล้านบาท ขาดดุลการค้า 1,373.2 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 61,470 ล้านบาท รวม 7 เดือน ของปี 2567 (ม.ค.-ก.ค.) การส่งออก มีมูลค่า 171,010.6 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 3.8% คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 6,129,300 ล้านบาท การนำเข้า มูลค่า 177,626.5 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 4.4% คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 6,437,235 ล้านบาท ขาดดุลการค้า 6,615.9 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 307,935 ล้านบาท<br />
<br />
สำหรับการส่งออกที่เพิ่มขึ้น มาจากการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร เพิ่ม 8.7% โดยสินค้าเกษตร เพิ่ม 3.7% สินค้าอุตสาหกรรมเกษตร เพิ่ม 14.6% สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น ยางพารา ข้าว ไก่สด แช่เย็น แช่แข็ง และแปรรูป อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป อาหารสัตว์เลี้ยง และไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ ส่วนสินค้าที่หดตัว เช่น ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็ง และแห้ง ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง น้ำตาลทราย และเครื่องดื่ม ทั้งนี้ 7 เดือนของปี 2567 การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรขยายตัว เพิ่ม 4%<br />
<br />
ส่วนการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 15.6% โดยสินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น สินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน &nbsp;เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ส่วนสินค้าที่ลดลง เช่น รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า อุปกรณ์กึ่งตัวนำ ทรานซิสเตอร์และไดโอด เครื่องยนต์สันดาปภายในลูกสูบและส่วนประกอบ ทั้งนี้ 7 เดือนของปี 2567 การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมขยายตัว 3.8%</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20240828283e55d448718f114789ba4768b60683172617.jpg' type='image/jpg' length='187683' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ภูมิธรรม”นำรัฐ-เอกชน ทำลายของปลอม 1.2 ล้านชิ้น มูลค่า 325 ล้าน สร้างความเชื่อมั่นคู่ค้า-นักลงทุน]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/63809</link>
<guid isPermaLink="false">16fef3a501b02142920857c4764a63c0</guid>
<pubDate>Fri, 23 Aug 2024 16:32:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ภูมิธรรม&rdquo;นำภาครัฐ เอกชน ทำลายของกลางละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา 1.2 ล้านชิ้น มูลค่า 325 ล้านบาท สร้างความเชื่อมั่นคู่ค้า นักลงทุน เจ้าของสิทธิ์ สินค้าปลอมจะไม่กลับคืนสู่ตลาดอีก และดูแลผู้บริโภคจากสินค้าที่ไม่มีคุณภาพ มาตรฐาน</strong><br />
<br />
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีทำลายของกลางคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ณ หน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศ กองทัพบก เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ ว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการปกป้องคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา โดยมีการบูรณาการการทำงานร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนเจ้าของสิทธิ ปราบปรามการละเมิดอย่างจริงจัง ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ และของกลางที่จับกุมได้ จะถูกนำมาลำลายอย่างโปร่งใส เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศคู่ค้า นักลงทุน และเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาว่าสินค้าละเมิด จะไม่ถูกนำกลับมาหมุนเวียนในท้องตลาดได้อีก<br />
<br />
ทั้งนี้ ยังเป็นการสร้างความตระหนักรู้ให้สาธารณชนได้เห็นถึงผลกระทบที่เกิดจากการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นต่อสุขภาพร่างกายของผู้บริโภคอันเนื่องมาจากการใช้สินค้าปลอมที่ไม่มีคุณภาพและไม่ได้มาตรฐาน<br />
<br />
สำหรับของกลางที่นํามาทําลายในครั้งนี้ มีหลายประเภท เช่น เครื่องแต่งกาย นาฬิกา กระเป๋า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อะไหล่รถยนต์ รวมทั้งสินค้าจำพวก ยา เครื่องสําอาง อาหารและเครื่องดื่ม โดยสินค้าทั้งหมดเป็นของกลางจากการจับกุมและตรวจยึดของสํานักงานตํารวจแห่งชาติ กรมศุลกากร และกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่คดีถึงที่สุดแล้ว รวมจํานวนทั้งสิ้น 1,249,588 ชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายมากกว่า 325 ล้านบาท</p>

<p><br />
&ldquo;เรากำลังเข้าสู่ระบบการค้าโลกใหม่ ต้องเคารพในสติปัญญาสร้างสรรค์ของบุคคลในการสร้างสรรค์นวัตกรรมสิ่งต่างๆ ประดิษฐ์เป็นสินค้า ต้องสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน ผู้ประกอบการและผู้ผลิต ว่ารัฐบาลไทยตั้งใจอย่างจริงจัง นอกจากคุ้มครองนักลงทุน ผู้ผลิตและผู้ประกอบการแล้ว ยังเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคชาวไทยด้วย เราเอาใจใส่ในการป้องกันการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ที่หน่วยงานต่างชาติห่วงใย ผมได้พบกับเอกราชทูต ผู้นำประเทศหลายประเทศ ได้หารือเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่เป็นกำลังสำคัญ และเราก็มีการดำเนินการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ร่างกฏหมายที่เกี่ยวข้องกับลิขสิทธิ์ และวันนี้ได้เชิญเอกอัครราชทูตจากต่างประเทศ ตัวแทนองค์กรระหว่างประเทศร่วมพิธี ให้เห็นความตั้งใจและความปรารถนาดีของรัฐบาลไทย ช่วยบอกกล่าวกับนักลงทุนและผู้เกี่ยวข้องด้านทรัพย์สินทางปัญญาว่า ประเทศไทยใส่ใจในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา และทำอย่างจริงจัง เราจัดการกับทุกแพลตฟอร์มหากมีสินค้าที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาเราจะดำเนินคดีเต็มที่&ldquo; นายภูมิธรรม กล่าว<br />
<br />
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายภูมิธรรม และนายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ขึ้นรถบดทำลายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าไม่ให้สินค้าหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่<br />
<br />
จากรายงานผลการจัดสถานะการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาตามกฎหมายการค้าสหรัฐฯ มาตรา 301 พิเศษ ประจําปี 2567 ได้ชื่นชมการดําเนินการปราบปรามที่เป็นรูปธรรมของไทย แต่ไทยยังคงสถานะอยู่ในบัญชีประเทศที่ต้องจับตามอง (Watch List: WL) รัฐบาลจึงพร้อมดำเนินการปราบปรามสินค้าละเมิดอย่างเข้มข้นต่อไปโดยมุ่งหมายให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากบัญชีดังกล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20240823c6f34a5572524fcc661cafb93cab272f163316.jpg' type='image/jpg' length='293541' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ถกเอกชน 30 กลุ่มธุรกิจ ทำมาตรการแก้ปัญหาสินค้านำเข้าไม่ได้มาตรฐาน-ราคาต่ำ]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/63379</link>
<guid isPermaLink="false">c36f927489272677b5377646afff18f8</guid>
<pubDate>Wed, 21 Aug 2024 12:53:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าต่างประเทศเดินหน้าแก้ไขปัญหาสินค้านำเข้าไม่ได้มาตรฐานและราคาต่ำ จนสร้างผลกระทบกับผู้ประกอบการ SME ของไทย ถกภาคเอกชน 30 กลุ่มธุรกิจ รับฟังปัญหา ข้อเสนอแนะ และแนวทางแก้ไข ก่อนรวบรวมเสนอ &ldquo;ภูมิธรรม&rdquo; ภายในสัปดาห์หน้า เพื่อนำเสนอนายกรัฐมนตรีพิจารณา</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 16 ส.ค.2567 ที่ผ่านมา กรมได้จัดประชุมร่วมกับภาคเอกชนจำนวน 30 กลุ่มธุรกิจ ภายใต้หอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมต่าง ๆ เช่น พลาสติก เครื่องนุ่งห่ม ของขวัญของชำร่วย เครื่องเขียนและเครื่องใช้สำนักงาน เครื่องปรับอากาศ เหล็ก เครื่องจักรกลและโลหะการ เซรามิก แกรนิตและหินอ่อน เครื่องสำอาง อาหารเสริม เฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น เพื่อรับฟังสถานการณ์การนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ และสถานการณ์การแข่งขันทางการค้าระหว่างสินค้า SME ไทยกับสินค้าจากต่างประเทศ รวมทั้งรับฟังข้อเสนอแนะและแนวทางการแก้ไขปัญหาการแข่งขันทางการค้าของสินค้าในประเทศและต่างประเทศทั้งในด้านคุณภาพและราคา ตามนโยบายที่ได้รับจากนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการได้เสนอข้อมูลปัญหาและผลกระทบในภาพรวมที่ส่งผลกระทบต่อสินค้าอุปโภคบริโภค รวมถึงภาคบริการและการลงทุน ปัญหาด้านมาตรฐานสินค้าคุณภาพต่ำและราคาถูก การลักลอบนำเข้าสินค้าทางชายแดน การสำแดงพิกัดสินค้าที่เป็นเท็จ รวมถึงการเข้ามาตั้งธุรกิจบริการและภาคการผลิตที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศไทยและผู้บริโภคชาวไทย และให้ข้อเสนอแนะการเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบคุณภาพมาตรฐานของสินค้านำเข้า การใช้มาตรการทางภาษีเพื่อคุ้มครองผู้ผลิตในประเทศ การสร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการไทยด้านการผลิตและศักยภาพการประกอบธุรกิจ เพื่อให้สินค้าและธุรกิจไทยรักษาส่วนแบ่งตลาดได้ และการปรับปรุงกฎหมาย รวมถึงความตกลงต่าง ๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าไทย ส่วนกลุ่มที่จำเป็นต้องนำเข้าสินค้าทุน ขอให้พิจารณาในแง่ผลกระทบ หากมีการใช้มาตรการกับสินค้านำเข้า เนื่องจากมีความจำเป็นต้องนำเข้าส่วนประกอบสินค้า</p>

<p>&ldquo;กรมจะรวบรวมทุกความเห็นและทุกข้อเสนอ เพื่อนำไปประมวล และเสนอในระดับนโยบาย เพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาแบบบูรณาการร่วมกันของทุกหน่วยงานในภาพรวม โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำแนวทาง และข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย รวมทั้งโครงสร้างของคณะทำงานระดับชาติในการขับเคลื่อนมาตรการที่มีผลอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเสนอต่อนายกรัฐมนตรี ผ่านนายภูมิธรรมภายในสัปดาห์หน้า&rdquo;นายรณรงค์กล่าว<br />
<br />
อย่างไรก็ตาม กรมได้ชี้แจงในส่วนของมาตรการเยียวยาทางการค้า ทั้ง AD , CVD , AC และ Safeguard ให้ผู้ประกอบการรับทราบและทำความเข้าใจเกี่ยวกับขั้นตอน ระบบการจัดเก็บข้อมูล กระบวนการไต่สวน รวมทั้งผลกระทบจากการใช้มาตรการ ซึ่งดำเนินการภายใต้ พ.ร.บ.AD/CVD และ พ.ร.บ.Safeguard โดยหากผู้ประกอบการพิจารณาแล้วว่าได้รับผลกระทบจากสินค้านำเข้าที่มีราคาไม่เป็นธรรม หรือมีการทะลักของสินค้านำเข้า สามารถยื่นคำขอใช้มาตรการดังกล่าวได้ ซึ่งต้องมีเอกสารหลักฐานที่เพียงพอและน่าเชื่อถือ โดยกรมมีแผนจะจัดการอบรมให้ความรู้กับผู้ประกอบการไทยเกี่ยวกับกฎหมาย วิธีการยื่นคำขอและไต่สวนด้านมาตรการเยียวยาทางการค้าโดยเฉพาะต่อไป<br />
<br />
ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้ให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาสินค้าไม่ได้มาตรฐานและราคาต่ำจากต่างประเทศมาโดยตลอด โดยได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดติดตามและประสานกับหน่วยงานภาครัฐอื่นที่เกี่ยวข้อง และเห็นว่าการใช้มาตรการแก้ไขปัญหาสินค้าไม่ได้มาตรฐาน ราคาต่ำ จะต้องคำนึงถึงการค้าที่เป็นธรรมและยั่งยืน เนื่องจากการค้าไทยต้องพึ่งพาประเทศคู่ค้า มาตรการต้องสอดคล้องกับพันธกรณีและความตกลงระหว่างประเทศ และการดำเนินการของหน่วยงานภาครัฐ จะต้องดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับกฎหมาย และเกิดผลที่สามารถวัดได้</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20240821b8ffe7c90c8ced5c6912a66601c313c5125350.jpg' type='image/jpg' length='242960' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์” ถกกงสุลกิตติมศักดิ์คาซัคสถาน ดันเปิดออฟฟิศทูตพาณิชย์ ขับเคลื่อนการค้า 2 ฝ่าย]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/62909</link>
<guid isPermaLink="false">d0d35c0080863225e24c848e42758546</guid>
<pubDate>Fri, 16 Aug 2024 18:11:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo; หารือกงสุลกิตติมศักดิ์ของไทยแห่งคาซัคสถาน และเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงอัสตานา เดินหน้าขยายความร่วมมือการค้าตามนโยบาย &ldquo;ภูมิธรรม&rdquo; แจ้งความไทยประสงค์ไทยจะเปิดสำนักงานทูตพาณิชย์ เพื่อทำหน้าที่เป็นด่านหน้า เปิดประตูค้าขายระหว่างกัน พร้อมชวนร่วมงานแสดงสินค้าในไทย หรือมาเลือกซื้อสินค้า และประกาศร่วมมือด้าน Soft Power ระหว่างกัน</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤิทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยภายหลังการหารือกับ Dr.Mirgali Kunayev กงสุลกิตติมศักดิ์ของไทยแห่งสาธารณรัฐคาซัคสถาน และ รอ.ชัชวรรณ สาครสินธุ์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงอัสตานา ที่สถานกงสุลกิตติมศักดิ์ไทย ณ นครอัลมาตี ว่า ตนได้รับนโยบายจากนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ให้นำทีมพาณิชย์มาหารือแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ เกี่ยวกับโอกาสทางการค้าของไทยในสาธารณรัฐคาซัคสถาน และยังได้หารือถึงความเป็นไปได้ในการเปิดสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ที่สาธารณรัฐคาซัคสถาน เพื่อให้มาทำหน้าที่เป็นด่านหน้าในการสำรวจตลาดว่าโอกาสการค้าของไทยอยู่ตรงไหน และจะขยายความร่วมมือกับผู้ซื้อ ผู้นำเข้า เพื่อผลักดันการส่งออกของไทยให้เพิ่มขึ้นได้อย่างไร ซึ่งมีความเห็นตรงกัน และกระทรวงพาณิชย์จะเร่งดำเนินการจัดตั้งต่อไป โดยจะพิจารณาความเหมาะสมในการจัดตั้งระหว่างเมืองอัสตานาและเมืองอัลมาตี<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ไทยยังได้แจ้งว่า นอกจากการหาโอกาสในการขยายโอกาสทางการค้าระหว่างไทยและคาซัคสถานแล้ว ยังมีภารกิจสำคัญ คือ การลงนามความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างไทยและคาซัคสถาน (Agreement on Trade and Economic Cooperation between Thailand and Kazakhstan) การพบหารือผู้บริหาร DAMU Industrial and Logistics Center เพื่อทราบลู่ทางในการขนส่งและกระจายสินค้า ทั้งในประเทศ และระหว่างประเทศของคาซัคสถาน และเป็นประธานการมอบประกาศนียบัตร Thai SELECT แก่ร้านอาหารไทยในเมืองอัลมาตี<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;ได้ขอทราบแนวทางการจัดกิจกรรมที่เหมาะสมในการโปรโมตสินค้าไทยในตลาดคาซัคสถาน เพื่อให้ผู้บริโภคชาวคาซัคสถานรู้จักและต้องการใช้สินค้าไทยเพิ่มมากขึ้น และขอทราบความคิดเห็นในเรื่องการโลจิสติกส์และการขนส่งสินค้าจากไทยสู่คาซัคสถาน พร้อมข้อเสนอแนะต่อผู้ประกอบการไทยที่สนใจส่งออกสินค้าสู่คาซัคสถาน&rdquo;นายภูสิตกล่าว</p>

<p>นอกจากนี้ กรมได้แนะนำกิจกรรมส่งเสริมการค้าของกระทรวงพาณิชย์ ที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี ได้แก่ Bangkok RHVAC/E&amp;E งานแสดงสินค้าเครื่องทำความเย็น ระบบและอุปกรณ์ไฟฟ้า (4-7 ก.ย.67) Bangkok Gems &amp; Jewelry Fair งานแสดงสินค้าอัญมณี และเครื่องประดับนานาชาติ (9-13 ก.ย. 67) THAIFEX-HOREC ASIA 2025 งานแสดงสินค้าที่เกี่ยวกับธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และการจัดเลี้ยง หรือกลุ่มอุตสาหกรรม Horeca (5-7 มี.ค. 68) STYLE Bangkok 2025 งานแสดงสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่นระดับนานาชาติ (2-6 เม.ย. 68) งาน TAPA 2025 งานแสดงสินค้าชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ (3-5 เม.ย. 68) และ THAIFEX-ANUGA ASIA 2025 งานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ใหญ่และครบวงจรที่สุดแห่งเอเชีย (27-31 พ.ค. 68) โดยได้เชิญชวนให้ผู้ประกอบการคาซัคสถานที่สนใจเข้าร่วมงานแสดงสินค้า หรือไปชมงานแสดงสินค้า เพื่อคัดเลือกสินค้า<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายภูสิตกล่าวว่า ยังได้ใช้โอกาสนี้แจ้งถึงนโยบายของรัฐบาลไทย ที่ให้ความสำคัญกับการผลักดันสินค้าและบริการของไทยที่เป็น Soft Power ให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก อาทิ ภาพยนต์ ศิลปะ การท่องเที่ยว กีฬา แฟชั่น ดนตรีและเฟสติวัล รวมถึงสินค้าอาหารไทย ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างกันได้ โดยปัจจุบันไทยมีการพัฒนาความสามารถด้านคอนเทนต์ที่มีความน่าสนใจและหลากหลายมากขึ้น อีกทั้งมีบริการเกี่ยวเนื่องกับภาพยนตร์และวีดิทัศน์ (Production &amp; Post Production Services) ที่เป็นที่ยอมรับจากนานาประเทศ โดยได้ขอทราบทิศทางนโยบายการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของคาซัคสถาน และความต้องการของอุตสาหกรรม เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับภาคธุรกิจของไทยในการรองรับการเติบโตของธุรกิจในคาซัคสถาน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ในปี 2566 มูลค่าการค้าระหว่างไทย&ndash;คาซัคสถาน มีมูลค่ารวมกว่า 172 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 26% โดยมีสินค้าส่งออกศักยภาพ ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ เป็นต้น ซึ่งหากภาครัฐและเอกชนของทั้ง 2 ฝ่ายสามารถหารือและทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น จะเป็นโอกาสที่ดีในการขยายมูลค่าทางการค้าที่สูงขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20240816f5d90723d276b30334568185232b154b181210.jpg' type='image/jpg' length='233050' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”รายงานสถานการณ์สินค้า ส่วนใหญ่ทรงตัว ผลไม้ใต้-เหนือ ราคาดี เกษตรกรยิ้ม]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/62908</link>
<guid isPermaLink="false">8fed6e3c73b93d43d23378b60c2fa369</guid>
<pubDate>Fri, 16 Aug 2024 18:10:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าภายในรายงานสินค้าประจำสัปดาห์ ส่วนใหญ่ราคาทรงตัว ทั้งข้าว มัน ข้าวโพด ปาล์ม หมู ไก่ ไข่ ส่วนผักสดขยับเล็กน้อย เหตุเจอฝน ทำเสียหาย แต่ก็มีหลายรายการที่ลดลง เผยผลไม้ราคาดีต่อเนื่อง ภาคตะวันออก ออกเกือบหมดแล้ว ภาคใต้ ทุเรียน มังคุด ดีกว่าปีก่อน ภาคเหนือ สับปะรด ลำไย เกษตรกรยิ้มได้</strong><br />
<br />
นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า สถานการณ์ราคาสัปดาห์นี้ ส่วนใหญ่ทรงตัว เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อน โดยข้าวหอมมะลิราคา 15,750 บาทต่อตัน ข้าวหอมมะลินอกพื้นที่ราคา 15,550 บาทต่อตัน ข้าวหอมปทุมธานี 15,250 บาทต่อตัน ข้าวเจ้า 11,300 บาทต่อตัน ข้าวเหนียวเมล็ดยาว 13,900 บาทต่อตัน มันสำปะหลัง ราคา 2.95 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (ความชื้น 14.5%) ราคา 11.30 บาทต่อกก. ปาล์มน้ำมันราคา 6.10 บาทต่อกก.<br />
<br />
สำหรับหมูเนื้อแดง เฉลี่ยอยู่ที่ กก.ละ 137.56 บาท ไก่เนื้อน่องติดสะโพกและเนื้อน่อง เฉลี่ยกก.ละ 83.88 บาท เนื้อสะโพกเฉลี่ย กก.ละ 88.06 บาท และเนื้ออกเฉลี่ยกก.ละ 85.56 บาท ไข่ไก่เบอร์ 3 เฉลี่ยฟองละ 4.23 บาท ปลานิล กก.ละ 72.50 บาท ปลาทับทิม 105 บาท ปลาดุก 76.30 บาท กุ้งขาว (70 ตัว/กก.) กก.ละ 187 บาท<br />
<br />
ส่วนผักสด ส่วนใหญ่ราคาปรับขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากสภาพอากาศมีฝนตกชุกในแหล่งผลิต ทำให้ผักได้รับความเสียหาย ซึ่งมีปริมาณเข้าสู่ตลาดลดลง แต่ไม่กระทบกับความต้องการของผู้บริโภค โดยผักคะน้า กก.ละ 39.60 บาท กะหล่ำปลี กก.ละ 35.70 บาท กวางตุ้ง กก.ละ 35.20 บาท ผักกาดขาว กก.ละ 44.50 บาท ผักบุ้งจีน กก.ละ 37 บาท ต้นหอม กก.ละ 107.50 บาท ผักชี กก.ละ 120.50 บาท ส่วนมะนาว (เบอร์ 1-2) อยู่ที่ 3.50 บาท ส่วนผักที่ปรับราคาลดลง ได้แก่ ถั่วฝักยาว กก.ละ 44 บาท และพริกขี้หนูจินดา 81 บาท</p>

<p>ทางด้านสถานการณ์ผลไม้ ราคาตลาดส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ดีมาก โดยผลไม้ภาคตะวันออกใกล้หมดแล้ว ทุเรียน มังคุด และเงาะโรงเรียน ออกหมดแล้ว ลองกอง ออกแล้ว 93% เบอร์ 1 กก.ละ 75 บาท ราคาเท่ากันกับปีก่อน เบอร์ 2 กก.ละ 55 บาท เพิ่มขึ้น 6% จากปี 2566 ที่เฉลี่ย กก.ละ 52 บาท และเบอร์ 3 กก.ละ 51 บาท เพิ่มขึ้น 2% จากปี 2566 ที่เฉลี่ย กก.ละ 50 บาท<br />
<br />
ขณะที่ผลไม้ภาคใต้ กำลังออกสู่ตลาด โดยทุเรียน ออกแล้ว 48% ราคาเกรดส่งออกหรือเกรด AB กก.ละ 150 บาท เพิ่มขึ้น 25% จากราคาปี 2566 ที่เฉลี่ย กก.ละ 120 บาท เกรดส่งออกรองหรือเกรด C กก.ละ 105 บาท และเกรด D กก.ละ 98 บาท มังคุดใต้ ออกแล้ว 27% โดยเกรดส่งออกหรือมันรวม กก.ละ 76.55 บาท เพิ่ม 107% จากปี 2566 ที่เฉลี่ย 73 บาท เกรดส่งออกรองหรือเกรดกากลาย กก.ละ 45 บาท เพิ่ม 50% จากปี 2566 ที่เฉลี่ย 50 บาท เกรดคละ กก.ละ 30 บาท เพิ่ม 20% จากปี 2566 ที่เฉลี่ย 34 บาท เกรดตกเกรด กก.ละ 25 บาท เพิ่ม 108% จากปี 2566 ที่เฉลี่ย 15 บาท<br />
<br />
ผลไม้ภาคเหนือ กำลังออกสู่ตลาดเช่นเดียวกัน โดยสับปะรดภูแล ออกแล้ว 82% ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ กก.ละ 12.50 บาท เพิ่ม 39% จากปี 2566 ที่เฉลี่ย 8.98 ลำไย ออกแล้ว 58% ลำไยเกรดช่อส่งออกAA กก.ละ 38 บาท เพิ่ม 17% จากปี 2566 ที่เฉลี่ย 32.50 บาท เกรดช่อส่งออก A กก.ละ 33 บาท เพิ่ม 20% จากปี 2566 ที่เฉลี่ย 27.50 บาท เกรดรูดร่วง AA กก.ละ 34 บาท เพิ่ม 45% จากปี 2566 ที่เฉลี่ย 23.50 บาท เกรดรูดร่วง A กก.ละ 18 บาท เพิ่ม 16% จากปี 2566 ที่เฉลี่ย 15.50 บาท และเกรดรูดร่วง B กก.ละ 8.50 บาท เพิ่ม 13% จากปี 2566 ที่เฉลี่ย 7.50 บาท<br />
<br />
นอกจากนี้ กรมกได้กำหนดจัดงาน &ldquo;Village To Town 2024 by DIT&rdquo; นำสินค้าเด่นจากวิสาหกิจชุมชน ผู้ประกอบการท้องถิ่น จากหมู่บ้านทำมาค้าขาย และตลาดต้องชมกว่า 35 แห่ง มาจัดแสดงและจำหน่ายให้กับชาวกรุงเทพฯ และนักท่องเที่ยว ที่บริเวณ ชั้น G ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซ่า ปิ่นเกล้า ตั้งแต่วันที่ 19&ndash;25 ส.ค. 2567 เพื่อช่วยสนับสนุนสินค้าจากหมู่บ้านทำมาค้าชาย และตลาดต้องชม ให้เป็นที่รู้จักเพิ่มมากขึ้น รวมไปถึงสินค้าเกษตร อาทิ ผลไม้ไทย ผักสดสะอาด และกุ้งสด ๆ ตัวโต ๆ เพื่อเป็นการช่วยเพิ่มรายได้ และขยายโอกาสให้แก่ผู้ประกอบการชุมชนและเกษตรกร และช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ตามนโยบายของกระทรวงพาณิชย์</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20240816a57d255d1c44df0121b754de003fc379181042.jpg' type='image/jpg' length='582512' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ภูมิธรรม”โชว์ผลงานดูแลพืชเกษตรหลัก-รอง ดันราคาพุ่ง รายได้เพิ่มเฉียด 2 แสนล้าน]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/61796</link>
<guid isPermaLink="false">0aa4ce65f7155e8b5f82e00bae7552f5</guid>
<pubDate>Fri, 09 Aug 2024 13:04:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ภูมิธรรม&rdquo; โชว์ผลสำเร็จมาตรการบริหารจัดการสินค้าเกษตร เผยพืชเกษตรหลัก ข้าวเจ้านิวไฮรอบ 20 ปี ยาง 10 ปี ปาล์ม ข้าวโพด มันสำปะหลัง ทรงตัวสูง พืชรอง ใช้แนวคิดใหม่ &ldquo;คนตัวใหญ่ ช่วยคนตัวเล็ก&rdquo; ดึงผู้ประกอบการ ปั๊มนน้ำมัน ห้าง หมู่บ้าน คอนโดมิเนียม ช่วยซื้อผลผลิต ดันราคาเพิ่ม รัฐไม่ต้องแทรกแซง ทำประหยัดงบ เผยราคาพืชหลัก พืชรอง เพิ่มขึ้น 23% มูลค่าเฉียด 2 แสนล้านบาท สร้างรอยยิ้มให้กับเกษตรกร 7.4 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานแถลงความสำเร็จของการขับเคลื่อนมาตรการดูแลพืชรอง ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างภาคีเครือข่ายภาครัฐและเอกชนรายใหญ่กว่า 12 กลุ่มธุรกิจ 20 เครือ 27 หน่วยงาน ณ ห้องมโนปกรณ์นิติธาดา ชั้น 12 กระทรวงพาณิชย์ โดยมีนายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายวุฒิไกร ลีวีระพันธ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ บริษัทเอกชนรายใหญ่ เข้าร่วม&nbsp;ว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการขับเคลื่อนมาตรการดูแลสินค้าเกษตร ตามนโยบายของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ที่ได้ให้ความสำคัญกับการดูแลความเป็นอยู่ของพี่น้องเกษตรกร เนื่องจากประเทศไทย เป็นประเทศเกษตรกรรม มีประชากรกว่า 27 ล้านคน หรือ 40% อยู่ในภาคการเกษตร มีปริมาณผลผลิตพืชเศรษฐกิจหลัก 87.7 ล้านตัน ได้แก่ ข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพด ปาล์ม ยางพารา และพืชรอง 8.24 ล้านตัน ได้แก่ ผลไม้ พืช 3 หัว และผัก รวมปีละกว่า 96 ล้านตัน มูลค่ารวมกว่า 1.32 ล้านล้านบาท คิดเป็น 9% ของ GDP และไทยสามารถสร้างรายได้จากส่งออกสินค้าเกษตรและเกษตรอุตสาหกรรม ในปี 2566 กว่า 1.69 ล้านล้านบาท<br />
<br />
โดยที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้มีมาตรการดูแลพืชเกษตร ได้วางแผนการจัดผลผลิต มีปฏิทินสินค้ารู้ว่าแต่ละเดือน แต่ละช่วง สินค้าอะไรจะออกสู่ตลาด และได้เตรียมมาตรการบริหารจัดการไว้ล่วงหน้า ไม่รอให้เกิดปัญหา ซึ่งในส่วนของพืชเศรษฐกิจตัวหลัก ได้มีมาตรการบริหารจัดการ และดูแลอย่างใกล้ชิดตั้งแต่เข้ามารับผิดชอบกระทรวงพาณิชย์ ทำให้ราคาปรับตัวสูงขึ้น โดยข้าวหอมมะลิราคาสูงสุดในรอบ 5 ปี ข้าวเจ้าราคาสูงสุดในรอบ 20 ปี ข้าวเหนียว สูงสุดในรอบ 4 ปี ยางแผ่นดิบ น้ำยาง ราคาสูงสุดในรอบ 10 ปี ปาล์มน้ำมัน ราคาอยู่ในเกณฑ์สูงที่เฉลี่ย 6 บาท/กิโลกรัม (กก.) สูงสุด 6.40 บาท/กก. ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ราคาที่เกษตรกรขายได้อยู่ที่ 11.2 บาท/กก. มันสำปะหลัง ราคา 2.75-3.15 บาท/กก. และยังได้แก้ช่วยแก้ไขปัญหาโรคใบด่าง ด้วยการจัดหาท่อนพันธ์ทนทานและต้านทานโรค<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ เมื่อบริหารจัดการพืชเศรษฐกิจตัวหลักได้สำเร็จแล้ว นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ดำเนินการเชิงรุก ดูแลความเป็นอยู่ของพี่น้องเกษตรกรพืชเกษตรเศรษฐกิจตัวรอง ควบคู่ไปกับพืชหลัก ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้รับนโยบาย และดำเนินการขับเคลื่อนร่วมกับรัฐมนตรีช่วยว่าการทั้ง 2 ท่าน เริ่มจากมีมาตรการบริหารจัดการผลไม้ปี 2567 ที่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้าก่อนที่ผลผลิตจะออกสู่ตลาด และยังได้มีแผนดูแลพืชเศรษฐกิจตัวรอง ได้แก่ ผลไม้ พืช 3 หัว และผัก โดยได้ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ เอกชน หน่วยงานพันธมิตร ในแผนงาน &ldquo;คนตัวใหญ่ ช่วยคนตัวเล็ก&rdquo; ที่จะร่วมมือกันในการบริหารจัดการพืชรอง ตั้งแต่ช่วงผลผลิตออกจนผลผลิตสู่ตลาด โดยหน่วยงานภาครัฐและเอกชนช่วยรับซื้อพืชรองต่างๆ ไปจำหน่าย แปรรูป หรือเป็นกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) ที่แต่ละบริษัทมีงบประมาณในส่วนนี้อยู่แล้ว ซึ่งจะเป็นกลไกใหม่ในการช่วยดูดซับผลผลิตและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรไปในคราวเดียวกัน &nbsp;</p>

<p>นายภูมิธรรมกล่าวว่า ปัจจุบันเครือข่ายพันธมิตร คนตัวใหญ่ ช่วยคนตัวเล็ก มีจำนวน 12 กลุ่มธุรกิจ 20 เครือ 27 หน่วยงาน อาทิ กลุ่มผู้ผลิตสินค้าในเครือเจริญโภคภัณฑ์ กลุ่มธุรกิจปั้มน้ำมัน ได้แก่ ปตท. พีที บางจาก ซัสโก้ สมาคมโรงพยาบาลเอกชน กลุ่มธุรกิจหมู่บ้าน-คอนโด ได้แก่ แสนสิริ แอสเซทไวส์ เสนา ไอริส ห้างค้าปลีก-ค้าส่ง และห้างท้องถิ่นทั่วประเทศ รวมถึงหน่วยงานภาครัฐพันธมิตร อาทิ กรมราชทัณฑ์ โดยมีเป้าหมายช่วยดูดซับเชื่อมโยงผลไม้ พืช 3 หัว ผัก เป้าหมาย 321,579 ตัน แยกเป็นผลไม้กว่า 2 แสนตัน พืช 3 หัว 2 หมื่นตัน ผัก 3 หมื่นตัน มูลค่ากว่า 4,000 ล้านบาท<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยปัจจุบันได้ดำเนินการไปแล้วในส่วนของทุเรียน และจะทยอยส่งมอบมังคุด ลำไย ไปจนถึงสิ้น ก.ย.นี้ รวม 33,500 ตัน ไปยังเรือนจำ ธนาคาร ห้าง โรงแรม นิคมอุตสาหกรรม โรงพยาบาล บริษัทเอกชนรายใหญ่ และมีแผน ส่งมอบต่อเนื่องไปถึงต้นปีหน้า ทั้งผลไม้ ส้ม ลองกอง พืชผัก พืช 3 หัว หอมแดง กระเทียม หอมใหญ่ ที่จะเริ่มออกมากในช่วงสิ้นปีไปจนถึงต้นปีหน้า<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ผลการดำเนินมาตรการดูแลสินค้าเกษตร ทั้งพืชหลัก พืชรอง สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจของ ข้าวเปลือก ยางพารา ผลไม้ พืช 3 หัว เฉลี่ยสูงขึ้นจากปีก่อน 23% ทำให้เกษตรกร กว่า 7.4 ล้านครัวเรือน มีรายได้รวม เพิ่มขึ้นเกือบ 2 แสนล้านบาท (196,536 ล้านบาท) จากราคาที่ปรับสูงขึ้นกว่าปีก่อน<br />
<br />
สำหรับพืชเกษตรเศรษฐกิจตัวรองที่กระทรวงพาณิชย์ได้เข้าไปดูแล มีจำนวน 18 ชนิด แยกเป็นผลไม้ 11 ชนิด ได้แก่ 1.ทุเรียน 2.มังคุด 3.เงาะ 4.ลองกอง 5.ลำไย 6.สับปะรด 7.ลิ้นจี่ 8.ส้มโอ 9.ส้มเขียวหวาน 10.มะยงชิด 11.มะม่วง ผัก 4 ชนิด ได้แก่ 1.มะนาว 2.มะเขือเทศ 3.ฟักทอง 4.พริกขี้หนูจินดา และพืชสามหัว 3 ชนิด ได้แก่ 1.หอมแดง 2.หอมหัวใหญ่ 3.กระเทียม</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/2024080952487e7bc5eff2e0c091a1cdf73514bb130521.jpg' type='image/jpg' length='276197' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”เผยการค้าชายแดนและผ่านแดน ครึ่งปี 67 มูลค่า 9.12 แสนล้าน เพิ่ม 3.6%]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/61793</link>
<guid isPermaLink="false">acc6e713d65f0405466928a59168e0f7</guid>
<pubDate>Fri, 09 Aug 2024 12:59:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าต่างประเทศเผยสถิติการค้าชายแดนและผ่านแดน ช่วง 6 เดือนปี 67 มีมูลค่า 912,283 ล้านบาท เพิ่ม 3.6% ด้านการค้าชายแดน ค้าขายกับ สปป.ลาวสูงสุด ตามด้วยมาเลเซีย เมียนมา และกัมพูชา ส่วนการค้าผ่านแดน ค้ากับจีนสูงสุด ตามด้วยสิงคโปร์และเวียดนาม &nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สถิติการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดน มิ.ย.2567 มีมูลค่า 162,008 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.05% เป็นการส่งออก 96,401 ล้านบาท ลดลง 0.89% การนำเข้า 65,607 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.33% ได้ดุลการค้า 30,793 ล้านบาท และยอดรวม 6 เดือนของปี 2567 (ม.ค.-มิ.ย.) มีมูลค่า 912,283 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.6% เป็นการส่งออก 534,316 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.1% การนำเข้า 377,968 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.3% ได้ดุลการค้า 156,348 ล้านบาท<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในช่วง 6 เดือน หากแยกเป็นการค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน 4 ประเทศ มีมูลค่า 493,470 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.6% เป็นการส่งออก 305,452 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.5% การนำเข้า 188,019 ล้านบาท ลดลง 4.6% ได้ดุลการค้า 117,433 ล้านบาท โดยการค้าชายแดนกับ สปป.ลาว มีมูลค่าสูงสุด 150,697 ล้านบาท รองลงมา คือ มาเลเซีย 149,361 ล้านบาท เมียนมา 106,630 ล้านบาท และกัมพูชา 86,783 ล้านบาท และสินค้าส่งออกชายแดนสำคัญ ได้แก่ น้ำมันดีเซล 23,109 ล้านบาท น้ำมันสำเร็จรูปอื่น ๆ 10,432 ล้านบาท และน้ำยางข้น 8,221 ล้านบาท</p>

<p>ส่วนการค้าผ่านแดนไปประเทศที่สาม มีมูลค่า 418,813 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.8% เป็นการส่งออก 228,864 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.4% การนำเข้า 189,949 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.0% โดยการค้าผ่านแดนไปจีน มีมูลค่าสูงที่สุด 244,175 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.3% รองลงมาคือ สิงคโปร์ และเวียดนามมีมูลค่า 53,137 ล้านบาท ลดลง 10.3% และ 36,269 ล้านบาท ลดลง 6.6% ตามลำดับ และสินค้าส่งออกผ่านแดนสำคัญ ได้แก่ ทุเรียนสด 67,601 ล้านบาท ฮาร์ด ดิสก์ ไดรฟ์ 40,957 ล้านบาท และยางแท่ง TSNR 19,500 ล้านบาท<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายรณรงค์กล่าวว่า ตัวเลขการค้าชายแดนและผ่านแดนในช่วงครึ่งปี 2567 ที่ยังขยายตัวได้ดี เป็นเพราะสินค้าไทยยังเป็นที่ต้องการ และกรณีที่มีปัญหาการค้าเกิดขึ้น กรมได้เดินหน้าแก้ไขปัญหาตามที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการในทันที อาทิ สปป.ลาวออกมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าเกษตรที่ผลิตได้ สำหรับด่านท้องถิ่นและด่านประเพณี อนุญาตเฉพาะด่านสากลที่มีระบบกักกันพืชและสัตว์เท่านั้น ซึ่งไม่กระทบต่อภาคธุรกิจของไทย เพราะช่วยสกัดผู้นำเข้าที่ลักลอบขนสินค้าแบบผิดกฎหมาย และกรณีเกิดความไม่สงบในจังหวัดเมียววดี เมียนมา กรมได้ประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาเส้นทางขนส่งอื่น ๆ ทดแทน เพื่อไม่ให้กระทบการค้า เช่น ด่านท่าเรือระนอง และด่านสิงขร จ.ประจวบคีรีขันธ์<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการค้าชายแดน โดยจัดงานมหกรรมการค้าชายแดนปี 2567 บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมการค้าภายใน EXIM Bank SME Bank ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) จัดแสดงและจำหน่ายสินค้า ประชุมติดตามสถานการณ์การค้าชายแดน เจรจาจับคู่ธุรกิจออนไลน์ และสัมมนาให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการ เพื่อส่งเสริมและกระตุ้นเศรษฐกิจการค้าชายแดน โดยจัดไปแล้ว 2 ครั้ง ได้แก่ จ.มุกดาหาร วันที่ 29 ก.พ.-3 มี.ค.2567 และ จ.กาญจนบุรี วันที่ 27&ndash;30 มิ.ย.2567 และเตรียมจัดอีกที่ จ.สงขลา วันที่ 15&ndash;18 &nbsp;ส.ค.2567 โดยได้รับความร่วมมือจากสำนักงานส่งเสริมการส่งออกมาเลเซีย (MATRADE) และบริษัท GISB Holdings ประเทศมาเลเซีย มาร่วมออกงาน</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20240809e72b9df034f039366d75fe446f9100ed130136.jpg' type='image/jpg' length='368381' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[รัฐบาลลุยฟื้นฟูเศรษฐกิจ ช่วยคนตัวเล็กค้าขาย ลดค่าครองชีพ 3 เดือน ก่อนเงินดิจิทัลออก]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/60711</link>
<guid isPermaLink="false">2426d8630c4c2728a65f64d506ef317c</guid>
<pubDate>Mon, 05 Aug 2024 09:04:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ภูมิธรรม&rdquo; เข้าหารือ &ldquo;เศรษฐา&rdquo; ทำโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจของรัฐบาล ร่วมกับกระทรวงที่เกี่ยวข้อง กทม. ภาคเอกชน ก่อนเงินดิจิทัล วอลเล็ตออก เตรียมเปิดพื้นที่ทั่วประเทศให้คนตัวเล็กขายของ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย หรือลดค่าเช่าให้มากที่สุด พร้อมส่งโมบายธงฟ้าเข้าไปขายในพื้นที่ห่างไกล ช่วยลดค่าครองชีพ ดีเดย์ 20 ส.ค.-20 พ.ย.นี้ รวม 3 เดือน คาดเพิ่มรายได้ ลดรายจ่ายกว่า 7,000 ล้านบาท</strong><br />
<br />
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเข้าหารือโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจของรัฐบาล กับนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ทำแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจในช่วง 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 20 ส.ค.-20 พ.ย.2567 เสนอนายกรัฐมนตรี ซึ่งรัฐบาลจะร่วมมือกันในการทำงาน เพราะเห็นถึงความยากลำบากของพี่น้องประชาชน เพราะเงินดิจิทัล วอลเล็ต ล่าช้าไปนิดหนึ่ง มีช่วงว่าง 3 เดือน ที่ยังไม่มีอะไรมาทดแทน &nbsp;โครงการนี้ จะทำให้มีความพร้อมก่อนเข้าสู่ดิจิทัล วอลเล็ต เพื่อช่วยสร้างรายได้ ลดรายจ่ายของพี่น้องประชาชน โดยเน้นที่ SME ผู้ประกอบการรายเล็ก ให้ผู้ประกอบการรายใหญ่มาช่วย จะเริ่มคิกออฟวันที่ 20 ส.ค.นี้ หลังจากเดินทางไปประชุม ครม.สัญจร<br />
<br />
สำหรับการดำเนินโครงการ จะช่วยลดรายจ่าย เช่น จัดสถานที่ออกร้านให้กับเกษตรกร ผู้ค้ารายย่อยโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ค่าเช่าแผง หรือลดราคาค่าเช่าให้มากที่สุด โดยได้เจรจากับกระทรวงมหาดไทยใช้ศาลากลางจังหวัด มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นศูนย์ประสานงาน มีพาณิชย์จังหวัดขับเคลื่อน และใช้สถานที่ท่องเที่ยว ตลาดใหญ่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ และกระทรวงกลาโหมมีพื้นที่ 3,000 กว่าแห่ง ที่สามารถเข้าไปใช้ได้<br />
<br />
นอกจากนี้ จะมีรถของกลาโหม มาทำรถโมบาย เพื่อนำสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพไปขายในฟื้นที่ห่างไกล รวมทั้งจะส่งเสริมให้ประชาชนขายผ่านรถพุ่มพวง โดยจะส่งสินค้า อาทิ หมู ไก่ น้ำตาล น้ำมัน สินค้าอุปโภคบริโภคที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันไปให้จำหน่าย</p>

<p>&ldquo;หลังวันที่ 20 ส.ค.นี้ จะเปิดพร้อมกันทั่วประเทศ ทุกจังหวัด เป็นความร่วมมือกันของภาครัฐ กระทรวงต่าง ๆ ภาคเอกชน และสมาคมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กลุ่มบริษัทผู้ผลิตสินค้า ยูนิลิเวอร์ ไทยเบฟเวอเรจ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ซึ่งนายกรัฐมนตรีสั่งการให้ไม่กระทบร้านค้ารายย่อย ซึ่งเราจะดึงร้านค้ารายย่อยให้มีส่วนร่วมในโครงการนี้ ประเมินขั้นต้นสามารถเพิ่มรายได้และลดค่าใช้จ่ายให้พี่น้องประชาชนได้ประมาณ 7,000 ล้านบาท จะเป็นพื้นฐานก่อนที่ดิจิทัล วอลเล็ตออกมา ให้ประชาชนสามารถเพิ่มการลงทุน ค้าขายได้ทั่วประเทศ ถือเป็นมติให้ดำเนินการ และกระทรวงพาณิชย์ จะเป็นหน่วยงานหลักในการประสานงานทั้งหมด&rdquo;นายภูมิธรรมกล่าว<br />
<br />
ทั้งนี้ รัฐมนตรีที่ได้เข้าร่วมประชุมครั้งนี้ ประกอบด้วยนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสุทิน คลังแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายอรรถกร ศิริรัตยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายพรหมมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายชัชชาติ สิทพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง<br />
<br />
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการช่วยคนตัวเล็กให้มีที่ค้าขาย กระทรวงพาณิชย์จะประสานทุกกระทรวงที่มีสถานที่ รวมทั้งกรุงเทพมหานคร (กทม.) โดยทำการลดค่าเช่าร้าน ค่าเช่าแผง เพื่อลดต้นทุนให้กับผู้ที่จะมาค้าขาย และเปิดตลาดพาณิชย์ ในพื้นที่ ๆ กำหนด เพื่อให้นำสินค้ามาขาย และจะจัดบูธธงฟ้าควบคู่ไปด้วย เพื่อให้คนที่มาซื้อสินค้า ได้มีโอกาสซื้อสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพ รวมทั้งมีแผนที่จะร่วมมือกับผู้ผลิต ผู้ประกอบการรายใหญ่ ห้างค้าส่งค้าปลีก ห้างท้องถิ่น ทำการลดราคาสินค้า เพื่อช่วยดูแลค่าครองชีพให้กับประชาชนด้วย</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20240805e2bb49a076e23b9984101a4aa64f4111090511.jpg' type='image/jpg' length='238466' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ดีเดย์ 1 ส.ค. เปิดบริการระบบ e-Foreign Business หนุนไทยประเทศง่ายลงทุน]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/60694</link>
<guid isPermaLink="false">d8c9d48d95d375a8bfbb34f69cadf01f</guid>
<pubDate>Mon, 05 Aug 2024 08:51:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเปิดให้บริการระบบยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว หรือ e-Foreign Business อย่างเป็นทางการแล้ว ตั้งแต่ 1 ส.ค.นี้ ครอบคลุมการให้บริการผ่านออนไลน์ ทั้งการยื่นขอใบอนุญาต หนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว การเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน มั่นใจส่งเสริมให้ไทยเป็นประเทศที่ง่ายต่อการลงทุน และดึงดูดการลงทุนในไทยเพิ่มขึ้น &nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า วันที่ 1 ส.ค.2567 กรมได้เปิดให้นักลงทุนชาวต่างชาติ และหรือผู้แทน เข้าใช้บริการระบบยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว หรือ e-Foreign Business อย่างเป็นทางการแล้ว โดยผู้ประกอบธุรกิจ นักลงทุนต่างชาติ สามารถเข้ามาใช้บริการผ่านทางหน้าเว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า&nbsp;<a href="http://www.dbd.go.th/" target="_blank">www.dbd.go.th</a>&nbsp;เลือกหัวข้อ บริการออนไลน์ &gt;&gt; ขอรับใบอนุญาต/หนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว และสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องจนเสร็จสิ้นกระบวนการ โดยดาวน์โหลดใบอนุญาต หนังสือรับรองการประกอบธุรกิจผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ด้วยเช่นกัน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยการให้บริการ e-Foreign Business มุ่งหวังให้เกิดความสะดวกกับผู้ประกอบธุรกิจชาวต่างชาติ ช่วยลดระยะเวลา ลดขั้นตอนการเข้ามาติดต่อกับหน่วยงานราชการ พร้อมทั้งลดต้นทุนในการประกอบธุรกิจ ส่งเสริมให้ไทยเป็นประเทศที่ง่ายต่อการเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจ ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยดึงดูดนักลงทุนชาวต่างชาติให้เดินทางเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น ส่งผลให้เศรษฐกิจประเทศเกิดการขับเคลื่อนและมีความเข้มแข็งมากขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน</p>

<p>&ldquo;กรมขอเชิญชวนผู้ประกอบธุรกิจ นักลงทุนต่างชาติ ใช้บริการระบบ e-Foreign Business เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการขอรับใบอนุญาต หนังสือรับรองการประกอบธุรกิจ ผ่านทางเว็บไซต์กรม หากมีข้อสงสัยหรือต้องการทราบรายละเอียดเกี่ยวกับการใช้งานระบบ e-Foreign Business สอบถามได้ที่กองบริหารการประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ โทร. 0 2547 4425, 0 2547 4426 e-Mail:&nbsp;foreign@dbd.go.th&nbsp;และ สายด่วน 1570&rdquo;นางอรมนกล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ก่อนหน้านี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้เตรียมเปิดให้บริการระบบ e-Foreign Business เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบธุรกิจและนักลงทุนชาวต่างชาติให้สามารถยื่นคำขอรับใบอนุญาตผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์อย่างเต็มรูปแบบ ครอบคลุมทุกกระบวนงานที่เกี่ยวข้องกับการยื่นขออนุญาต (end-to-end) ตั้งแต่ขั้นตอนการยื่นคำขอรับใบอนุญาต หนังสือรับรองการประกอบธุรกิจ การชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Payment) ใบเสร็จรับเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt) การลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Digital Signature) การออกใบอนุญาต หนังสือรับรองแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Foreign Business License / e-Foreign Certificate) ผ่านช่องทางออนไลน์ และผู้รับบริการสามารถดาวน์โหลดใบอนุญาต หนังสือรับรองการประกอบธุรกิจผ่านช่องทางออนไลน์ได้ทันที ทำให้การขออนุญาตประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติเป็นไปด้วยความสะดวก รวดเร็ว ประหยัดเวลา และค่าใช้จ่าย<br />
<br />
จากนั้น กรมได้ดำเนินการทดสอบระบบเพื่อให้มีความเสถียรและสมบูรณ์มากที่สุด พร้อมทั้งได้ปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อรองรับการให้บริการดังกล่าวในช่วงเวลาที่ผ่านมา รวมทั้งได้จัดอบรมให้ความรู้และแนะนำวิธีการใช้งานระบบแก่กลุ่มเป้าหมาย อาทิ สำนักงานกฎหมาย สำนักงานบัญชี ผู้ประกอบธุรกิจ นักลงทุนต่างชาติ เป็นต้น จำนวนมากกว่า 100 ราย เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจและเกิดความเชื่อมั่นต่อการเข้าใช้งานระบบใหม่นี้</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20240805051f9b40a8ce2fc5e448f2cc9f17a59e085155.jpg' type='image/jpg' length='320658' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ส่งออก มิ.ย.67 หดตัวเล็กน้อย 0.3% รวมครึ่งปีโต 2% ทั้งปีคงเป้า 1-2%]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/59497</link>
<guid isPermaLink="false">731579257ec2e2ccb8b903b129212f94</guid>
<pubDate>Fri, 26 Jul 2024 15:30:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo; เผยส่งออก มิ.ย.67 มีมูลค่า 24,796.6 ล้านเหรียญสหรัฐ ชะลอตัวลงเล็กน้อย ลด 0.3% เหตุส่งออกผลไม้สด รถยนต์สันดาปลดลง รวมครึ่งปี โต 2% ยืนยันเป้าหมายทั้งปีตามเดิมขยายตัว 1-2%</strong><br />
<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกเดือน มิ.ย.2567 มีมูลค่า 24,796.6 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 0.3% กลับมาหดตัวเล็กน้อย หลังจากเป็นบวก 2 เดือนติดต่อกัน คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 892,766 ล้านบาท การนำเข้ามีมูลค่า 24,578.5 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 0.3% คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 895,256 ล้านบาท เกินดุลการค้า 218 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 2,489.7 ล้านบาท รวม 6 เดือน ของปี 2567 (ม.ค.-มิ.ย.) การส่งออก มีมูลค่า 145,290 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 2% คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 5,191,014 ล้านบาท การนำเข้า มูลค่า 150,532.6 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 3% คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 5,437,480 ล้านบาท ขาดดุลการค้า 5,242.7 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 246,466 ล้านบาท<br />
<br />
สำหรับการส่งออกที่ลดลง มาจากการลดลงของการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร 3.3% โดยสินค้าเกษตรลด 2.2% และสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรลด 4.8% สินค้าสำคัญที่ขยายตัว ได้แก่ ข้าว ยางพารา ไก่แปรรูป อาหารสัตว์เลี้ยง ผลไม้กระป๋องและแปรรูป ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ ส่วนสินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็ง และแห้ง น้ำตาลทราย เครื่องดื่ม ไก่สด แช่เย็น แช่แข็ง ทั้งนี้ ครึ่งปี 2567 การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรเพิ่ม 3.3%<br />
<br />
ส่วนการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 0.3% โดยสินค้าสำคัญที่ขยายตัว อาทิ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และสินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ ผลิตภัณฑ์ยาง เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ แผงวงจรไฟฟ้า เหล็ก เหล็กกล้า และผลิตภัณฑ์ เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบและส่วนประกอบ ทั้งนี้ ครึ่งปี 2567 การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 2%</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/202407263982371cd760acc150401a8d6878b699153048.jpg' type='image/jpg' length='378902' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”นำทัพผู้ส่งออกลุยฟิลิปปินส์ เซ็น MOU ขายข้าว 1.3 แสนตัน มูลค่ากว่า 2,800 ล้าน]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/56919</link>
<guid isPermaLink="false">5e2fdfebd5d0e90fdb65522d01939a00</guid>
<pubDate>Thu, 11 Jul 2024 08:40:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าต่างประเทศนำทัพผู้ส่งออกข้าวไทยลุยฟิลิปปินส์ ลงนาม MOU ซื้อขายข้าวจำนวน 9 ฉบับ ปริมาณ 130,000 ตัน มูลค่ากว่า 2,800 ล้านบาท หนุนไทยชิงส่วนแบ่งตลาดข้าวในฟิลิปปินส์ได้เพิ่มขึ้น พร้อมจับมือทูตพาณิชย์จัดกิจกรรมโปรโมตข้าวไทย สาธิตปรุงอาหารกินกับข้าวไทย คนสนใจล้นหลาม เผยยังได้หารือกับ NFA ยันไทยพร้อมส่งออกข้าวเพื่อความมั่นคงอาหารให้</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการนำคณะผู้แทนการค้าข้าวไทย เดินทางไปฟิลิปปินส์ ระหว่างวันที่ 3-5 ก.ค.2567 ร่วมกับภาคเอกชน โดยมี ร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย และสมาชิกเข้าร่วม ว่า การเดินทางไปครั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้สั่งการให้กรมเดินหน้าขยายตลาดส่งออกข้าวอย่างต่อเนื่อง โดยประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก สามารถลงนาม MOU การซื้อขายข้าวระหว่างผู้ส่งออกไทยกับผู้นำเข้าข้าวฟิลิปปินส์ จำนวน 9 ฉบับ ปริมาณรวม 130,000 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 2,800 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยเพิ่มส่วนแบ่งตลาดข้าวไทยในฟิลิปปินส์ได้เพิ่มขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ กรมยังได้ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงมะนิลา เชิญผู้นำเข้า ผู้ค้าข้าว ห้าง ร้านค้าปลีก ผู้ประกอบการค้าข้าวรายสำคัญและผู้แทนหน่วยงานภาครัฐของฟิลิปปินส์ รวมถึงสื่อและอินฟลูเอนเซอร์กว่า 70 ราย เข้าร่วมกิจกรรมประชาสัมพันธ์ข้าวไทยภายใต้คอนเซป &ldquo;Premium Thai Rice with Authentic Thai Food&rdquo; ณ ร้าน Mango Tree Manila ซึ่งเป็นร้านที่ได้รับตรา Thai SELECT จากกระทรวงพาณิชย์ โดยได้สาธิตการปรุงอาหารพร้อมเสิร์ฟกับข้าวไทย 3 รายการ ได้แก่ แกงเขียวหวานไก่ ผัดกะเพราหมู และข้าวเหนียวมะม่วง โดยเสิร์ฟทั้งข้าวหอมมะลิไทย ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ซึ่งได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก</p>

<p>นอกจากนี้ ได้เข้าพบหน่วยงาน National Food Authority (NFA) ซึ่งเป็นหน่วยงานรับผิดชอบในการบริหารจัดการสต็อกข้าวของฟิลิปปินส์ โดยได้แลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ตลาดข้าว รวมถึงนโยบายการลดภาษีนำเข้าข้าวจากร้อยละ 35 เหลือร้อยละ 15 ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ช่วงกลางเดือน ก.ค.2567 ไปจนถึงสิ้นปี 2571 โดยจะมีการทบทวนอัตราภาษีนำเข้าข้าวทุก 4 เดือน และยังได้หารือเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการแก้กฎหมายของรัฐบาลฟิลิปปินส์ให้ NFA สามารถนำเข้าข้าวในภาวะฉุกเฉินได้ ซึ่งขณะนี้กฎหมายดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของวุฒิสภา โดยในโอกาสนี้ ฝ่ายไทยได้ให้ความเชื่อมั่นว่าไทยมีความพร้อมในการส่งออกข้าวเพื่อสนับสนุนความมั่นคงทางอาหารของฟิลิปปินส์<br />
<br />
สำหรับสถิติการส่งออกข้าวไทยไปยังฟิลิปปินส์ในช่วง 6 เดือนของปี 2567 (ม.ค.-มิ.ย.) มีปริมาณ 299,787 ตัน เพิ่มขึ้น 381.66% มูลค่า 5,978 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 558.97% หรือ 167 ล้านเหรียญสหรัฐ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20240711c1d8539f0cdf74d9b3a095f21714c39e085712.jpg' type='image/jpg' length='344743' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”โชว์ความพร้อม มาตรการดูแลลำไยภาคเหนือ เร่งดันส่งออกอินเดียเพิ่ม]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/56911</link>
<guid isPermaLink="false">4054c03693878b8d37cb0e031e574e91</guid>
<pubDate>Thu, 11 Jul 2024 08:38:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าภายในลงพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ติดตามสถานการณ์ลำไย ยันเตรียมมาตรการดูแลไว้พร้อมแล้ว ทั้งประสานผู้ส่งออก ผู้รวบรวมในและนอกพื้นที่เข้าไปซื้อ ทำอบแห้งเป้าหมาย 1 แสนตัน ดึงปั๊มน้ำมันซื้อไปเป็นของสมนาคุณ และจัดกิจกรรมรณรงค์บริโภคทั่วประเทศ พร้อมหนุนผู้ส่งออก เร่งดันส่งออกตลาดอินเดียเพิ่ม ชวนพี่น้องประชาชน พบเจอลำไยที่ไหน ให้ช่วยกันบริโภค เพื่อเป็นกำลังใจชาวสวน</strong><br />
<br />
นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยถึงผลการลงพื้นที่ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ เพื่อติดตามสถานการณ์ผลผลิตลำไย และการเตรียมมาตรการดูแลเกษตรกรผู้ปลูกลำไย ว่า ปีนี้ผลผลิตลำไยภาพรวมของประเทศ ทั้งในฤดูและนอกฤดู จะมีปริมาณ 1.44 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 2% เป็นผลผลิตทางภาคเหนือประมาณ 1 ล้านตัน และ จ.เชียงใหม่ ถือเป็นแหล่งเพาะปลูกมากประมาณ 40-50% ของผลผลิตทั้งหมด โดยสถานการณ์ด้านราคาขณะนี้อยู่ในทิศทางที่ดี เกรด AA อยู่ที่กิโลกรัม (กก.) ละ 40-45 บาท สูงกว่าปีที่ผ่านมา ที่ประมาณ กก.ละ 30-35 บาท ซึ่งกรมได้เตรียมมาตรการดูแลผลผลิต ที่จะออกมากตั้งแต่ช่วงเดือน ก.ค.-ส.ค. ไว้พร้อมแล้ว ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล โดยนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มีความเป็นห่วงเกษตรกรชาวสวนลำไย และได้สั่งการให้กรมเตรียมมาตรการดูแล&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับมาตรการที่จะนำมาใช้ ได้มีการประสานกับผู้ส่งออก ผู้รวบรวมในพื้นที่และนอกพื้นที่ เข้าไปรับซื้อผลผลิต&nbsp; โดยมีทั้งเรื่องการอบแห้งและการส่งออก โดยการอบแห้งตั้งเป้าหมายไว้ 100,000 ตัน และจะมีกิจกรรมการรณรงค์บริโภคทั่วประเทศ โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยว รวมทั้งให้สถานีบริการน้ำมันรวบรวมและนำลำไยทั้งลำไยอบแห้งและลำไยสดไปแจกจ่ายเพื่อเป็นของสมนาคุณให้กับพี่น้องประชาชนที่เติมน้ำมันเหมือนทุกปีที่ผ่านมา</p>

<p>ทั้งนี้ จากการหารือกับผู้ส่งออกระดับต้น ๆ ของประเทศ ที่ส่งออกไปอินโดนีเซียและอินเดีย ได้รับการยืนยันว่า ตลาดมีความต้องการลำไยจากไทยเพิ่มขึ้น และตลาดจีน ก็มีความต้องการ ซึ่งวันนี้ ก็มีการปิดตู้เพื่อส่งออกไปทั้งอินเดียและจีน โดยเฉพาะตลาดอินเดีย ที่ถือว่ามีศักยภาพในการส่งออกมาก โดยได้ขอให้ผู้ส่งออกเร่งรัดการส่งออกไปยังอินเดียเพิ่มขึ้น ส่วนตู้คอนเทนเนอร์ ขณะนี้มีเพียงพอ และการขนส่ง ก็ไม่มีปัญหา หลังจากที่ก่อนหน้านี้ กรมได้ประสานกับบริษัทสายเรือไว้ล่วงหน้า ทำให้การส่งออกเป็นไปโดยสะดวก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;มาตรการที่กรมได้เตรียมไว้ พร้อมที่จะใช้ดูแลผลผลิตลำไย ทั้งการเร่งระบายผลผลิตออกนอกพื้นที่ การผลักดันการส่งออก การนำไปทำลำไยอบแห้ง อีกอันที่จะนำมาใช้ คือ การแปรรูปเป็นลำไยคว้านเมล็ด ปีนี้จะลองทำดู และยังจะรณรงค์การบริโภคลำไย จึงขอฝากพี่น้องประชาชน หากพบลำไยที่ไหน ก็ขอให้ช่วยกันบริโภค เพื่อเป็นกำลังใจให้กับพี่น้องเกษตรกรและชาวสวนลำไย โดยปีนี้ลำไยอร่อยมากอร่อยจริง ๆ และคุณภาพดีมาก&rdquo; นายวัฒนศักย์กล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ก่อนหน้านี้ กรมการค้าภายในได้เตรียมมาตรการบริหารจัดการผลไม้ปี 2567 ไว้แล้วตั้งแต่ช่วงเดือน พ.ย.2566 โดยเตรียมมาตรการดูแลผลไม้ไว้ทั้งสิ้น 9 แสนตัน เฉพาะลำไยประมาณ 2 แสนตัน ทั้งในเรื่องการผลักดันส่งออก การแปรรูป และการรณรงค์บริโภค โดยมั่นใจว่า จะผลักดันให้ราคาอยู่ในเกณฑ์ดีได้ตลอดทั้งฤดูกาล</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/2024071122235a38a72bd9d81cf1fd6c4a916e2a083904.jpg' type='image/jpg' length='283385' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​น้ำมันขึ้น ส่งออกโต ซื้อออนไลน์พุ่ง ดันดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนนไตรมาส 2 เพิ่ม]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/56910</link>
<guid isPermaLink="false">8a3f6c363496587499f4caf34bfae1c3</guid>
<pubDate>Thu, 11 Jul 2024 08:34:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>สนค. เผยดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนน ไตรมาส 2 ปี 67 ปรับตัวเพิ่มขึ้น เหตุน้ำมันขึ้น ดอกเบี้ยและค่าจ้างอยู่ในระดับสูง ส่งออกขยายตัว และผู้บริโภคนิยมซื้อสินค้าออนไลน์เพิ่มขึ้น คาดแนวโน้มไตรมาส 3 ยังปรับขึ้น แต่ต้องจับตาผู้ประกอบการขนส่งเรียกร้องรัฐตรึงราคาดีเซล จะเป็นไปในทิศทางใด</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนน ไตรมาส 2 ปี 2567 ปรับตัวเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2566 หลังจากที่ชะลอตัวตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ปี 2566 และปรับตัวลดลงตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ปี 2566 โดยมีสาเหตุจากการสูงขึ้นของต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และการเงิน ทั้งอัตราดอกเบี้ย และอัตราค่าจ้างยังอยู่ในระดับสูง ประกอบกับปริมาณการขนส่งสินค้าทางถนนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากความต้องการขนส่งที่ขยายตัวตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยเฉพาะภาคการส่งออก และพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ใช้บริการแบบดิจิทัลมีมากขึ้น ส่งผลให้กิจกรรมการขนส่งแบบถึงมือผู้รับ (Last-Mile Delivery) เติบโตต่อเนื่อง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนน เมื่อพิจารณาตามโครงสร้างตามกิจกรรมการผลิต เพิ่มขึ้น 2% โดยเป็นการปรับเพิ่มขึ้นของค่าบริการขนส่งทุกหมวดสินค้า โดยเฉพาะค่าบริการขนส่งหมวดผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เพิ่มขึ้น 2.3% (ผลิตภัณฑ์โลหะประดิษฐ์ สิ่งทอ ผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์) ตามด้วยค่าบริการขนส่งหมวดผลิตภัณฑ์จากเหมือง เพิ่ม 1.1% (กลุ่มถ่านหินและลิกไนต์ ปิโตรเลียมดิบและก๊าซธรรมชาติ) และหมวดผลิตภัณฑ์เกษตรกรรมและการประมง เพิ่ม 0.7% (กลุ่มผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร) และหากแบ่งตามโครงสร้างประเภทรถ เพิ่มขึ้น 0.4% อาทิ ค่าบริการขนส่งด้วยรถตู้บรรทุก เพิ่ม 1.4% ตามด้วย รถบรรทุกวัสดุอันตราย เพิ่ม 1.2% รถบรรทุกเฉพาะกิจร้อยละ เพิ่ม 0.8% รถกระบะบรรทุก เพิ่ม 0.7% และรถบรรทุกของเหลว เพิ่ม 0.7% ส่วนรถพ่วง ลด 0.3% รถกึ่งพ่วงบรรทุกวัสดุยาว ดัชนีราคาไม่เปลี่ยนแปลง</p>

<p>โดยการปรับเพิ่มขึ้นของดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนนดังกล่าว สอดคล้องกับดัชนีราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ที่ขายปลีกในประเทศ โดยไตรมาส 2 ปี 2567 เทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2566 สูงขึ้น 4.41% และราคาโดยเฉลี่ยน้ำมันดีเซลหมุนเร็วตลาดสิงคโปร์ และราคาน้ำมันดิบดูใบ ไตรมาสที่ 2 ปี 2567 เทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2566 เพิ่มขึ้น 8.30% และ 10.17% ตามลำดับ ส่วนการส่งออก ก็เพิ่มขึ้นติดต่อกัน 2 เดือน โดย เม.ย. เพิ่ม 6.8% พ.ค. เพิ่ม 7.2% รวมถึงดอกเบี้ย ค่าจ้าง ที่อยู่ในระดับสูง การขนส่งที่เพิ่มขึ้นจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจจากการบริโภคในประเทศ โดยเฉพาะการซื้อสินค้าออนไลน์<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนน ไตรมาส 3 ปี 2567 คาดว่าจะปรับตัวสูงขึ้น โดยมีปัจจัยสำคัญจากต้นทุนของผู้ประกอบการที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ประกอบด้วยราคาน้ำมันเชื้อเพลิง อัตราค่าจ้าง และดอกเบี้ยที่ยังอยู่ระดับสูง ขณะที่การส่งออก และภาพรวมเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น ส่งผลดีต่อความต้องการขนส่ง &nbsp;ประกอบกับฐานที่ใช้คำนวณดัชนีไตรมาส 3 ปี 2566 อยู่ในระดับที่ไม่สูงมากนัก ส่งผลให้ดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนนในไตรมาส 3 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่การที่สหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย และภาคีเครือข่าย ได้ยื่นข้อเรียกร้องให้ภาครัฐออกมาตรการตรึงราคาน้ำมันดีเซล อาจส่งผลให้ดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนนไม่เป็นไปตามที่คาดได้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ข้อมูลของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ปี 2565 พบว่า ปริมาณการขนส่งทางถนนมีสัดส่วนถึง 79.48% ของการขนส่งรวม เพิ่มขึ้นจาก 78.72% ในปี 2564 ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความต้องการขนส่งที่เพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศ ขณะที่ศูนย์วิจัยกรุงศรี รายงานว่า ต้นทุนการขนส่งสินค้าทางถนนสูงกว่าการขนส่งรูปแบบอื่น ยกเว้น ทางอากาศ เนื่องจากมีสัดส่วนของต้นทุนผันแปรสูง อาทิ ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง สัดส่วน 49% ของต้นทุนรวม และค่าจ้างขับรถ สัดส่วน 32% เนื่องจากขาดแคลนแรงงาน ขณะที่การปรับขึ้นค่าบริการขนส่งทำได้จำกัด เนื่องจากการแข่งขันที่รุนแรง ทั้งการแข่งขันกับผู้ประกอบการในประเทศและต่างชาติ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20240711693fd39f828a4247220a2889f98d2e72083610.jpg' type='image/jpg' length='329472' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​เงินเฟ้อ มิ.ย.67 เพิ่ม 0.62% บวก 3 เดือนติด แต่สูงในอัตราชะลอตัว รวมครึ่งปีอยู่ที่ 0%]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/56094</link>
<guid isPermaLink="false">81ebdd793045b662b65997b4a2ef62ac</guid>
<pubDate>Mon, 08 Jul 2024 09:05:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เผยเงินเฟ้อ เดือน มิ.ย.67 เพิ่มขึ้น 0.62% บวกต่อเนื่อง 3 เดือนติด แต่สูงขึ้นในอัตราที่ชะลอตัวลง หลังผลกระทบจากฐานค่าไฟต่ำสิ้นสุดลง ราคาสินค้าอาหารสดสูงขึ้นแบบชะลอ และสินค้าอื่น ๆ ทรงตัว รวมครึ่งปี 67 เงินเฟ้อเท่ากับ 0% คาดแนวโน้มไตรมาส 3 ใกล้เคียงไตรมาส 2 ทั้งปี 0-1% ค่ากลาง 0.5% เหมือนเดิม</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (เงินเฟ้อทั่วไป) เดือน มิ.ย.2567 เท่ากับ 108.50 เทียบกับ พ.ค.2567 ลดลง 0.31% เทียบกับเดือน มิ.ย.2566 เพิ่มขึ้น 0.62% เป็นบวกต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 แต่สูงขึ้นในอัตราที่ชะลอตัวลง โดยมีปัจจัยสำคัญมาจาก ผลกระทบจากฐานต่ำของค่ากระแสไฟฟ้าในเดือนก่อนหน้าสิ้นสุดลง ประกอบกับราคาสินค้ากลุ่มอาหารสดสูงขึ้นในอัตราชะลอตัว เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวยต่อการเพาะปลูก หลังจากสิ้นสุดช่วงสภาพอากาศร้อนจัด ส่วนราคาสินค้าและบริการอื่น ๆ ส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อไม่มากนัก และหากรวมเงินเฟ้อ 6 เดือนของปี 2567 (ม.ค.-มิ.ย.) เท่ากับ 0%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับรายละเอียดเงินเฟ้อเดือน มิ.ย.2567 ที่เพิ่มขึ้น 0.62% มาจากการสูงขึ้นของหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ 0.48% โดยสินค้าสำคัญที่สูงขึ้น ได้แก่ กลุ่มข้าว แป้ง และผลิตภัณฑ์จากแป้ง (ข้าวสารเจ้า ข้าวสารเหนียว) กลุ่มอาหารสด อาทิ ไข่ไก่ ผลไม้สด (มะม่วง ทุเรียน กล้วยน้ำว้า แตงโม กล้วยหอม องุ่น สับปะรด) และผักสด (มะเขือเทศ ขิง ฟักทอง พริกสด ต้นหอม บวบ ผักบุ้ง มะเขือ ผักชี) กลุ่มอาหารบริโภคในบ้านและนอกบ้าน (กับข้าวสำเร็จรูป ข้าวราดแกง ก๋วยเตี๋ยว อาหารตามสั่ง) กลุ่มเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ (กาแฟผงสำเร็จรูป น้ำหวาน กาแฟ (ร้อน/เย็น)) และกลุ่มเครื่องประกอบอาหาร (น้ำตาลทราย กะทิสำเร็จรูป น้ำพริกแกง) ส่วนสินค้าราคาลดลง อาทิ เนื้อสุกร มะนาว ปลาทู น้ำมันพืช ไก่ย่าง ส้มเขียวหวาน หัวหอมแดง และกระเทียม เป็นต้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนหมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม สูงขึ้น 0.71% จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มน้ำมันเชื้อเพลิง (แก๊สโซฮอล์ น้ำมันดีเซล น้ำมันเบนซิน) กลุ่มค่าใช้จ่ายส่วนบุคคล (แป้งทาผิวกาย ยาสีฟัน ค่าแต่งผมสตรีและบุรุษ กระดาษชำระ) และกลุ่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ (สุรา เบียร์) และสินค้าที่ราคาลดลง อาทิ ค่ากระแสไฟฟ้า ผงซักฟอก น้ำยาปรับผ้านุ่ม น้ำยาล้างห้องน้ำ ผลิตภัณฑ์ซักผ้า (น้ำยาซักแห้ง) เสื้อยืดบุรุษและสตรี และเสื้อเชิ้ตบุรุษและสตรี เป็นต้น</p>

<p>ทางด้านเงินเฟ้อพื้นฐาน เดือน มิ.ย.2567 เมื่อหักอาหารสดและพลังงานออก ลดลง 0.01% เมื่อเทียบกับเดือน พ.ค.2567 และเพิ่มขึ้น 0.36% เมื่อเทียบกับเดือน มิ.ย.2566 เฉลี่ย 6 เดือน ปี 2567 (ม.ค.-มิ.ย.) เพิ่มขึ้น 0.41%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มเฟ้อทั่วไปไตรมาสที่ 3 ปี 2567 คาดว่าจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับไตรมาสที่ 2 ปี 2567 โดยปัจจัยที่ยังทำให้อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับต่ำ ได้แก่ ค่ากระแสไฟฟ้าภาคครัวเรือนอยู่ในระดับต่ำกว่าปีก่อนหน้า ตามมาตรการลดค่าครองชีพของภาครัฐ สภาพอากาศที่เอื้ออำนวยต่อภาคการเกษตรมากขึ้น หลังจากสิ้นสุดช่วงอากาศที่ร้อนจัด ทำให้ปริมาณผลผลิตและราคาสินค้าภาคการเกษตรปรับเข้าสู่ระดับปกติ และการจัดกิจกรรม<br />
ส่งเสริมการตลาดของผู้ประกอบการค้าส่งและค้าปลีกรายใหญ่ รวมทั้งการค้าผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซ ตามสภาวะที่มีการแข่งขันสูง แต่ก็ต้องจับตาปัจจัยที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น อาทิ ราคาน้ำมันดีเซลภายในประเทศ กำหนดเพดานไม่เกิน 33 บาทต่อลิตร ซึ่งสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน อัตราแลกเปลี่ยนมีแนวโน้มอ่อนค่ากว่าในช่วงเดียวกันของปีก่อน และความไม่แน่นอนจากผลกระทบของความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ อาจทำให้ราคาน้ำมันและค่าระวางเรือปรับตัวสูงขึ้นได้ ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้าสินค้าปรับตัวสูงขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ยังคงคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ปี 2567 อยู่ระหว่างร้อยละ 0.0&ndash;1.0% ค่ากลาง 0.5% ซึ่งเป็นอัตราที่สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน และหากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ จะมีการทบทวนอีกครั้ง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/2024070825ec9add3d63188d52a62744041d4e86090608.jpg' type='image/jpg' length='347900' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ภูมิธรรม” ถกผู้ประกอบการมันสำปะหลัง เคาะ 6 มาตรการ ดูแลต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/55269</link>
<guid isPermaLink="false">db9ecb126bd99daf83bf101eaac3c1a4</guid>
<pubDate>Tue, 02 Jul 2024 14:13:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ภูมิธรรม&rdquo;หารือผู้ประกอบการและเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง จ.นครราชสีมา รับฟังสถานการณ์ ประเด็นปัญหา ข้อเสนอแนะ ก่อนมอบกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และหน่วยงานในกระทรวงพาณิชย์ลุย 6 มาตรการ ช่วยเหลือตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ทั้งการช่วยเพิ่มผลผลิต เชื้อแป้ง การปรับปรุงดินเพาะปลูก กำกับดูแลการซื้อขาย จัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดมันสำปะหลัง</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการประชุมหารือกับสมาคมมันสำปะหลัง จ.นครราชสีมา เพื่อรับทราบข้อมูลสถานการณ์ผลิต การตลาดทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนปัญหาและข้อเสนอแนะที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมมันสำปะหลัง เมื่อช่วงเย็นวันที่ 1 ก.ค.2567 ที่ผ่านมา ว่า ได้ถือโอกาสในคราวมาประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ ที่ จ.นครราชสีมา จึงขอหารือเอกชนผู้ประกอบการมันสำปะหลัง ทั้งผู้แทนเกษตรกร นายกสมาคมผู้ผลิตมันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อรับฟังสถานการณ์ ประเด็นปัญหา ข้อเสนอแนะ และเมื่อได้หารือกันแล้ว ได้รับข้อเสนอจากภาคเอกชน และมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และหน่วยงานในกระทรวงพาณิชย์ที่กำกับดูแลในเรื่องมันสำปะหลัง เตรียมแผนรองรับตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ถึงปลายน้ำ รวม 6 มาตรการ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยทั้ง 6 มาตรการ ได้แก่ ต้นน้ำ มี 2 มาตรการ คือ 1.มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หามาตรการที่เหมาะสม เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้มีผลผลิตและปริมาณเชื้อแป้งสูง ตลอดจนหามาตรการรักษาเสถียรภาพราคามันสำปะหลัง เพื่อให้เกษตรกรขายหัวมันสดได้ในราคาที่เป็นธรรม 2.มอบกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ศึกษาความเป็นไปได้ในการทดลองการเพาะปลูกมันสำปะหลังด้วยวิธีการปรับปรุงดินด้วยสารแคลเซียมคาร์บอเนต</p>

<p>กลางน้ำ มี 2 มาตรการเช่นเดียวกัน คือ 3.ให้หามาตรการกำกับดูแลการรับซื้อมันสำปะหลังที่เหมาะสม อาทิ การขึ้นทะเบียนผู้รับซื้อ ผู้จำหน่ายต้นพันธุ์ ท่อนพันธุ์มันสำปะหลัง ตลอดจนการพิจารณาปรับปรุงเงื่อนไข หลักเกณฑ์การรับซื้อหัวมันสด เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรพัฒนาคุณภาพเชื้อแป้ง ได้รับความเป็นธรรมในการซื้อขาย และเพิ่มปริมาณการใช้มันสำปะหลังภายในประเทศโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์และแอลกอฮอล์ 4.ให้กรมการค้าภายใน พิจารณาแนวทางกำกับดูแลการรับซื้อมันสำปะหลังภายในประเทศที่เหมาะสม รวมทั้งศึกษาความเป็นไปได้ในการขึ้นทะเบียนผู้รับซื้อสินค้าเกษตรจากเกษตรกร<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ปลายน้ำ มี 2 มาตรการ คือ 5.มอบกระทรวงพาณิชย์ จัดกิจกรรมส่งเสริมขยายตลาดมันสำปะหลังไปยังตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ เพื่อลดการพึ่งพาตลาดหลักเพียงตลาดเดียว ให้กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศผลักดันการเพิ่มปริมาณโควตานำเข้าสินค้ามันสำปะหลังประเทศปลายทาง โดยเฉพาะตลาดสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอินเดีย 6.มอบกรมการค้าต่างประเทศจัดกิจกรรมนำคณะผู้ประกอบการเปิดตลาดใหม่ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง (มันเส้น มันอัดเม็ด) กากมันอัดเม็ด กิจกรรม Roadshow Event โดยมุ่งเน้นกลุ่มตลาดอาหารสัตว์ในประเทศตะวันออกกลาง เช่น ซาอุดีอาระเบีย และหรือประเทศที่มีความต้องการใช้มันสำปะหลัง เพื่อสร้างอำนาจต่อรองทางการค้า ลดการพึ่งพาตลาดหลักเพียงตลาดเดียว ตลอดจนเน้นรักษาตลาดเดิมในประเทศจีน โดยขยายฐานตลาดจากอุตสาหกรรมแอลกอฮอล์ เป็นอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ในตลาดจีนตอนล่าง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;การหารือในครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจากทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง ถือว่าเป็นบรรยากาศที่ดี เนื่องจากทุกฝ่ายเข้าใจข้อเท็จจริง เข้าใจปัญหา และเราในฐานะหน่วยงานราชการ ก็รับข้อเสนอต่าง ๆ ไปดำเนินการ ถือเป็นทิศทางที่ดี ผู้ประกอบการและทุกส่วนเข้าใจว่ากระทรวงพาณิชย์มุ่งช่วยเหลือคนตัวเล็กและคนกลาง ก็ให้ความร่วมมือ จากนี้เราต้องมีการจัดสมดุลระบบมันสำปะหลังให้ได้&rdquo;นายภูมิธรรมกล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20240702b98541619f1a997094d91755227e3eb8141351.jpg' type='image/jpg' length='311830' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ต่างชาติลงทุนไทย 5 เดือน 317 ราย ขนเงินเข้า 7.1 หมื่นล้าน จ้างงาน 1,212 คน]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/54497</link>
<guid isPermaLink="false">3d6293156be4efe4572cabb0f2edcd86</guid>
<pubDate>Thu, 27 Jun 2024 09:27:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผยตัวเลขการลงทุนของคนต่างชาติในไทยช่วง 5 เดือนปี 67 มีจำนวน 317 ราย เพิ่มขึ้น 16% นำเงินเข้า 71,702 ล้านบาท เพิ่ม 58% จ้างงานคนไทย 1,212 คน ลด 60% ญี่ปุ่นยังคงครองแชมป์ลงทุนสูงสุด ตามด้วยฮ่องกง จีน สิงคโปร์ สหรัฐฯ ส่วนการลงทุนใน EEC มีจำนวน 99 ราย เพิ่ม 106% มูลค่าลงทุน 18,224 ล้านบาท เพิ่ม 93% ญี่ปุ่นนำ ตามด้วยจีนและฮ่องกง &nbsp;&nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในช่วง 5 เดือนของปี 2567 (ม.ค.-พ.ค.) มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในไทย ภายใต้ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 จำนวน 317 ราย เพิ่มขึ้น 16% เป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว จำนวน 85 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) จำนวน 232 ราย มีเม็ดเงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 71,702 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 58% และมีการจ้างงานคนไทย 1,212 คน ลดลง 60%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุน 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ญี่ปุ่น จำนวน 84 ราย คิดเป็น 26% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุนรวม 40,214 ล้านบาท โดยลงทุนในธุรกิจเกี่ยวกับธุรกิจโฆษณา ธุรกิจบริการวิจัยและพัฒนาเกี่ยวกับการผลิตคอมพาวด์ โพลิเมอร์ ธุรกิจบริการเคลือบผิว (Surface Treatment) ธุรกิจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อจำหน่าย และ/หรือ ให้บริการ เช่น ระบบควบคุมการผลิตในโรงงาน และระบบจัดการคลังสินค้า เป็นต้น ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า (ชุดเกียร์สำหรับยานพาหนะและชิ้นส่วนชุดเกียร์ / Air Compressor/ ชิ้นส่วนพลาสติกสำหรับผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์และยานพาหนะ)<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
2.สิงคโปร์ จำนวน 51 ราย คิดเป็น 16% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย มีเงินลงทุน 5,189 ล้านบาท ลงทุนในธุรกิจ เช่น ธุรกิจบริการทางวิศวกรรมและเทคนิค เช่น การให้คำปรึกษาแนะนำในการปรับเปลี่ยนเครื่องจักรและซอฟต์แวร์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต การให้บริการติดตั้งเครื่องจักร และการแก้ไขปัญหา เพื่อลดการขัดข้องของเครื่องจักร เป็นต้น ธุรกิจโฆษณา โดยการให้ใช้พื้นที่บนเว็บไซต์ ธุรกิจบริการด้านการออกแบบและพัฒนาโปรแกรมซอฟต์แวร์ (Software) ที่ใช้สำหรับจัดการและวิเคราะห์ข้อมูลทางธุรกิจ ธุรกิจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์ ซึ่งเป็นการพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อจำหน่าย, และ/หรือ ให้บริการ เช่น ซอฟต์แวร์จัดการร้านอาหารและสั่งอาหาร เป็นต้น ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า (เครื่องใช้ไฟฟ้า/ ชิ้นส่วนยานพาหนะ/ แม่พิมพ์)<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
3.สหรัฐฯ จำนวน 50 ราย คิดเป็น 16% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติ มีเงินลงทุน 1,196 ล้านบาท ลงทุนในธุรกิจ เช่น ธุรกิจบริการทางวิศวกรรม ธุรกิจค้าปลีกสินค้า (เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย/ เครื่องมือแพทย์/ เครื่องจักรที่ใช้ในงานอุตสาหกรรม) ธุรกิจโฆษณา ธุรกิจบริการให้คำปรึกษาและแนะนำในการประกอบธุรกิจ เช่น การบริหารจัดการธุรกิจ, การบริหารทรัพยากรบุคคล และการจัดการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นต้น ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า (พวงมาลัยรถยนต์/ Drum Brake Assembly)</p>

<p>4.จีน จำนวน 38 ราย คิดเป็น 12% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติ มีเงินลงทุน 5,485 ล้านบาท ลงทุนในธุรกิจ เช่น ธุรกิจบริการที่ให้แก่บริษัทในเครือ หรือบริษัทในกลุ่ม (บริการให้เช่าพื้นที่อาคารโรงงาน) ธุรกิจการจัดหาจัดซื้อ วัตถุดิบ ชิ้นส่วนและส่วนประกอบสำหรับอุตสาหกรรมต่างๆ เช่นอุตสาหกรรมเหล็กหรืออุตสาหกรรมที่ใช้เหล็กเป็นส่วนประกอบเพื่อค้าส่งในประเทศ เป็นต้น ธุรกิจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อจำหน่าย และ/หรือให้บริการเช่น ระบบวิเคราะห์ข้อมูลจากการสนทนา ระบบตอบกลับสนทนาอัตโนมัติ เป็นต้น ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า (โฟมสำหรับยานพาหนะ/ โลหะหล่อขึ้นรูป/ ชิ้นส่วนพลาสติกสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์) ธุรกิจบริการให้ใช้ช่วงสิทธิแฟรนไชส์ (Franchising) เพื่อประกอบธุรกิจการขายอาหารและเครื่องดื่ม<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
5.ฮ่องกง จำนวน 28 ราย คิดเป็น 9% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย มีเงินลงทุน 12,048 ล้านบาท ลงทุนในธุรกิจ เช่น ธุรกิจค้าปลีกสินค้า (เครื่องฉีดขึ้นรูป/ ฟิล์มไวแสง) ธุรกิจบริการระบบซอฟต์แวร์ฐาน (Software Platform) ซึ่งเป็นการให้บริการแพลตฟอร์มกลางในการจัดการและเชื่อมโยงข้อมูลผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยว ธุรกิจบริการออกแบบทางวิศวกรรม ก่อสร้าง ติดตั้ง ทดสอบการใช้งานระบบ การซ่อมแซม บำรุงรักษาแผงโซล่าเซลล์และอุปกรณ์ต่างๆ เกี่ยวกับระบบผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า (แม่พิมพ์/ เลนส์ เลนส์สัมผัส (Contact Lens) กรอบแว่นตา แว่นตา/ ชิ้นส่วนสำหรับผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์) ธุรกิจบริการ Cloud Services โดยเป็นการให้บริการในด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (Infrastructure-AS-A-Service)<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ การเข้ามาประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติในไทย มีส่วนช่วยในการถ่ายทอดเทคโนโลยีและทักษะการทำงานขั้นสูงให้กับแรงงานไทย ซึ่งเป็นองค์ความรู้เฉพาะด้านจากประเทศที่เข้ามาลงทุน ไม่ว่าจะเป็นองค์ความรู้เกี่ยวกับการใช้ระบบบริหารจัดการทรัพยากรทางการเงิน องค์ความรู้เกี่ยวกับการทำการตลาดผ่านสื่อดิจิทัลรูปแบบใหม่&nbsp; องค์ความรู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการ Hybrid Cloud และ Multi Cloud รวมไปถึงองค์ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีควบคุมอุณหภูมิของเครื่องทำความเย็นที่ใช้ติดตั้งกับรถขนส่งขนาดเล็ก เป็นต้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมนกล่าวว่า สำหรับการลงทุนในพื้นที่ EEC ของนักลงทุนชาวต่างชาติในช่วง 5 เดือนของปี 2567 มีชาวต่างชาติสนใจลงทุนในพื้นที่ EEC จำนวน 99 ราย คิดเป็น 31% ของจำนวนนักลงทุนต่างชาติในไทย เพิ่มขึ้น 106% และมีมูลค่าการลงทุนในพื้นที่ EEC จำนวน 18,224 ล้านบาท คิดเป็น 25% ของเงินลงทุนทั้งหมด เพิ่มขึ้น 93% โดยเป็นนักลงทุนจากญี่ปุ่น 31 ราย ลงทุน 3,523 ล้านบาท จีน 19 ราย ลงทุน 1,803 ล้านบาท ฮ่องกง 11 ราย ลงทุน 5,005 ล้านบาท และประเทศอื่น ๆ 38 ราย ลงทุน 7,893 ล้านบาท<br />
<br />
โดยธุรกิจที่ลงทุน เช่น 1.ธุรกิจบริการทางวิศวกรรม โดยเป็นการออกแบบทางวิศวกรรมสำหรับระบบต่างๆ ภายในโรงงานอุตสาหกรรม เช่น ระบบไฟฟ้า ระบบทำน้ำเย็น และระบบปรับอากาศ เป็นต้น 2.ธุรกิจบริการออกแบบชิ้นส่วนยานยนต์ประเภทเข็มขัดนิรภัย ถุงลมนิรภัย 3.ธุรกิจบริการให้ใช้แอปพลิเคชันสำหรับเชื่อมต่อกับระบบบริการชำระเงินผ่านบัตรเครดิตและเดบิตของผู้ให้บริการทางการเงิน 4.ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า (ชุดเกียร์สำหรับยานพาหนะและชิ้นส่วนชุดเกียร์, ชิ้นส่วนพลาสติกสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์, ชิ้นส่วนโลหะ เป็นต้น) 5.ธุรกิจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อจำหน่าย และ/หรือให้บริการ เช่น ระบบควบคุมการผลิตในโรงงาน และระบบจัดการคลังสินค้า เป็นต้น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20240627782682d707dce6502897eddbce28b332092831.jpg' type='image/jpg' length='252847' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ลงนาม MOU กับ TikTok Shop ช่วยผู้ประกอบการ SME ขายออนไลน์]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/52209</link>
<guid isPermaLink="false">981fa3507fb7803e6fbd6840a0fb38d4</guid>
<pubDate>Thu, 13 Jun 2024 11:20:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;นภินทร&rdquo; เป็นสักขีพยานการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างกรมพัฒนาธุรกิจการค้ากับ TikTok Shop เพื่อช่วยเหลือ SME ให้มีร้านค้าออนไลน์ เพิ่มโอกาสในการขายสินค้าและทำให้สินค้าเป็นที่รู้จักมากขึ้น พร้อมเปิดตัว &ldquo;SME ไทย น่าใช้น่าช้อป&rdquo; ตลอดเดือน มิ.ย. นำสินค้า SME กว่า 100 ร้านค้ามาให้ชอปในที่เดียว ด้าน TikTok เผยความร่วมมือนี้ จะช่วยเพิ่มทักษะให้แก่ SME ไม่ต่ำกว่า 7,000 ราย</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ด้านการส่งเสริมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Commerce) ระหว่างกรมพัฒนาธุรกิจการค้ากับ TikTok Shop เมื่อวันที่ 12 มิ.ย.2567 ที่ผ่านมา ว่า ความร่วมมือที่เกิดขึ้นจะช่วยให้ SME มีความรู้ด้านการขายสินค้าผ่านระบบ e-Commerce การจัดการระบบหลังบ้านอย่างมืออาชีพรับมือกับยอดขายที่เพิ่มขึ้นในอนาคต การใช้เครื่องมือทางการตลาดและโปรโมชันส่งเสริมการขายของแพลตฟอร์ม TikTokShop มาช่วยสร้างความน่าสนใจให้ธุรกิจ และทำให้มีช่องทางออนไลน์ในการขายสินค้าของตนเองที่ยั่งยืน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ การขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ เป็นช่องทางใหม่ในการขายสินค้า และเป็นที่นิยมในปัจจุบัน นอกเหนือจากขายหน้าร้านแบบออฟไลน์ การที่ TikTokShop เข้ามาช่วยเหลือ จะทำให้สินค้า SME และสินค้าชุมชน เป็นที่รู้จักเพิ่มมากขึ้น และขายได้เพิ่มขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ กรมได้ร่วมงานกับ Tiktok Shop ในการอบรมให้ความรู้เรื่อง e-Commerce , การประกวดธุรกิจ และการสนับสนุนเครื่องมือทางการตลาดออนไลน์มาอย่างต่อเนื่อง ส่วนการทำ MOU ครั้งนี้ จะเป็นความร่วมมือที่แน่นแฟ้นมากขึ้นในการสร้างสรรค์กิจกรรมเพื่อผู้ประกอบการ และยังได้มีการเปิดตัวแคมเปญ SME ไทย น่าใช้น่าช้อป โดยจัดทำหน้ารวมร้านดาวดัง DBD กว่า 100 ร้านค้าผ่านช่องทาง TikTok Shop ช่วยให้ลูกค้าสามารถเลือกซื้อสินค้าชุมชนและ SME ได้ง่ายขึ้น เพราะรวบรวมไว้ในที่เดียว</p>

<p>นอกจากนี้ ในการจัดงาน ได้จัดการ Live สด โดยนายนภินทร ที่ได้สวมบท &ldquo;ป๋าตึ่งแจกแหลก&rdquo; ไลฟ์สดขายสินค้าของ SME ไทย ร่วมกับ &ldquo;ลอห์เรน&rdquo; และคุณเอื้อ พ่อเอื้อใจกล้า อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง ที่มีผู้ติดตามรวมกันกว่า 2.4 ล้านราย ซึ่งเป็น TikToker ที่กำลังมีกระแสมาแรงในปัจจุบัน เพื่อช่วยเรียกยอดขายให้ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมกิจกรรม โดยกิจกรรมเริ่มตั้งแต่วันนี้-30 มิ.ย.2567 และสุดพิเศษ TikTok Shop ได้มอบคูปองส่วนลด มูลค่ารวมกว่า 800,000 บาท ให้กับร้านค้าที่เข้าร่วมกิจกรรม และสนับสนุนสิทธิประโยชน์อื่น ๆ เพื่อเพิ่มการมองเห็นให้ร้านค้าของผู้ประกอบการชุมชนและ SME บน TikTok Shop ได้เป็นที่รู้จักมากขึ้นด้วย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางชนิดา คล้ายพันธ์ Head of Public Policy-Thailand , TikTok กล่าวว่า TikTok มุ่งมั่นสนับสนุน Smart Economy ตามนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล โดยยึดแนวคิด TikTok for Smart Economy, Smart People, and Smart Environment โดยได้ร่วมมือกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า มาตั้งแต่ปี 2565 เพื่อ UpSkill ทักษะดิจิทัลใหม่ ๆ ให้แก่ SME และได้ผลตอบรับเป็นอย่างดี ทำให้ SME มีรายได้เพิ่มขึ้นและใช้แพลตฟอร์ม TikTok Shop อย่างสร้างสรรค์และเต็มประสิทธิภาพ<br />
<br />
ส่วนการลงนาม MOU ครั้งนี้ จะเป็นหมุดหมายสำคัญในการร่วมกันผลักดัน SME ไทยให้เติบโตบนแพลตฟอร์ม TikTok Shop และแข่งขันได้ในตลาดอีคอมเมิร์ซที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งต้องขอขอบคุณกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และกระทรวงพาณิชย์ ที่เล็งเห็นถึงความสำคัญในการติดอาวุธและเพิ่มสปีดการเข้าสู่โลกอีคอมเมิร์ซของผู้ประกอบการผ่านการสร้างช่องทางธุรกิจบนแพลตฟอร์ม TikTokShop และมั่นใจว่า ภายใต้ความร่วมมือนี้ จะเพิ่มทักษะให้แก่เอสเอ็มอีทั้งสิ้น 7,000 ราย ตลอดระยะเวลาความร่วมมือกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าในปี 2567</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/202406138c2b4a4d0046805e9c61cf204b6806cd112025.jpg' type='image/jpg' length='166671' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[อาเซียนเร่งรับมือปัญหาความมั่นคงอาหาร หลังอากาศผันผวน ต้นทุนเพิ่ม กีดกันการค้าพุ่ง]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/52208</link>
<guid isPermaLink="false">5f84ebc8d0f923a343e7775d04473f38</guid>
<pubDate>Thu, 13 Jun 2024 11:18:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าต่างประเทศเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการสำรองอาหารเพื่อความมั่นคงแห่งภูมิภาคอาเซียน ครั้งที่ 44 ที่สปป.ลาว เห็นพ้องศึกษาบทบาทและความสำคัญของอาเซียนในระบบอาหารโลก เพื่อเตรียมรับมือปัญหาความมั่นคงอาหารในภูมิภาค หลังสภาพภูมิอากาศ ปัจจัยการผลิตเพิ่ม และการใช้มาตรการกีดกันการค้า เป็นอุปสรรคต่อความมั่นคงทางอาหาร</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมได้ส่งผู้แทนเดินทางไปเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการสำรองอาหารเพื่อความมั่นคงแห่งภูมิภาคอาเซียน ครั้งที่ 44 (The 44thASEAN Food Security Reserve Board (AFSRB) Meeting) ระหว่างวันที่ 5&ndash;6 มิ.ย.2567 ณ เมืองวังเวียง สปป.ลาว ซึ่งเป็นเจ้าภาพ โดยที่ประชุมเห็นควรให้มีการศึกษาวิเคราะห์บทบาทและความสำคัญของอาเซียนในระบบอาหารโลก เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับปัญหาความมั่นคงทางอาหารในภูมิภาค และเห็นควรให้ขอความช่วยเหลือด้านเทคนิคและงบประมาณในการดำเนินการจากองค์กรที่มีความเชี่ยวชาญในการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก เช่น ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) และสถาบันวิจัยเศรษฐกิจแห่งอาเซียน (ERIA) เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการจัดทำแนวทางการแก้ปัญหาเสนอต่อที่ประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสของการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านเกษตรและป่าไม้ (SOM-AMAF) ต่อไป<br />
<br />
&ldquo;ที่ประชุมได้หารือเกี่ยวกับความท้าทายที่ประเทศสมาชิกกำลังเผชิญในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ส่งผลกระทบต่อผลผลิตสินค้าอาหารหลักในหลายประเทศ ราคาปัจจัยการผลิตสินค้าเกษตรที่เพิ่มสูงขึ้น ความผันผวนของต้นทุนในห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงการใช้มาตรการการค้า ซึ่งล้วนแต่เป็นอุปสรรคต่อการสร้างความมั่นคงทางอาหาร&rdquo;</p>

<p>ทั้งนี้ สมาชิกอาเซียนได้รายงานข้อมูลเกี่ยวกับผลผลิต การบริโภค การค้า และปริมาณสำรองของอาหารสำคัญ 4 ชนิด ได้แก่ ข้าว ข้าวโพด น้ำตาล และถั่วเหลือง เพื่อประเมินสถานการณ์อาหารในภูมิภาคอาเซียน โดยในปี 2567 คาดการณ์ผลผลิตข้าวรวมของอาเซียนจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากประเทศผู้ผลิตข้าวหลัก เช่น เวียดนามและเมียนมา มีผลผลิตเพิ่มขึ้น ในขณะที่ไทยจะมีผลผลิตข้าวลดลงเล็กน้อยประมาณร้อยละ 5 อันเนื่องมาจากปัญหาภัยแล้ง และคาดการณ์ผลผลิตน้ำตาลในอาเซียนลดลง เนื่องจากประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ เช่น ไทย อินโดนีเซีย กัมพูชา และฟิลิปปินส์ มีผลผลิตลดลง<br />
<br />
อย่างไรก็ดี ในภาพรวมอาเซียนยังคงมีผลผลิตข้าวและน้ำตาลเพียงพอต่อความต้องการบริโภคและส่งออกไปทั่วโลก ในขณะที่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าถั่วเหลืองและข้าวโพด เนื่องจากมีผลผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการบริโภคในภูมิภาค โดยคาดว่าในปี 2567 อาเซียนจะนำเข้าถั่วเหลืองและข้าวโพดเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 5.91 และร้อยละ 0.97 ตามลำดับ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับคณะกรรมการสำรองอาหารเพื่อความมั่นคงแห่งภูมิภาคอาเซียน (AFSRB) ได้จัดตั้งขึ้นภายใต้ความตกลงว่าด้วยการสำรองอาหารเพื่อความมั่นคงแห่งภูมิภาคอาเซียน (Agreement on the ASEAN Food Security Reserve) ที่ได้มีการลงนามเมื่อปี 2522 มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงทางอาหารภายในภูมิภาค ซึ่งประเทศสมาชิกจะประชุมร่วมกันเป็นประจำทุกปี เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและประเมินสถานการณ์อาหารของภูมิภาคอาเซียนและของโลก ตลอดจนติดตามความคืบหน้าการดำเนินโครงการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และการประชุม AFSRB ยังเป็นกลไกความร่วมมือสำคัญของสมาชิกอาเซียนในการเตรียมพร้อมรับมือและติดตามสถานการณ์ด้านความมั่นคงทางอาหารเพื่อให้เกิดความมั่นคงทางอาหารในระดับภูมิภาค โดยในปี 2568 มาเลเซียจะเป็นเจ้าภาพการจัดประชุม AFSRB ครั้งที่ 45 ต่อไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/2024061308ce43f5d637f71b39d99fd0b1f16447111833.jpg' type='image/jpg' length='263706' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”เผย 4 เดือน ไทยส่งออกอาหารไปตลาด FTA มูลค่า 2.7 แสนล้าน เพิ่ม 1.3%]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/51540</link>
<guid isPermaLink="false">2176939ab83a35831106a66fe6304a96</guid>
<pubDate>Fri, 07 Jun 2024 15:29:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ วิเคราะห์ส่งออกสินค้ากลุ่มอาหารของไทยไปตลาดโลก ช่วง 4 เดือนปี 67 พบส่งออกไปประเทศที่ไทยมี FTA สูงถึง 2.7 แสนล้านบาท เพิ่ม 1.3% หรือมีสัดส่วนสูงถึง 70% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด เผยข้าว เครื่องดื่ม อาหารสำเร็จรูป ผลไม้กระป๋อง ปศุสัตว์ ขยายตัวได้ดี เตรียมลุยเจรจา FTA กับคู่ค้าใหม่ เปิดตลาดต่อ หลัง 18 ประเทศคู่เจรจาเดิม ส่วนใหญ่ลดภาษีนำเข้าให้ไทยแล้ว</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
น.ส.โชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมได้ติดตามสถานการณ์การส่งออกสินค้ากลุ่มอาหารของไทยไปตลาดโลกในช่วง 4 เดือนของปี 2567 (ม.ค.-เม.ย.) พบว่า มีมูลค่า 4.2 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.3% และเมื่อวิเคราะห์ลึกลงไป เป็นการส่งออกไปยังตลาดที่ไทยมีความตกลงการค้าเสรี (FTA) คิดเป็นสัดส่วนการส่งออกรวมกันสูงถึง 70% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าอาหารทั้งหมด หรือมีมูลค่ากว่า 2.7 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.3% และที่เหลือเป็นการส่งออกไปยังตลาดที่ไทยไม่มี FTA<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับสินค้าส่งออกไปตลาด FTA ที่เติบโตได้ดี อาทิ ข้าว มูลค่า 3.3 หมื่นล้านบาท เพิ่ม 137.6% เครื่องดื่ม มูลค่า 2.2 หมื่นล้านบาท เพิ่ม 11.3% ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูป มูลค่า 1.7 หมื่นล้านบาท เพิ่ม 14.5% ผลไม้กระป๋องและแปรรูป มูลค่า 9.5 พันล้านบาท เพิ่ม 41.1% และสินค้าปศุสัตว์ อาทิ ไก่แปรรูป มูลค่า 1.9 หมื่นล้านบาท เพิ่ม 9.4% และไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง มูลค่า 1.5 หมื่นล้านบาท เพิ่ม 4.0%</p>

<p>ทั้งนี้ ปัจจัยที่ทำให้การส่งออกอาหารไปยังตลาดคู่เจรจา FTA เพิ่มขึ้น เนื่องจากคู่ค้า 18 ประเทศ อาทิ อาเซียน จีน และเกาหลีใต้ ได้ลดและยกเลิกการเก็บภาษีนำเข้าสินค้ากลุ่มอาหารส่วนใหญ่ให้ไทยแล้ว จึงช่วยลดอุปสรรคทางการค้าและกำแพงภาษี ทำให้เพิ่มโอกาสสินค้าอาหารไทยขยายตลาดในต่างประเทศได้ดีขึ้น จึงขอแนะนำให้ผู้ประกอบการไทย ที่จะส่งออกสินค้าอาหารไปยังประเทศที่ไทยมี FTA ด้วย ให้ใช้ประโยชน์จาก FTA ในการขยายตลาดส่งออก เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างแต้มต่อให้กับสินค้าไทย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม กรมจะเดินหน้าเร่งเจรจา FTA ฉบับใหม่ ๆ เพื่อเปิดตลาดสินค้ากับประเทศคู่ค้าสำคัญ อาทิ สหภาพยุโรป (EU) สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (EFTA) แคนาดา และเกาหลีใต้ เพื่อลดอุปสรรคทางการค้าและสร้างแต้มต่อให้กับสินค้าไทย ตามนโยบายของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งผลักดันการใช้ FTA เปิดตลาดให้กับไทย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนปี 2566 ที่ผ่านมา ไทยส่งออกสินค้ากลุ่มอาหารไปตลาด FTA มูลค่า 8.2 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.1% โดยมีตลาดส่งออกสำคัญ อาทิ จีน ญี่ปุ่น และอาเซียน และไทยยังเป็นผู้นำการส่งออกสินค้าอาหารเบอร์ต้นของอาเซียนและของโลก อาทิ ข้าว เป็นผู้ส่งออกอันดับ 1 ในอาเซียน เป็นอันดับ 2 ของโลก อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป เป็นผู้ส่งออกอันดับ 1 ในอาเซียน เป็นอันดับ 2 ของโลก ไก่แปรรูป เป็นผู้ส่งออกอันดับ 1 ในอาเซียน เป็นอันดับ 2 ของโลก และน้ำตาลทราย เป็นผู้ส่งออกอันดับ 1 ในอาเซียน เป็นอันดับ 3 ของโลก</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20240607b486d7a4a513da75ec16d8369eb0a343153033.jpg' type='image/jpg' length='176281' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ค่าไฟ น้ำมัน ผัก ไข่ขึ้น ดันเงินเฟ้อ พ.ค.67 เพิ่ม 1.54% สูงสุดในรอบ 13 เดือน]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/51471</link>
<guid isPermaLink="false">3705e50a14f883ff56adeeb1445d02c9</guid>
<pubDate>Fri, 07 Jun 2024 12:07:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เผยเงินเฟ้อ พ.ค.67 เพิ่มขึ้น 1.54% บวกต่อเนื่อง 2 เดือนติด และสูงสุดในรอบ 13 เดือน เหตุค่าไฟเพิ่มขึ้น จากฐานปีก่อนต่ำจากมาตรการลดค่าไฟ ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น ผักสดและไข่ไก่ สูงขึ้น รวม 5 เดือน ลด 0.13% คาดเดือน มิ.ย. ยังเพิ่มในอัตราที่ชะลอตัว คงเป้าทั้งปี 0-1% ค่ากลาง 0.5% เหมือนเดิม</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (เงินเฟ้อทั่วไป) เดือน พ.ค.2567 เท่ากับ 108.84 เทียบกับ เม.ย.2567 เพิ่มขึ้น 0.63% เทียบกับเดือน พ.ค.2566 เพิ่มขึ้น 1.54% เป็นบวกต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 และสูงสุดในรอบ 13 เดือน โดยมีสาเหตุสำคัญจากการสูงขึ้นของค่ากระแสไฟฟ้า ซึ่งเป็นปัจจัยชั่วคราวจากฐานราคาที่ต่ำในปีก่อน เพราะเดือน พ.ค.2566 มีมาตรการลดค่าไฟ และราคาน้ำมันเบนซิน และแก๊สโซฮอล์ ปรับขึ้นตามราคาพลังงานในตลาดโลก รวมถึงผักสด และไข่ไก่ เนื่องจากสภาพอากาศร้อนส่งผลให้ปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดน้อยลง ส่วนสินค้าและบริการอื่น ๆ ส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อไม่มากนัก และหากรวมเงินเฟ้อ 5 เดือนของปี 2567 (ม.ค.-พ.ค.) ลดลง 0.13%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับรายละเอียดเงินเฟ้อเดือน พ.ค.2567 ที่เพิ่มขึ้น 1.54% มาจากการสูงขึ้นของหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ 1.13% จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าสำคัญกลุ่มอาหารสด อาทิ ผักสด (ถั่วฝักยาว มะเขือเทศ มะเขือ กะหล่ำปลี ขิง ผักชี) ผลไม้สด (มะม่วง องุ่น กล้วยหอม) ข้าวสารเจ้า ข้าวสารเหนียว ไข่ไก่ และไข่เป็ด กลุ่มอาหารบริโภคในบ้านและนอกบ้าน (กับข้าวสำเร็จรูป ก๋วยเตี๋ยว อาหารตามสั่ง ข้าวราดแกง) กลุ่มเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ (กาแฟผงสำเร็จรูป น้ำหวาน) และกลุ่มเครื่องประกอบอาหาร (น้ำตาลทราย น้ำพริกแกง มะพร้าว (ผลแห้ง ขูด)) ขณะที่ยังมีสินค้าอีกหลายรายการที่ราคาลดลง อาทิ เนื้อสุกร มะนาว ปลาทู น้ำมันพืช และกระเทียม เป็นต้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนหมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม เพิ่ม 1.84% จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มน้ำมันเชื้อเพลิง (แก๊สโซฮอล์ 91 95 และ E20 น้ำมันเบนซิน 95) กลุ่มเคหสถาน (ค่ากระแสไฟฟ้า ค่าเช่าบ้าน) กลุ่มค่าใช้จ่ายส่วนบุคคล (แป้งทาผิวกาย ยาสีฟัน ค่าแต่งผมสตรี) กลุ่มยาสูบและเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ (สุรา บุหรี่ ไวน์) และมีสินค้าสำคัญหลายรายการที่ราคาลดลง อาทิ น้ำมันดีเซล ผงซักฟอก ผลิตภัณฑ์ป้องกันและบำรุงผิว สบู่ถูตัว เสื้อยืดบุรุษและสตรี และเสื้อเชิ้ตบุรุษและสตรี เป็นต้น&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>

<p>ทางด้านเงินเฟ้อพื้นฐานเดือน พ.ค.2567 เมื่อหักอาหารสดและพลังงานออก เพิ่มขึ้น 0.08% เมื่อเทียบกับเดือน เม.ย.2567 และเพิ่มขึ้น 0.39% เมื่อเทียบกับเดือน พ.ค.2566 เฉลี่ย 5 เดือน ปี 2567 (ม.ค.-พ.ค.) เพิ่มขึ้น 0.42%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มเงินเฟ้อเดือน มิ.ย.2567 คาดว่าจะอยู่ที่ 1-1.1% ชะลอตัวลงจากเดือน พ.ค.2567 เพราะผลกระทบจากฐานราคาต่ำของค่าไฟฟ้าลดลง และเดือน พ.ค. มีการต่ออายุมาตรการลดค่าไฟของครัวเรือนอีก 4 เดือน (พ.ค.-ส.ค.2567) ราคาพืชผลทางการเกษตร โดยเฉพาะผักสด มีแนวโน้มลดลง หลังสิ้นสุดสภาพอากาศร้อนจัดและเข้าสู่ฤดูฝน ผู้ประกอบการมีข้อจำกัดผ่านต้นทุนไปยังราคาขาย จากเศรษฐกิจที่อยู่ระดับต่ำ และมีการจัดโปรโมชันลดราคา<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ต้องจับตาราคาน้ำมันดีเซลภายในประเทศ ซึ่งปรับมาอยู่ที่ 33.00 บาทต่อลิตร สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่จะส่งผลกระทบต่อต้นทุน และต้องดูว่าจะมีการปรับเพดานราคาอีกหรือไม่ เนื่องจากน้ำมันมีสัดส่วน 9% ในการคำนวณเงินเฟ้อ และยังมีความไม่แน่นอนจากผลกระทบของความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ อาจทำให้ราคาน้ำมันและค่าระวางเรือปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้าสินค้าปรับตัวสูงขึ้นตาม แต่กระทรวงพาณิชย์ยังคงคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ปี 2567 อยู่ระหว่าง 0.0&ndash;1.0% ค่ากลาง 0.5% เหมือนเดิม ซึ่งสอดคล้องกับหลายสำนักงานทางเศรษฐกิจที่ประเมินไว้</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/2024060726b71a59224a2a689dc8321583ebea5d120751.jpg' type='image/jpg' length='368389' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ภูมิธรรม” รับลูกนายกฯ เคาะ 8 มาตรการ ดูแลผลไม้-พืชตัวรอง เพิ่มรายได้เกษตรกร]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/50956</link>
<guid isPermaLink="false">5d70192ffae85ce0814836f8179877de</guid>
<pubDate>Wed, 05 Jun 2024 08:54:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ภูมิธรรม&rdquo;รับลูกนายกรัฐมนตรี คลอด 8 มาตรการ บริหารจัดการผลไม้และพืชเกษตรเศรษฐกิจตัวรอง 18 รายการ เพื่อดูแลเกษตรกร มีช่องทางขายผลผลิต และมีรายได้เพิ่มขึ้น นำร่องดึงเอกชน 10 กลุ่มธุรกิจช่วยซื้อเพิ่มอีก 3.13 แสนตัน จากเดิมประสานไว้แล้ว 1.344 ล้านตัน &nbsp;</strong><br />
<br />
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมขับเคลื่อนมาตรการบริหารจัดการผลไม้และพืชเกษตรเศรษฐกิจตัวรอง ปี 2567 ที่ทำเนียบรัฐบาล ว่า การประชุมในครั้งนี้ เป็นไปตามข้อสั่งการจากนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ที่ให้ดำเนินการเชิงรุก ดูแลความเป็นอยู่ของพี่น้องเกษตรกร โดยเฉพาะพืชเกษตรเศรษฐกิจตัวรอง ควบคู่ไปกับพืชเศรษฐกิจหลักของประเทศ โดยได้กำหนดมาตรการบริหารจัดการผ่าน 8 กลไกหลัก ได้แก่ 1.การกระจายออกนอกแหล่งผลิต 2.การเชื่อมโยงต้นทาง-ปลายทาง 3.การทำสัญญาข้อตกลงซื้อขายล่วงหน้า 4.การผลักดันส่งออก 5.การส่งเสริมการแปรรูป 6.การรณรงค์บริโภค 7.การสนับสนุนบรรจุภัณฑ์และการขนส่ง และ 8.ความร่วมมือหน่วยงานพันธมิตร<br />
<br />
&ldquo;มาตรการทั้งหมดนี้ จะนำมาใช้ในการบริหารจัดการพืชเกษตรเศรษฐกิจตัวรอง โดยจะร่วมมือกันทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ในการบริหารจัดการ เพราะรู้อยู่แล้วว่าสินค้าแต่ละตัวมีไทม์ไลน์ผลผลิตออกช่วงไหน โดยจะดูแลตั้งแต่ผลผลิตออกสู่ตลาด เข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาล้นตลาด หาทางช่วยระบายผลผลิตผ่านมาตรการต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือให้เกษตรกรอยู่ได้ และมีรายได้เพิ่มขึ้น&rdquo; &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ได้มีการนำร่องดูแลพืชเกษตรเศรษฐกิจตัวรอง ได้แก่ ผลไม้ ผัก และพืช 3 หัว (หอมใหญ่ กระเทียม หอมแดง) โดยจะร่วมมือจากภาคีเครือข่ายภาคเอกชนยักษ์ใหญ่กว่า 10 กลุ่มธุรกิจ 20 เครือ 18 บริษัท อาทิ กลุ่มธุรกิจโรงพยาบาล ผู้ผลิตสินค้า ค้าปลีก-ค้าส่ง โรงแรม หมู่บ้าน-คอนโด ปั้มน้ำมัน สายการบิน แพลตฟอร์ม อุตสาหกรรมแปรรูป-ส่งออก และนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งมีความยินดีช่วยเชื่อมโยงรับซื้อผลผลิตพืชเกษตรตัวรองจากเกษตรกรในเบื้องต้น รวมปริมาณกว่า 313,000 ตัน เพิ่มเติมจากที่กระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดเป้าหมายการบริหารจัดการไว้ก่อนหน้าแล้ว 1.344 ล้านตัน รวมเป็นปริมาณทั้งสิ้น 1.657 ล้านตัน และยังมีภาคเอกชนรายใหญ่อื่น ๆ ที่อยู่ระหว่างพิจารณาช่วยเชื่อมโยงรับซื้อเพิ่มเติมอีกในอนาคต</p>

<p>สำหรับสินค้าผลไม้ จะมีการติดตามสถานการณ์ด้านการผลิตและการตลาดอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผลไม้ภาคใต้ ได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง และภาคเหนือ ได้แก่ ลำไย ลองกอง ที่กำลังจะออกสู่ตลาดในระยะต่อไปกว่า 3 ล้านตัน ซึ่งได้สั่งการให้เตรียมมาตรการรับมือไว้แล้วเช่นเดียวกัน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ปี 2567 ผลผลิตผลไม้ได้ออกสู่ตลาดเกินกว่าครึ่งทางแล้ว พบว่า ราคาดีทุกตัว ไม่มีปัญหาราคาตกต่ำ เป็นผลจากที่รัฐบาล โดยกระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาคีเครือข่าย กำหนดมาตรการบริหารจัดการผลไม้เชิงรุก ปี 2567 ไว้ตั้งแต่ช่วงก่อนผลผลิตออกสู่ตลาด เมื่อวันที่ 26 ธ.ค.2566 รวมถึงการจัดคณะผู้บริหารระดับสูงเดินทางไปเจรจาเรื่องด่านกับรัฐบาลจีน ในช่วงก่อนที่ผลผลิตจะออกสู่ตลาด ส่งผลให้ภาคการส่งออกมีความคล่องตัว ไม่ติดขัด<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ในปี 2567 พืชเกษตรเศรษฐกิจตัวรอง มีจำนวน 18 ชนิด คาดว่าจะมีผลผลิตประมาณ 7.5 ล้านตัน แยกเป็นผลไม้ 11 ชนิด ได้แก่ 1.ทุเรียน 2.มังคุด 3.เงาะ 4.ลองกอง 5.ลำไย 6.สับปะรด 7.ลิ้นจี่ 8.ส้มโอ 9.ส้มเขียวหวาน 10.มะยงชิด 11.มะม่วง ผัก 4 ชนิด ได้แก่ 1.มะนาว 2.มะเขือเทศ 3.ฟักทอง 4.พริกขี้หนูจินดา และพืชสามหัว 3 ชนิด ได้แก่ 1.หอมแดง 2.หอมหัวใหญ่ 3.กระเทียม</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20240605f7211770714d48afa648bdfa9afff246085444.jpg' type='image/jpg' length='399400' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ภูมิธรรม”นำเอกชนขายสินค้าอาหารให้ยูเออี ปิดดีลทันที 40 ล้าน คาดปีนี้ซื้ออีก 100 ล้าน]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/50430</link>
<guid isPermaLink="false">6d176be53063993c36ee6fd6311cf618</guid>
<pubDate>Fri, 31 May 2024 14:25:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ภูมิธรรม&rdquo; เป็นประธานลงนามการซื้อขายสินค้า ระหว่างผู้ประกอบการสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์กับผู้ประกอบการอาหารไทย ปิดยอดทันที 40 ล้านบาท คาดซื้อภายในปีนี้อีกกว่า 100 ล้านบาท เผยนัด 4 มิ.ย.นี้ คุยกันอีกรอบ มั่นใจเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยได้อีก &nbsp;</strong><br />
<br />
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการลงนามซื้อขายสินค้า (Memorandum of Purchase : MOP) ระหว่างบริษัทไทยและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ในช่วงการจัดงาน THAIFEX-Anuga Asia 2024 เมื่อวันที่ 29 พ.ค.2567 ที่ผ่านมา ว่า การลงนาม มีตัวแทนจากบริษัท Nesto Hypermarket L.L.C. ตัวแทนจากบริษัท Ever Spring Industry Co., Ltd. เข้าทำสัญญา กับผู้ประกอบการไทยจำนวน 4 ราย มีมูลค่าการสั่งซื้อทันทีกว่า 40 ล้านบาท และประมาณการการสั่งซื้อภายในปีนี้กว่า 100 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ตนได้เดินทางไปยังยูเออีช่วงต้นปี 2567 เพื่อติดตามผลการประชุมรัฐมนตรีองค์การการค้าโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 13 และได้หารือกับผู้ประกอบการยูเออีและไทย จึงเป็นที่มาของการลงนามบันทึกข้อตกลงการสั่งซื้อในครั้งนี้<br />
<br />
&ldquo;ถือเป็นการเริ่มต้นเปิดตลาดให้ภาคเอกชนไทย ที่มีความพร้อมเอาสินค้าไทยไปขาย โดยมีหลายกลุ่มสินค้า แต่ยอดอาจไม่ได้เยอะมาก เป็นการเริ่มต้นเปิดตลาด ซึ่งหลังจากนี้ จะเปิดตลาดให้สินค้าไทยเพิ่มมากขึ้น อยู่ระหว่างการเจรจา หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ได้ข้อยุติไปแล้ว เมื่อช่วงที่ผมได้บินไปพบกับรัฐมนตรีของยูเออี และได้หารือกัน จึงตัดสินใจที่จะกลับมาเจรจาเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกัน และนำมาซึ่งการลงนามซื้อขายครั้งนี้ จากนี้วันที่ 4 มิ.ย.2567 จะมีการคุยกันอีกครั้งหนึ่ง มั่นใจว่าจะช่วยเพิ่มโอกาสการส่งออกให้กับผู้ประกอบการไทยได้อีก&rdquo;</p>

<p>ทั้งนี้ สินค้าไทยมีศักยภาพที่จะขยายตลาดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มอาหาร ผัก ผลไม้ เครื่องปรับอากาศ ชิ้นส่วนยานยนต์ และที่สำคัญ หากสามารถเปิดตลาดนี้ได้สำเร็จ จะเป็นประตูไปสู่ตลาดแอฟริกาด้วย ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญ &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับ 4 บริษัทเอกชนไทยที่ร่วมขายสินค้า ประกอบด้วย 1.บริษัท บลูโอเชี่ยนเบฟเวอเรจ จำกัด สินค้าเครื่องดื่มขิงสำเร็จรูปและชา 2.บริษัท ฉั่วฮะเส็ง ฟู้ดโปรดักส์ จำกัด สินค้าน้ำพริก ซอสพริกหวานและซอสพร้อมปรุง 3.บริษัท พิบูลย์ชัยน้ำพริกเผาไทยแม่ประนอม จำกัด สินค้าน้ำพริกและเครื่องแกง 4.บริษัท เทพผดุงพรมะพร้าว จำกัด สินค้ากะทิสำเร็จรูปและน้ำมะพร้าว<br />
<br />
ส่วนบริษัท เนสโต้ ได้ก่อตั้งในปี 2547 โดย Mr.K.P. Basheer ซึ่งมีสาขามากกว่า 100 สาขาทั่วทั้งอินเดียและกลุ่มประเทศความร่วมมืออ่าวอาหรับ (GCC) ซึ่งประกอบด้วยสมาชิก 6 ประเทศ ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย คูเวต โอมาน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ และบาห์เรน รวมพื้นที่ร้านค้าปลีกมากกว่า 6 ล้านตารางฟุต รองรับลูกค้าได้ถึง 250,000 คนต่อวัน และเนสโต้ยังมีสินค้ามากถึง 600,000 รายการ ให้ความสำคัญกับสินค้าที่มีคุณภาพดีและอยู่ในราคาที่จับต้องได้</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/2024053121b8a28c9accfebcb82c5c8c7f7b7c7c142615.jpg' type='image/jpg' length='467531' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”มั่นใจปีนี้ไทยแชมป์ส่งออกทุเรียนไปจีน หลังแก้เรื่องด่านจบ บวกทำตลาดเชิงรุก]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/50079</link>
<guid isPermaLink="false">e352885d29261989d8f250163efc9ff8</guid>
<pubDate>Thu, 30 May 2024 08:45:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;โฆษกกระทรวงพาณิชย์&rdquo; เผยเดือน เม.ย. ไทยส่งออกทุเรียนไปจีน 2.25 แสนตัน ยังทำได้ดี คาด พ.ค.ตัวเลขพุ่ง หลังผลผลิตออกมาก จากนั้นถึงคิวทุเรียนภาคใต้ มั่นใจทั้งปีไทยยังครองแชมป์ส่งออกทุเรียนไปตลาดจีน แถมราคาส่งออกยังดีกว่าปีก่อน จากความต้องการที่เพิ่มขึ้น ด้านการส่งออกผ่านด่าน ก็ไม่มีปัญหา 2 รัฐมนตรีพาณิชย์ไปกรุยทางสะดวกให้ล่วงหน้าแล้ว และยังใช้อินฟลูเอนเซอร์ KOL ช่วยขาย ทำการบริโภคพุ่ง ดันยอดส่งออกพุ่งตาม</strong><br />
<br />
นายวิทยากร มณีเนตร โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในช่วง 4 เดือนของปี 2567 (ม.ค.-เม.ย.) ไทยส่งออกทุเรียนสดไปจีน มีปริมาณ 225,204 ตัน ถือว่ายังทำได้ดี แต่ที่ปริมาณลดลง เพราะปีนี้ผลผลิตทุเรียนภาคตะวันออกของไทยออกสู่ตลาดล่าช้ากว่าปีที่แล้ว ทำให้ผลผลิตมีน้อยกว่าความต้องการ โดยมีแนวโน้มว่าเดือน พ.ค.2567 จะส่งออกได้เพิ่มมากขึ้น เพราะเป็นช่วงที่ผลผลิตทุเรียนของไทยออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก และมีผลผลิตส่งออกเพิ่มขึ้น จากนั้นเมื่อทุเรียนภาคตะวันออกหมด ก็จะเข้าสู่ทุเรียนของภาคใต้ ทำให้ไทยมีผลผลิตส่งออกอย่างต่อเนื่อง และจะส่งผลให้ปีนี้ไทยยังคงครองแชมป์การส่งออกทุเรียนสดไปยังจีนได้เหมือนเดิม&nbsp;<br />
<br />
ทั้งนี้ จากการตรวจสอบยังพบว่า ราคาทุเรียนสดต่อหน่วยของไทยในปี 2567 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ราคาได้ปรับตัวสูงขึ้น โดยราคาส่งออกเฉลี่ยกิโลกรัม (กก.) ละ 6 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 216 บาท/กก. เพราะความต้องการบริโภคในตลาดจีนเพิ่มสูงขึ้น<br />
<br />
ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำทีมโดยนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ลงพื้นที่ด่านโมหาน ด่านบ่อเต็น และมอบหมายให้นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่ด่านโหย่วอี้กวาน ด่านหูหงิ ในช่วงเดือน เม.ย.2567 ที่ผ่านมา ซึ่งทั้ง 2 ด่าน เป็นด่านสำคัญในการส่งออกทุเรียนจากไทยไปจีน โดยเส้นทางรถบรรทุก และได้ประสานกับหน่วยงานศุลกากรตลอดจนบริษัทขนส่ง เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับการส่งออกผลไม้ของไทย ทำให้การส่งออกไม่ติดขัด</p>

<p>นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังได้มอบหมายให้ทูตพาณิชย์ ใช้ช่องทางสมัยใหม่ โดยประสานอินฟลูเอนเซอร์ และ KOL เข้ามาช่วยขายทุเรียนไทยในตลาดจีน โดยเฉพาะการเจาะขยายตลาดเมืองรอง อาทิ เจียงซี ฝูเจี้ยน เฉิงตู เซี่ยเหมิน เป็นต้น ทำให้ทุเรียนเป็นที่ต้องการบริโภคของชาวจีนมากขึ้น และส่งผลให้การส่งออกทุเรียนสดจากไทยไปจีนเติบโตเป็นที่น่าพอใจ<br />
<br />
อย่างไรก็ตาม ยังมีเรื่องที่น่ายินดี เนื่องจากสถิติการส่งออกมะม่วง 4 เดือนของปี 2567 ไปยังเกาหลี ก็มีการขยายตัวได้ต่อเนื่อง โดยเพิ่มขึ้นกว่า 230% เป็นผลมาจากการที่เกาหลีใต้ขาดแคลนผลไม้ในประเทศ และได้ยกเว้นภาษีการนำเข้ามะม่วงให้กับไทยเป็นการชั่วคราว แต่กระทรวงพาณิชย์ได้เดินหน้าผลักดันให้เกาหลีใต้ลดภาษีนำเข้ามะม่วงให้กับไทยเป็นการถาวร เหลือ 0% จากปกติ 24-30% โดยเจรจาผ่านการทำ FTA ไทย-เกาหลีใต้ ซึ่งหากสำเร็จ จะส่งผลดีต่อการส่งออกมะม่วงของไทยไปเกาหลีใต้ได้ดีขึ้น<br />
<br />
ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า ก่อนหน้านี้ มีข่าวเผยแพร่ผ่านสื่อมวลชนว่าไทยเสียแชมป์ส่งออกทุเรียนให้กับเวียดนามแล้ว โดยอ้างอิงตัวเลขการส่งออกในช่วง 2 เดือนของปี 2567 (ม.ค.-ก.พ.) ที่เวียดนามส่งออกทุเรียนไปจีนได้มากกว่าไทย ซึ่งความเป็นจริง คือ ช่วงนั้นทุเรียนไทยยังไม่ออกสู่ตลาด ถึงจะออก ก็มีเป็นจำนวนน้อย เพิ่งมาเริ่มออกช่วงเดือน เม.ย.2567 และปีนี้ ผลผลิตยังออกล่าช้ากว่าปกติ ทำให้ไทยไม่มีทุเรียนส่งออก แต่พอเดือน พ.ค. ผลผลิตออกมาเป็นจำนวนมาก และคาดว่า ตัวเลขส่งออกจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เพราะจากนี้ ผลผลิตจะไม่ขาดแคลน เนื่องจากจะมีทุเรียนภาคใต้ เข้ามาเสริมในระยะต่อไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/202405307441d9ccdb4f6fae9c063069cda31f14084628.jpg' type='image/jpg' length='892667' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ภูมิธรรม”เปิดงาน THAIFEX-Anuga Asia 2024 คาดปีนี้ยอดปัง สะพัด 1 แสนล้าน]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/50076</link>
<guid isPermaLink="false">4ad77e990c3c1b80798d67e4921271ea</guid>
<pubDate>Thu, 30 May 2024 08:36:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ภูมิธรรม&rdquo; เป็นประธานเปิดงาน THAIFEX-Anuga Asia 2024 งานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ยิ่งใหญ่ระดับโลก เผยปีนี้มีผู้เข้าร่วมจัดแสดงกว่า 3,000 บริษัท ตั้งเป้าผู้เข้าชมงานมากกว่า 80,000 ราย มั่นใจช่วยหนุนสินค้า SME สตาร์ตอัป และผู้ประกอบการส่วนภูมิภาค ได้มีโอกาสโกอินเตอร์ คาดเงินสะพัดร่วม 100,000 ล้านบาท</strong><br />
<br />
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงาน THAIFEX-Anuga Asia 2024 ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ยิ่งใหญ่และครบวงจรที่สุดแห่งเอเชีย ว่า การจัดงานครั้งนี้ เป็นการจัดงานครั้งที่ 32 ถือเป็นงานแสดงสินค้านานาชาติในประเทศ ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง ได้รับความเชื่อถือ ทั้งผู้จัดแสดงและผู้เข้าชมงานทั่วทุกมุมโลก โดยปีนี้มีผู้เข้าร่วมจัดแสดงสินค้ารวมกว่า 3,000 บริษัท มากกว่า 6,000 คูหา จากกว่า 50 ประเทศ และมีผู้เข้าชมงานจากกว่า 130 ประเทศ คาดการณ์ผู้เข้าชมงานมากกว่า 80,000 ราย เป็นโอกาสสำคัญของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME และกลุ่ม Startup รวมถึงผู้ประกอบการจากส่วนภูมิภาคที่จะมีโอกาสนำเสนอสินค้าและบริการ พบปะกับผู้ซื้อ ผู้นำเข้าที่มีศักยภาพจากต่างประเทศ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;คาดว่างานนี้ จะมีเม็ดเงินสะพัดประมาณ 100,000 ล้านบาท เป็นของผู้ประกอบการไทยประมาณ 60,000 ล้านบาท ถือว่าเป็นยอดที่ดีในการจัดงาน 4-5 วัน เป็นงานที่กระทรวงพาณิชย์ภาคภูมิใจและให้ความสำคัญในการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นเวทีที่ทำให้ผู้ค้ากับผู้ซื้อ ผู้นำเข้า มาเจอกัน และจะมีผลต่อการเพิ่มยอดการส่งออกสินค้าอาหารของไทยได้เพิ่มขึ้น&rdquo;</p>

<p>ทั้งนี้ อุตสาหกรรมอาหาร เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย โดยในปี 2566 การส่งออกสินค้าอาหาร เพิ่มขึ้น 2.7% มูลค่ากว่า 39,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1.37 ล้านล้านบาท มีปัจจัยสนับสนุนจากความต้องการสินค้าอาหารในภูมิภาคต่าง ๆ ที่เพิ่มสูงขึ้น โดยไทยเป็นผู้ส่งออกอาหารอันดับที่ 12 ของโลก ปรับตัวดีขึ้นจากอันดับที่ 15 ของโลกในปี 2565 และปี 2567 คาดว่าการส่งออกสินค้าอาหารของไทยจะขยายตัวเพิ่มขึ้น 2% คิดเป็นมูลค่าประมาณ 40,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 1.4 ล้านล้านบาท<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับงาน THAIFEX-Anuga Asia 2024 เป็นการจัดงานโดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ หอการค้าไทยและโคโลญเมสเซ่ ภายใต้แนวคิด Beyond Food Experience เปิดประสบการณ์ที่มากกว่างานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม ที่รวมทุกความต้องการไว้ในงานเดียว บนพื้นที่กว่า 107,000 ตร.ม. ที่ Challenger 1-3 และ IEC Hall 5-12 อิมแพ็ค เมืองทองธานี มีพื้นที่จัดแสดงสินค้าที่หลากหลายถึง 11 โซน ได้แก่ 1.อาหารทะเล 2.อาหารแช่แข็ง 3.ข้าว 4.ผักและผลไม้ 5.ขนมหวานและขนมขบเคี้ยว 6.เครื่องดื่ม 7.ชาและกาแฟ 8.เทคโนโลยีอาหาร 9.เนื้อสัตว์ 10.บริการด้านอาหาร 11.อาหาร Fine Food และโซนสินค้าพิเศษ 3 โซน ได้แก่ 1.โซนอาหารฮาลาล 2.อาหารออร์แกนิกซ์ และ 3.อาหารแห่งอนาคต โดยกำหนดจัดงานระหว่างวันที่ 28 พ.ค.-1 มิ.ย.2567 วันเจรจาธุรกิจ 28-31 พ.ค.2567 ระหว่างเวลา 10.00-18.00 น. (วันอังคาร-วันศุกร์) ต้องลงทะเบียนเข้าชมงาน และวันจำหน่ายปลีก 1 มิ.ย.2567 ระหว่างเวลา 10.00-20.00 น. (วันเสาร์) ไม่ต้องลงทะเบียนเข้าชมงาน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/2024053048e93f8d95f41c97c35b050e9ec298e1083651.jpg' type='image/jpg' length='306982' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”เข้มสินค้า DUI นำร่องคุมส่งออก-ส่งกลับกลุ่มวัสดุเครื่องจักรกลหนัก-อุปกรณ์นิวเคลียร์]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/49544</link>
<guid isPermaLink="false">7f41dd01d160835edd7e515ce18278bc</guid>
<pubDate>Mon, 27 May 2024 14:49:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>คณะกรรมการควบคุมสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง มีมติเห็นชอบการใช้มาตรการขออนุญาตสำหรับการส่งออกและส่งกลับสินค้าที่ใช้ได้สองทาง (DUI) นำร่องกลุ่มวัสดุเครื่องจักรกลหนักและอุปกรณ์นิวเคลียร์ ก่อนขยายไปสินค้ากลุ่มอื่น เพื่อยกระดับการควบคุมให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล สร้างความมั่นใจคู่ค้าและดึงดูดการลงทุน &nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 23 พ.ค.2567 ที่ผ่านมา นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการควบคุมสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง ครั้งที่ 1/2567 เพื่อพิจารณายกระดับมาตรการควบคุมสินค้าที่ใช้ได้สองทาง (DUI) โดยมีมติเห็นชอบให้สินค้า DUI เป็นสินค้าที่ต้องขออนุญาต เบื้องต้นจะควบคุมการส่งออกและการส่งกลับสินค้า DUI ในกลุ่มวัสดุเครื่องจักรกลหนักและอุปกรณ์นิวเคลียร์ ก่อนที่จะขยายขอบเขตควบคุมสินค้าอื่น ๆ ต่อไป<br />
<br />
ทั้งนี้ ปัจจุบันไทยมี พ.ร.บ.การควบคุมสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง พ.ศ.2562 ซึ่งให้อำนาจในการพิจารณากำหนดมาตรการควบคุม DUI อยู่แล้ว แต่ยังไม่มีมาตรการอนุญาต (Licensing) ประกอบกับการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงที่เพิ่มขึ้น ทำให้สินค้าถูกพัฒนาเป็น DUI ได้ และอาจถูกใช้ในการก่อการร้ายหรือเป็นภัยต่อความมั่นคงของโลก ยกตัวอย่างเช่น เชื้อไวรัสบางชนิดที่นำมาใช้ผลิตวัคซีนทางการแพทย์สามารถนำไปดัดแปลงเป็นอาวุธชีวภาพได้ เป็นต้น ไทยจึงมีความจำเป็นที่ต้องยกระดับมาตรการให้มีประสิทธิภาพเทียบเท่ามาตรฐานสากล</p>

<p>ขณะเดียวกัน ที่ประชุมได้เห็นชอบให้กรมศุลกากร และกรมร่วมกันกำหนดพิกัดอัตราศุลกากรและรหัสสถิติสำหรับสินค้า DUI เพื่อให้กรมสามารถเชื่อมโยงข้อมูลใบอนุญาตผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์กับระบบ National Single Window (NSW) ของกรมศุลกากรได้ โดยนายภูมิธรรมได้เน้นย้ำว่ากระบวนการออกใบอนุญาตสินค้า DUI ของกรม จะต้องกำหนดกรอบระยะเวลาการพิจารณาที่ชัดเจนและรวดเร็ว เพื่อไม่สร้างภาระแก่ผู้ประกอบการจนเกินความจำเป็น<br />
<br />
นายรณรงค์กล่าวว่า การมีมาตรการ Licensing ไม่เพียงแต่จะเป็นการแสดงให้ประชาคมโลกเห็นว่าไทยปฏิบัติตามข้อมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSCR ที่ 1540) เท่านั้น แต่ยังผลักดันให้ไทยเพิ่มขีดความสามารถทางการค้าในเวทีโลกในระยะยาว เพราะสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าสำคัญว่าไทยจะไม่ใช่แหล่งเผยแพร่สินค้า DUI เพื่อนำไปใช้ในทางที่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของภูมิภาคและของโลก รวมถึงจะช่วยดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศมาลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงได้อย่างเป็นรูปธรรม และสร้างโอกาสให้กลุ่ม SME เข้ามาอยู่ในห่วงโซ่การผลิตสินค้าที่มีเทคโนโลยีระดับสูงอีกด้วย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับขั้นตอนต่อไป กรมจะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ และกรมศุลกากร เพื่อนำแนวทางการกำหนดมาตรการอนุญาตดังกล่าวไปจัดทำอนุบัญญัติที่เกี่ยวข้องพร้อมพัฒนาระบบอิเล็กทรอนิกส์รองรับการขออนุญาต โดยพิจารณาบนพื้นฐานของความสมดุลระหว่างการอำนวยความสะดวกทางการค้าและการร่วมปกป้องความมั่นคงระหว่างประเทศเป็นสำคัญ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/2024052739ae490261d67dd74a32fb96ac1b6261144946.jpg' type='image/jpg' length='312206' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ส่งออก เม.ย.67 พลิกกลับมาบวก 6.8% รวมยอด 4 เดือน โต 1.4%]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/49133</link>
<guid isPermaLink="false">cd984f0e19389e1a6b93cb4cd24047a4</guid>
<pubDate>Fri, 24 May 2024 09:22:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เผยส่งออก เม.ย.67 มีมูลค่า 23,278.6 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 6.8% กลับมาเป็นบวก หลัง มี.ค. ติดลบ รวม 4 เดือน มูลค่า 94,273.9 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 1.4% ยันขาดดุลการค้าไม่น่าห่วง เหตุเป็นการนำเข้าพลังงาน ที่ราคาสูงขึ้น และส่วนใหญ่นำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบ คาด พ.ค. ยังเป็นบวก ได้แรงส่งจากการส่งออกสินค้าเกษตร และผลไม้ ส่วนเป้าทั้งปี ยังคงเดิม 1-2%</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกเดือน เม.ย.2567 มีมูลค่า 23,278.6 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 6.8% กลับมาเป็นบวก หลังจากเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ติดลบครั้งแรกในรอบ 8 เดือน ซึ่งเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 834,018 ล้านบาท การนำเข้ามีมูลค่า 24,920.3 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 8.3% คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 903,194 ล้านบาท ขาดดุลการค้า 1,641.7 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 69,176 ล้านบาท รวม 4 เดือน ของปี 2567 (ม.ค.-เม.ย.) การส่งออก มูลค่า 94,273.9 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 1.4% คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 3,338,028 ล้านบาท การนำเข้า มูลค่า 100,390.7 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 4.9% คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 3,595,217 ล้านบาท ขาดดุลการค้า 6,116.9 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 257,190 ล้านบาท<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับการส่งออกที่เพิ่มขึ้น มาจากการเพิ่มขึ้นของการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร 2% โดยสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร เพิ่ม 12.7% แต่สินค้าเกษตร ลด 3.8% โดยสินค้าสำคัญที่ขยายตัว อาทิ ข้าว ยางพารา อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป อาหารสัตว์เลี้ยง ไก่แปรรูป เครื่องดื่ม ผลไม้กระป๋องและแปรรูป และสิ่งปรุงรสอาหาร ส่วนสินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ ผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็งและแห้ง ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง น้ำตาลทราย ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ ทั้งนี้ 4 เดือนของปี 2567 การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร เพิ่ม 0.8%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 9.2% สินค้าสำคัญที่ขยายตัว อาทิ รถยนต์อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องคอมพิวเตอร์อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ ส่วนสินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ สินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน แผงวงจรไฟฟ้า อุปกรณ์กึ่งตัวนำ ทรานซิสเตอร์ และไดโอด ทั้งนี้ 4 เดือนของปี 2567 การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 1.8%</p>

<p>ทางด้านตลาดส่งออกสำคัญ ส่วนใหญ่กลับมาขยายตัวหลังจากหดตัวในเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ตลาดหลัก เพิ่ม 6.7% โดยสหรัฐฯ เพิ่ม 26.1% CLMV เพิ่ม 5.1% อาเซียน (5) เพิ่ม 3.7% และสหภาพยุโรป (27) เพิ่ม 20.2% แต่จีน ลด 7.8% และญี่ปุ่น ลด 4.1% ตลาดรอง เพิ่ม 14.4% โดยตลาดทวีปออสเตรเลีย เพิ่ม 18.6% เอเชียใต้ เพิ่ม 13% ตะวันออกกลาง เพิ่ม 17.8% แอฟริกา เพิ่ม 32.1% ลาตินอเมริกา เพิ่ม 41.9% รัสเซียและกลุ่ม CIS เพิ่ม 8.6% แต่สหราชอาณาจักร ลด 33.7% ตลาดอื่น ๆ ลด 68.5% อาทิ สวิตเซอร์แลนด์ ลด 79.3%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มการส่งออก เดือน พ.ค.2567 คาดว่าจะยังคงขยายตัวเป็นบวกได้ต่อเนื่อง โดยสินค้าเกษตรสำคัญ ทั้งข้าว ยางพารา จะยังส่งออกได้ดี และผลไม้ จะเป็นเดือนที่ส่งออกได้เพิ่มขึ้น หลังผลผลิตออกสู่ตลาดมาก และไตรมาส 2 ทั้งไตรมาส น่าจะเป็นบวกได้ 0.8-1% มีปัจจัยสนับสนุนจากเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัว เงินเฟ้อเริ่มเบาลง ส่งผลดีต่อกำลังซื้อของหลายประเทศ มีความต้องการนำเข้าสินค้าเกษตร เพื่อความมั่นคงด้านอาหาร แต่ยังต้องจับตาปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ต่อไป เพราะอาจจะมีผลกระทบต่อการส่งออกได้ ส่วนการขาดดุลการค้า เจาะลึกดูแล้ว เป็นการขาดดุลจากการนำเข้าสินค้าพลังงานที่ราคาสูงขึ้น แต่มีข้อดี คือ การนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบ รวมกันถึง 66% ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการผลิตและส่งออกในอนาคต และเป้าหมายทั้งปี ยังคงยืนยันที่ 1-2% เหมือนเดิม ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การส่งออกเดือน พ.ค.2567 คาดว่า จะยังคงขยายตัวได้ดี เพราะสินค้าเกษตรสำคัญ ทั้งข้าว ยางพารา และผลไม้ ที่จะกลับมาส่งออกได้ดีขึ้น จะช่วยผลักดันมูลค่าการส่งออก และสินค้ากลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วน ก็จะยังเติบโตได้ดี โอกาสที่การส่งออกของเดือน พ.ค.และ มิ.ย. น่าจะทำได้ 24,500 ล้านเหรียญสหรัฐ มีโอกาสเป็นไปได้ และไตรมาส 2 จะขยายตัวได้ที่ 1% แต่ก็ต้องจับตาปัญหาความตึงเครียดในทะเลแดง และค่าระวางเรือ ที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น จะเป็นต้นทุนต่อการส่งออก</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20240524186cc7191cc27a1ffeb3fe29577bd49f092257.jpg' type='image/jpg' length='231215' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ไทย-ภูฏาน” ประกาศความสำเร็จเปิดเจรจา FTA ดันการค้าสู่เป้า 120 ล้านเหรียญ ปี 2025]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/48439</link>
<guid isPermaLink="false">f54f159ffe61962cb7ce324baaeb28d1</guid>
<pubDate>Mon, 20 May 2024 10:25:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;นภินทร&rdquo; เผยผลการหารือกับนายกรัฐมนตรีภูฏาน ยินดีไทย-ภูฏาน ประกาศเปิดเจรจา FTA อย่างเป็นทางการ มั่นใจหนุนเพิ่มการค้าสองฝ่าย เดินสู่เป้าหมาย 120 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2025 พร้อมขอช่วยหนุนนักลงทุนไทย ลงทุนในโครงการ &ldquo;เกเลฟู มายฟูลเนส ซิตี้&rdquo; ยันไทยยินดีหนุนนักท่องเที่ยวไปเที่ยวภูฏานเพิ่มขึ้น</strong><br />
<br />
นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการหารือกับนายเชริง ท็อปเกย์ นายกรัฐมนตรีภูฏาน เมื่อวันที่ 16 พ.ค. 2567 ที่ผ่านมา ว่า ท่านนายกรัฐมนตรีภูฏานยินดีที่ไทยและภูฏานได้ลงนามในเอกสารขอบเขตสำหรับการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-ภูฏาน และประกาศเปิดการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างไทยกับภูฏานอย่างเป็นทางการ โดยไทยเห็นว่า ความตกลง FTA ไทย &ndash; ภูฏาน จะเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มพูนปริมาณการค้าระหว่างกัน ลดอุปสรรคกีดกันการค้า เพื่อขยายโอกาสและอำนวยความสะดวกทางการค้า โดยเฉพาะสินค้าเกษตร และความตกลง FTA ไทย &ndash; ภูฏาน จะมีส่วนขับเคลื่อนการค้าให้บรรลุเป้าหมายที่มูลค่า 120 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเห็นพ้องกันให้เร่งรัดสรุปผลการเจรจา FTA ภายในปี 2025<br />
<br />
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี แจ้งว่า ชาวภูฏานเห็นว่า สินค้าไทยเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ และชื่นชอบสินค้าไทย ส่วยไทยมองว่าสินค้าเกษตรภูฏานเป็นสินค้าออร์แกนิกระดับ High End ที่ได้จากธรรมชาติ ยินดีช่วยสนับสนุนการประชาสัมพันธ์และจำหน่ายสินค้าเกษตรภูฏานในซุปเปอร์มาเก็ตของไทย<br />
<br />
ขณะเดียวกัน ได้หารือเกี่ยวกับโครงการก่อสร้าง Gelephu Mindfulness City (เกเลฟู มายฟูลเนส ซิตี้) ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของภูฏาน ติดกับประเทศอินเดีย ซึ่งมีแผนเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและเป็นประตูสำหรับนักท่องเที่ยวที่มาเยือนภูฏาน และมีแผนการก่อสร้างโครงการใหญ่ อาทิ ท่าอากาศยานระหว่างประเทศแห่งใหม่ โรงงานผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ เส้นทางคมนาคม และจะเป็นเมืองอัจฉริยะแห่งแรกของภูฏาน โดยไทยเห็นว่า โครงการก่อสร้าง Gelephu Mindfulness City มีจุดเด่นหลายประการที่ช่วยดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ อาทิ ที่ตั้งที่เป็นจุดยุทธศาตร์ติดแนวชายแดนอินเดีย และการให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานสะอาด ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตกระแสไฟฟ้าและรักษาสิ่งแวดล้อม<br />
&ldquo;ได้ขอให้ภูฏานแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์จูงใจ และกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจและการลงทุนในโครงการดังกล่าว โดยปัจจุบัน ไทยมีนโยบายส่งเสริมนักธุรกิจและนักลงทุนให้เข้าไปประกอบธุรกิจในต่างประเทศ ซึ่งโครงการดังกล่าวมีความน่าสนใจและภาคธุรกิจไทยมีศักยภาพที่สามารถร่วมเป็นหุ้นส่วนเพื่อพัฒนาโครงการก่อสร้างแห่งนี้&rdquo;<br />
<br />
นอกจากนี้ ไทยได้ชื่นชมแนวทางปฏิบัติในการส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของภูฏาน ซึ่งทำให้ภูฏานประสบความสำเร็จในการเป็นหนึ่งในประเทศเป้าหมายของนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทย โดยยินดีสนับสนุนการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของภูฏานในไทยให้ด้วย<br />
<br />
ปัจจุบันไทยกับภูฏานมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับพระราชวงศ์จนถึงประชาชน รวมทั้งมีพระพุทธศาสนาและความใกล้ชิดทางวัฒนธรรมเป็นสิ่งเชื่อมโยงระหว่างสองประเทศเป็นรากฐานสำคัญที่นำไปสู่การพัฒนาความสัมพันธ์ไทย-ภูฏาน ในหลากหลายมิติทั้งความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุน การท่องเที่ยว การพัฒนาศักยภาพด้านการเกษตร และหัตถกรรม</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/202405200083b3b1c20ecc905933ccebb008aadc102635.jpg' type='image/jpg' length='1211376' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[บริษัทตั้งใหม่ เม.ย. 6,530 ราย เพิ่ม 8.09% ยอดเฉพาะเดือนสูงสุดรอบ 101 ปี]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/48438</link>
<guid isPermaLink="false">845cf3da413c86c8d5152c715324a070</guid>
<pubDate>Mon, 20 May 2024 10:08:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผย เดือน เม.ย.67 ธุรกิจตั้งใหม่ 6,530 ราย เพิ่ม 8.09% เป็นยอดเฉพาะเดือน เม.ย. สูงสุดตั้งแต่มีการรับจดทะเบียนมา 101 ปี ทุนจดทะเบียน 27,271.87 ล้านบาท เพิ่ม 30.50% รวม 4 เดือน 31,533 ราย ลด 2.14% ส่วนยอดเลิก เม.ย. 810 ราย ลด 13.46% รวม 4 เดือน เลิก 3,619 ราย ลด 13.92% จับตาธุรกิจโฆษณา ผลิตภาพยนตร์มาแรง</strong><br />
<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่เดือน เม.ย.2567 มีจำนวน 6,530 ราย เพิ่มขึ้น 8.09% มูลค่าทุนจดทะเบียน 27,271.87 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30.50% และยังเป็นการจัดตั้งธุรกิจใหม่นับเฉพาะเดือน เม.ย. สูงที่สุดในทุก ๆ ปี ตั้งแต่กรมเปิดให้บริการจดทะเบียนธุรกิจมา 101 ปี โดยธุรกิจที่มีการจัดตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป และธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร<br />
<br />
ทั้งนี้ การจัดตั้งธุรกิจใหม่สะสม 4 เดือของปี 2567 (ม.ค.-เม.ย.) มีจำนวน 31,533 ราย ลดลง 2.14% ทุนจดทะเบียน 95,212.41 ล้านบาท ลดลง 73.59% เนื่องจากปี 2566 มีการควบรวมกิจการของบริษัทที่มีมูลค่าทุนเกิน 100,000 ล้านบาท<br />
<br />
ส่วนการจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการเดือนเม.ย. 2567 มีจำนวน 810 ราย ลดลง 13.46% มูลค่าทุนจดทะเบียน 5,096.83 ล้านบาท ลดลง 1.55% โดยธุรกิจที่เลิกประกอบกิจการ 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร และรวม 4 เดือน มีจำนวน 3,619 ราย ลดลง 13.92% ทุนจดทะเบียนเลิกสะสม 17,040.40 ล้านบาท ลดลง 51.41%</p>

<p>ทางด้านการอนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทยภายใต้พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 เดือนเม.ย.2567 จำนวน 75 ราย เพิ่มขึ้น 7% โดยเป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวจำนวน 16 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) จำนวน 59 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 19,056 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 104% โดยนักลงทุน 3 อันดับแรก ได้แก่ ญี่ปุ่น สหรัฐฯ และสิงคโปร์ และรวม 4 เดือน มีจำนวน 253 ราย เพิ่มขึ้น 17% เงินลงทุนรวม 54,958 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 42%<br />
<br />
นอกจากนี้ กรมได้ศึกษาธุรกิจที่มีอัตราการเติบโตที่น่าสนใจ พบว่า ธุรกิจเกี่ยวกับกิจกรรมของบริษัทโฆษณา เช่น การให้บริการด้านการออกแบบสร้างสรรค์การผลิตสิ่งต่างๆ ที่ใช้ ในการโฆษณา การวางแผนและการซื้อสื่อโฆษณา มีแนวโน้มการเติบโตที่ดี และธุรกิจผลิตภาพยนตร์ ที่เป็นดาวเด่นที่มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด จากปัจจัยการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ผู้บริโภคเปิดกว้าง โดยเฉพาะซีรีส์วาย ที่กำลังเป็นที่นิยม</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20240520dc5844b49d45d67d266bb84321ada570101037.jpg' type='image/jpg' length='213531' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”แนะผู้ประกอบการ ใช้ประโยชน์ FTA ส่งออกสินค้ากลุ่มคลายความร้อน]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/47801</link>
<guid isPermaLink="false">8a008053d737d6f61355beab5c1132ab</guid>
<pubDate>Wed, 15 May 2024 15:34:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศติดตามการส่งออกสินค้ากลุ่มคลายความร้อน พบไทยขึ้นแท่นเป็นผู้ส่งออกเบอร์ 1 ในอาเซียน และติดท็อป 10 ของโลกในหลายสินค้า เผยสินค้ากลุ่มนี้ ยังได้ประโยชน์จาก FTA คู่ค้ามีการลดภาษีนำเข้าให้ไทย ทั้งพัดลม ไอศกรีม แว่นตากันแดดและครีมกันแดด เครื่องปรับอากาศ ผลไม้กระป๋อง แนะเข้มเรื่องคุณภาพ มาตรฐาน และอย่าลืมใช้ FTA เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและส่งออก</strong><br />
<br />
น.ส.โชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ติดตามสถิติการค้าระหว่างประเทศ พบว่า ปัจจุบันไทยเป็นผู้ส่งออกสินค้ากลุ่มคลายความร้อนอันดับ 1 ในอาเซียน และติดอันดับ Top 10 ประเทศผู้ส่งออกสูงของโลกในสินค้าเกือบทุกรายการ อาทิ ผู้ส่งออกเครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบอันดับ 3 ของโลก รองจากจีนและเม็กซิโก ผู้ส่งออกไอศกรีมอันดับ 4 ของโลก รองจากสหภาพยุโรป สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร และผู้ส่งออกผลไม้กระป๋องและแปรรูปอันดับ 6 ของโลก รองจากสหภาพยุโรป จีน บราซิล สหรัฐฯ และตุรกี&nbsp;&nbsp;<br />
<br />
สำหรับสินค้าเพื่อคลายความร้อน กลุ่มสินค้าอุปกรณ์ทำความเย็น อาทิ เครื่องปรับอากาศ และพัดลม กลุ่มสินค้าป้องกันความร้อนจากแสงแดด อาทิ โลชั่นกันแดด และแว่นตากันแดด และกลุ่มสินค้าอาหารเพิ่มความสดชื่น อาทิ ไอศกรีม น้ำแข็งใส และผลไม้กระป๋องและแปรรูป</p>

<p>ทั้งนี้ ยังพบว่า กลุ่มสินค้าดังกล่าว ล้วนได้รับประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่ไทยมีกับ 18 ประเทศคู่ค้า อาทิ พัดลม ไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าใน 18 ประเทศ ได้แก่ อาเซียน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย เปรู และชิลี ไอศกรีม ไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าใน 17 ประเทศ ได้แก่ อาเซียน จีน เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อินเดีย ชิลี เปรู และฮ่องกง แว่นตากันแดดและครีมกันแดด ไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าใน 17 ประเทศ ได้แก่ อาเซียน จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อินเดีย ชิลี และฮ่องกง เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าใน 16 ประเทศ ได้แก่ อาเซียน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ชิลี เปรู และฮ่องกง และผลไม้กระป๋องและแปรรูป ไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าใน 15 ประเทศ ได้แก่ อาเซียน จีน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ชิลี เปรู และฮ่องกง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน เมื่อพิจารณาสถิติการส่งออกกลุ่มสินค้าดังกล่าวของไทยไปตลาดคู่ค้า FTA พบว่า มีอัตราการขยายตัวสูงอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 3 เดือนของปี 2567 (ม.ค.-มี.ค.) มีมูลค่า 1,269 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 13% สินค้าที่มีการส่งออกเติบโตสูง อาทิ ผลไม้กระป๋องและแปรรูป มูลค่า 199 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 32% ครีมทาผิวที่รวมถึงครีมกันแดด มูลค่า 165 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 44% แว่นตากันแดด มูลค่า 4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 42% พัดลม มูลค่า 61 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 3% และเครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ มูลค่า 809 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 6% โดยมีตลาดส่งออกหลัก คือ อาเซียน จีน ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และอินเดีย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;เป็นโอกาสทองของผู้ประกอบการไทย ที่จะขยายส่งออกสินค้าดังกล่าวไปยังตลาดคู่ค้า FTA เนื่องจากความต้องการของผู้บริโภคมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งควรให้ความสำคัญกับคุณภาพมาตรฐานสินค้าและการผลิตให้เป็นไปตามหลักสากล และควรใช้ประโยชน์จาก FTA อย่างเต็มที่ เพื่อเพิ่มโอกาสและสร้างแต้มต่อให้กับสินค้าของไทย ซึ่งถือเป็นนโยบายสำคัญของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งผลักดันการใช้ประโยชน์จาก FTA และส่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทย SME โดยเฉพาะรายเล็ก&rdquo;น.ส.โชติมากล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/202405159601dc09d0907e1d006f26e390cc9db3153414.jpg' type='image/jpg' length='412648' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“นภินทร” บินประชุม JTC ไทย-ภูฏาน คิกออฟเจรจา FTA ลงนาม MOU ร่วมมือหัตถกรรม]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/47547</link>
<guid isPermaLink="false">86f821f441c56fe78ad9e8f05f533786</guid>
<pubDate>Tue, 14 May 2024 16:21:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;นภินทร&rdquo;เตรียมนำคณะผู้แทนไทยเยือนภูฏาน เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (JTC) ครั้งที่ 5 เน้นเพิ่มความร่วมมือการค้า การลงทุน ความร่วมมือเศรษฐกิจ ทั้งท่องเที่ยว หัตถกรรมและการเกษตร และคิกออกฟเปิดการเจรจา FTA ไทย-ภูฏานอย่างเป็นทางการ เผยจะมีการลงนาม MOU ส่งเสริมสินค้าหัตถกรรมระหว่างกันด้วย &nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตนเตรียมนำคณะผู้แทนไทยเยือนภูฏาน ตามคำเชิญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พาณิชย์ และการจ้างงานภูฏาน เพื่อเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (Joint Trade Committee : JTC) ครั้งที่ 5 และการประชุมเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-ภูฏาน ครั้งที่ 1 โดยภูฏานจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ระหว่างวันที่ 15-17 พ.ค.2567 ณ กรุงทิมพู ภูฏาน ซึ่งมีนายนำเยล ดอร์จิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกระทรวงอุตสาหกรรม พาณิชย์ และการจ้างงานภูฏาน เป็นประธานร่วมการประชุม<br />
<br />
สำหรับประเด็นสำคัญที่จะมีการหารือ อาทิ การส่งเสริมการค้าและการลงทุน การส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจในด้านต่าง ๆ ทั้งการท่องเที่ยว หัตถกรรม และการเกษตร รวมทั้งการแบ่งปันประสบการณ์ด้านวิชาการที่ไทยมีศักยภาพในสาขาที่ภูฏานสนใจ อาทิ การพัฒนาสินค้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) มาตรฐานสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการอำนวยความสะดวกและส่งเสริมการค้าสินค้าเกษตรระหว่างกัน</p>

<p>นอกจากนี้ ไทยและภูฏานจะลงนามเอกสารขอบเขต (ToR) สำหรับการเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยและภูฏาน ซึ่งจะเป็นการเริ่มต้นการเจรจา FTA ไทย-ภูฏาน อย่างเป็นทางการ รวมทั้งลงนามบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding : MOU) ว่าด้วยการส่งเสริมงานศิลปหัตถกรรมระหว่างสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) กับกรมการสื่อสาร อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ และทรัพย์สินทางปัญญาภูฏาน เพื่อส่งเสริมและขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการพัฒนาสินค้าหัตถกรรมระหว่างกัน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;การประชุมครั้งนี้ จะเป็นการกระชับความสัมพันธ์ทางการค้าและส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจในสาขาที่เป็นประโยชน์ระหว่างกัน ซึ่งภูฏานมีศักยภาพที่จะเป็นตลาดรองรับการส่งออกของไทยในระยะยาว เนื่องจากภูฏานมีพัฒนาการทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง และได้เป็นประเทศกำลังพัฒนา เมื่อปี 2566 ซึ่งมั่นใจว่า FTA ไทย-ภูฏาน จะเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มพูนปริมาณการค้าระหว่างกัน และขับเคลื่อนการค้าให้บรรลุเป้าหมายที่มูลค่า 120 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3,600 ล้านบาท&rdquo; นายนภินทรกล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ในปี 2566 การค้าระหว่างไทยกับภูฏาน มีมูลค่า 18.73 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออกไปภูฏาน มูลค่า 18.71 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยนำเข้าจากภูฏาน มูลค่า 0.06 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญ อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ ผ้าผืน ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูป ผลไม้แห้ง และเครื่องใช้ไฟฟ้า และสินค้านำเข้าสำคัญ อาทิ ยางสำหรับอากาศยาน อุปกรณ์การบินและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์โลหะ ศิลปกรรม และถั่งเช่า สำหรับในช่วง 3 เดือนของปี 2567 (ม.ค.-มี.ค.) การค้าระหว่างไทยกับภูฏาน มีมูลค่า 3.06 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออกไปภูฏาน มูลค่า 3.03 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยนำเข้าจากภูฏาน มูลค่า 0.03 ล้านดอลลาร์สหรัฐ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/2024051438fdc62f0edd08bad74abad670f68982162235.jpg' type='image/jpg' length='80047' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ส่งออกอัญมณี มี.ค.67 เพิ่ม 9.77% ฟื้น 7 เดือนติด แต่ส่งออกทองวูบ หลังราคาพุ่งแรง]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/47249</link>
<guid isPermaLink="false">057d5051bff8b678feae38bcb2eadb30</guid>
<pubDate>Mon, 13 May 2024 13:04:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>ส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับเดือน มี.ค.67 มูลค่า 691.55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 9.77% ฟื้นตัว 7 เดือนติด หากรวมทองคำมีมูลค่า 1,083.37 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลด 50.73% เหตุส่งออกทองคำลด หลังราคาทองโลกผันผวนในทิศทางที่สูงขึ้น รวม 3 เดือน ไม่รวมทอง เพิ่ม 13.36% รวมทอง ลด 0.28% คาดแนวโน้มยังฟื้นตัวต่อเนื่อง หลังเศรษฐกิจโลก คู่ค้าเติบโตดีขึ้น แนะใช้ AI ช่วยออกแบบ ใช้อินฟลูเอนเซอร์ช่วยทำตลาด มีโอกาสปังแน่</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT เปิดเผยว่า การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ไม่รวมทองคำ เดือน มี.ค.2567 มีมูลค่า 691.55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 9.77% ฟื้นตัวต่อเนื่อง 7 เดือนติดต่อกัน และหากรวมทองคำ มีมูลค่า 1,083.37 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 50.73% ส่วนยอดรวม 3 เดือน ปี 2567 (ม.ค.-มี.ค.) การส่งออกไม่รวมทองคำ มีมูลค่า 2,513.73 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 13.36% หากรวมทองคำ มูลค่า 4,115.13 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 0.28%&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไม่รวมทองคำ ยังคงฟื้นตัวดีขึ้นต่อเนื่อง เพราะเศรษฐกิจคู่ค้าสำคัญของไทยฟื้นตัวดีขึ้น มีการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ส่วนการส่งออกที่รวมทองคำ ลดลงกว่า 50% เนื่องจากราคาทองคำตลาดโลกมีความผันผวนในทิศทางที่สูงขึ้น ทำให้คาดเดาได้ยาก จึงส่งผลให้มีการส่งออกทองคำไปเก็งกำไรลดลง โดยการส่งออกทองคำรวม 3 เดือน มีมูลค่า 1,601.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 16.11% แยกเป็น ม.ค. มูลค่า 469.12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 194.17% ก.พ. มูลค่า 740.46 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 309.51% และ มี.ค. มูลค่า 391.82 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 75.02%&rdquo; &nbsp;<br />
<br />
สำหรับตลาดส่งออกสำคัญ พบว่า มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเกือบทุกตลาด โดยสหรัฐฯ เพิ่ม 10.81% ฮ่องกง เพิ่ม 34.29% เยอรมนี เพิ่ม 18.62% อินเดีย เพิ่ม 81.44% เบลเยียม เพิ่ม 70.08% สหราชอาณาจักร เพิ่ม 5.75% กาตาร์ เพิ่ม 22.83% ญี่ปุ่น เพิ่ม 14.12% อิตาลี เพิ่ม 4.01% แต่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ลด 21.19%</p>

<p>ทางด้านสินค้าส่งออกสำคัญ ส่วนใหญ่เพิ่มขึ้น โดยเครื่องประดับทอง เพิ่ม 10.58% เครื่องประดับเงิน เพิ่ม 26.59% พลอยก้อน เพิ่ม 129.40% พลอยเนื้อแข็งเจียระไน เพิ่ม 11.37% พลอยเนื้ออ่อนเจียระไน เพิ่ม 28.84% เพชรก้อน เพิ่ม 3.92% เพชรเจียระไน เพิ่ม 7.54% เครื่องประดับเทียม เพิ่ม 15.39% ของทำด้วยไข่มุกและรัตนชาติ เพิ่ม 31.24% ส่วนทองคำ ลด 16.11% เครื่องประดับแพลทินัม ลด 47.19%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายสุเมธกล่าวว่า แนวโน้มการส่งออก คาดว่า จะยังคงฟื้นตัวดีขึ้น จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินเศรษฐกิจโลก เมื่อวันที่ 16 เม.ย.2567 ว่าจะอยู่ที่ 3.2% ขณะที่การส่งออกไปยังตลาดคู่ค้าสำคัญพลิกกลับมาเป็นบวกได้ ทั้งสหรัฐฯ อินเดีย เยอรมนี เบลเยียมและสหราชอาณาจักร และได้แรงหนุนจากการจัดงานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับหลายงานทั่วโลก ส่วนทองคำ ยังเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจ และมีโอกาสที่ราคาจะขยับขึ้นได้อีกในช่วงที่เหลือของปีนี้ แต่ต้องจับตาประเด็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่อาจขยายตัวเพิ่มขึ้น อัตราเงินเฟ้อ ราคาน้ำมัน และปัญหาค่าครองชีพ ที่ยังเป็นประเด็นที่กดดันเศรษฐกิจ &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนการทำตลาดจากนี้ ควรใช้การตลาดเชิงสร้างสรรค์ด้วย AI มาช่วยสร้างสรรค์ผลงาน เพราะไม่เพียงช่วยให้การสร้างงานต้นแบบได้รวดเร็วมากขึ้น แต่ยังสามารถเป็นเสมือนเพื่อนร่วมคิดที่สอบถาม ให้คำแนะนำ เพื่อเติมเต็มแรงบันดาลใจให้ได้รับไอเดียใหม่ ๆ ในการสร้างรูปแบบให้ตรงตามความคาดหวังของผู้บริโภค และการสื่อสารกับผู้บริโภค ควรใช้การตลาดแบบอินฟลูเอนเซอร์ที่ยังเป็นเทรนด์ที่มาแรง เพราะผู้บริโภคยุคใหม่ต้องการมากกว่าแค่ตรารับรอง ต้องการความสัมพันธ์ที่จริงใจและน่าเชื่อถือจากผู้มีอิทธิพลหรือเชี่ยวชาญในด้านนั้น ๆ ซึ่งจะเป็นสองส่วนสำคัญ ที่ช่วยผลักดันธุรกิจให้เติบโต ไม่ว่าเป็นธุรกิจระดับขนาดเล็ก กลาง หรือใหญ่</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20240513a1ff32fd571cecba7f21af7cf5530bbc130507.jpg' type='image/jpg' length='1518664' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ศูนย์กลางการค้าอัญมณีโลก]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/47247</link>
<guid isPermaLink="false">7e6368a1c973cd43bb15a50dd03cedcf</guid>
<pubDate>Mon, 13 May 2024 13:01:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&ldquo;<strong>กระทรวงพาณิชย์</strong>&rdquo; ได้ตั้งเป้าหมายในการผลักดันให้ไทยเป็น &ldquo;<strong>ศูนย์กลางการค้าอัญมณีและเครื่องประดับของโลก</strong>&rdquo; และที่ผ่านมา พยายาม &ldquo;<strong>เดินไปสู่เป้าหมาย</strong>&rdquo; มาโดยตลอด<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
จะว่าไป ทุกวันนี้ ใครที่ &ldquo;<strong>อยากจะซื้อ</strong>&rdquo; อัญมณีและเครื่องประดับ หนึ่งในประเทศที่ถูกนึกถึง ก็คือ &ldquo;<strong>ไทย</strong>&rdquo; &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ปัจจุบัน ประเทศไทยเป็น &ldquo;<strong>ผู้ผลิต</strong>&rdquo; และ &ldquo;<strong>ส่งออก</strong>&rdquo; สินค้าอัญมณีและเครื่องประดับอันดับที่ 14 ของโลก และเป็น &ldquo;<strong>ผู้ส่งออกพลอยสี</strong>&rdquo; อันดับ 3 รองจากสหรัฐฯ และฮ่องกง &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
จากขีดความสามารถดังกล่าว ทำให้ทุกวันนี้ &ldquo;<strong>สินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ</strong>&rdquo; สามารถทำมูลค่า &ldquo;<strong>การส่งออก</strong>&rdquo; ได้สูงสุด &ldquo;<strong>เป็นอันดับ 3</strong>&rdquo; ของสินค้าส่งออกทั้งหมดของไทย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
เมื่อรวมกับ &ldquo;<strong>มูลค่าการค้าภายในประเทศ</strong>&rdquo; จะมีเม็ดเงินใน &ldquo;<strong>ระบบเศรษฐกิจ</strong>&rdquo; ของประเทศถึงปีละ &ldquo;<strong>เกือบ 1 ล้านล้านบาท</strong>&rdquo; หรือประมาณ 5.5% ของจีดีพี แบ่งเป็นการส่งออก 4 แสนล้าน การบริโภคในประเทศประมาณ 6 แสนล้าน<br />
<br />
นอกจากนี้ ยังก่อให้เกิด &ldquo;<strong>การจ้างแรงงาน</strong>&rdquo; กว่า 8 แสนคนตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดย 78% อยู่ในวงการค้าส่งค้าปลีก และ 20% เป็นนักออกแบบ ช่างฝีมือและเจียระไน รวมทั้งคนทำงานในเหมือง<br />
<br />
ก็อย่างที่บอก กระทรวงพาณิชย์พยายามเดินหน้าสู่เป้าหมาย และทุกวันนี้ ก็ยังเดินหน้าอยู่ ไม่ว่าจะเป็น &ldquo;<strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ</strong>&rdquo; ที่ขับเคลื่อนและผลักดันการส่งออกอย่างเต็มที่ หรือ &ldquo;<strong>สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT</strong>&rdquo; ที่ขับเคลื่อนและสร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง<br />
<br />
ล่าสุด GIT ได้กำหนด &ldquo;<strong>ยุทธศาสตร์การทำงาน</strong>&rdquo; เพื่อผลักดันให้ไทยไปสู่เป้าหมายจำนวนทั้งสิ้น 5 ยุทธศาสตร์ ได้แก่</p>

<p><strong>1.ยกระดับมาตรฐานการตรวจรับรองอัญมณีและเครื่องประดับและโลหะมีค่าสู่สากล</strong>&nbsp;โดยผลักดันการใช้ และอ้างอิงมาตรฐานอัญมณีและเครื่องประดับให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล และจัดทำมาตรฐาน GIT Standard สำหรับใช้ในห้องปฏิบัติการตรวจสอบ (ห้องแล็บ) ให้มีมาตรฐานการตรวจสอบเดียวกันทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีห้องปฏิบัติการที่ใช้มาตรฐาน GIT Standard แล้ว 10 ห้องปฏิบัติการ<br />
<br />
<strong>2.ส่งเสริมการวิจัยพัฒนาและนวัตกรรมที่นำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์และเชิงสังคม</strong>&nbsp;เพื่อตอบสนองความต้องการของภาคอุตสาหกรรม โดยผลงานวิจัยที่โดดเด่น เช่น ฐานข้อมูลอัจฉริยะแหล่งอัญมณีโลก (แฟนซีแซปไฟร์) , กระบวนการพัฒนาสีพลอยทัวร์มาลีนโดยเทคโนโลยีทางนิวเคลียร์ , การส่งเสริมการนำมาตรฐานห้องปฏิบัติการไปทดสอบผลิตภัณฑ์อัญมณีและเครื่องประดับ , การเสริมสร้างธรรมาภิบาลและการประเมินคาร์บอนฟุตปริ้น และการปรับปรุงสมบัติทางกายภาพทองคำ 96.5% &nbsp;<br />
<br />
<strong>3.การเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการ เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับของไทย</strong>&nbsp;โดยมุ่งเน้นพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะสูง การสร้างแบรนด์ โดยสอนตั้งแต่ระดับช่างฝีมือ พนักงานขาย ไปจนถึงผู้ประกอบการ รวมทั้งพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ นักออกแบบ สตาร์ตอัป เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า เป็นต้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
<strong>4.การเป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านอัญมณีและเครื่องประดับหลักของประเทศ</strong>&nbsp;โดยมุ่งสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงการเผยแพร่และแลกเปลี่ยนข้อมูลอัญมณีและเครื่องประดับ จัดทำข้อมูลเชิงลึกและบทวิเคราะห์ด้านการตลาดอัญมณีและเครื่องประดับที่ครอบคลุมหลากหลายตรงตามความต้องการของภาคอุตสาหกรรม และยกระดับห้องสมุดอัญมณีและเครื่องประดับสู่การเป็นคลังความรู้ด้านอัญมณีและเครื่องประดับ รวมถึงการสร้างศูนย์เรียนรู้ด้วยตนเอง (พิพิธภัณฑ์อัญมณีและเครื่องประดับที่ครบวงจร) ให้ตอบโจทย์กับคนในยุคปัจจุบัน<br />
<br />
<strong>5.การพัฒนาสู่องค์กรดิจิทัลที่มีสมรรถนะสูงและเสริมสร้างภาพลักษณ์ความเป็นมืออาชีพขององค์กรไปสู่ระดับสากล</strong>&nbsp;โดยการยกระดับการดำเนินการและการให้บริการด้วยดิจิทัลแพลตฟอร์ม ต่อยอดและพัฒนาระบบสารสนเทศ เพื่อยกระดับการบริการผู้ประกอบการและประชาชน เช่น เพิ่มศักยภาพกระบวนวิเคราะห์ตรวจสอบอัญมณีและเครื่องประดับ พัฒนาปรับปรุงบริการลูกค้าผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ พัฒนาระบบการให้บริการข้อมูลสาธารณะเพื่อนำไปสู่การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ</p>

<p><strong>นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการ GIT</strong>&nbsp;กล่าวว่า จากยุทธศาสตร์ทั้ง 5 ข้อ GIT ไม่ได้เดินเพียงลำพัง แต่จะทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เริ่มตั้งแต่เรื่องวัตถุดิบ การพัฒนาฝีมือแรงงาน การพัฒนาอุตสาหกรรม การยกระดับมาตรฐาน ซึ่งจะช่วยสร้างความยั่นยืนให้กับอุตสาหกรรม และทำให้เป้าหมายการเป็นศูนย์กลางการค้าอัญมณีและเครื่องประดับของโลกประสบความสำเร็จได้<br />
<br />
ไม่เพียงแค่นั้น ยังจะขับเคลื่อนด้านการตลาดอย่างเข้มข้น ด้วยการร่วมมือกับ &ldquo;<strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ</strong>&rdquo; จัดงาน &ldquo;<strong>แสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ</strong>&rdquo; และจัดงาน&nbsp;<strong>&ldquo;เทศกาลนานาชาติพลอยและเครื่องประดับจันทบุรี</strong>&rdquo; ซึ่งปีนี้จะจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 5<br />
<br />
ผู้เขียนมองว่า แผนงานที่ว่ามาทั้งหมด จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าไม่ได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชน<br />
<br />
ก็อยากจะฝากถึงภาคเอกชนที่อยู่ในอุตสาหกรรม ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ อย่าลืมให้ความสำคัญกับการรักษาคุณภาพ มาตรฐานในทุกขั้นตอนการผลิต&nbsp;<br />
<br />
เพราะโลกทุกวันนี้ &ldquo;<strong>การค้ายุคใหม่</strong>&rdquo; ที่ให้ความสำคัญกับการปกป้องสิ่งแวดล้อม การรู้ที่มาที่ไปของวัตถุดิบ การไม่ใช้แรงงานทาส การไม่ค้ามนุษย์ และการปฏิบัติตามมาตรฐานต่าง ๆ เป็นเรื่องที่สำคัญกับอุตสาหกรรมนี้<br />
<br />
พลาดตรงไหน พลาดเมื่อไร มีโอกาสไปไม่ถึงเป้า &nbsp;<br />
<br />
แต่หาก &ldquo;<strong>ร่วมมือกัน</strong>&rdquo; การเป็น &ldquo;<strong>ศูนย์กลางการค้าอัญมณีและเครื่องประดับของโลก</strong>&rdquo;<br />
<br />
คงไม่ใช่เรื่องที่ &ldquo;<strong>ไกลเกินจริง</strong>&rdquo;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20240513a37ec60b851aace27b5122e35f099099130153.jpg' type='image/jpg' length='290642' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”นำไข่คละเบอร์เล็ก ขายแผง 95 บาท ช่วยระบายผลผลิต พ่วงลดค่าครองชีพ]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/46401</link>
<guid isPermaLink="false">9838c5baabeaefbe61fb1f2e25b94601</guid>
<pubDate>Fri, 03 May 2024 15:33:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าภายใน ช่วยเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ และลดภาระค่าครองชีพให้ผู้บริโภคไปพร้อมกัน นำผลผลิตไข่คละ เบอร์ 3 , 4 และ 5 ช่วยระบายผ่านโมบายธงฟ้า และเปิดจุดจำหน่ายในต่างจังหวัด ราคาแผงละ 95 บาท ส่วนผักสด คาดพ้นช่วงพีกแล้ว หลังราคาเริ่มลดลง แต่หากจุดไหน ยังมีปัญหา พร้อมประสานนำไปจำหน่าย&nbsp;</strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
<br />
นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้เข้าไปช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่แล้ว โดยได้ประสานนำผลผลิตไข่ไก่คละ เบอร์เล็ก 3 , 4 และ 5 มาขายผ่านโมบายธงฟ้า ประมาณ 100 จุดในกรุงเทพฯ และเปิดจุดจำหน่ายในต่างจังหวัด ซึ่งได้นำร่องที่ จ.ภูเก็ตไปแล้ว เพื่อช่วยระบายผลผลิตไข่ไก่ให้กับเกษตรกร ที่ขณะนี้ประสบปัญหา ผลผลิตไข่ไก่เบอร์ใหญ่ ลดลง และไข่เบอร์เบอร์เล็กเพิ่มสูงขึ้น ทำให้เกษตรกรขายผลผลิตได้ราคาลดลง เพราะเบอร์เล็ก ไม่ได้รับความนิยม จึงต้องขายราคาถูก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;กรมได้เข้าไปช่วยดึงผลผลิตไข่ไก่ เบอร์เล็ก 3 , 4 และ 5 มาช่วยกระจายให้กับเกษตรกร โดยนำมาขายในราคาต้นทุน ตกแผงละ 95 บาท จากราคาตลาดปกติเฉลี่ยเบอร์ 3 แผงละ 120 บาท ซึ่งเป็นการช่วยเกษตรกรระบายผลผลิตที่ขายไม่ออก และช่วยให้ผู้บริโภค ได้บริโภคไข่ไก่ราคาถูก แม้จะฟองเล็กลง แต่โปรตีน คุณค่าทางอาหาร อะไรทุกอย่างยังเหมือนเดิม ถือเป็นการช่วยลดภาระค่าครองชีพอีกทาง&rdquo;นายวัฒนศักย์กล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20240503bf90ce60f8b02a915ca622f50cc763a4153829.jpg' type='image/jpg' length='319501' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[น้ำมันขึ้น ผัก ผลไม้ ราคาขยับ ดันเงินเฟ้อ เม.ย.เพิ่ม 0.19% บวกครั้งแรกรอบ 7 เดือน]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/46394</link>
<guid isPermaLink="false">dd29004bd35c4adcd40b625a605ce8aa</guid>
<pubDate>Fri, 03 May 2024 15:32:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เผยเงินเฟ้อ เม.ย.67 เพิ่มขึ้น 0.19% พลิกกลับมาเป็นบวกครั้งแรกในรอบ 7 เดือน เหตุน้ำมัน ทั้งเบนซิน ดีเซล ขยับขึ้น ผักสด ผลไม้สด ราคาขึ้น รวม 4 เดือน ลดลง 0.55% คาด พ.ค. ขึ้นต่อ เหตุฐานปีก่อนเดือน พ.ค. ต่ำสุดในรอบปี 66 ราคาสินค้าเกษตรขึ้น น้ำมันทรงตัวสูง บาทอ่อนกระทบสินค้านำเข้า รับขึ้นค่าแรง 400 บาท แจกดิจิทัล วอลเล็ต กระทบเงินเฟ้อแน่ ยังคงเป้าทั้งปี 0-1% ค่ากลาง 0.5%</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (เงินเฟ้อทั่วไป) เดือน เม.ย.2567 เท่ากับ 108.16 เทียบกับ มี.ค.2567 เพิ่มขึ้น 0.85% เทียบกับเดือน เม.ย.2566 เพิ่มขึ้น 0.19% กลับมาเป็นบวกครั้งแรกในรอบ 7 เดือน โดยมีสาเหตุสำคัญจากการปรับเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ทั้งเบนซินและดีเซล ตามสถานการณ์ราคาพลังงานตลาดโลก สินค้าเกษตรหลายรายการ โดยเฉพาะผักสด และผลไม้สด ออกสู่ตลาดลดลง และราคาสูงขึ้น เนื่องจากสภาพอากาศร้อนจัด และหากรวมเงินเฟ้อ 4 เดือนของปี 2567 (ม.ค.-เม.ย.) ลดลง 0.55%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับรายละเอียดเงินเฟ้อเดือน เม.ย.2567 ที่สูงขึ้น 0.19% มาจากการสูงขึ้นของหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ 0.28% จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าสำคัญกลุ่มอาหารสด อาทิ ผักสด (แตงกวา ถั่วฝักยาว ผักชี ผักคะน้า ผักกาดขาว ต้นหอม) ผลไม้สด (กล้วยหอม องุ่น สับปะรด) ข้าวสารเจ้า และข้าวสารเหนียว เนื่องจากสภาพอากาศร้อนจัดและขาดแคลนน้ำในหลายพื้นที่ทำการเกษตร ทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดลดลง อาหารบริโภคในบ้าน (กับข้าวสำเร็จรูป ก๋วยเตี๋ยว อาหารว่าง ข้าวแกง/ข้าวกล่อง) ตามต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น ส่วนสินค้าที่ราคาลดลง อาทิ เนื้อสุกร ปลาทู น้ำมันพืช และกระเทียม เป็นต้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนหมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม เพิ่ม 0.12% จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ โดยเฉพาะน้ำมันเชื้อเพลิง (แก๊สโซฮอล์ 95 91 และ E20 น้ำมันเบนซิน 95) ตามสถานการณ์ราคาพลังงานในตลาดโลกที่ปรับสูงขึ้น ค่าของใช้ส่วนบุคคล (แป้งทาผิวกาย ยาสีฟัน กระดาษชำระ) เนื่องจากสิ้นสุดโปรโมชัน ยาสูบและเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ (สุรา บุหรี่ ไวน์) และสินค้าสำคัญที่ราคาลดลง อาทิ ค่ากระแสไฟฟ้า น้ำมันดีเซล ผงซักฟอก น้ำยาปรับผ้านุ่ม เสื้อยืดบุรุษและสตรี และเสื้อเชิ้ตบุรุษและสตรี เป็นต้น</p>

<p>ทางด้านเงินเฟ้อพื้นฐานเดือน เม.ย.2567 เมื่อหักอาหารสดและพลังงานออก เพิ่มขึ้น 0.05% เมื่อเทียบกับเดือน มี.ค.2567 และเพิ่มขึ้น 0.37% เมื่อเทียบกับเดือน เม.ย.2566 เฉลี่ย 4 เดือน ปี 2567 (ม.ค.-เม.ย.) เพิ่มขึ้น 0.42%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มเงินเฟ้อเดือน พ.ค.2567 มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น เพราะฐานเดือน พ.ค.2566 อยู่ในระดับต่ำ และต่ำสุดของปี 2566 ราคาสินค้าเกษตรหลายรายการสูงขึ้น ทั้งไข่ไก่ เนื้อสุกร ผักและผลไม้ จากสภาพอากาศร้อนจัด ราคาน้ำมันตลาดโลกทรงตัวระดับสูง และมีการลดการอุดหนุนราคาในประเทศ ค่าเงินบาทอ่อนค่า ทำให้ต้นทุนสินค้านำเข้าสูงขึ้น ผู้ประกอบการได้รับแรงกดดันด้านต้นทุน ทั้งดอกเบี้ย น้ำมัน และค่าไฟที่เพิ่มขึ้น โดยคาดว่าจะขยายตัว 1-1.5% ส่วนไตรมาส 2 น่าจะเพิ่ม 0.8-1%<br />
<br />
ทั้งนี้ กรณีที่รัฐบาลจะปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาททั่วประเทศ ตั้งแต่ 1 ต.ค.2567 กำลังติดตามและดูรายละเอียดว่าจะกระทบต่อเงินเฟ้อมากน้อยแค่ไหน รวมถึงการแจกเงินดิจิทัล วอลเล็ต 1 หมื่นบาท ซึ่งตอนนี้ยังไม่เกิด แต่ถ้ามา มีผลกระทบต่อเงินเฟ้อแน่ แต่จนถึงขณะนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังคงคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ปี 2567 อยู่ระหว่าง 0.0&ndash;1.0% ค่ากลาง 0.5% และหากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ก็จะมีการทบทวนอีกครั้ง&nbsp;<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20240503dfa8990203969aeef276b2550db054da153305.jpg' type='image/jpg' length='372791' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมการค้าต่างประเทศ ดันค้าชายแดน เร่งส่งออกข้าว-มัน แก้กฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/46163</link>
<guid isPermaLink="false">3b58dd35eb1c2950f20b13428dd9aaab</guid>
<pubDate>Thu, 02 May 2024 15:49:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าต่างประเทศ เปิดนโยบายทำงานก้าวสู่ปีที่ 83 ลุยแก้ปัญหาอุปสรรคการค้าชายแดน ผลักดันส่งออกสินค้าเกษตรสำคัญ ทั้งข้าว มันสำปะหลัง เปิดทางผู้ส่งออกรายเล็ก ได้สิทธิ์ส่งออกข้าวจีทูจี เดินหน้าสร้างความเป็นธรรมทางการค้า ปรับปรุงงานบริการโดยใช้นวัตกรรมดิจิทัล และปรับปรุงกฎ ระเบียบ ที่เป็นอุปสรรคต่อการค้า &nbsp;&nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานจัดงานครบรอบวันคล้ายวันสถาปนา 82 ปี กรมการค้าต่างประเทศ ว่า กรมได้รับนโยบายนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้ความสำคัญกับการทำงานเชิงรุก เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าให้กับผู้ประกอบการของไทย โดยในด้านการค้าชายแดน มีแผนที่ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การค้าอย่างใกล้ชิดในทุกด้านที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้าน เร่งแก้ไขปัญหาอุปสรรคทางการค้า ติดตามผลการเจรจาขยายระยะเวลาเปิด-ปิดด่านที่เป็นช่องทางส่งออกผลไม้ไทยไปจีน ผลักดันจัดตั้งศูนย์บริการค้าชายแดนแบบเบ็ดเสร็จจุดเดียว หรือ OSS (One Stop Service) เพิ่มขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกส่งออก และจัดมหกรรมการค้าชายแดน ณ จังหวัดเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างรายได้ในจังหวัดชายแดน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;ตอนนี้ด่านการค้าชายแดน เปิดเกือบหมดแล้ว ล่าสุดเปิด 86 ด่าน จากทั้งหมด 95 ด่าน และจะผลักดันให้มีการยกระดับด่านการค้าที่เป็นจุดผ่อนปรน เป็นด่านถาวรต่อไป ซึ่งจะต้องทำงานร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคง และหน่วยงานอื่น ๆ รวมทั้งต้องติดตามปัญหาในเมียนมา ที่จะกระทบการค้า และต้องเร่งแก้ปัญหาในเรื่องการขนส่ง ที่เมียนมา ไม่อนุญาตให้รถบรรทุกขนาดใหญ่เข้ามาไทย แก้เรื่องการออกใบอนุญาต และเรื่องภาษีแต่ละด่านที่ไม่เท่ากัน ส่วนกับประเทศเพื่อนบ้านอื่น ยังไม่พบปัญหา แต่ก็จะติดตามใกล้ชิดต่อไป&rdquo;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายรณรงค์กล่าวว่า การผลักดันสินค้าเกษตรสำคัญ ทั้งข้าว มันสำปะหลัง และสินค้าเกษตรนวัตกรรม จะเดินหน้าสร้างโอกาสทางการตลาดให้กับผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง โดยจะนำผู้ประกอบการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าทั้งในและต่างประเทศ การจัดคณะผู้แทนเยือนประเทศคู่ค้าสำคัญ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ สร้างความเชื่อมั่น และผลักดันการส่งออก เพื่อสร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SME และรายเล็ก อย่างข้าวจีทูจี ที่หาตลาดได้มา ก็จะเปิดโอกาสให้ผู้ส่งออกทุกราย ทั้งรายใหญ่ รายเล็ก มีโอกาสในการส่งออก ไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นรายใหญ่เท่านั้น</p>

<p>นอกจากนี้ จะเร่งสร้างความเป็นธรรมทางการค้า โดยการให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนผู้ส่งออกสินค้าไทยในการใช้มาตรการเยียวยาทางการค้า ได้แก่ มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) มาตรการตอบโต้การอุดหนุน (CVD) มาตรการปกป้องจากการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น (Safeguard) และมาตรการตอบโต้การหลบเลี่ยงมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน (AC) อย่างตรงไปตรงมา ไม่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์ และต้องยึดหลักโปร่งใส เท่าเทียม<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน จะเร่งพัฒนาระบบให้บริการด้วยนวัตกรรมดิจิทัล เช่น ระบบการให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์ด้านการส่งออกสินค้ามาตรฐาน หรือระบบ OCS Connect ระบบการให้บริการออกใบอนุญาตและหนังสือรับรองการส่งออก&ndash;นำเข้าสินค้าด้วยนวัตกรรมดิจิทัล หรือ ระบบ DFT Smart Licensing และระบบการให้บริการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า หรือ DFT Smart C/O อย่างครบวงจร และจะส่งเสริมให้มีการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้า สร้างการรับรู้ด้านกฎระเบียบและมาตรการทางการค้าใหม่ ๆ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนกฎหมายที่อยู่ในการกำกับดูแล จะดำเนินการปรับปรุงกฎ ระเบียบ เพื่อลดความซ้ำซ้อน ลดข้อจำกัด ขจัดอุปสรรค และสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจ อาทิ การปรับปรุงประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่องการนำเข้าสินค้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ สินค้ารถยนต์ ยางรถยนต์ที่ใช้แล้ว และเศษพลาสติก รวมทั้งจะผลักดันการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับควบคุมการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง (WMD) และสินค้าที่ใช้ได้สองทาง (DUI) ซึ่งจะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ของธุรกิจในด้านความมั่นคงปลอดภัย เพิ่มความน่าเชื่อถือ และสร้างแต้มต่อทางการค้า</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20240502c3fe6e3b1c656feaeea18afdb9683380155008.jpg' type='image/jpg' length='137457' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ภูมิธรรม” ชวนสวีเดนลงทุนไทยเพิ่ม พร้อมขอช่วยหนุนถก FTA ไทย-อียูให้จบโดยเร็ว]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/45773</link>
<guid isPermaLink="false">854a5ad330826bfc10d071e5021d7d7d</guid>
<pubDate>Wed, 01 May 2024 09:56:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ภูมิธรรม&rdquo;หารือทูตสวีเดน ชวนนักลงทุนเข้ามาลงทุนในไทยเพิ่ม ในสาขาที่สวีเดนมีความเชี่ยวชาญ ทั้งยานยนต์ไฟฟ้า โซลาร์เซลล์ พลังงานหมุนเวียน และสินค้าที่ส่งเสริมด้านสีเขียวและความยั่งยืน พร้อมขอช่วยหนุนการเจรจา FTA ไทย-อียู ให้สามารถสรุปผลการเจรจาได้โดยเร็ว</strong><br />
<br />
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการหารือกับนางอันนา ฮัมมาร์เกรน เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรสวีเดนประจำประเทศไทย และคณะผู้แทนภาครัฐและภาคเอกชนของสวีเดน เมื่อช่วงเย็น วันที่ 30 เม.ย.2567 ที่กระทรวงพาณิชย์ ว่า ไทยกับสวีเดนมีความสัมพันธ์ที่ดีมาอย่างยาวนาน 156 ปี มีบริษัทสวีเดนลงทุนในไทยกว่าร้อยราย เช่น SAAB , Volvo , Electrolux , IKEA , Ericsson , Purac โดยทั้งสองฝ่ายเห็นว่ายังสามารถขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนระหว่างสองประเทศให้มากยิ่งขึ้นได้ ตนจึงได้เชิญชวนให้สวีเดนขยายการลงทุนเพิ่มในไทยในสาขาที่สวีเดนมีศักยภาพและมีความเชี่ยวชาญ ที่เป็นการเปลี่ยนผ่านพลังงานสีเขียว เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) โซลาร์เซลล์ พลังงานหมุนเวียน รวมถึงสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่ส่งเสริมด้านสีเขียวและความยั่งยืน<br />
<br />
ทั้งนี้ ยังได้หารือถึงประเด็นความร่วมมือสำคัญอื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองฝ่าย เช่น คมนาคม การศึกษา วิจัยและนวัตกรรม ความมั่นคงและการป้องกันประเทศ โดยฝ่ายสวีเดนแจ้งว่า อยู่ระหว่างการหารือกับกองทัพอากาศไทย เพื่อสานต่อความร่วมมือทางด้านการป้องกันประเทศ ที่สวีเดนมีความเชี่ยวชาญ</p>

<p>ขณะเดียวกัน สองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-สหภาพยุโรป (อียู) ที่อยู่ระหว่างการเจรจา โดยได้ขอให้สวีเดนในฐานะประเทศสมาชิกของอียูสนับสนุนการเจรจาดังกล่าว เพื่อให้สามารถสรุปผลการเจรจาได้โดยเร็ว เพราะจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ขยายโอกาสทางการค้า และการลงทุนระหว่างไทยกับประเทศสมาชิกอียูทั้ง 27 ประเทศ รวมถึงสวีเดนด้วย ซึ่งเอกอัครราชทูตสวีเดนได้แจ้งพร้อมให้การสนับสนุนการเจรจา FTA กับไทย เพื่อบรรลุข้อตกลงที่ครอบคลุมและได้ประโยชน์ร่วมกัน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับสวีเดนเป็นคู่ค้าอันดับที่ 39 ของไทย และอันดับที่ 7 จากอียู โดยในปี 2566 ไทยและสวีเดนมีการค้าระหว่างกันรวม 1,137.25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (46,405.63 ล้านบาท) ลดลง 0.13% มีสัดส่วนการค้ารวมคิดเป็น 0.23% ของการค้าทั้งหมดของไทยกับโลก โดยไทยส่งออกไปสวีเดน 527.15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (18,169.48 ล้านบาท) และไทยนำเข้าจากสวีเดน 810.11 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (28,236.15 ล้านบาท) สินค้าส่งออกสำคัญ เช่น ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่น ๆ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องอุปกรณ์ไฟฟ้าสำหรับให้สัญญาณเสียงและส่วนประกอบ และผลิตภัณฑ์ยาง สินค้านำเข้าสำคัญ เช่น เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ กระดาษและผลิตภัณฑ์กระดาษ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20240501d4cbb7618274c3a4bb81ca94e614103e095711.jpg' type='image/jpg' length='347428' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ส่งออก มี.ค. ลด 10.9% ลบครั้งแรกรอบ 8 เดือน คาด เม.ย. พลิกกลับมาเป็นบวก]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/45290</link>
<guid isPermaLink="false">0ef4b2b613e96d390489ceb373eabd7e</guid>
<pubDate>Mon, 29 Apr 2024 11:40:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เผยส่งออก มี.ค.67 มีมูลค่า 24,960.6 ล้านเหรียญสหรัฐ ลด 10.9% กลับมาติดลบครั้งแรกในรอบ 8 เดือน เหตุฐานปีก่อนสูงมาก รวม 3 เดือน มูลค่า 70,995.3 ล้านเหรียญสหรัฐ ลด 0.2% ส่วนขาดดุลการค้า ไม่น่าห่วง ส่วนใหญ่นำเข้าสินค้าทุน วัตถุดิบ และน้ำมัน คาด เม.ย. กลับมาเป็นบวกได้แน่ รวมทั้งไตรมาส 2 ก็บวก ยันเป้าทั้งปี 1-2% เหมือนเดิม</strong><br />
<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกเดือน มี.ค.2567 มีมูลค่า 24,960.6 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 10.9% กลับมาติดลบเป็นครั้งแรกในรอบ 8 เดือน หลังจากที่ก่อนหน้านี้ขยายตัวเป็นบวกต่อเนื่อง 7 เดือนติดต่อกัน เนื่องจากฐานปีก่อนสูงมาก ส่งออกได้ถึง 28,004.2 ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อคิดเป็นเงินบาทมีมูลค่า 892,290 ล้านบาท การนำเข้ามีมูลค่า 26,123.8 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 5.6% คิดเป็นเงินบาทมูลค่า 944,828 ล้านบาท ขาดดุลการค้ามูลค่า 1,163.3 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินบาทมูลค่า 52,538 ล้านบาท รวม 3 เดือนปี 2567 (ม.ค.-มี.ค.) การส่งออกมีมูลค่า 70,995.3 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 0.2% คิดเป็นเงินบาทมูลค่า 2,504,009 ล้านบาท นำเข้ามูลค่า 75,470.5 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 3.8% คิดเป็นเงินบาทมูลค่า 2,692,023 ล้านบาท ขาดดุลการค้า 4,475.2 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินบาทมูลค่า 188,014 ล้านบาท<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับการส่งออกที่ลดลง มาจากการลดลงของสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร 5.1% โดยสินค้าเกษตร เพิ่ม 0.1% แต่สินค้าอุตสาหกรรมเกษตร ลด 9.9% โดยสินค้าสำคัญที่ขยายตัว อาทิ ข้าว ยางพารา อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป อาหารสัตว์เลี้ยง ผลไม้กระป๋องและแปรรูป สิ่งปรุงรสอาหาร นมและผลิตภัณฑ์จากนม ส่วนสินค้าที่หดตัว อาทิ ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง น้ำตาลทราย ผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็งและแห้ง ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ ทั้งนี้ ไตรมาสแรกของปี 2567 การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร เพิ่ม 0.3%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนสินค้าอุตสาหกรรม ลด 12.3% โดยสินค้าสำคัญที่ขยายตัว อาทิ หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ และสินค้าที่หดตัว อาทิ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ สินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ อุปกรณ์กึ่งตัวนำ ทรานซิสเตอร์ และไดโอด ทั้งนี้ ไตรมาสแรกของปี 2567 การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม ลด 0.3% &nbsp;<br />
ทางด้านตลาดส่งออกสำคัญ ส่วนใหญ่หดตัว โดยตลาดหลัก ลด 9.1% หดตัวในจีน 9.7% ญี่ปุ่น 19.3% สหภาพยุโรป (27) 0.1% และอาเซียน (5) 26.1% แต่สหรัฐฯ เพิ่ม 2.5% และ CLMV เพิ่ม 0.5% ตลาดรอง ลด 4.3% โดยหดตัวในเอเชียใต้ 6.1% ตะวันออกกลาง 7.3% แอฟริกา 11.9% ลาตินอเมริกา 10.2% รัสเซียและกลุ่ม CIS 14.2% และสหราชอาณาจักร 19.3% แต่ทวีปออสเตรเลีย เพิ่ม 13.5% และตลาดอื่น ๆ ลด 82.3% อาทิ สวิตเซอร์แลนด์ ลด 87.3%<br />
<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มการส่งออก เดือน เม.ย.2567 มั่นใจว่าจะกลับมาเป็นบวก และไตรมาส 2 ก็มีแนวโน้มเป็นบวก โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าเกษตร โดยเฉพาะผลไม้ ที่ขณะนี้กำลังออกสู่ตลาด คอมพิวเตอร์และชิ้นส่วน ที่เข้าสู่การฟื้นตัว สินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทรนด์พลังงานสะอาด ที่จะส่งออกได้ดีขึ้น และยังคงยืนยันเป้าส่งออกปีนี้ที่ 1-2% โดยจากนี้ หากทำได้เฉลี่ยเดือนละ 24,044 ล้านเหรียญสหรัฐ การส่งออกจะขยายตัว 1% ทำได้เฉลี่ย 24,362 ล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน การส่งออกจะขยายตัว 2% ส่วนการขาดดุลการค้า ดูแลไม่น่าเป็นห่วง เพราะตัวหลักที่นำเข้าสูง คือ สินค้าทุนและวัตถุดิบ นำเข้ารวมกัน 60% ของการนำเข้ารวม และอีกตัว คือ น้ำมัน มีสัดส่วนถึง 19%<br />
<br />
นายชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การส่งออกเดือน มี.ค.2567 แม้ติดลบมาก แต่ดูเป็นรายสินค้า ก็ไม่มีปัญหาอะไร อย่างสินค้าเกษตร โดยเฉพาะทุเรียน ปีนี้ผลผลิตออกช้ามาปลาย เม.ย. ทำให้ส่งออกทุเรียนชะลอ สินค้าอุตสาหกรรม อย่างยานยนต์และชิ้นส่วน ก็ไม่มีปัญหาอะไร ส่วนไตรมาส 2 เอกชนมองว่าน่าจะบอกได้ มีสินค้าไฮไลต์ ข้าว ยางพารา อาหารสัตว์ ยานยนต์และชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์ เพราะได้แรงหนุนจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่า 36-37 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ สินค้าเกษตรยังมีศักยภาพในการส่งออก ค่าระวางเรือ ตู้สินค้า เป็นปกติแล้ว ยกเว้นมีสถานการณ์รุนแรง</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20240429383b4f67a98faade5d370b2340986a90114044.jpg' type='image/jpg' length='385215' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“นภินทร” ดูพื้นที่จริง ถกผู้บริหารด่าน “หูหงิ-ด่งดัง” อำนวยความสะดวกส่งออกผลไม้ไทยไปจีน]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/44982</link>
<guid isPermaLink="false">cf30a4fff4740ec68088d7aa13635bc5</guid>
<pubDate>Fri, 26 Apr 2024 10:21:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;นภินทร&rdquo;ลงพื้นที่ติดตามการขนส่งผลไม้ผ่านด่านสากลหูหงิ และด่านรถไฟด่งดัง เวียดนาม เพื่อเตรียมการรับฤดูผลไม้ไทยที่กำลังจะออกสู่ตลาด พร้อมหารือผู้บริหารจังหวัดลางเซิน ขอช่วยดูแลและแก้ปัญหา หากมีการติดขัดช่วงส่งผลไม้ไทยไปจีน กำชับทูตพาณิชย์ติดตามสถานการณ์ที่ด่านใกล้ชิด มอนิเตอร์รถขนส่ง แจ้งเตือนผู้ประกอบการหากมีปัญหา และรีบประสานแก้ปัญหาในทันที</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการนำคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์ และภาคเอกชน เดินทางไปสำรวจสถานการณ์การขนส่งผลไม้ เส้นทางการขนส่งผลไม้ ขั้นตอนการขนส่งผลไม้ผ่านด่าน จุดขนถ่ายสินค้า ที่ด่านสากลหูหงิ และด่านรถไฟด่งดัง จังหวัดลางเซิน กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ว่า ได้หารือกับนายโฮ่ เตี๊ยน เถียวะ ประธานคณะกรรมการประชาชนจังหวัดลางเซิน และผู้บริหารจังหวัดลางเซิน ถึงปัญหาที่จะเกิดขี้นในช่วงฤดูผลไม้ของไทยที่กำลังจะมาถึง และอาจจะมีปัญหาการติดขัดบริเวณหน้าด่าน จากการตรวจปล่อยรถ และการสุ่มตรวจสารปนเปื้อน บริเวณด่านของประเทศจีน ซึ่งหากล่าช้าจะทำให้เกิดความเสียหายกับผลไม้ไทยได้ ซึ่งประธานคณะกรรมการประชาชนจังหวัดลางเซิน ยินดีให้ความร่วมมือ และจะดูแลการตรวจปล่อยรถบรรทุกของไทยจากด่านที่ตนรับผิดชอบให้เร็วที่สุด<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ปริมาณผลผลิตทุเรียนของไทย คาดว่าเฉพาะภาคตะวันออก จะมีจำนวน 7.8 แสนตัน และออกมากในช่วงเดือน พ.ค.2567 จำนวน 4.1 แสนตัน โดยไทยใช้ด่านของเวียดนามที่อยู่ในจังหวัดลางเซิน 2 ด่าน คือ ด่านทางบกหูหงิ และด่านรถไฟด่งดัง ซึ่งเป็นด่านหลักในการขนส่งผลไม้ไทยไปประเทศจีน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายนภินทรกล่าวว่า ได้ตั้งเป้าในการขนส่งผลไม้จากไทยไปจีน ใช้เวลาไม่เกิน 24 ชั่วโมง และได้มอบหมายให้ทูตพาณิชย์ ณ กรุงฮานอย ดำเนินการแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะสั้น ให้ดำเนินการโดยด่วน คือ ติดตามสถานการณ์ด่านชายแดนในเวียดนามและประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของจังหวัดลางเซิน เพื่ออำนวยความสะดวกต่อการขนส่งผลไม้ไทยผ่านด่านไปยังจีน ให้สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) และสถานทูต ณ กรุงฮานอย ประสานกระทรวงพาณิชย์ เพื่อรับทราบจำนวนรถผลไม้ที่จะขนส่งผ่านด่านนครพนมในแต่ละวัน เพื่อมอนิเตอร์จำนวนรถให้ผ่านด่านต่าง ๆ &nbsp;&nbsp;และประสานแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของจังหวัดลางเซินทราบปริมาณรถที่คาดว่าจะมาที่ด่านหูหงิในแต่ละวัน และประสานขยายเวลาทำการในด่านหูหงิและด่านโหย่วอี้กวน (จีน) จาก 8 ชั่วโมงเป็น 10 ชั่วโมง และทำการทุกวันไม่เว้นทั้งวันหยุด</p>

<p>ระยะกลาง ให้เตรียมการใช้ประโยชน์จากกรณีที่จีนและเวียดนามอยู่ระหว่างก่อสร้างช่องทางด่านอัจฉริยะ ที่เปิดให้บริการ 24 ชั่วโมง และใช้รถไร้คนขับ โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงปลายปี 2568 และติดตามกรณีที่จีนและเวียดนามอยู่ระหว่างหารือระหว่างกันเพื่อจะปิดช่องทางขนส่งพิเศษที่เส้นแบ่งเขต กิโลเมตรที่ 1088-1089 ณ ด่านเตินแทง (เวียดนาม)-ด่านผู่จ้าย (จีน) โดยให้เตรียมการหารือขอให้จีนอนุญาตให้สินค้าทุกประเภทที่ส่งออกผ่านเวียดนามไปจีนผ่านช่องทางนี้ได้ และระยะยาว จีนและเวียดนามได้หารือและมีแผนระยะยาวที่จะเปิดช่องทางผ่านด่านเป็น 14 ช่อง โดยเป็นสินค้าขาออก 7 ช่องสำหรับสินค้านำเข้า 7 ช่อง ก็ให้เตรียมความพร้อมเอาไว้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;ได้กำชับให้ทูตพาณิชย์ของไทย ที่ประจำอยู่ที่กรุงฮานอย ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และให้ประสานหน่วยงานของเวียดนาม อำนวยความสะดวกให้กับผลไม้ไทยเวลาผ่านด่านชายแดนเวียดนามไปยังจีน และให้ติดตามสถานการณ์การค้าชายแดน รวมถึงการปิด-เปิดด่านอย่างใกล้ชิด และแจ้งเตือนผู้ประกอบการถึงสถานการณ์หน้าด่าน รวมทั้งให้ประสานงานกับด่านศุลกากรเวียดนาม เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการไทย หากมีปัญหาก็ให้รีบหารือกับผู้บริหารด่านของเวียดนาม เพื่อแก้ไขในทันที เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผลไม้ไทย&rdquo;นายนภินทรกล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับด่านหูหงิ เป็นด่านสำคัญที่รถขนส่งผลไม้จากไทยจะมาใช้บริการก่อนที่จะเข้าสู่ด่านโหย่วอี้กว่าน ของจีน โดยต้องติดตามสถานการณ์การขนส่งว่ามีปัญหาติดขัดที่หน้าด่านหรือไม่ เพราะใกล้จะเป็นช่วงฤดูผลไม้ของไทย และต้องใช้เส้นทางนี้ในการขนส่งสินค้าส่งออกผ่านไปจีน และด่านรถไฟด่งดัง เป็นด่านที่เชื่อมต่อไปยังด่านรถไฟผิงเสียงของจีน ห่างจากฮานอยประมาณ 171 กิโลเมตร และห่างจากด่านสากลหูหงิ ประมาณ 1 กิโลเมตร ซึ่งไทยจะใช้ด่านนี้เป็นด่านสำหรับส่งออกผลไม้ของไทยเข้าสู่ตลาดจีน ส่วนใหญ่เป็นทุเรียน โดยในแต่ละวันจะมีรถไฟ 5 ขบวนที่ส่งออกไปจีน และมี 5 ขบวนที่เข้ามาจากจีน และในช่วงฤดูผลไม้ไทยในปี 2566 ที่ผ่านมา มีสินค้าทุเรียนไทยผ่านด่านรถไฟด่งดังไปจีน ประมาณ 10-20 ตู้ต่อวัน</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20240426370763d3a1636c5418d09842b01aa56f102318.jpg' type='image/jpg' length='376868' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ภูมิธรรม” แจ้งข่าวดี ไทยปิดดีลขายข้าวจีทูจีอินโดนีเซีย 5.5 หมื่นตัน ส่งมอบ เม.ย.เป็นต้นไป]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/44814</link>
<guid isPermaLink="false">cc22ed136bc26fcbc33f2f3326f4372f</guid>
<pubDate>Thu, 25 Apr 2024 15:20:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ภูมิธรรม&rdquo; แจ้งข่าวดี ไทยขายข้าวจีทูจีให้อินโดนีเซียล็อตแรก 5.5 หมื่นตัน ส่งมอบ เม.ย.67 เป็นต้นไป พร้อมสั่งกรมการค้าต่างประเทศเดินหน้าเจรจาต่อ และจัดคณะผู้แทนการค้าลุยขายข้าวตลาดเป้าหมาย &ldquo;รณรงค์&rdquo;รับลูก กางแผนบุกเจาะ ทั้งตลาดข้าวพรีเมียม ข้าวขาว ข้าวนึ่ง ข้าวเพื่อสุขภาพ โชว์ยอดส่งออกล่าสุด ม.ค.-22 เม.ย.67 ทำได้แล้ว 3.06 ล้านตัน เพิ่ม 23.39% มั่นใจทั้งปีส่งออกเกินเป้า 7.5 ล้านตันแน่</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า รัฐบาลไทยและรัฐบาลอินโดนีเซีย สามารถตกลงซื้อขายข้าวล็อตแรก ปริมาณ 55,000 ตัน โดยจะเริ่มส่งมอบตั้งแต่เดือน เม.ย.2567 เป็นต้นไป ซึ่งเป็นผลมาจากความมุ่งมั่นและความพยายามของภาครัฐและเอกชน ที่ช่วยกันหาตลาดรองรับผลผลิตและช่วยยกระดับราคาข้าวเปลือกให้แก่เกษตรกร และยังเป็นการตอกย้ำความสัมพันธ์อันดี และสานต่อความร่วมมือทางการค้าข้าวอันยาวนานระหว่างไทยและอินโดนีเซียให้แน่นแฟ้นและแข็งแกร่งยิ่งขึ้น<br />
<br />
&ldquo;การเจรจาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากการจัดหาข้าวส่งมอบ ต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคเอกชน ประกอบกับรัฐบาลอินโดนีเซียให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านราคาในการพิจารณานำเข้าข้าว ช่วงที่ราคาข้าวไทยปรับตัวสูงขึ้น ก็จะแข่งขันในตลาดได้ยากขึ้น แต่ผลจากการที่หน่วยงานรัฐและเอกชนไทย ได้ร่วมด้วยช่วยกันและทำงานกันอย่างใกล้ชิด โดยมีเป้าหมายร่วมกัน คือ ช่วยกันขายข้าวไทย เพื่อสร้างรายได้ให้กับประเทศ เกษตรกร และอุตสาหกรรมข้าวไทย ทำให้เกิดความสำเร็จนี้ขึ้นมาได้ และยังได้สั่งให้เดินหน้าเจรจาขายข้าวไทยต่อเนื่อง เพราะนอกจากจะช่วยเพิ่มปริมาณการส่งออกข้าวไทยแล้ว ยังส่งผลดีต่อราคาข้าวไทยทั้งระบบอีกด้วย&rdquo;นายภูมิธรรมกล่าว<br />
<br />
นอกจากนี้ ตนยังได้สั่งการให้กรมการค้าต่างประเทศเร่งเจรจาซื้อขายข้าวกับอินโดนีเซีย ตามที่นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายโจโก วิโดโด ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ได้หารือกันไว้ในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียน-ญี่ปุ่น สมัยพิเศษ เมื่อปลายปี 2566 ที่ผ่านมา รวมถึงติดตามสถานการณ์ตลาดและราคาข้าวโลกอย่างใกล้ชิด และให้จัดคณะผู้แทนการค้าเดินทางไปกระชับความสัมพันธ์และขยายตลาดข้าวไทยในทุกรูปแบบ ทั้งการซื้อขายข้าวแบบ G to G ซึ่งเป็นการค้าข้าวเสริมจากการขายข้าวของภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็น P to G หรือ P to P ตามนโยบาย &ldquo;รักษาตลาดเดิม เพิ่มตลาดใหม่ ในการส่งออกไปต่างประเทศ&rdquo; กับประเทศคู่ค้าต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มส่วนแบ่งตลาดข้าวไทย และตอกย้ำจุดยืนไทยในฐานะหนึ่งในผู้นำการส่งออกข้าวคุณภาพดี และเป็นแหล่งความมั่นคงทางอาหารของโลก</p>

<p>นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า กรมมีแผนที่จะบุกตลาดเดิมและตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ เช่น ตลาดข้าวพรีเมียม เน้นสหรัฐฯ เซเนกัล จีน ฮ่องกง ซาอุดีอาระเบีย ข้าวขาว เน้นฟิลิปปินส์ อิรัก ญี่ปุ่น มาเลเซีย ข้าวนึ่ง เน้นแอฟริกาใต้ เบนิน ไนจีเรีย บังกลาเทศ และข้าวเพื่อสุขภาพ เน้นสหภาพยุโรป ออสเตรเลีย สิงคโปร์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพมาตรฐานของข้าวไทย และผลักดันให้มีการนำเข้าข้าวจากไทยเพิ่มขึ้น โดยต้องขอชื่นชมสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยและสมาคมโรงสีข้าวไทย ที่ร่วมมือกันสนับสนุนข้อมูลด้านการผลิต การบริโภค การส่งออก และราคาข้าวให้กระทรวงพาณิชย์ใช้ประกอบการพิจารณาขายข้าวที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์ต่อทุกภาคส่วน<br />
<br />
ทั้งนี้ ตั้งแต่ต้นปี 2567 เป็นต้นมา ภาคเอกชนไทยยังชนะการประมูลสำหรับการนำเข้าข้าวขาว 5% ของอินโดนีเซียกว่า 4 แสนตัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ข้าวขาวไทยยังเป็นที่นิยมและเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ นอกเหนือจากข้าวหอมมะลิไทย และมีแนวโน้มที่จะมีคำสั่งซื้อข้าวชนิดดังกล่าวจากไทยเพิ่มขึ้น<br />
<br />
สำหรับสถิติกรมศุลกากรและตามใบอนุญาตส่งออกข้าวของกรมการค้าต่างประเทศ ตั้งแต่ ม.ค.-22 เม.ย.2567 ไทยส่งออกข้าวแล้วปริมาณ 3.06 ล้านตัน มูลค่า 70,717 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2566 ที่ส่งออกปริมาณ 2.48 ล้านตัน มูลค่า 45,975 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 23.39% และ 53.82% ตามลำดับ โดยตลาดที่ไทยส่งออกข้าวไปเป็นอันดับหนึ่ง คือ อินโดนีเซีย 680,099 ตัน รองลงมา อิรัก 353,100 ตัน แอฟริกาใต้ 216,050 ตัน เซเนกัล 120,140 ตัน และฟิลิปปินส์ 116,925 ตัน โดยหากสถานการณ์การส่งออกข้าวไทยยังมีทิศทางที่ดีเช่นนี้ และราคาข้าวไทยอยู่ในระดับที่แข่งขันได้ รวมทั้งมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมตลาดและประชาสัมพันธ์ข้าวไทย เพื่อกระตุ้นให้เกิดความต้องการบริโภคและการซื้อข้าวไทยอย่างต่อเนื่อง คาดว่าปริมาณการส่งออกข้าวไทยทั้งปีจะทะลุเกินเป้าหมายที่ 7.5 ล้านตันอย่างแน่นอน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/202404250e255a130245d9350745584b2d5e18b2152034.jpg' type='image/jpg' length='368933' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ต่างชาติลงทุนไทย ไตรมาสแรก 178 ราย นำเงินเข้า 3.5 หมื่นล้าน จ้างงาน 849 คน]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/44467</link>
<guid isPermaLink="false">ee1ffe4cb30939343e750ed287742199</guid>
<pubDate>Wed, 24 Apr 2024 10:49:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผยไตรมาสแรก ปี 67 ต่างชาติลงทุนไทย 178 ราย เพิ่ม 2% นำเงินเข้า 35,902 ล้านบาท เพิ่ม 9% จ้างงานคนไทย 849 คน ลด 56% ญี่ปุ่นนำโด่งลงทุนมากสุด ตามด้วยสิงคโปร์ สหรัฐฯ จีน และฮ่องกง ระบุมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เพียบ ส่วนการลงทุนใน EEC มีจำนวน 56 ราย เพิ่ม 81% มูลค่าลงทุน 11,629 ล้านบาท เพิ่ม 256%</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ไตรมาสแรกปี 2567 (ม.ค.-มี.ค.) อนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 จำนวน 178 ราย เพิ่มขึ้น 2% โดยเป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว จำนวน 53 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ จำนวน 125 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 35,902 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% จ้างงานคนไทย 849 คน ลดลง 56%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุน 5 อันดับแรก ได้แก่ ญี่ปุ่น 40 ราย คิดเป็น 22% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 19,006 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจโฆษณา ธุรกิจบริการจัดหาและติดตั้งอุปกรณ์สำหรับโรงงานผลิตอะเซทีลีนแบล็ก ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า (ชิ้นส่วนอุปกรณ์ใยแก้วนำแสง/ชิ้นส่วนรถยนต์/ชิ้นส่วนโลหะ) ธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ โดยเป็นการจัดซื้อสินค้า วัตถุดิบ และชิ้นส่วนสำหรับอุตสาหกรรมต่าง ๆ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
2.สิงคโปร์ 32 ราย คิดเป็น 18% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 3,294 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจบริการศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพ ธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Commerce) โดยการให้ใช้ระบบฝากซื้อขายสินค้าและบริการ ธุรกิจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อจำหน่าย และ/หรือ ให้บริการ ธุรกิจบริการที่ให้แก่บริษัทในเครือ หรือบริษัทในกลุ่ม (บริการทางบัญชี/บริการวางแผนการตลาดและส่งเสริมการขายสินค้า/บริการรับค้ำประกันหนี้) ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า (แม่พิมพ์และอุปกรณ์จับยึด/ชิ้นส่วนยานพาหนะ/ผลิตภัณฑ์จากพลาสติกชีวภาพ)<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
3.สหรัฐฯ 29 ราย คิดเป็น 16% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติ เงินลงทุน 1,048 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจบริการทางวิศวกรรม ธุรกิจนายหน้าและตัวแทนในการจัดซื้อ จัดหา และจัดจำหน่ายสินค้า (เครื่องมือและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์/คอมพิวเตอร์/เครื่องประดับ) ธุรกิจค้าปลีกสินค้า (อาหารและเครื่องดื่มสำเร็จรูป/เครื่องจักรที่ใช้ในงานอุตสาหกรรม) ธุรกิจบริการติดต่อประสานงาน บริหารจัดการ ให้คำปรึกษาแนะนำ และให้ข้อมูลในด้านต่างๆ เกี่ยวกับความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัย ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า (พวงมาลัยรถยนต์/DRUM BRAKE ASSEMBLY)</p>

<p>4.จีน 20 ราย คิดเป็น 11% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติ เงินลงทุน 2,886 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจบริการที่ให้แก่บริษัทในเครือ หรือบริษัทในกลุ่ม (บริการให้เช่าพื้นที่อาคารโรงงาน) ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า (แม่พิมพ์/ชิ้นส่วนพลาสติกสำหรับอุตสาหกรรม/สารแต่งกลิ่นและรสชาติ) ธุรกิจบริการตัดโลหะ (Coil Center) ธุรกิจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อจำหน่าย และ/หรือ ให้บริการ ธุรกิจบริการให้ใช้ช่วงสิทธิแฟรนไชส์ (Franchising) เพื่อประกอบธุรกิจการขายอาหารและเครื่องดื่ม<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
5.ฮ่องกง 11 ราย คิดเป็น 6% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 1,017 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจค้าปลีกสินค้า (เครื่องฉีดขึ้นรูป) ธุรกิจบริการศูนย์กระจายสินค้าระหว่างประเทศด้วยระบบที่ทันสมัย ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า (อะไหล่และส่วนประกอบรถยนต์/ ชิ้นส่วนประกอบที่ทำจากอลูมิเนียม) ธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ โดยเป็นการจัดซื้อสินค้า วัตถุดิบ และชิ้นส่วนสำหรับอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น เพื่อค้าส่งในประเทศ ธุรกิจบริการให้คำปรึกษาแนะนำและบริหารจัดการด้านการจัดการร้านอาหารและคาเฟ่<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;การเข้ามาประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวในไทยในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมข้างต้น มีส่วนช่วยในการถ่ายทอดเทคโนโลยีอันเป็นองค์ความรู้เฉพาะด้านจากประเทศผู้เข้ามาลงทุนให้แก่คนไทย เช่น องค์ความรู้เกี่ยวกับความปลอดภัยในการใช้เครื่องตรวจวัดก๊าซ องค์ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีการออกแบบระบบไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ในโครงการรถไฟฟ้า องค์ความรู้เกี่ยวกับความรู้ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ทางวิศวกรรม องค์ความรู้เกี่ยวกับระบบบริหารจัดการคลังสินค้าอัจฉริยะ เป็นต้น&rdquo;นางอรมนกล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับการลงทุนในพื้นที่ EEC ไตรมาสแรกของปี 2567 มีนักลงทุนต่างชาติสนใจลงทุนในพื้นที่ EEC จำนวน 56 ราย คิดเป็น 31% ของจำนวนนักลงทุนต่างชาติในไทย เพิ่มขึ้น 81% และมีมูลค่าการลงทุนในพื้นที่ EEC จำนวน 11,629 ล้านบาท คิดเป็น 32% ของเงินลงทุนทั้งหมด เพิ่มขึ้น 256% เป็นนักลงทุนจากญี่ปุ่น 12 ราย ลงทุน 995 ล้านบาท จีน 12 ราย ลงทุน 924 ล้านบาท สิงคโปร์ 8 ราย ลงทุน 898 ล้านบาท และประเทศอื่น ๆ 24 ราย ลงทุน 8,812 ล้านบาท โดยธุรกิจที่ลงทุน อาทิ ธุรกิจบริการทางวิศวกรรม โดยเป็นการออกแบบทางวิศวกรรมสำหรับระบบต่างๆ ภายในโรงงานอุตสาหกรรม เช่น ระบบไฟฟ้า ระบบทำน้ำเย็น และระบบปรับอากาศ เป็นต้น ธุรกิจบริการตรวจสอบคุณภาพชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ธุรกิจบริการออกแบบชิ้นส่วนยานยนต์ประเภทเข็มขัดนิรภัย ถุงลมนิรภัย ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า (ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์สำเร็จรูปทางด้านภาพ เสียงระบบนำร่อง และชิ้นส่วน/แม่พิมพ์ ชิ้นส่วนแม่พิมพ์ และชิ้นส่วนโลหะปั๊มขึ้นรูป/อะไหล่และส่วนประกอบรถยนต์) ธุรกิจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์ ซึ่งเป็นการพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อจำหน่าย และ/หรือให้บริการ เช่น ซอฟต์แวร์การบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล เป็นต้น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/2024042409b73fe6a19aedfe35f08223cad34f84104917.jpg' type='image/jpg' length='387142' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ลุยดิจิทัลเต็มสูบ กำหนดเปิดใช้ระบบบริการส่งออกสินค้ามาตรฐาน 9 ชนิด มิ.ย.นี้]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/43786</link>
<guid isPermaLink="false">bd7983d365aaa588134fa1f5c53af3e5</guid>
<pubDate>Fri, 19 Apr 2024 09:06:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าต่างประเทศเดินหน้าปรับปรุงระบบบริการมาตรฐานสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไปสู่ &ldquo;ระบบบริการส่งออกสินค้ามาตรฐาน (OCS Connect)&rdquo; เพื่อให้การบริการส่งออกสินค้ามาตรฐาน 9 ชนิด มีความสะดวก ตอบโจทย์ผู้ใช้บริการ และช่วยหนุนการส่งออก กำหนดเปิดให้ใช้งาน มิ.ย.นี้ ล่าสุดเปิดอบรมการใช้งาน มีผู้สนใจเข้าร่วมเพียบ ชมช่วยอำนวยความสะดวก และช่วยให้ส่งออกคล่องตัวจริง</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรม โดยสำนักงานมาตรฐานสินค้า ได้ดำเนินโครงการพัฒนาปรับปรุงระบบบริการมาตรฐานสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไปสู่ &ldquo;ระบบบริการส่งออกสินค้ามาตรฐาน (OCS Connect)&rdquo; เพื่อให้กระบวนการให้บริการด้านการส่งออกสินค้ามาตรฐาน 9 ชนิด ได้แก่ ข้าวหอมมะลิไทย ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง แป้งมันสำปะหลัง ปลาป่น ข้าวโพด ข้าวฟ่าง ถั่วเขียว ถั่วเขียวผิวดำ และปุยนุ่น สามารถอำนวยประโยชน์และตอบโจทย์ความต้องการแก่ผู้ใช้บริการได้สูงสุด ตามนโยบายของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้สั่งการให้อำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการอย่างเต็มที่<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ระบบ OSC Connect ดังกล่าว ได้มีการยกระดับการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างผู้ใช้บริการและกรม ทั้งการใช้งานข้อมูลพื้นฐานต่าง ๆ อาทิ ข้อมูลทะเบียนพาณิชย์ หรือทะเบียนนิติบุคคลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และข้อมูลด้านทะเบียนราษฎร์ของกรมการปกครอง สำหรับการลงทะเบียนเพื่อเข้าใช้งานระบบ OCS Connect ของผู้ประกอบธุรกิจส่งออกสินค้ามาตรฐาน ผู้ประกอบธุรกิจตรวจสอบมาตรฐานสินค้า และผู้ตรวจสอบมาตรฐานสินค้า และการเชื่อมโยงข้อมูลแบบเบ็ดเสร็จหรือเชื่อมโยงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างกัน 100% กับกรมศุลกากร และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เพื่อสนับสนุนการส่งออกของประเทศ และกำหนดให้เริ่มใช้งานเดือน มิ.ย.2567 นี้</p>

<p>ขณะเดียวกัน กรมได้จัดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการการใช้งาน &ldquo;ระบบ OCS Connect&rdquo; ให้แก่ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ผู้ทำการค้าขาออกซึ่งสินค้ามาตรฐาน ผู้ประกอบธุรกิจตรวจสอบมาตรฐานสินค้า และผู้ตรวจสอบมาตรฐานสินค้า ไปแล้วเมื่อวันที่ 3-4 เม.ย.2567 ที่ผ่านมา มีผู้เข้าร่วมสัมมนารวมทั้งสิ้น 403 ราย ครอบคลุมกลุ่มผู้ประกอบการทั้งภาคธุรกิจส่งออก ผู้ประกอบธุรกิจตรวจสอบมาตรฐานสินค้า และผู้ตรวจสอบมาตรฐานสินค้าที่มีส่วนสนับสนุนการส่งออกสินค้ามาตรฐานที่สร้างรายได้เข้าสู่ประเทศถึงปีละกว่า 150,000 ล้านบาท ได้เรียนรู้การใช้งาน ระบบ OCS Connect อย่างเข้มข้น ฝึกการใช้งานจากระบบจริง ข้อมูลการใช้งานจริง ตลอดจนมีการให้ข้อเสนอแนะ พร้อมแนวทางการพัฒนาระบบให้บริการสินค้ามาตรฐานต่อไปในอนาคต ซึ่งผู้เข้าร่วมสัมมนาได้ให้ความเห็นว่า ระบบ OCS Connect สามารถอำนวยความสะดวกในการดำเนินการด้านการส่งออกสินค้ามาตรฐานส่งผลให้เกิดความคล่องตัวของกระบวนการส่งออกสินค้ามาตรฐานได้เป็นอย่างดี<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;กรมจะเดินหน้าให้ความสำคัญต่อการพัฒนายกระดับการให้บริการ เพื่อสนับสนุนการค้าของประเทศ และสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยให้ยืนหยัดเป็นประเทศผู้ส่งออกสินค้ามาตรฐานที่มีคุณภาพอันดับหนึ่งในตลาดโลกได้อย่างต่อเนื่อง&rdquo;นายรณรงค์กล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20240419bbaa07fd3fa99eaf84a9593128828099090945.jpg' type='image/jpg' length='269039' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์ตราด” ยันราคามังคุดอยู่ในเกณฑ์เกษตรกรพอใจ เผยหลังสงกรานต์ ล้งเปิดซื้อเต็มสูบ]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/43462</link>
<guid isPermaLink="false">f2ef809a00f752964f5114d77a1dc4f6</guid>
<pubDate>Wed, 17 Apr 2024 09:48:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พาณิชย์จังหวัดตราด&rdquo; ลงพื้นที่ ติดตามสถานการณ์ราคามังคุด พบช่วงนี้ผลผลิตส่วนใหญ่ 90% เป็นเกรดมันรวม ราคาอยู่ในเกณฑ์ที่เกษตรกรพอใจ เผยเกรดมันรวม 80-85 บาท/กก. เกราดคละ 65-70 บาท/กก. และเกรดกากรวม 50-55 บาท/กก. คาดหลังพ้นสงกรานต์ ล้ง ผู้ประกอบการรายใหญ่ เปิดรับซื้อเต็มสูบ ดันราคาดีต่อเนื่อง</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ถึงกรณีมีเกษตรกร จ.ตราด ระบุว่ามังคุดราคาตกจาก 300 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) เหลือ 50 บาท/กก. ว่า สำนักงานพาณิชย์จังหวัดตราด ได้ลงพื้นที่ติดตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้ว และได้มีการสอบถามสถานการณ์กับนายศุภสรณ์ วัฒนโภไคย ซึ่งเป็นสมาชิกวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่ ต.หนองบอน อ.บ่อไร่ จ.ตราด ได้ให้ข้อมูลว่าราคามังคุดที่ขายได้ ณ วันที่ 14 เม.ย.2567 เกรดมันรวมราคา 80-85 บาท/กก. เกรดคละราคา 65-70 บาท/กก. เกรดกากรวมราคา 50-55 บาท/กก. ซึ่งขณะนี้ผลผลิตของเกษตรกรส่วนใหญ่กว่า 90% เป็นเกรดมันรวม สำหรับเกรดรองลงมาอย่างเกรดกากรวม มีปริมาณน้อยมาก&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนราคาซื้อขายที่ 300 บาทต่อกก. เป็นมังคุดผิวมันเกรดส่งออก ซึ่งเป็นราคารับซื้อช่วงเปิดฤดูประมาณ 1-2 วันแรกเท่านั้น และเกษตรกรสามารถขายมังคุดได้ในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ เพราะตอนนั้น ผลผลิตมังคุดมีน้อย มีรายละไม่กี่กิโลกรัม แต่ตลาดที่ซื้อไปส่งออกมีมากกว่า ทำให้เกิดการแย่งกันซื้อ ราคาเปิดรับซื้อมังคุดจึงค่อนข้างสูง ซึ่งเป็นระยะเวลาสั้น ๆ ต่อมาเมื่อปริมาณผลผลิตมังคุดเริ่มทยอยออกมา ราคาก็ปรับลดลงตามภาวะตลาด&nbsp;</p>

<p>อย่างไรก็ตาม สำนักงานพาณิชย์จังหวัดตราด ยังได้สอบถามไปยังผู้ประกอบการรับซื้อมังคุด ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรบ่อไร่ โดยนายเสกสรร คำปริว ผู้จัดการสหกรณ์ และสหกรณ์การเกษตรเพื่อการแปรรูปและส่งออก จำกัด โดยนายวุฒิพงศ์ รัตนมณฑ์ ประธานสหกรณ์ฯ และล้งรับซื้อรายย่อย คุณสมจิตร ม่วงคำ แจ้งว่า ปัจจุบัน ผู้รับซื้อส่วนใหญ่จะเป็นผู้รวบรวมรายเล็ก ผู้ประกอบการรายใหญ่ที่เป็นล้งแพกมังคุดเพื่อส่งออกยังไม่เปิดรับซื้อเต็มกำลัง เนื่องจากเป็นช่วงวันหยุดยาวสงกรานต์ แรงงานหยุดกลับบ้าน แต่ล้งรับซื้อรายใหญ่ทั้งหมดจะทยอยเปิดรับซื้อหลังสงกรานต์ และจะเปิดรับซื้อเต็มกำลังผลิตช่วงวันที่ 20 เม.ย. เป็นต้นไป ประกอบกับจะมีแรงงานเข้ามาทำงานหลังวันหยุดสงกรานต์ ซึ่งจะทำให้สถานการณ์ด้านราคาปรับตัวสูงขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทางด้านสถานการณ์การรับซื้อมังคุด ในพื้นที่ จ.จันทบุรี สำนักงานพาณิชย์จังหวัดจันทบุรีได้ลงพื้นที่ติดตามการซื้อขาย พบว่า ผู้ประกอบการจะทยอยเปิดรับซื้อหลังสงกรานต์เป็นต้นไปเช่นเดียวกัน โดยภาพรวมเกษตรกรยังขายมังคุดได้ราคาที่น่าพอใจ โดยราคาเกรดมันรวม 80-85 บาท/กก. เกรดคละราคา 65-70 บาท/กก. เกรดกากรวมราคา 50-55 บาท/กก. ซึ่งเป็นราคาที่เกษตรกรพอใจ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายอนุวรรตน์ อิ่มสมบูรณ์ กรรมการเลขานุการ สกก.จันทบุรี จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันผลผลิตส่วนใหญ่เป็นเกรดมันรวม 90% ซึ่งภาพรวมราคาเกรดคุณภาพเกษตรกรมีความพอใจ แต่อาจปรับตัวลงมาเล็กน้อยจากช่วงต้นฤดูกาล ซึ่งถือว่าเป็นปกติ โดยเชื่อว่า หลังจากมีการเปิดรับซื้อเต็มที่ตั้งแต่วันที่ 15 เม.ย. สถานการณ์น่าจะดีขึ้น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/202404174a9f3767d8cbe01f85e06990f68db5a5094913.jpg' type='image/jpg' length='361016' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ภูมิธรรม”เผยสงครามอิหร่าน-อิสราเอล ไม่กระทบการค้าไทย แต่ไม่ประมาท สั่งเตรียมรับมือ]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/43459</link>
<guid isPermaLink="false">ab6d738a78a0fbb4cb77a4f261bad448</guid>
<pubDate>Wed, 17 Apr 2024 09:44:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ภูมิธรรม&rdquo;เผยสงครามอิหร่าน-อิสราเอล ยังไม่กระทบต่อการค้าไทย หลังการสู้รบไม่ยืดเยื้อ สั่งการพาณิชย์ เกาะติดใกล้ชิด เตรียมพร้อมรับมือและแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที หากกระทบต่อการส่งออก พร้อมให้ติดตามสถานการณ์ที่ช่องแคบฮอร์มุส เหตุเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญ &nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงกรณีที่อิหร่านเริ่มปฏิบัติการโจมตีทางอากาศ โดยได้ยิงโดรนไปยังพื้นที่เป้าหมายในอิสราเอล ว่า ตนได้สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า และทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในต่างประเทศ ทำการประเมินสถานการณ์ที่อาจมีผลกระทบต่อการค้าของไทย ล่าสุด ได้รับรายงานจากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเทลอาวีฟ อิสราเอล ว่า การค้าไทย-อิหร่าน เบื้องต้นยังไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ เนื่องจากพื้นที่เกิดเหตุ อยู่ที่อิสราเอล คาดการณ์ว่าสถานการณ์การสู้รบน่าจะไม่ยืดเยื้อ ถ้าอิสราเอลไม่โต้กลับ โดยทางอิหร่านได้ประกาศหยุดโจมตี ยกเว้นถูกอิสราเอลตอบโต้<br />
<br />
ทั้งนี้ ได้สั่งการว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้น อาจจะมีผลกระทบต่อการค้าไทยกับประเทศอื่น ๆ หรือไม่ เนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจส่งผลต่อโลก จะได้เตรียมมาตรการรับมือ และแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที ไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยในภาพรวม และตนจะยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากมีความคืบหน้าจะแจ้งให้ทราบต่อไป</p>

<p>ขณะเดียวกัน ขอได้ให้ติดตามสถานการณ์ที่ช่องแคบฮอร์มุส ในอิหร่าน ซึ่งเป็นช่องแคบที่สำคัญในการเดินเรือ เพื่อส่งออกสินค้าสำคัญของประเทศที่ส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเกือบทั้งหมดในตะวันออกกลางทั้งซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อิหร่าน กาตาร์และคูเวตด้วย<br />
<br />
สำหรับช่องแคบฮอร์มุส ถูกใช้เป็นช่องทางขนส่งน้ำมันถึงวันละ 21 ล้านบาร์เรล หรือคิดเป็น 21% ของปริมาณการขนส่งน้ำมันทั่วโลกในแต่ละวัน หากไม่สามารถขนส่งผ่านจุดดังกล่าวแม้เพียงชั่วคราว อาจนำไปสู่ความล่าช้าในการจัดหาน้ำมันและทำให้ต้นทุนการขนส่งสูงขึ้น ซึ่งส่งผลให้ราคาพลังงานโลกเพิ่มสูงขึ้นได้</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20240417043995143732dee9dd3c0947fce163a6094509.jpg' type='image/jpg' length='163187' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”เผยผลสำรวจสงกรานต์ปีนี้ คนไทยแห่เที่ยว คาดเงินสะพัดกว่า 4.7 หมื่นล้าน]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/42626</link>
<guid isPermaLink="false">0e86b7a47ffd7505c1011d4a8e76ea2e</guid>
<pubDate>Tue, 09 Apr 2024 10:13:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>สนค.เผยผลสำรวจพฤติกรรมการเดินทางและจับจ่ายใช้สอยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ พบประชาชนมีแผนเดินทางเพิ่มขึ้น ชลบุรี เชียงใหม่ กรุงเทพฯ ขอนแก่น และภูเก็ต เป็น 5 จังหวัดปลายทางยอดนิยม ส่วนการจับจ่ายใช้สอย มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เป็นค่าอาหารมากสุด ตามด้วยค่าเดินทาง และของฝาก แต่เข้าวัดทำบุญลด คาดทั้งสงกรานต์เงินสะพัดกว่า 4.7 หมื่นล้านบาท</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเดือน มี.ค.2567 ที่ผ่านมา จำนวน 4,728 ตัวอย่าง ครอบคลุมประชาชนทุกอำเภอทั่วประเทศ เกี่ยวกับพฤติกรรมการเดินทางและการจับจ่ายใช้สอยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2567 ว่า ประชาชนมีแผนการเดินทางในช่วงวันหยุดสงกรานต์ในปีนี้เพิ่มขึ้นจากการสำรวจเมื่อปี 2565 อย่างชัดเจน โดยจังหวัดปลายทางยอดนิยม คือ ชลบุรี เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในเมืองหลักที่จะเตรียมจัดงาน &ldquo;Maha Songkran World Water Festival 2024 เย็นทั่วหล้า มหาสงกรานต์ 2567&rdquo; และการจับจ่ายใช้สอยในส่วนของกลุ่มกำลังซื้อสูงเพิ่มขึ้นจากปี 2565 เล็กน้อย และมีสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านอาหารสูงที่สุด โดยคาดการณ์ยอดค่าใช้จ่ายเดินทางท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2567 จะมีไม่ต่ำกว่า 4.7 หมื่นล้านบาท<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับรายละเอียดผลการสำรวจ ประชาชนที่มีแผนเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์ มีสัดส่วนร้อยละ 25.81 ของจำนวนผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด แบ่งเป็นการเดินทางไปต่างจังหวัด ร้อยละ 23.49 ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนจากการสำรวจเมื่อปี 2565 ที่มีร้อยละ 10.68 โดยจังหวัดปลายทาง 5 อันดับแรก ใกล้เคียงกับผลสำรวจปี 2565 คือ ชลบุรี เชียงใหม่ กรุงเทพฯ ขอนแก่น และภูเก็ต ส่วนการเดินทางไปต่างประเทศ มีเพียงร้อยละ 2.32<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนผู้ที่ไม่มีแผนเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ในภาพรวมให้เหตุผล 3 อันดับแรก คือ ประหยัดค่าใช้จ่าย ร้อยละ 47.55 ไม่ชอบเดินทาง ร้อยละ 26.46 และดูแลครอบครัว ร้อยละ 19.10<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ยานพาหนะที่นิยมใช้เดินทางไปต่างจังหวัด 3 อันดับแรก คือ รถส่วนตัว ร้อยละ 76.03 ซึ่งได้รับความนิยมสูงในทุกระดับรายได้ รถทัวร์ ร้อยละ 7.62 ซึ่งจะนิยมใช้ในกลุ่มที่มีรายได้ระหว่าง 10,001&ndash;30,000 บาท/เดือน และเครื่องบิน ร้อยละ 5.52 ซึ่งจะนิยมใช้ในกลุ่มที่มีรายได้มากกว่า 30,000 บาท/เดือน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทางด้านวงเงินที่คาดว่าจะใช้จ่ายตลอดการเดินทางไปต่างจังหวัดในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ในภาพรวมประชาชนที่มีแผนเดินทางคาดว่าจะใช้จ่ายระหว่าง 2,000&ndash;5,000 บาท/คน ร้อยละ 36.17 ตามด้วยระหว่าง 5,001&ndash;10,000 บาท/คน ร้อยละ 33.17 ระหว่าง 10,001&ndash;20,000 บาท/คน ร้อยละ 15.93 และมากกว่า 20,000 บาท ร้อยละ 6.51</p>

<p>ขณะที่การพิจารณาตามระดับรายได้ พบว่า กลุ่มผู้มีรายได้ไม่เกิน 10,000 บาท/เดือน สัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่ง ร้อยละ 47.47 คาดว่าจะใช้จ่ายระหว่าง 2,000&ndash;5,000 บาท/คน รองลงมาคือระหว่าง 5,001&ndash;10,000 บาท ร้อยละ 25.35 กลุ่มผู้มีรายได้ระหว่าง 10,001&ndash;30,000 บาท/เดือน คาดว่าจะใช้จ่ายระหว่าง 5,001&ndash;10,000 บาท ร้อยละ 37.54 รองลงมาคือระหว่าง 2,000&ndash;5,000 บาท/คน ร้อยละ 36.68 กลุ่มผู้มีรายได้ระหว่าง 30,001&ndash;50,000 บาท/เดือน คาดว่าจะใช้จ่าย 5,001&ndash;10,000 บาท/คน ร้อยละ 30.43 รองลงมาคือระหว่าง 10,001&ndash;20,000 บาท/คน ร้อยละ 26.81 และกลุ่มผู้มีรายได้ระหว่าง 50,000 บาท/เดือน คาดว่าจะใช้จ่าย 10,001&ndash;20,000 บาท/คน ร้อยละ 23.91 รองลงมาคือระหว่าง 5,001&ndash;10,000 บาท/คน ร้อยละ 17.39<br />
<br />
อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่า ระดับการใช้จ่ายที่สูงกว่า 10,000 บาท ร้อยละ 22.44 มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจากการสำรวจเมื่อปี 2565 ร้อยละ 20.11 สะท้อนว่า การจับจ่ายใช้สอยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น &nbsp;<br />
<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า ประเภทค่าใช้จ่ายในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 3 อันดับแรก คือ ค่าอาหาร ร้อยละ 37.69 ส่วนหนึ่งคาดว่าเป็นผลจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาลเฉลิมฉลอง และระดับราคาที่ปรับลดลงเมื่อเทียบกับปี 2566 ค่าเดินทาง ร้อยละ 31.16 ซึ่งปรับลดลงจากการสำรวจเมื่อปี 2565 ค่อนข้างมาก และของฝาก ร้อยละ 13.97 ปรับลดลงจากการสำรวจเมื่อปี 2565 ที่อยู่ที่ร้อยละ 16.31 ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า สัดส่วนค่าใช้จ่ายศาสนกิจ เหลือร้อยละ 0.90 ลดลงค่อนข้างมากจากการสำรวจในปี 2565 ที่อยู่ที่ร้อยละ 3.26<br />
<br />
&ldquo;เทศกาลสงกรานต์ปีนี้ เป็นโอกาสของผู้ประกอบการและผู้ที่ต้องการหารายได้เสริม ในการจำหน่ายอาหาร เครื่องดื่ม อุปกรณ์เล่นน้ำ ของฝาก และของที่ระลึกในสถานที่จัดงาน สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง และริมเส้นทางถนนไปจังหวัดต่าง ๆ โดยคาดว่าจะเกิดการจับจ่ายใช้สอยและสร้างรายได้จำนวนมหาศาล&rdquo;<br />
<br />
ทั้งนี้ ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ ได้ดำเนินการตรวจมาตรวัดน้ำมันเชื้อเพลิงที่สถานีบริการน้ำมันในจังหวัดต่าง ๆ แล้ว และจะตรวจสอบและติดตามสถานการณ์จำหน่ายสินค้าในช่วงเทศกาลสงกรานต์อย่างใกล้ชิด ทั้งในสถานีขนส่ง สถานีรถไฟ สนามบิน รวมไปถึงสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญทั่วประเทศ ซึ่งคาดว่าจะมีประชาชนใช้บริการเป็นจำนวนมาก เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทางการค้าในทุกภาคส่วน ทั้งผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และเพื่อให้ประชาชนจับจ่ายใช้สอยได้อย่างมั่นใจตลอดช่วงเทศกาลสงกรานต์ของปีนี้</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/2024040909a079d1448faf87c7deadb3b57cc26e101632.jpg' type='image/jpg' length='223515' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​เงินเฟ้อ มี.ค.ลบ 0.47% ลง 6 เดือนติด ปรับเป้าทั้งปีใหม่ 0-1% ค่ากลาง 0.5%]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/42403</link>
<guid isPermaLink="false">c85e089f6442d359d8ac18e3a1c23623</guid>
<pubDate>Fri, 05 Apr 2024 13:34:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เผยเงินเฟ้อ มี.ค.67 ติดลบ 0.47% ลดลงต่อเนื่อง 6 เดือนติดต่อกัน เหตุราคาอาหารสด ทั้งเนื้อสุกร ผักสดปรับลดลง ค่าไฟฟ้าและน้ำมัน ยังต่ำกว่าเดือนเดียวกันของปีก่อน ส่วนสินค้าอื่น ๆ เคลื่อนไหวในทางปกติ ยอดรวม 3 เดือน ลด 0.79% คาดเดือน เม.ย. มีลุ้นได้ทั้งบวกและลบที่ 0.1% แต่ พ.ค.-มิ.ย. เป็นบวกแน่ ปรับเป้าทั้งปีใหม่ เป็นบวก 0-1% ค่ากลาง 0.5% &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</strong>&nbsp;&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (เงินเฟ้อทั่วไป) เดือน มี.ค.2567 เท่ากับ 107.25 เทียบกับ ก.พ.2567 เพิ่มขึ้น 0.03% เทียบกับเดือน มี.ค.2566 ลดลง 0.47% เป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 ติดต่อกัน โดยมีสาเหตุสำคัญจากราคาอาหารสด ทั้งเนื้อสุกร และผักสด เนื่องจากผลผลิตในตลาดมีจำนวนมาก และฐานราคาเดือนมี.ค.2566 อยู่ในระดับสูง ส่วนราคาพลังงาน ทั้งค่ากระแสไฟฟ้า และน้ำมันดีเซล ยังคงต่ำกว่าเดือนเดียวกันของปี 2566 เนื่องจากมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพของภาครัฐ และเครื่องใช้ไฟฟ้า และสิ่งที่เกี่ยวกับทำความสะอาด ราคายังคงปรับลดลง ขณะที่สินค้าและบริการอื่น ๆ ราคาเคลื่อนไหวในทิศทางปกติ และหากรวมเงินเฟ้อ 3 เดือนของปี 2567 (ม.ค.-มี.ค.) ลดลง 0.79%&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับรายละเอียดเงินเฟ้อเดือน มี.ค.2567 ที่ลดลง 0.47% มาจากหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ลดลง 0.57% ตามการลดลงของเนื้อสุกร ปลาทู ปลากะพง ผักสด เช่น มะนาว กะหล่ำปลี มะเขือเทศ เนื่องจากผลผลิตในตลาดมีจำนวนมาก และฐานราคาเดือน มี.ค.2566 ที่ใช้คำนวณเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง และน้ำมันพืช และอาหารโทรสั่ง (พิซซา) ที่ลดลง ส่วนสินค้าที่ราคาสูงขึ้น อาทิ ข้าวสาร ไข่ไก่ นมสด องุ่น ส้มเขียวหวาน น้ำตาลทราย กาแฟผงสำเร็จรูป กับข้าวสำเร็จรูป และอาหารกลางวัน&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนหมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม ลดลง 0.40% ตามค่ากระแสไฟฟ้า และราคาน้ำมันในกลุ่มดีเซล&nbsp;ที่ยังต่ำกว่าเดือนเดียวกันของปี 2566 จากมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพของภาครัฐที่ยังคงดำเนินการอยู่ เสื้อผ้าบุรุษ สตรี และเสื้อผ้าเด็ก สิ่งที่เกี่ยวกับทำความสะอาด เช่น ผงซักฟอก น้ำยาล้างห้องน้ำ น้ำยาปรับผ้านุ่ม เครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น เครื่องรับโทรทัศน์ เครื่องซักผ้า ตู้เย็น รวมถึงของใช้ส่วนบุคคล เช่น ผลิตภัณฑ์ป้องกันและบำรุงผิว สบู่ถูตัว แป้งผัดหน้า ราคาปรับลดลง ส่วนสินค้าที่ราคาสูงขึ้นเล็กน้อย อาทิ ค่าแต่งผมบุรุษและสตรี ยาแก้ปวดลดไข้ ยาลดกรดในกระเพาะ ค่าตรวจรักษาคลินิกเอกชน ค่าทัศนาจรในประเทศและต่างประเทศ บุหรี่ สุรา และไวน์</p>

<p>ทางด้านเงินเฟ้อพื้นฐานเดือน มี.ค.2567 เมื่อหักอาหารสดและพลังงานออก ลดลง 0.01% เมื่อเทียบกับเดือน ก.พ.2567 และเพิ่มขึ้น 0.37% เมื่อเทียบกับเดือน มี.ค.2566 เฉลี่ย 3 เดือน ปี 2567 (ม.ค.-มี.ค.) เพิ่มขึ้น 0.44%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มเงินเฟ้อเดือน เม.ย.2567 มีโอกาสที่จะอยู่ทั้งฝั่งบวกและลบ ที่ประมาณ 0.1% แต่เดือน พ.ค. และมิ.ย. จะกลับมาเป็นบวก ทำให้ไตรมาส 2 น่าจะขยายตัวเป็นบวกประมาณ 0.5-06% เพราะราคาน้ำมันตลาดโลก มีแนวโน้มสูงขึ้น โดยเฉพาะเบนซิน ส่วนดีเซล ก็ต้องรอดูมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐ อัตราแลกเปลี่ยนมีแนวโน้มอ่อนค่า ทำให้สินค้านำเข้าราคาสูงขึ้น ค่าไฟฟ้าฐานปีก่อนต่ำ ราคาสินค้าและบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวมีแนวโน้มสูงขึ้น จากการขยายตัวของภาคการท่องเที่ยว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม มีปัจจัยที่ทำให้เงินเฟ้อไม่สูงขึ้นมาก เช่น ฐานที่สูงของราคาเนื้อสุกรและผักในปีที่แล้ว และปีนี้ราคามีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างช้า ๆ จากปริมาณผลผลิตที่เข้าสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก เศรษฐกิจขยายตัวในระดับต่ำอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มต่ำกว่าที่หลายสำนักคาดการณ์เดิมในช่วงต้นปี และมีการแข่งขันที่สูงขึ้นของผู้ประกอบการค้าส่งและค้าปลีกขนาดใหญ่ การเติบโตของการค้าออนไลน์ ทำให้มีการใช้นโยบายส่งเสริมการค้าจำนวนมาก โดยเฉพาะการปรับลดราคาอย่างต่อเนื่อง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;จากปัจจัยดังกล่าว กระทรวงพาณิชย์ได้ปรับคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ปี 2567 จากเดิมติดลบ 0.3% ถึงบวก 1.7% ค่ากลาง 0.7% เป็นบวกระหว่าง 0&ndash;1% ค่ากลาง 0.5% เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน และหากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ จะมีการทบทวนเป้าหมายเงินเฟ้อต่อไป&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20240405ede15d3784be9e51844c6cc4c69bd7c7133422.jpg' type='image/jpg' length='367647' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ภูมิธรรม”ถกทูตลาว ผลักดันเปิดด่านที่เหลือ ขอรถขนส่งไทยเข้า หนุนเพิ่มค้าชายแดน]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/41061</link>
<guid isPermaLink="false">a21ceeb00af7b97534c37a39b6dd724b</guid>
<pubDate>Fri, 29 Mar 2024 11:11:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ภูมิธรรม&rdquo;หารือทูต สปป.ลาว ผลักดันเร่งเปิดด่านฝั่งลาวที่ยังคงปิดทำการโดยเร็ว และขอให้อนุญาตให้รถขนส่งสินค้าไทยวิ่งเข้าไปได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนหัวรถที่ด่าน เพื่อหนุนการค้าชายแดน พร้อมเสนอเซ็น MOU ระหว่างจังหวัดพะเยากับแขวงไชยบุรี เพื่อส่งเสริมการค้าท้องถิ่น ยันไทยยินดีร่วมมือ สปป.ลาว ในการส่งโคผ่านแดนไปจีน เพื่อประโยชน์ร่วมกัน</strong><br />
<br />
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการหารือกับนายคำพัน อั่นลาวันนายคำพัน อั่นลาวัน เอกอัครราชทูต สปป.ลาวประจำประเทศไทย ว่า สปป.ลาวเป็นมิตรประเทศที่ไทยมีความใกล้ชิด การค้าระหว่างกันส่วนใหญ่เป็นการค้าชายแดน ไทยและลาวยังเป็นจุดผ่านแดนสำคัญไปสู่ประเทศอื่น ๆ และปีนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญที่การเปิดสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 1 (หนองคาย-เวียงจันทน์) เชื่อมโยงสองประเทศครบรอบ 30 ปี &nbsp;จึงได้พูดคุยแนวทางกระชับความร่วมมือการค้าชายแดน-ผ่านแดน หลังจากที่ตนได้ร่วมคณะกับนายกรัฐมนตรีติดตามสถานการณ์การค้าชายแดนและการพัฒนาพื้นที่ก่อสร้างที่ทำการชายแดน CI ที่จุดผ่านแดนถาวรบ้านฮวก อ.ภูซาง จ.พะเยา ช่วง ครม.สัญจรที่ผ่านมา<br />
<br />
&ldquo;หากการค้าไปได้ดี ประชาชนสองฝ่ายก็จะได้รับประโยชน์ โดยได้เสนอให้ สปป.ลาว อำนวยความสะดวกในการไปมาหาสู่ขอประชาชนและการขนส่งสินค้าบริเวณด่านชายแดนให้มีความคล่องตัว เช่น เร่งเปิดด่านฝั่งลาวที่ยังคงปิดทำการ อนุญาตให้รถขนส่งสินค้าไทยวิ่งเข้าไปยัง สปป.ลาวได้ ดังเช่นในช่วงก่อนโควิด-19 โดยไม่ต้องเปลี่ยนหัวรถที่ด่าน และไทยพร้อมร่วมมือกับ สปป.ลาว ในการพัฒนาพื้นที่ด่านชายแดน เพื่อรองรับการค้าที่ขยายตัวมากขึ้น ซึ่งท่านทูต สปป.ลาว เห็นพ้องว่าไทยและลาวต่างพึ่งพาอาศัยกันในเรื่องการค้า และแจ้งว่ารัฐบาลลาวมีนโยบายทยอยเปิดด่านที่ปิดทำการอยู่ในขณะนี้ สำหรับมาตรการด้านการขนส่งรับที่จะพิจารณาให้ผู้ประกอบการไทยมีทางเลือกมากขึ้น&rdquo;นายภูมิธรรมกล่าว</p>

<p>ทั้งนี้ ยังได้เสนอให้มีการจัดทำ MOU ระหว่างจังหวัดพะเยากับแขวงไชยบุรีของ สปป.ลาว เพื่อส่งเสริมการค้าระหว่างภาคธุรกิจในพื้นที่ รวมถึงร่วมกันพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมต่อระหว่างกัน พร้อมทั้งได้แจ้ง สปป.ลาวว่า ไทยพร้อมที่จะร่วมมือกับ สปป.ลาว ในการส่งออกโคมีชีวิตไปยังจีนตามโควตาที่ สปป.ลาว ได้รับ และพร้อมให้การสนับสนุน สปป.ลาว ในการฝึกอบรมทางวิชาการ ตลอดจนการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าต่าง ๆ ในไทย และกิจกรรมจับคู่ธุรกิจที่กระทรวงพาณิชย์จัดขึ้น เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าการลงทุนให้กับผู้ประกอบการทั้งสองฝ่าย<br />
<br />
ปัจจุบัน สปป.ลาวเป็นคู่ค้าอันดับที่ 7 ของไทยในกลุ่มอาเซียน เป็นคู่ค้าชายแดนอันดับ 3 ของไทย โดยในปี 2566 การค้ารวมไทย-สปป.ลาว มีมูลค่า 264,354.19 ล้านบาท ลดลง 3.68% ไทยเป็นฝ่ายเกินดุลการค้า 55,923.35 ล้านบาท สำหรับการค้าชายแดนไทย-สปป.ลาว มีมูลค่า 260,512 ล้านบาท เพิ่ม 0.18% โดยไทยเป็นฝ่ายเกินดุลการค้า 56,518 ล้านบาท ทั้งนี้ การค้าชายแดนมีสัดส่วน 98.55% ของการค้ารวมไทย-สปป.ลาว สินค้าสำคัญที่ไทยส่งออกไปสปป.ลาว ได้แก่ น้ำมันสำเร็จรูป น้ำตาลทราย รถยนต์และส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ เครื่องสำอาง และสินค้าสำคัญที่ไทยนำเข้าจากสปป.ลาว ได้แก่ ไฟฟ้า ผักผลไม้และของปรุงแต่ง เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ ปุ๋ยและยากำจัดศัตรูพืช ปูนซิเมนต์</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20240329db4b7965236fb6260542dbb88b95e371111210.jpg' type='image/jpg' length='347453' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ภูมิธรรม”เผยไทย-อังกฤษ เตรียมลงนามหุ้นส่วนการค้า พ.ค.นี้ ปูทางสู่การทำ FTA]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/40939</link>
<guid isPermaLink="false">ed5f8dd176619de8babf38df66f3bfc0</guid>
<pubDate>Thu, 28 Mar 2024 16:19:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ภูมิธรรม&rdquo; ถกรัฐมนตรีกระทรวงธุรกิจและการค้าอังกฤษ เดินหน้ายกระดับความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ยันพร้อมลงนาม MOU ว่าด้วยการเป็นหุ้นส่วนทางการค้าที่แน่นแฟ้น ในการประชุมคณะกรรมการร่วมด้านเศรษฐกิจและการค้า (JETCO) ครั้งที่ 2 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ พ.ค.นี้ มั่นใจเกิดความร่วมมือในสาขาสำคัญเพียบ และปูทางไปสู่การทำ FTA ไทย-อังกฤษในอนาคต</strong><br />
<br />
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับ ลอร์ด โดมินิค จอห์นสัน รัฐมนตรีด้านการลงทุน กระทรวงธุรกิจและการค้าสหราชอาณาจักร และนายมาร์ก กุดดิ้ง เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย ว่า ได้หารือถึงการกระชับความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน รวมทั้งเน้นย้ำความพร้อมลงนามใน MOU ว่าด้วยการเป็นหุ้นส่วนทางการค้าที่แน่นแฟ้น (Enhanced Trade Partnership : ETP) ในการประชุมคณะกรรมการร่วมด้านเศรษฐกิจและการค้า (JETCO) ครั้งที่ 2 ซึ่งไทยมีกำหนดเป็นเจ้าภาพในวันที่ 31 พ.ค.2567 เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือเชิงนโยบายในสาขายุทธศาสตร์สำคัญที่สองฝ่ายมีความสนใจร่วมกัน เช่น เกษตร อาหาร และเครื่องดื่ม ดิจิทัล มาตรฐานสินค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสและอำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุนระหว่างกัน สอดรับการเป็นประเทศหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างกัน และเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลในการใช้การทูตเศรษฐกิจเชิงรุกเพื่อเปิดประตูการค้า<br />
<br />
โดยสองฝ่ายหวังว่า MOU ดังกล่าว รวมถึงแผนกิจกรรมความร่วมมือในแต่ละสาขาที่จะดำเนินการร่วมกันภายใต้ MOU ในระยะ 2-3 ปีข้างหน้านี้ จะเป็นประโยชน์ในการช่วยสร้างความเข้าใจด้านกฎระเบียบ แก้ไขอุปสรรคทางการค้า เพิ่มมูลค่าการนำเข้าส่งออก พร้อมทั้งดึงดูดการลงทุนระหว่างกันได้มากขึ้น และจะเป็นพื้นฐานต่อยอดสู่การพิจารณาจัดทำ FTA ไทย&ndash;สหราชอาณาจักรในอนาคตได้</p>

<p>ทั้งนี้ สหราชอาณาจักรยังให้ความสนใจกับการพัฒนาเศรษฐกิจภายในของไทย โดยเฉพาะนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต ซึ่งเป็นนโยบายด้านเศรษฐกิจที่สำคัญของรัฐบาลที่จะช่วยเสริมสภาพคล่องและก่อให้เกิดการใช้จ่ายหมุนเวียนในชุมชน ส่งเสริมการกระจายรายได้และพัฒนาผู้ประกอบการรายเล็กและรายย่อย (MSMEs) ของประเทศ กระตุ้นการผลิตในภาคอุตสาหกรรมและการจ้างงาน รวมทั้งได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขและปรับปรุงข้อกฎหมายที่เป็นอุปสรรคทางการค้าให้ทันสมัยมากขึ้น เพื่อส่งเสริมขีดความสามารถและโอกาสทางธุรกิจของภาคเอกชนสนับสนุนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการดึงดูดการลงทุน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ในปี 2566 สหราชอาณาจักรเป็นคู่ค้าอันดับ 22 ของไทยในตลาดโลก มีมูลค่าการค้ารวม 6,740.61 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออกไปยังสหราชอาณาจักรมูลค่า 4,073.15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญ เช่น ไก่แปรรูป รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ และอากาศยาน ยานอวกาศ และส่วนประกอบ และไทยนำเข้าจากสหราชอาณาจักร มูลค่า 2,667.46 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้านำเข้าที่สำคัญ เช่น เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องดื่มประเภทน้ำแร่ น้ำอัดลมและสุรา ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม และเครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ การแพทย์</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/2024032852f97888ef1133433aaec5155838823d161938.jpg' type='image/jpg' length='353364' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”สั่งโรงสกัด-ลานเท แจ้งแผนหยุดรับซื้อปาล์มช่วงสงกรานต์ เพื่อดูแลเกษตรกร]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/40938</link>
<guid isPermaLink="false">c4424662f50dc4de405b805749533232</guid>
<pubDate>Thu, 28 Mar 2024 16:17:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าภายใน เตรียมมาตรการรับมือโรงสกัด ลานเท หยุดรับซื้อปาล์มน้ำมันช่วงเทศกาลสงกรานต์ 12-16 เม.ย.นี้ สั่งแจ้งแผนการหยุดรับซื้อให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดในพื้นที่ทราบ เพื่อแจ้งเกษตรกรทราบ ป้องกันเกษตรกรไม่มีที่ขายหรือถูกกดราคา หลังผลผลิตจะเริ่มออกตั้งแต่ เม.ย.-มิ.ย. &nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายอุดม ศรีสมทรง รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ ซึ่งตรงกับวันที่ 12&ndash;16 เม.ย.2567 คาดว่า โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มและลานเทในหลายพื้นที่จะหยุดทำการเช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา เพื่อหยุดพักเครื่องจักรและให้พนักงานได้หยุดพักผ่อนในช่วงเทศกาลปีใหม่ไทย แต่ยังคงมีโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มและลานเทหลายแห่งเปิดรับซื้อผลผลิตตามปกติ ซึ่งกรมและหน่วยงานในพื้นที่จะประสานติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาติดคิวในการรับซื้อปาล์มน้ำมัน และไม่ให้เกิดการกดราคาหรือปฏิเสธการรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร เนื่องจากในช่วงดังกล่าวจะมีปริมาณผลปาล์มน้ำมันออกสู่ตลาดจำนวนมาก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;เพื่อให้มีการบริหารจัดการการรับซื้อผลปาล์มน้ำมันในกรณีการปิดดำเนินการของโรงงานสกัดในช่วงวันหยุดเทศกาลสงกรานต์ กรมได้กำชับให้โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มทุกแห่ง แจ้งแผนการหยุดรับซื้อให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดในพื้นที่ทราบ เพื่อประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางต่าง ๆ ให้เกษตรกรทราบโดยทั่วถึงต่อไป พร้อมทั้งขอให้โรงงานสกัดแจ้งลูกค้าและจัดคิวรับซื้อเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการซื้อขายผลปาล์มของเกษตรกร&rdquo;</p>

<p>สำหรับสถานการณ์ผลผลิตปาล์มน้ำมัน สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรพยากรณ์ว่า ปริมาณผลผลิต ปี 2567 จะออกสู่ตลาดลดลงจากปีที่ผ่านมาเล็กน้อย โดยจะเริ่มออกมากตั้งแต่เดือน เม.ย.-มิ.ย.2567 ส่วนราคารับซื้อปาล์มน้ำมันจะเป็นไปตามคุณภาพ หากเป็นทะลายปาล์มน้ำมันสุกเต็มที่ มีคุณภาพดี สามารถนำไปสกัดน้ำมันได้ 18% ขึ้นไป โรงงานสกัดจะรับซื้อในราคาสูงขึ้น 0.20&ndash;0.30 บาท/กิโลกรัม (กก.) จึงขอเชิญชวนให้เกษตรกรตัดปาล์มสุกตามอายุ เพื่อให้ได้ทะลายปาล์มน้ำมันคุณภาพดีซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรสามารถขายผลผลิตได้ในราคาที่สูงขึ้น<br />
<br />
ทั้งนี้ หากพบว่ามีการปฏิเสธการรับซื้อ หรือเอาเปรียบในการรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร สามารถแจ้งได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 โดยกรณีปฏิเสธการรับซื้ออาจเข้าข่ายทำให้เกิดความปั่นป่วนซึ่งราคา มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/2024032819ddc41aabf53aa15ad7c1c7a81919de161843.jpg' type='image/jpg' length='573184' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ภูมิธรรม” ดูแลชาวไร่มันสำปะหลัง สั่งคุมเข้มนำเข้า สกัดลักลอบ ป้องราคาตก]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/40937</link>
<guid isPermaLink="false">066cab69c8110bb2079a235528dc9f19</guid>
<pubDate>Thu, 28 Mar 2024 16:16:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ภูมิธรรม&rdquo; หารือผู้แทนเกษตรกรชาวไร่มันสำปะหลัง รับปากช่วยดูแลราคาให้เป็นธรรม สั่งการกรมการค้าภายใน กรมการค้าต่างประเทศ ตรวจสอบการนำเข้า เข้มคุณภาพ และประสานหน่วยงานมั่นคง ดูแลการลักลอบมันสำปะหลังจากเพื่อนบ้าน พร้อมจับมือ &ldquo;เกษตร&rdquo; เร่งแก้ปัญหาโรคใบด่าง มอบปลัดพาณิชย์ถก 5 สมาคมมัน รับซื้อผลผลิตตามกลไกตลาด มั่นใจดันราคาขึ้น เหตุผลผลิตไม่เพียงพอขาย</strong><br />
<br />
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้ประชุมหารือสถานการณ์มันสำปะหลัง ร่วมกับผู้แทนภาคเกษตรกร ได้แก่ สภาเกษตรกรจังหวัดนครราชสีมา สมาคมชาวไร่มันสำปะหลังแห่งประเทศไทย เพื่อติดตามสถานการณ์ราคามันสำปะหลัง และสถานการณ์โรคใบด่างมันสำปะหลัง โดยได้รับฟังปัญหาจากผู้แทนเกษตรกรชาวไร่มันสำปะหลังว่าขณะนี้ราคาปรับตัวลดลง จากผลผลิตที่ออกมาพร้อมกันและกระจุกตัว และยังมีการลักลอบนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งได้สั่งการให้กรมการค้าภายในและกรมการค้าต่างประเทศ เข้มงวดการนำเข้ามันสำปะหลังจากประเทศเพื่อนบ้านให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด และประสานหน่วยงานความมั่นคง กระทรวงกลาโหม เฝ้าระวังตามแนวชายแดน ป้องกันการลักลอบนำเข้ามันสำปะหลังเถื่อน ซึ่งจะช่วยป้องกันเรื่องการระบาดของโรคใบด่างที่อาจติดมากับมันสำปะหลังนำเข้า<br />
<br />
สำหรับการแก้ปัญหาโรคใบด่างมันสำปะหลัง กระทรวงพาณิชย์ ได้หารือร่วมกับภาคเอกชน เกษตรกร และประสานงานกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรงอย่างใกล้ชิด และจะได้นำข้อเสนอแนวทางป้องกันโรคใบด่างจากผู้แทนเกษตรกรไปพิจารณาร่วมกันต่อไป</p>

<p>ส่วนการดูแลราคาให้กับเกษตรกร ได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ไปหารือร่วมกับผู้แทนภาคเอกชน ได้แก่ สมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย สมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย สมาคมโรงงานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย สมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และสมาคมเอทานอลจากมันสำปะหลัง ในการรับซื้อมันสำปะหลังให้เป็นไปตามกลไกตลาด และรับซื้อมันสำปะหลังในราคาที่เหมาะสม เพื่อสร้างสมดุลให้กับทุกฝ่าย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;ตลาดโลกยังมีความต้องการมันสำปะหลังอีกมาก เมื่อปีที่แล้ว มีความต้องการมันสำปะหลังมากกว่าที่ไทยสามารถส่งออกได้ถึง 20% ราคาในประเทศจึงไม่ควรลดลง ตอนนี้ก็ยังมีความต้องการเข้ามาอย่างต่อเนื่อง จึงได้สั่งการให้ดูแลเรื่องการนำเข้าที่ทะลักเข้ามา ไปดูการขนย้ายให้เป็นไปตามกฎหมาย ดูมาตรฐานสินค้าที่นำเข้า และเข้มงวดการลักลอบตามแนวชายแดน เชื่อว่าเมื่อเข้าไปดูแลแล้ว จะทำให้ราคาดีขึ้น เพราะยังขาดแคลน ส่วนเกษตรกร ขออย่าเร่งขุด ให้ขุดมันคุณภาพ เพื่อที่จะได้เชื้อแป้งเยอะ และราคาดี&rdquo;นายภูมิธรรมกล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20240328c63edbe004e497fc9834a9204f1c6d5f161659.jpg' type='image/jpg' length='359997' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ภูมิธรรม”ถกรัฐมนตรีการค้าฟินแลนด์ เห็นพ้องดันเจรจา FTA ไทย-อียู จบใน 2 ปี]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/40744</link>
<guid isPermaLink="false">b2591541203b09a3d1373f43e4f8d8fc</guid>
<pubDate>Thu, 28 Mar 2024 09:09:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ภูมิธรรม&rdquo;หารือรัฐมนตรีการค้าฟินแลนด์ เห็นพ้องดันการเจรจา FTA ไทย-อียู ให้จบภายใน 2 ปีตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ เหตุจะเกิดประโยชน์ในการขับเคลื่อนการค้า การลงทุนระหว่างกัน พร้อมชวนฟินแลนด์และอียูเข้ามาลงทุนในไทย หลังรัฐบาลมีนโยบายขับเคลื่อนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งบก น้ำ ราง อากาศ</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการหารือกับนายบิลเล ตาบีโอ รัฐมนตรีด้านการค้าต่างประเทศและการพัฒนา กระทรวงการต่างประเทศฟินแลนด์ ที่กระทรวงพาณิชย์ ว่า ไทยและฟินแลนด์ เป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่สำคัญ และมีความสัมพันธ์อันดีระหว่างกันมาเป็นเวลานานกว่า 70 ปี ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ของไทยพร้อมร่วมมือกับภาครัฐและภาคเอกชนของฟินแลนด์ ในการส่งเสริมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างกัน<br />
<br />
ทั้งนี้ ในการหารือ ทั้งสองฝ่ายย้ำว่าให้ความสำคัญอย่างมากกับการเจรจา FTA ไทย-สหภาพยุโรป (อียู) โดยไทยยืนยันว่าเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่รัฐบาล โดยกระทรวงพาณิชย์ ต้องการเร่งรัดการเจรจาให้สำเร็จโดยเร็ว เพราะจะเป็นประโยชน์กับทั้งไทยและอียู และประเทศสมาชิกอียู 27 ประเทศ รวมถึงฟินแลนด์ ที่จะขยายโอกาสทางการค้า ทั้งสินค้าและบริการ ตลอดจนการลงทุนระหว่างกัน<br />
<br />
&ldquo;การเจรจา FTA ไทย-อียู จัดประชุมไปแล้วสองรอบ ล่าสุดเมื่อเดือน ม.ค.2567 ที่ผ่านมา มีความคืบหน้าที่ดีตามลำดับ และกำหนดนัดเจรจารอบต่อไปในช่วงปลายเดือน มิ.ย.2567 โดยฟินแลนด์ยินดีที่จะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่เพื่อให้สามารถสรุปผลการเจรจา FTA ได้สำเร็จภายใน 2 ปี ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ และหากเจรจาสำเร็จ จะเป็น FTA ที่มีความทันสมัยและมีมาตรฐานสูงมากที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับ FTA ที่ผ่านมาของไทย&rdquo;นายภูมิธรรมกล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายภูมิธรรมกล่าวว่า ได้แจ้งฟินแลนด์ว่ารัฐบาลไทยอยู่ระหว่างขับเคลื่อนนโยบายการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและขนส่ง ไม่ว่าทางบก น้ำ ราง และอากาศ จึงเชิญชวนให้ฟินแลนด์ รวมทั้งประเทศสมาชิกอียู เข้ามาลงทุนในไทยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในสาขาเทคโนโลยีขั้นสูงที่อียูมีความเชี่ยวชาญ เพื่อประโยชน์ร่วมกัน และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทำให้เศรษฐกิจมีการขยายตัวและมีเสถียรภาพ ซึ่งนักลงทุนจากฟินแลนด์ สามารถใช้ไทยเป็นประตูเชื่อมโยงสู่ภูมิภาคเอเชียด้วย</p>

<p><br />
นอกจากนี้ ยังได้สร้างความเชื่อมั่นให้กับฟินแลนด์ว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบ เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้าตลอดจนสอดรับกับการค้ายุคใหม่ โดยคำนึงถึงการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล การพัฒนาที่ยั่งยืน การรักษาสิ่งแวดล้อม มาตรฐานแรงงานที่ดี รวมถึงการเคารพสิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย และเสรีภาพของประชาชน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ในปี 2566 ฟินแลนด์ เป็นคู่ค้าอันดับ 14 ของไทยในยุโรป การค้ารวมมีมูลค่า 572.73 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยส่งออกไปฟินแลนด์ 143.12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นำเข้าจากฟินแลนด์ 429.60 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนการค้ารวมไทย&ndash;อียู มูลค่า 41,582.24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยส่งออกไปอียู 21,838.37 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้าจากอียู 19,743.87 ล้านดอลลาร์สหรัฐ<br />
<br />
สินค้าสำคัญที่ไทยส่งออกไปฟินแลนด์ และอียู เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร เครื่องครัว และของใช้ในบ้านเรือน รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ และสินค้าสำคัญที่ไทยนำเข้าจากฟินแลนด์และอียู เช่น เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ เครื่องบิน เครื่องร่อน อุปกรณ์การบินและส่วนประกอบ เครื่องมือเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์การแพทย์ แผงวงจรไฟฟ้า ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ และผลิตภัณฑ์ทำจากพลาสติก<br />
<br />
ทางด้านการลงทุนของไทยในอียู ในช่วงม.ค.-ก.ย.2566 มีมูลค่า 3,173.07 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีการลงทุนสำคัญ ได้แก่ อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับ และการลงทุนของอียูในไทย ในช่วงเดียกัน มีมูลค่า 2,745.07 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีการลงทุนสำคัญ ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์และยา ธุรกิจนำเข้าและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ธุรกิจบัญชี ธุรกิจขนส่ง และธุรกิจการเงิน<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/2024032800be7dd5987d575ece0c60fd7421ca37090938.jpg' type='image/jpg' length='404053' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“นภินทร” ดัน SME ใช้ประโยชน์กฎหมายหลักประกันทางธุรกิจ เข้าถึงแหล่งเงินทุน]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/40599</link>
<guid isPermaLink="false">ad1edb9617348a118a23e4a610d7233a</guid>
<pubDate>Wed, 27 Mar 2024 12:47:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;นภินทร&rdquo; เปิดงานมหกรรมทรัพย์หลักประกันทางธุรกิจ ดัน SME ใช้ประโยชน์จาก พ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจ ในการนำทรัพย์ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจมาใช้เป็นหลักประกันในการขอกู้เงิน เผยมีสถาบันการเงิน 9 แห่งพร้อมช่วยเหลือ พร้อมจัดลงนาม MOU 5 หน่วยงาน อำนวยความสะดวกประชาชนและธุรกิจ ตรวจสอบข้อมูลการติดหลักประกัน ล่าสุดมีการทำหลักประกันแล้ว 8.3 แสนคำขอ มูลค่า 16.69 ล้านล้านบาท</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงาน มหกรรมทรัพย์หลักประกันทางธุรกิจ ที่ลานอเนกประสงค์ ชั้น 3 กระทรวงพาณิชย์ ว่า การจัดงานในครั้งนี้ มีเป้าหมายช่วยสนับสนุนและเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ SME สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น โดยใช้ประโยชน์จาก พ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ.2558 ซึ่งเป็นกฎหมายที่กำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจ สามารถนำทรัพย์สินที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจหรือทรัพย์สินที่ใช้ประกอบธุรกิจอยู่แล้ว มาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันการชำระหนี้ได้ โดยทรัพย์หลักประกันทางธุรกิจที่นำมาประเมินได้ อาทิ กิจการ สิทธิเรียกร้อง เช่น บัญชีเงินฝาก สิทธิการเช่า ลูกหนี้การค้า สัญญาจ้าง สัญญาซื้อขาย สังหาริมทรัพย์ที่ใช้ในการประกอบธุรกิจ เช่น สินค้าคงคลัง วัตถุดิบ เครื่องจักร รถยนต์ อสังหาริมทรัพย์ เช่น ที่ดิน สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา และไม้ยืนต้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ภายในงาน มีสถาบันการเงินชั้นนำ ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารไทยเครดิต บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) ธนาคารออมสิน ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) มานำเสนอสินเชื่อเพื่อธุรกิจด้วยอัตราดอกเบี้ยพิเศษ และมีสมาคมนักประเมินราคาอิสระไทย มาร่วมให้บริการประเมินราคาทรัพย์สินที่ผู้ประกอบการจะใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันการขอสินเชื่อ ทำให้ผู้ประกอบการได้ทราบถึงมูลค่าของทรัพย์สินเบื้องต้นด้วย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน มีการจัดบูธให้ความรู้เกี่ยวกับทรัพย์หลักประกันของหน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ กรมทรัพย์สินทางปัญญา (เครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร) กรมเจ้าท่า (เรือ) กรมโรงงานอุตสาหกรรม (เครื่องจักร) กรมการขนส่งทางบก (รถยนต์) และหน่วยงานพันธมิตรอื่น ๆ มาร่วมให้ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์หลักประกันประเภทไม้ยืนต้น ได้แก่ กรมป่าไม้ กรมส่งเสริมการเกษตร สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) (BEDO) และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (บูธไม้ยืนต้น)</p>

<p>นอกจากนี้ ได้จัดให้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) 5 หน่วยงาน ระหว่างกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมทรัพย์สินทางปัญญา กรมเจ้าท่า กรมโรงงานอุตสาหกรรม และกรมการขนส่งทางบก เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนและภาคธุรกิจในการทำธุรกรรมเกี่ยวกับทรัพย์มีทะเบียน ให้สามารถตรวจสอบข้อมูลการติดหลักประกันได้จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และหน่วยงานที่ร่วมลงนาม MOU ได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;การจัดงานในครั้งนี้ สอดคล้องกับนโยบายเร่งด่วน 7 ด้านของกระทรวงพาณิชย์ โดยหนึ่งในนั้น คือ เร่งลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส เน้นสร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการ SME และผลักดันการเพิ่มสัดส่วน GDP SME ของไทยจาก 35.2% เป็น 40% ภายในปี 2570 โดยการเพิ่มโอกาสให้ SME เข้าถึงแหล่งเงินทุน ก็ถือเป็นหนึ่งในการเพิ่มรายได้ให้กับ SME และทำให้สัดส่วน GDP ของ SME ขยายตัวเพิ่มขึ้น&rdquo;นายนภินทรกล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ปัจจุบัน มีสถิติจำนวนการจดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจและมูลค่าทรัพย์สินที่เป็นหลักประกัน ตั้งแต่ 4 ก.ค.2559-24 มี.ค.2567 จำนวน 830,288 คำขอ มูลค่า 16,991,811 ล้านบาท<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับงานดังกล่าว กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27-28 มี.ค.2567 เวลา 08.00-17.00 น. ณ ลานอเนกประสงค์ ชั้น 3 กระทรวงพาณิชย์ คาดว่า จะมีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 1,000 คน มียอดการจับจ่ายสินค้าภายในงานกว่า 1.8 ล้านบาท และช่วยจุดประกายไอเดียแก่ผู้สนใจเริ่มลงทุนหรือผู้ที่ริเริ่มประกอบธุรกิจ โดยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่กองทะเบียนหลักประกันทางธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ โทร 0 2547 5048 e-Mail :&nbsp;stro@dbd.go.th&nbsp;สายด่วน 1570 และ&nbsp;<a href="http://www.dbd.go.th/" target="_blank">www.dbd.go.th</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20240327e2572a39e37144c9996c6b79019e3b6b124728.jpg' type='image/jpg' length='369837' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์” ส่งทูตพาณิชย์คุนหมิง ถกผู้บริหารด่าน เปิดทางสะดวกผลไม้ไทยเข้าจีน]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/40222</link>
<guid isPermaLink="false">f38f280da4e6b490708e1d978dce5748</guid>
<pubDate>Mon, 25 Mar 2024 16:52:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ส่งทูตพาณิชย์คุนหมิง หารือผู้บริหารด่านการค้า เปิดทางสะดวกผลไม้ไทยเข้าสู่ตลาดจีน รองรับฤดูกาลผลิตผลไม้ตั้งแต่ เม.ย.นี้ พร้อมดันร้านอาหาร Thai SELECT เป็นจุดขายสินค้าและโชว์วัฒนธรรมไทย</strong><br />
<br />
นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทำการสำรวจลู่ทางและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศที่ประจำอยู่ และให้รายงานผลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้รับรายงานจากนายณัฐ วิมลจันทร์ ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครคุนหมิง ถึงผลการเข้าหารือกับผู้บริหารที่กำกับดูแลด่านการค้า เพื่อเตรียมความพร้อมในการอำนวยความสะดวกให้กับผลไม้ของไทยที่กำลังจะเริ่มออกสู่ตลาด ตั้งแต่ช่วงเดือนเม.ย.2567 เป็นต้นไป<br />
<br />
โดยทูตพาณิชย์ได้ให้ข้อมูลว่า ได้เข้าไปพบหารือกับนายหู เหวินชาง ผู้อำนวยการกองการพัฒนาเศรษฐกิจ ประจำสำนักงานคณะกรรมการบริหารเขตความร่วมมือทางเศรษฐกิจจีน (บ่อเต็น) ลาว-(โม่ฮาน) และนายหู ผิงเจี่ย รองผู้อำนวยการสำนักพาณิชย์สิบสองปันนา ณ ร้านไทยปันนา&nbsp; เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีกับหน่วยงานพันธมิตร และเตรียมความพร้อมสำหรับการนำเข้าผลไม้ไทยในช่วงฤดูกาลผลไม้เดือน เม.ย.2567 ซึ่งฝ่ายจีนยืนยันความพร้อมในการรองรับผลไม้ไทยผ่านช่องทางด่านสำคัญต่าง ๆ โดยไม่มีข้อติดขัดใด ๆ และยินดีให้ความช่วยเหลือและประสานงานในกรณีที่เกิดปัญหาหรือข้อขัดข้อง<br />
<br />
&ldquo;ได้รับข้อมูลว่า ปัจจุบันด่านทางบกโม่ฮาน อยู่ระหว่างการเร่งขยายช่องทางขนส่งสินค้าขาเข้า-ขาออกของจีน จากเดิม 4 ช่องทาง เป็น 12 ช่องทาง คาดว่าจะแล้วเสร็จและสามารถเปิดใช้งานได้อย่างเร็วที่สุดภายในปีนี้&nbsp; ในส่วนของทางด่วนบ่อเต็น-ห้วยทราย ซึ่งเป็นโครงการร่วมทุนระหว่างรัฐบาลจีนและสปป.ลาว คาดว่าจะใช้เวลาการก่อสร้างประมาณ 3 ปี และสำหรับท่าเรือกวนเหล่ย ฝ่ายจีนอยู่ระหว่างเร่งดำเนินการให้เป็นด่านจำเพาะเพื่อการนำเข้าผลไม้โดยด่วนเช่นกัน&rdquo;นายภูสิตกล่าว</p>

<p>นอกจากนี้ ยังได้รับรายงานถึงการสำรวจและเยี่ยมเยือนร้านอาหารที่ได้รับ Thai SELECT เขตปกครองตนเองชนชาติไท สิบสองปันนา มณฑลยูนนาน จำนวน 3 ร้าน ได้แก่ ร้านไทยปันนา ร้าน White House และร้าน Tai Fei เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของร้านอาหาร Thai SELECT และส่งเสริมให้เป็นร้าน Thai SELECT ต้นแบบ ซึ่งมีเงื่อนไขกำหนดให้พนักงานใส่ Uniform ชุดไทยหรือผ้าไทย การประดับตกแต่งร้านแบบไทย มีสินค้าคุณภาพของไทยวางจำหน่ายภายในร้าน รวมถึงอาจมีกิจกรรมส่งเสริมผลักดัน Soft Power ของไทย เช่นการนำเสนอคอนเทนต์ ภาพยนตร์ ซีรีส์ เพลงไทย และประชาสัมพันธ์สถานที่ท่องเที่ยวของไทย เป็นต้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายณัฐ วิมลจันทร์ ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครคุนหมิง กล่าวว่า การเดินทางมาสิบสองปันนาครั้งนี้ ได้ผลักดันให้ร้านอาหาร Thai SELECT นอกจากจะเป็นร้านอาหารที่มีภาพลักษณ์และเอกลักษณ์ของความเป็นไทย อาหารรสชาติตำรับไทยแท้แล้ว ยังต้องทำหน้าที่กระจายสินค้าไทยที่มีคุณภาพ และเผยแพร่วัฒนธรรมไทยเพื่อเสริมสร้างกระแส &ldquo;นิยมไทย&rdquo; อีกทางหนึ่งด้วย ซึ่งเป็นไปตามที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์มอบนโยบายเอาไว้ ทั้งนี้ ปัจจุบันมณฑลยูนนาน มีร้านอาหารที่ได้รับตรา Thai SELECT จำนวนทั้งสิ้น 11 ร้าน 18 สาขา<br />
<br />
ทั้งนี้ ยังได้ร่วมคณะนักธุรกิจจากสภาอุตสาหกรรมจังหวัดอุดรธานีที่เดินทางไปสิบสองปันนา เพื่อหาโอกาสในการนำสินค้า OTOP Premium และสินค้าคุณภาพจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยเข้าไปจำหน่ายในเขตสิบสองปันนาผ่านการค้าทั้งในรูปแบบปกติและรูปแบบ Cross-Border E-Commerce และกระจายต่อไปทั่วมณฑลยูนนาน โดยมีสำนักงานพาณิชย์จังหวัดร่วมกับสภาอุตสาหกรรมอุดรธานีช่วยคัดเลือกและรวบรวมสินค้าที่มีคุณภาพส่งออกเข้าไปทำตลาดในจีน สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจของไทยให้เพิ่มขึ้น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/202403250fddb533811deaa2cedbe50683961df5165253.jpg' type='image/jpg' length='210972' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”เตรียมมาตรการรับมือผักหน้าร้อน เล็งส่งมะนาวผง รสชาติเหมือนสด ขายผู้บริโภค]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/38584</link>
<guid isPermaLink="false">6611850301dcd43f5820c9c9fc942e8b</guid>
<pubDate>Fri, 15 Mar 2024 14:36:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าภายใน จัดทำมาตรการรับมือสถานการณ์ผักสดช่วงหน้าร้อน จับตาทุกรายการใกล้ชิด หากจุดไหนมีปัญหา นำจากแหล่งผลิตอื่นเข้าเสริมทันที ส่วนการแก้ปัญหามะนาวราคาสูง หลังปีนี้ร้อนและผลผลิตลด เตรียมนำมะนาวผง ออกจำหน่ายผ่านโมบายธงฟ้า ยันรสชาติเหมือนมะนาวสด</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้กรมเตรียมความพร้อมในการดูแลสถานการณ์ผักสดในช่วงหน้าร้อน ที่ผลผลิตโตช้า ได้รับความเสียหาย และออกสู่ตลาดน้อย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน โดยขณะนี้ กรมได้มีการติดตามสถานการณ์ผลผลิต และราคาอย่างใกล้ชิดทุกรายการ ซึ่งปัจจุบัน ยังเป็นปกติ ผลผลิตยังคงเข้าสู่ตลาด ส่วนราคาก็มีทั้งปรับขึ้นและลดลง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;กรมได้เตรียมมาตรการรับมือไว้แล้ว หากจุดไหน ตลาดไหน มีปัญหาผักขาดแคลน ก็จะประสานผักจากแหล่งผลิตอื่น ๆ เข้าไปทดแทน และยังจะมีการประสานผักสด ไปจำหน่ายผ่านรถโมบายธงฟ้า ที่กระจายอยู่ประมาณ 100 จุดในกรุงเทพฯ ด้วย หากมีความจำเป็น&rdquo;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายวัฒนศักย์กล่าวว่า สำหรับมะนาว ที่มักจะมีปัญหาผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย และราคาปรับตัวสูงขึ้นในช่วงหน้าร้อนของทุกปีนั้น กรมได้เตรียมมาตรการรับมือไว้แล้ว โดยปีที่ผ่านมา ได้ร่วมมือกับโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา เข้าไปรับซื้อมะนาวในช่วงที่ผลผลิตออกมาก แล้วนำไปผลิตเป็นมะนาวผง และจะนำมาจำหน่ายให้กับประชาชนและร้านค้าในช่วงหน้าร้อนนี้ผ่านรถโมบายธงฟ้า ซึ่งรสชาติเหมือนกับมะนาวสด สามารถใช้แทนมะนาวสดได้ และยังมีมะนาวผง มะนาวขวด ที่สามารถหาซื้อจากผู้ประกอบการอีกหลายราย ที่ได้เข้าไปซื้อมะนาวมาผลิตและจำหน่ายด้วย</p>

<p>ทั้งนี้ ปัจจุบันผลผลิตมะนาวออกสู่ตลาดลดลง เพราะสภาพอากาศร้อนและแล้ง โดยช่วง ม.ค.-ก.พ.2566 มีผลผลิตประมาณ 5.8 หมื่นตัน แต่ช่วง 2 เดือนปีนี้ มีผลผลิตเพียง 4.2 หมื่นตัน ลดลง 20% ส่วนราคามะนาวเบอร์ 1-2 เฉลี่ยลูกละ 4 บาท แต่ราคาขายในท้องตลาดมีตั้งแต่ 1-6 บาท แล้วแต่ขนาด และคุณภาพ หากลูกเล็ก ก็ถูก ลูกใหญ่ ผิวสวย น้ำเยอะ ก็แพง&nbsp;โดยราคามะนาวในตลาดสำคัญ ๆ เช่น ตลาดสี่มุมเมือง เฉลี่ย 3.50-4.30 บาท ตลาดศรีเมือง 3.60-3.90 บาท ตลาดไท 3.70 บาท<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทางด้านสถานการณ์ราคาผักสดอื่น ๆ ผักคะน้า กิโลกรัม (กก.) ละ 35.80 บาท ถั่วฝักยาว กก.ละ 46 บาท กะหล่ำปลี กก.ละ 25.20 บาท ผักกวางตุ้ง กก.ละ 31 บาท ผักกาดขาว กก.ละ 30.90 บาท ต้นหอม กก.ละ 70.40 บาท ผักชี กก.ละ 81 บาท พริกขี้หนูจินดา กก.ละ 72.20 บาท<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายวัฒนศักย์กล่าวว่า ราคาข้าวเปลือกทรงตัวและเพิ่มขึ้น โดยข้าวเปลือกหอมมะลิ ตันละ 14,850 บาท ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ ตันละ 14,600 บาท ข้าวเปลือกปทุมธานี ตันละ 14,850 บาท ข้าวเปลือกเจ้า ตันละ 12,300 บาท และข้าวเปลือกเหนียว ตันละ 13,300 บาท มันสำปะหลัง กก.ละ 3.65 บาท ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กก.ละ 9.63 บาท หน้าโรงงาน กก.ละ 10.34 บาท ปาล์มน้ำมัน กก.ละ 5.65 บาท ยางแผ่นดิบ กก.ละ 85.66 บาท น้ำยางสด กก.ละ 77.50 บาท<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับเนื้อหมู เฉลี่ย กก.ละ 126.31 บาท ไก่น่องติดสะโพก กก.ละ 82.31 บาท ไก่เนื้อน่อง กก.ละ 82.81 บาท ไก่เนื้อสะโพก กก.ละ 85.25 บาท ไก่เนื้ออก กก.ละ 76.13 บาท ไข่ไก่ เบอร์ 3 ฟองละ 3.79 บาท ปลานิล กก.ละ 75.50 บาท ปลาทับทิม กก.ละ 103 บาท ปลาดุกอุย กก.ละ 75.80 บาท และกุ้งขาว 70 ตัว กก.ละ 186 บาท</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20240315762830d2356df59ee9f9079f2594526d143734.jpg' type='image/jpg' length='290400' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ภูมิธรรม”ถกทูตสวิส ย้ำสานสัมพันธ์ทุกด้าน เห็นพ้องเร่งสรุปเจรจา FTA ไทย-เอฟตา]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/38226</link>
<guid isPermaLink="false">e6c7678077f3970c84f2b9672730d734</guid>
<pubDate>Thu, 14 Mar 2024 10:06:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ภูมิธรรม&rdquo;ถกทูตสวิส ย้ำเดินหน้าความสัมพันธ์ทุกด้าน ทั้งเศรษฐกิจ การคค้า ลงทุน และเห็นพ้องเร่งผลักดันการเจรจา FTA ไทย-เอฟตา ที่มีสวิตเซอร์แลนด์เป็นสมาชิกด้วย ให้สรุปผลภายในปีนี้ เชื่อเป็นประโยชน์ทั้งสองฝ่าย พร้อมชวนสวิตเซอร์แลนด์ และสมาชิกเอฟตา เข้ามาลงทุนในไทยเพิ่ม หลังรัฐบาลมีนโยบายในการขับเคลื่อนการลงทุน &nbsp;</strong><br />
<br />
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการหารือกับนายเปโตร สวาเล็น เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสมาพันธรัฐสวิส ประจำประเทศไทย ช่วงเย็นวันที่ 13 มี.ค.2567 &nbsp;ที่กระทรวงพาณิชย์ ว่า ได้เพื่อหารือถึงความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ร่วมกันระหว่างไทยและสวิตเซอร์แลนด์ โดยทั้งสองฝ่ายย้ำว่าให้ความสำคัญอย่างมากกับการเจรจา FTA ไทย-สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (European Free Trade Association : EFTA) ซึ่งมีสมาชิก 4 ประเทศ ได้แก่ สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และลิกเตนสไตน์ และยินดีที่การเจรจามีความมคืบหน้ามากและใกล้จะสรุปผลได้ คาดว่าภายในปี 2567 นี้ ซึ่งจะเป็น FTA ฉบับแรกที่ไทยทำกับกลุ่มประเทศในยุโรป<br />
<br />
ทั้งนี้ สวิตเซอร์แลนด์ยินดีที่จะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพื่อให้สามารถสรุปผลการเจรจา FTA ได้สำเร็จตามเป้าหมาย เพราะจะเป็นประโยชน์กับไทยและสวิตเซอร์แลนด์ และประเทศสมาชิก EFTA ในการเพิ่มพูนและสร้างโอกาสทางการค้าและการลงทุนระหว่างกัน ตลอดจนยกระดับมาตรฐานสู่สากลเพื่อรองรับกฎกติกาและระเบียบการค้าโลกใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปและให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายสำคัญของรัฐบาล อีกทั้งยังต้องให้ความสำคัญกับการดูแลเกษตรกรและผู้ประกอบการ SME ให้สามารถปรับตัวและมีคุณภาพชีวิตที่ดีด้วย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับด้านเศรษฐกิจ การค้า และการพัฒนา ขณะนี้ รัฐบาลไทยอยู่ระหว่างขับเคลื่อนนโยบายการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและขนส่ง ไม่ว่าทางบก น้ำ ราง และอากาศ จึงเชิญชวนให้สวิตเซอร์แลนด์ รวมทั้งประเทศสมาชิก EFTA เข้ามาลงทุนในไทยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในสาขาเทคโนโลยีขั้นสูงที่ EFTA มีความเชี่ยวชาญ เพื่อประโยชน์ร่วมกัน และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทำให้เศรษฐกิจมีการขยายตัวและมีเสถียรภาพ ซึ่งนักลงทุนจากสวิตเซอร์แลนด์ สามารถใช้ประเทศไทยเป็นประตูเชื่อมโยงสู่ภูมิภาคเอเชียด้วย</p>

<p>ในปี 2566 สวิตเซอร์แลนด์ เป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของไทยในยุโรป การค้ารวม 8,946.16 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยส่งออกไปสวิตเซอร์แลนด์ 3,970.73 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยนำเข้าจากสวิตเซอร์แลนด์ 4,975.43 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับการค้ารวมไทย&ndash;EFTA มูลค่า 9,882.75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยส่งออกไป EFTA 4,385.01 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยนำเข้าจาก EFTA 5,497.75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สินค้าสำคัญที่ไทยส่งออกไปสวิตเซอร์แลนด์ และ EFTA เช่น อัญมณีและเครื่องประดับ นาฬิกาและส่วนประกอบ เครื่องใช้สำหรับเดินทาง เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป สินค้าอุตสาหกรรมอื่น ๆ เครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาผิว เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล ผลิตภัณฑ์พลาสติก แผงวงจรไฟฟ้า เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ และรถยนต์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สินค้าสำคัญที่ไทยนำเข้าจากสวิตเซอร์แลนด์ และ EFTA เช่น เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ นาฬิกาและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ การแพทย์ เครื่องประดับอัญมณี เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า เคมีภัณฑ์ สบู่ ผงซักฟอกและเครื่องสำอาง เนื้อสัตว์สำหรับบริโภค ปุ๋ยและยากำจัดศัตรูพืชและสัตว์ และสัตว์น้ำ สด แช่เย็น แช่แข็ง แปรรูปและกึ่งสำเร็จรูป<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทางด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) พบว่า ในปี 2566 นักลงทุนจากประเทศสมาชิก EFTA เข้ามาลงทุนในไทยเป็นอันดับที่ 14 จากนักลงทุนชาวต่างชาติทั้งหมด จำนวน 20 โครงการ มีมูลค่าการลงทุนรวม 2,962 ล้านบาท โดยสวิตเซอร์แลนด์เสนอขอรับการลงทุนในประเทศไทยมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มประเทศสมาชิก EFTA และเป็นอันดับที่ 15 จากนักลงทุนชาวต่างชาติทั้งหมด จำนวน 9 โครงการ มีมูลค่าการลงทุน 1,738 ล้านบาท</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/2024031422fadb341f8e72cf69e57e986e8f2ea9100616.jpg' type='image/jpg' length='401865' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สนค.เปรียบจุดแข็ง จุดอ่อน 5 ชาติอาเซียน ที่มีผลดึงดูดลงทุนจากต่างประเทศ]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/37960</link>
<guid isPermaLink="false">5a5d5d4439a209bcc077479efa984abd</guid>
<pubDate>Wed, 13 Mar 2024 09:33:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>สนค.เปรียบเทียบปัจจัยที่จะช่วยดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศของ 5 ชาติอาเซียน สิงคโปร์ อินโดนีเซีย เวียดนาม มาเลเซียและไทย พบมีจุดแข็ง จุดอ่อนแตกต่างกัน แต่ไทยมีระบบนิเวศที่เอื้อต่อการลงทุน ทั้งยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ แต่มีข้อด้อย FTA มีน้อย การก้าวสู่สังคมสูงวัยที่จะกระทบแรงงาน แนะเร่งดึงดูดลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย อำนวยความสะดวกลงทุน เร่งเจรจาเพิ่ม FTA พัฒนาทักษะแรงงาน ขยายโลจิสติกส์ &nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค.ได้ทำการเปรียบเทียบปัจจัยที่มีผลต่อการดึงดูดการลงทุนใน 5 ประเทศเศรษฐกิจสำคัญของอาเซียน ได้แก่ สิงคโปร์ อินโดนีเซีย เวียดนาม มาเลเซียและไทย พบว่า แต่ละประเทศมีจุดแข็งและจุดอ่อนที่แตกต่างกัน และมีขีดความสามารถในการดึงดูดการลงทุนไม่แพ้กัน โดยการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ตามรายงานการลงทุนโลกประจำปี 2566 พบว่า ไทยอยู่ลำดับที่ 5 รองจากสิงคโปร์ อินโดนีเซีย เวียดนาม และมาเลเซีย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับปัจจัยที่สนับสนุนการเข้ามาลงทุนของ FDI พบว่า สิงคโปร์มีระบบนิเวศที่เอื้อต่อการลงทุนในอุตสาหกรรมยุคใหม่ รวมถึงการเป็นศูนย์กลางทางการเงินระดับโลก มีประเทศคู่ FTA ทั่วโลกมากที่สุดในอาเซียน จำนวน 65 ประเทศ แรงงานมีทักษะสูงและใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก นโยบายและมาตรการที่เอื้อต่อการลงทุน มีโครงสร้างพื้นฐานชั้นนำระดับโลก และเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ที่สำคัญของภูมิภาค ขณะที่ปัจจัยท้าทาย ได้แก่ จำนวนแรงงานน้อยและค่าจ้างสูง รวมถึงการมีพื้นที่จำกัดและราคาที่ดินสูง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
อินโดนีเซีย มีปัจจัยสนับสนุน ได้แก่ จำนวนแรงงานและการเป็นตลาดขนาดใหญ่ มีทรัพยากรเหมืองแร่ที่สำคัญ อาทิ นิกเกิล ดีบุก และทองแดง รวมถึงนโยบายและมาตรการที่เอื้อต่อการลงทุน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ ขณะที่ปัจจัยท้าทาย ได้แก่ ผลิตภาพแรงงานค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในอาเซียน ประสิทธิภาพของระบบราชการและการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงความท้าทายในการเชื่อมต่อด้านการขนส่งจากภูมิประเทศในลักษณะหมู่เกาะ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
เวียดนาม มีปัจจัยสนับสนุน ได้แก่ เศรษฐกิจที่เติบโตต่อเนื่องในระดับสูงในช่วงระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ที่ร้อยละ 7.5 มีประเทศคู่ FTA มากที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ในอาเซียน จำนวน 54 ประเทศ มีเสถียรภาพทางการเมือง ประชากรส่วนใหญ่อยู่ในวัยแรงงาน และการให้สิทธิประโยชน์ทางด้านภาษี ขณะที่ปัจจัยท้าทาย ได้แก่ ผลิตภาพแรงงานที่ยังคงต่ำ ระบบราชการและกฎหมายยังมีความซับซ้อน และโครงสร้างพื้นฐานยังจำเป็นต้องมีการพัฒนา อาทิ โครงข่ายการคมนาคมขนส่ง รวมทั้งการให้บริการทางด้านระบบไฟฟ้าและพลังงาน</p>

<p>มาเลเซีย มีปัจจัยสนับสนุน ได้แก่ แรงงานมีทักษะสูงโดยเฉพาะทักษะดิจิทัล และสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ มีทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญอย่างปิโตรเลียม และแร่โลหะที่สำคัญ ได้แก่ ดีบุก บอกไซต์ (อะลูมิเนียม) ทองแดง และเหล็ก นโยบายและมาตรการที่เอื้อต่อการลงทุน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี และการริเริ่มโครงการวีซ่าพรีเมียมเพื่อดึงดูดนักลงทุนเข้ามาพำนักระยะยาว ขณะที่ปัจจัยท้าทาย ได้แก่ การขาดแคลนแรงงาน อีกทั้งมีการพึ่งพาแรงงานต่างชาติสูง มีการจำกัดสัดส่วนการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติในหลายภาคธุรกิจ และค่าบริการในด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนไทย มีปัจจัยสนับสนุน ได้แก่ การมีระบบนิเวศที่เอื้อต่อการลงทุน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งด้านห่วงโซ่อุปทานและโครงสร้างพื้นฐาน และการดำเนินนโยบายที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจและอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการผลักดัน พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะรองรับการลงทุนสีเขียว ขณะที่ปัจจัยท้าทาย ได้แก่ ไทยมีประเทศคู่ FTA ไม่มากนัก จำนวน 19 ประเทศ รวมศรีลังกาที่ลงนามเมื่อเดือน ก.พ.2567 ที่ผ่านมา และคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในปี 2567 และการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ ซึ่งส่งผลต่อจำนวนแรงงานในอนาคต<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า ไทยควรเร่งดำเนินการเพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติเข้าสู่ประเทศไทย โดยต้องส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศเชิงรุก ด้วยการเร่งดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ จากกลุ่มนักลงทุนข้ามชาติที่มีศักยภาพ รวมถึงการสร้างการรับรู้เชิงบวกในการลงทุนในประเทศไทย เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุน การอำนวยความสะดวกและการแก้ไขอุปสรรคในการลงทุน ตลอดจนการอำนวยความสะดวกในการทำงานของผู้เชี่ยวชาญและช่างเทคนิคชาวต่างชาติและผู้ติดตาม การเร่งเจรจาจัดทำ FTA โดยเฉพาะการจัดทำ FTA กับตลาดที่มีศักยภาพสูงอย่างสหภาพยุโรป ซึ่งการมีคู่ประเทศ FTA เพิ่มขึ้นเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ<br />
<br />
นอกจากนี้ ต้องเตรียมความพร้อมด้านแรงงาน โดยในระยะสั้นและระยะกลาง ควรยกระดับแรงงานให้มีความรู้และทักษะขั้นสูง ดึงดูดแรงงานทักษะสูงจากต่างประเทศ และอำนวยความสะดวกในการนำเข้าแรงงานกึ่งฝีมือจากประเทศเพื่อนบ้าน ขณะที่ในระยะยาว ควรมีการร่วมมือกันระหว่างภาคการศึกษา ภาครัฐ และภาคเอกชนในการวางแผนและปรับหลักสูตรการศึกษาและการฝึกอบรม เพื่อพัฒนาแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมเป้าหมายและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง รวมถึงทักษะด้านภาษา การพัฒนาระบบนิเวศให้เอื้อต่อการลงทุน โดยการส่งเสริมการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม รวมถึงการเร่งพัฒนาผู้ประกอบการไทยให้มีความสามารถในการเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมเป้าหมายตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน และการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐาน ในด้านโลจิสติกส์ โดยการพัฒนาระบบการขนส่งทั้งทางถนน ทางน้ำ ทางราง ทางอากาศ และระบบขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ รวมถึงการเร่งลดต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศ ด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โดยการส่งเสริมการขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตและปรับเพิ่มความเร็วเพื่อการใช้งานอย่างเต็มประสิทธิภาพทั้งภาคธุรกิจและภาคการศึกษา และด้านสาธารณูปโภค โดยเฉพาะการบริหารจัดการอุปทานด้านพลังงานไฟฟ้าและน้ำประปา ซึ่งรวมถึงการจัดหาพลังงานสะอาด<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในปี 2566 ไทยมีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ จำนวน 1,394 โครงการ เพิ่มขึ้นร้อยละ 38 มูลค่าเงินลงทุนรวม 663,239 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 72 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 78.2 ของมูลค่าเงินลงทุนที่ขอรับการส่งเสริมทั้งหมด ซึ่งบ่งชี้ว่าแนวโน้มการลงทุนในประเทศไทยมีทิศทางที่ดี สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อประเทศไทย</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/202403131329ba8a03de03d90870020ac93080c2093323.jpg' type='image/jpg' length='358997' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ภูมิธรรม” ช่วยคนตัวเล็กค้าขาย ดึง Big C ฮ่องกง ซื้อสินค้าผู้ส่งออกไทย 10 ราย]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/37951</link>
<guid isPermaLink="false">c644500769e93b4195291f1404a5d0cf</guid>
<pubDate>Wed, 13 Mar 2024 09:13:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ภูมิธรรม&ldquo;ช่วยคนตัวเล็กค้าขาย ดึง Big C ฮ่องกง ลงนาม MOU ซื้อสินค้าจากผู้ส่งออกไทยจำนวน 10 ราย เปิดทางนำสินค้าผู้ประกอบการรายย่อย สินค้า SMEs สินค้า OTOP สินค้าเกษตรแปรรูป สินค้าที่ได้ตรา TMark และ Thai SELECT ไปขายในห้างอีก 250 รายการ &nbsp;</strong><br />
<br />
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการเป็นสักขีพยานการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างห้างสรรพสินค้า Big C ฮ่องกง และผู้ส่งออกไทย 10 บริษัท ว่า การลงนามในครั้งนี้ จะช่วยขยายโอกาสการส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภคของไทย โดยเฉพาะจากผู้ประกอบการรายย่อย SMEs สินค้า OTOP และสินค้าเกษตรแปรรูป รวมทั้งผู้ประกอบการที่ได้รับการคัดเลือกและสนับสนุนจากกระทรวงพาณิชย์ อาทิ สินค้าที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thailand Trust Mark และ Thai SELECT บนผลิตภัณฑ์ ได้มีโอกาสขยายการส่งออกสู่ตลาดฮ่องกง ซึ่งเป็นไปตามนโยบายที่เคยให้ไว้ว่าจะต้องช่วยขยายโอกาสให้กับคนตัวเล็ก และครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จที่เกิดขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังได้ร่วมมือกับห้าง Big C จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายสินค้าไทย (In-store Promotion) ณ ห้างสรรพสินค้า Big C ในทุกสาขาในฮ่องกง และได้จัดกิจกรรมพิธีเปิด ณ สาขาซิมซาจุ่ย โดยมีสินค้าไทยที่นำมาจัดการส่งเสริมการขายจำนวนมาก อาทิ ผลไม้ ข้าว สินค้าอุปโภคบริโภค ปรากฏว่าได้รับการตอบรับจากชาวฮ่องกงเป็นอย่างดี ที่เข้ามาชมและเลือกซื้อสินค้า และได้เยี่ยมชมการจำหน่ายสินค้าไทยในห้าง พบว่า มีสินค้าไทยจำหน่ายเป็นจำนวนมาก ซึ่งปัจจุบันมีจำหน่ายแล้ว 4,200 รายการ และหากรวมการลงนาม MOU ในครั้งนี้ จะมีสินค้าไทยเพิ่มเข้าไปอีก 250 รายการ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;การมาเยี่ยมชมห้าง Big C ได้มีโอกาสได้ชิมสินค้าขนมอบแห้ง 2 ชนิด ได้แก่ ข้าวเหนียวมะม่วงและข้าวเหนียวทุเรียนอบแห้ง ซึ่งมีรสชาติและกลิ่นเหมือนข้าวเหนียวมะม่วงและข้าวเหนียวทุเรียนแท้ ๆ จากประเทศไทย ประกอบกับสินค้าหลาย ๆ รายการได้มีการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้มีความทันสมัย ถือว่าเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าไทยได้เป็นอย่างดี และยังเชื่อว่าการเปิดของห้างสรรพสินค้า Big C ในฮ่องกงนี้ จะเปรียบเสมือนตลาดปลายทางที่สามารถช่วยขายสินค้าไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นการยกระดับห่วงโซ่มูลค่าของสินค้าไทยตั้งแต่ต้นน้ำไปถึงปลายน้ำ และผลักดันให้เกิดการซื้อสินค้าไทยในต่างประเทศได้อย่างแท้จริง&rdquo;นายภูมิธรรมกล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20240313a762ec6c21f224f33cf9715eb3d10c93091820.jpg' type='image/jpg' length='290852' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ส่งออกอัญมณี ม.ค.67 เพิ่ม 21.53% GIT ชี้เป้าขาย โฟกัสสินค้ารักษ์โลก ตรวจที่มาได้]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/37949</link>
<guid isPermaLink="false">69de4f0d979d62e14c516c740e72f66f</guid>
<pubDate>Wed, 13 Mar 2024 09:11:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>ส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับเดือน ม.ค.67 มูลค่า 696.96 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 21.53% ฟื้นตัว 5 เดือนติด หากรวมทองคำมีมูลค่า 1,166.08 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 59.09% เผยแนวโน้มส่งออกยังดี แต่ต้องจับตานโยบายการเงินคู่ค้า ผลกระทบสงคราม เลือกตั้งสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร ความขัดแย้งสหรัฐฯ-จีน แนะผู้ประกอบการโฟกัสสินค้ารักษ์โลก ตรวจสอบที่มาได้ เหตุผู้บริโภคสนใจ หลายประเทศคุมเข้ม ล่าสุดเซ็นสมาคมอัญมณีแห่งฮ่องกง รับรองมาตรฐานตรวจสอบ FeiCui และคอรันดัม &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</strong>&nbsp;&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT เปิดเผยว่า การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ไม่รวมทองคำ เดือน ม.ค.2567 มีมูลค่า 696.96 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 21.53% ฟื้นตัวต่อเนื่อง 5 เดือนติดต่อกัน ซึ่งเป็นผลจากเศรษฐกิจโลกมีการฟื้นตัวดีขึ้น ภาวะเงินเฟ้อโลกที่เริ่มชะลอตัวลง และกระทรวงพาณิชย์มีการสร้างเครือข่ายและความร่วมมือด้านการค้าอัญมณี แสวงหาคู่ค้ารายใหม่ ส่งผลให้มีการส่งออกได้เพิ่มขึ้น และหากรวมทองคำ มีมูลค่า 1,166.08 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 59.09%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับตลาดส่งออกสำคัญ พบว่า มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเกือบทุกตลาด โดยสหรัฐฯ เพิ่ม 10.71% อิตาลี เพิ่ม 0.42% ฮ่องกง เพิ่ม 62.17% เยอรมนี เพิ่ม 21.97% อินเดีย เพิ่ม 66.18% เบลเยียม เพิ่ม 82.11% สหราชอาณาจักร เพิ่ม 8.04% กาตาร์ เพิ่ม 903.39% ญี่ปุ่น เพิ่ม 17.29% สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ลด 7.65% &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนสินค้าส่งออกสำคัญ ส่วนใหญ่ส่งออกได้เพิ่มขึ้น โดยเครื่องประดับทอง เพิ่ม 30.18% เครื่องประดับเงิน เพิ่ม 35.99% เครื่องประดับแพลทินัม เพิ่ม 6.70% พลอยก้อน เพิ่ม 4.78% พลอยเนื้อแข็งเจียระไน 10.10% พลอยเนื้ออ่อนจียระไน เพิ่ม 29.25% เพชรก้อน เพิ่ม 215.75% เพชรเจียระไน เพิ่ม 5.93% เครื่องประดับเทียม เพิ่ม 17.12% เศษหรือของที่ใช้ไม่ได้ทำด้วยโลหะมีค่า เพิ่ม 11.87% และทองคำ เพิ่ม 194.17% ซึ่งเป็นการส่งออกไปเก็งกำไร จากราคาตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น</p>

<p>นายสุเมธกล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับในปี 2567 แม้เศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว เศรษฐกิจคู่ค้าฟื้นตัว แต่ยังอาจเผชิญความท้าทายอีกหลายประการ ทั้งนโยบายการเงินที่ตึงตัวนานกว่าที่คาด สงครามอิสราเอลและฮามาสอาจขยายวงและมีประเทศผู้นำในภูมิภาคเข้ามาร่วม การเลือกตั้งสำคัญที่จะเกิดขึ้นในหลายประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร รวมทั้งความขัดแย้งระหว่างจีน-สหรัฐฯ ทำให้เกิดการแบ่งขั้วและกระทบห่วงโซ่การผลิต ล้วนเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ การขับเคลื่อนการส่งออกในปีนี้ มีข้อแนะนำผู้ประกอบการ ต้องไม่ลืมการโฟกัสในเรื่องสินค้ารักษ์โลกและที่มาสินค้าที่โปร่งใสตรวจสอบได้ เพราะไม่เพียงแต่ผู้บริโภคที่ให้ความสนใจ หลายประเทศเริ่มมีมาตรการตรวจสอบและกฎระเบียบเข้ามาควบคุม เช่นเดียวกับการให้ความสำคัญต่อช่องทางออนไลน์ที่ไม่เพียงต้องใช้งานง่าย สะดวก มีความน่าสนใจ และเลือกแพลตฟอร์มที่เข้าถึงผู้บริโภคแล้ว ยังต้องมีการผนวกลูกเล่นจากเอไอ เพื่อสร้างประสบการณ์ร่วมกับลูกค้าที่กำลังให้ความสนใจเทคโนโลยีนี้ด้วย เพราะการทำตลาดไม่ใช่แค่การผสานทั้งออนไลน์และการขายหน้าร้านอีกแล้ว แต่ต้องสามารถยกระดับประสบการณ์ทางการตลาดไปอีกขั้น จึงมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จและก้าวไปข้างหน้าได้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม ล่าสุด GIT ได้ทำข้อตกลงความร่วมมือกับสมาคมอัญมณีแห่งฮ่องกง ในการร่วมกันรับรองมาตรฐานการตรวจสอบหยก FeiCui และคอรันดัม ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน และร่วมกันโปรโมตมาตรฐานพลอยสีของไทย ซึ่งจะช่วยในการค้าขายหยก FeiCui และคอรันดัม ระหว่างไทย-จีน ที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค และส่งเสริมให้การซื้อขายขยายตัวได้เพิ่มขึ้น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20240313567025c5d48e13a55c0e436d2869b5e3091139.jpg' type='image/jpg' length='138836' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​อาเซียนเชื่อมโยงเศรษฐกิจ]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/37943</link>
<guid isPermaLink="false">25488870edc136b0a327d8d813e5f8d0</guid>
<pubDate>Wed, 13 Mar 2024 09:05:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 8-9 มี.ค.2567 ที่ผ่านมา &ldquo;<strong>นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์</strong>&rdquo; ได้เป็น &ldquo;<strong>หัวหน้าคณะผู้แทนไทย</strong>&rdquo; เข้าร่วมการประชุม &ldquo;<strong>รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ (AEM Retreat)</strong>&rdquo; ที่ สปป.ลาว เป็นเจ้าภาพ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
การประชุมครั้งนี้ มี &ldquo;<strong>ความสำคัญ</strong>&rdquo; เพราะเป็นการ &ldquo;<strong>วางกรอบ</strong>&rdquo; การดำเนินงานของอาเซียน ที่จะร่วมกัน &ldquo;<strong>ผลักดัน</strong>&rdquo; ในปีนี้ และในระยะต่อไป<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
หลังจากที่ &ldquo;<strong>รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน</strong>&rdquo; ได้ประชุมร่วมกัน สามารถสรุป &ldquo;<strong>ประเด็นสำคัญ</strong>&rdquo; ที่จะผลักดันได้ 6 ประเด็น คือ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
1.การเชื่อมโยงระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน การที่อาเซียนมีส่วนร่วมในกระบวนการผลิตของโลกตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และการวางรากฐานอาเซียนสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
2.การหารือถึงบทบาทอาเซียนในเวทีโลก ท่ามกลางความท้าทายต่าง ๆ โดยต้องปรับนโยบายการค้า ขนส่ง โลจิสติกส์ หาตลาดและแหล่งวัตถุดิบใหม่ พัฒนาคนรับเศรษฐกิจยุคใหม่ และแสวงหาประโยชน์จากเศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
3.การรับรองกรอบการอำนวยความสะดวกด้านบริการของอาเซียน (AFSS) ที่จะต่อยอดการเปิดเสรีบริการและสร้างสภาพแวดล้อมให้เอื้ออำนวยต่อการค้าบริการ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
4.การเจรจายกระดับความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ATIGA Upgrade) ที่ต้องเร่งหาข้อสรุป เช่น การลดภาษีเพิ่มเติม การเปิดตลาดสินค้าหมุนเวียน การใช้กลไกแก้ปัญหากรณีพิพาททางเลือก เพื่อให้ได้ผลสรุปในข้อบทหลัก ๆ ภายในปี 2567<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
5.การเจรจายกระดับความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA) เพื่อให้สามารถหาข้อสรุปการเจรจาให้ได้มากที่สุดภายในปี 2567<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
6.การดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับวาระความยั่งยืนของอาเซียน (Sustainability) ที่จะมีการจัดทำยุทธศาสตร์ความเป็นกลางทางคาร์บอน กรอบเศรษฐกิจหมุนเวียน และกรอบความร่วมมือเศรษฐกิจภาคทะเล</p>

<p>&ldquo;<strong>นายนภินทร</strong>&rdquo; กล่าวว่า ไทยเห็นด้วยกับอาเซียนในการขับเคลื่อน 6 ประเด็นสำคัญ ที่ สปป.ลาว ในฐานะประธานอาเซียนปีนี้ต้องการผลักดัน และพร้อมที่จะเดินหน้าไปพร้อมกับอาเซียน เพราะทุกประเด็นสอดคล้องกับนโยบายของไทย ที่ต้องการผลักดันในเรื่องเหล่านี้อยู่แล้ว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในช่วงการประชุม ไทยในฐานะประธานการเจรจา &ldquo;<strong>ความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัล (DEFA)</strong>&rdquo; ได้ &ldquo;<strong>สนับสนุน</strong>&rdquo; และ &ldquo;<strong>ผลักดัน</strong>&rdquo; การเจรจาให้ได้ข้อสรุปภายใน 2 ปี โดยมุ่งหวังให้ DEFA ช่วยส่งเสริม &ldquo;<strong>การค้าสินค้า</strong>&rdquo; และ &ldquo;<strong>ธุรกิจบริการ</strong>&rdquo; ที่เกี่ยวข้องให้เติบโต รวมทั้ง &ldquo;<strong>ดึงดูดการลงทุน</strong>&rdquo; จากทั้งภายในและภายนอกภูมิภาคให้มากยิ่งขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนการอัปเกรด &ldquo;<strong>ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน</strong>&rdquo; ไทยสนับสนุนการดำเนินการของอาเซียนที่ &ldquo;<strong>ตั้งเป้า</strong>&rdquo; ให้สำเร็จภายในปีนี้ เพราะจีนเป็น &ldquo;<strong>คู่ค้ารายใหญ่ที่สุด</strong>&rdquo; ของอาเซียน ติดต่อกัน 15 ปี และเป็นตลาดคู่ค้า &ldquo;<strong>อันดับหนึ่ง</strong>&rdquo; ของไทยตลอด 12 ปีที่ผ่านมา และเป็น &ldquo;<strong>ตลาดอีคอมเมิร์ซ</strong>&rdquo; ขนาดใหญ่ของโลกที่มีเทคโนโลยีและนวัตกรรม<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ขณะที่การเจรจายกระดับ &ldquo;<strong>ความตกลงการค้าสินค้าอาเซียน (ATIGA)</strong>&rdquo; ไทยเห็นว่า แม้ว่าอาเซียนได้ &ldquo;<strong>ลดภาษี</strong>&rdquo; ระหว่างกันแล้วประมาณ 99% แต่ยังมี &ldquo;<strong>สินค้าที่ยังไม่ได้นำมาลดภาษี</strong>&rdquo; อีก 1,266 รายการ โดยเฉพาะ &ldquo;<strong>กลุ่มสินค้าเกษตร</strong>&rdquo; ที่เป็นสินค้าส่งออกสำคัญของไทย เช่น เนื้อไก่สดและแช่เย็น ข้าว และผลไม้ จึงได้ผลักดันเรื่องการลดภาษี &ldquo;<strong>สินค้าที่เหลืออยู่</strong>&rdquo; เพื่อให้การค้าในอาเซียนขยายตัวเพิ่มขึ้น รวมถึงทำให้การรวมกลุ่มของอาเซียนแน่นแฟ้นและไร้รอยต่อมากยิ่งขึ้น &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทางด้าน &ldquo;<strong>การพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainability)</strong>&rdquo; ที่อาเซียนกำลังดำเนินการเรื่อง &ldquo;<strong>เศรษฐกิจสีเขียว</strong>&rdquo; และการผลิตที่ &ldquo;<strong>เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม</strong>&rdquo; เน้นสาขาเกษตร พลังงาน และคมนาคม ซึ่งไทยได้เน้นย้ำให้อาเซียนร่วมมือกันอย่างจริงจัง เพื่อแก้ &ldquo;<strong>ปัญหาโลกร้อน</strong>&rdquo; โดยเฉพาะสถานการณ์ฝุ่นควัน PM 2.5 ที่เป็น &ldquo;<strong>มลพิษ</strong>&rdquo; ในหลายประเทศของอาเซียน ที่มิได้ส่งผลกระทบต่อสุขอนามัยของประชาชนเท่านั้น แต่ยังกระทบต่อวัฏการเติบโตทางเศรษฐกิจการท่องเที่ยว ระบบสาธารณสุข ระบบนิเวศและการเติบโตของพืชผลการเกษตรเป็นวงกว้าง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ ในช่วงการประชุม นายนภินทรยังได้ใช้โอกาส &ldquo;<strong>หารือทวิภาคี</strong>&rdquo; กับประเทศเพื่อนบ้าน 2 ประเทศ คือ &ldquo;<strong>เมียนมา</strong>&rdquo; และ &ldquo;<strong>เวียดนาม</strong>&rdquo;</p>

<p>กับเมียนมา หารือกับ ดร.คาน ซอว์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการลงทุนและความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศเมียนมา ได้ตกลงร่วมกันที่จะแก้ไขปัญหาโลกร้อน โดยเฉพาะ &ldquo;<strong>ปัญหาฝุ่นควัน PM 2.5</strong>&rdquo; ที่ไทยได้มีการเดินหน้าแก้ไขปัญหาดังกล่าวในทุกภาคส่วนมาโดยตลอด ซึ่งได้ประสบผลสำเร็จในระยะแรก จึงอยากจะส่งต่อความสำเร็จมายังเพื่อนบ้าน ในฐานะประเทศผู้ผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรเช่นเดียวกับไทย โดยเมียนมายินดีขอรับความร่วมมือ แต่เห็นว่า&nbsp; &ldquo;<strong>ปัญหาการเผาพื้นที่เกษตร</strong>&rdquo; ของเมียนมา นอกจากจะขาดเทคโนโลยีที่จำเป็นแล้ว ยังต้องเพิ่ม &ldquo;<strong>ความพยายาม</strong>&rdquo; ในการรณรงค์ให้เกษตรกร โดยเฉพาะ &ldquo;<strong>ตามแนวชายแดน</strong>&rdquo; มีความตระหนักต่อปัญหานี้ ซึ่งการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเกษตรกรในการใช้วิธี &ldquo;<strong>เผาตอซังข้าว</strong>&rdquo; และ &ldquo;<strong>พืชไร่ต่าง ๆ</strong>&rdquo; มีความสำคัญมากต่อการ &ldquo;<strong>ป้องกันควันพิษ</strong>&rdquo; ไม่ให้ลอยเข้าสู่อากาศ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
กับเวียดนาม หารือกับ นายเหวียน ชิง หยิด เติญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนาม โดยไทยขอความร่วมมือเวียดนามอำนวยความสะดวก &ldquo;<strong>ตรวจปล่อยสินค้าผลไม้</strong>&rdquo; ของไทยไปจีน ในช่วงฤดูกาลผลไม้ไทยที่เริ่มตั้งแต่เดือน มี.ค.2567 เป็นต้นไป โดยขนส่งในเส้นทางจาก &ldquo;<strong>ด่านมุกดาหาร</strong>&rdquo; และ &ldquo;<strong>ด่านนครพนม</strong>&rdquo; ผ่าน &ldquo;<strong>ด่านฮูงี้</strong>&rdquo; และ &ldquo;<strong>ด่านหมงก๋าย</strong>&rdquo; ของเวียดนาม ก่อนเข้าสู่ &ldquo;<strong>ด่านโหยวอี้กวน</strong>&rdquo; และ &ldquo;<strong>ด่านตงชิง</strong>&rdquo; ของจีนตามลำดับ ทั้งนี้ รัฐมนตรีเวียดนามยินดีจะให้ความร่วมมือในเรื่องดังกล่าวอย่างเต็มที่<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นี่คือ &ldquo;<strong>ผลการประชุม</strong>&rdquo; ที่เกิดขึ้นในการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
หลายเรื่องเป็น &ldquo;<strong>อนาคต</strong>&rdquo; ของอาเซียน และยังเป็นอนาคต &ldquo;<strong>ของไทย</strong>&rdquo;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
งานนี้ ต้องยก &ldquo;<strong>ความดีความชอบ</strong>&rdquo; ให้กับนายนภินทร ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนการค้าไทย ที่นอกจากจะ &ldquo;<strong>ผลักดัน</strong>&rdquo; ให้การประชุม เป็นไปตามที่ไทยต้องการ และยึดผลประโยชน์ในภาพรวมของไทยเป็นที่ตั้ง ยังสามารถผลักดันหลาย ๆ ประเด็นที่ไทย &ldquo;<strong>ต้องการ</strong>&rdquo; ได้ด้วย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
แม้จะเป็น &ldquo;<strong>มือใหม่</strong>&rdquo; ในเวทีเจรจาการค้าระหว่างประเทศ แต่ความ &ldquo;<strong>เก๋าเกม</strong>&rdquo; ไม่ต้องพูดถึง<br />
<br />
ขอชื่นชม !!! &nbsp;&nbsp;<br />
&nbsp;<br />
<strong>ซีเอ็นเอ</strong></p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/202403131cf5325561597bd9dd46823663d2a170090620.jpg' type='image/jpg' length='451368' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ภูมิธรรม” ถกรัฐมนตรีฮ่องกง ขออำนวยความสะดวกการค้า หนุนอาหาร ผลไม้ ข้าวไทย]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/37940</link>
<guid isPermaLink="false">3535d3d8449c47f40c87bae87924273f</guid>
<pubDate>Wed, 13 Mar 2024 09:02:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ภูมิธรรม&rdquo; ถกรัฐมนตรีพาณิชย์และการพัฒนาเศรษฐกิจฮ่องกง เปิดทางสะดวกผู้ประกอบการไทย สินค้าและบริการไทยเข้าสู่ตลาดฮ่องกง พร้อมดึงฮ่องกงใช้ไทยเป็นศูนย์กลางในการขยายการค้า ลงทุนสู่อาเซียน ชมจัดงาน FILMART สุดเจ๋ง เผยไทยนำผู้ประกอบการเข้าร่วม 27 บริษัท เล็งจับมือ HKTDC สร้างโอกาสทางการค้าระหว่างกันต่อ ระบุยังขอฮ่องกงช่วยหนุน Soft Power ของไทย ทั้งอาหาร ผลไม้ ข้าว และบริการไทย</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการหารือกับนายแอลเจอร์นอน เยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และการพัฒนาเศรษฐกิจฮ่องกง ที่โรงแรม MIRA ฮ่องกง โดยมีนายกีรติ รัชโน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เข้าร่วม ว่า ได้หารือถึงแนวทางการสร้างความร่วมมือในการส่งเสริมผู้ประกอบการ SMEs ไทย แลกเปลี่ยนข้อมูลสินค้าและบริการ ในการเปิดตลาดฮ่องกง และเชิญชวนผู้ประกอบการฮ่องกงที่มีศักยภาพในการขยายธุรกิจสู่ภูมิภาคอาเซียน โดยใช้ไทยเป็นศูนย์กลางการค้าและการลงทุน รวมทั้งได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นด้านสถานการณ์การค้าระหว่างประเทศและโอกาสทางธุรกิจสำหรับไทยและฮ่องกง อีกทั้งหากการค้าระหว่างไทยและฮ่องกงมีข้อจำกัดในอนาคต ก็ได้ขอให้ทางฮ่องกงช่วยอำนวยความสะดวกด้วย เพื่อจะให้การเกิดการส่งเสริมธุรกิจและเพิ่มมูลค่าทางการค้าให้เติบโตไปด้วยกันมากขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ไทยยังได้ใช้โอกาสนี้ ชื่นชมการจัดงาน Hong Kong International Film &amp; TV Market (FILMART) ที่ฮ่องกงจัดขึ้นซึ่งเป็นงานซื้อขายภาพยนตร์ที่ใหญ่ที่สุดของเอเชียงานหนึ่ง มั่นใจว่าผู้เข้าร่วมงานจากไทยจะประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี โดยกระทรวงพาณิชย์ได้นำผู้ประกอบการเข้าร่วมในปีนี้จำนวน 27 บริษัท แยกเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายภาพยนตร์และแอนิเมชัน 9 บริษัท ผู้ผลิตรายการและละครโทรทัศน์ 10 บริษัท บริการเกี่ยวเนื่องกับภาพยนตร์และวีดิทัศน์ 8 บริษัท ซึ่งหวังว่าจะเกิดการซื้อขาย และร่วมมือกันระหว่างผู้ประกอบการไทยและฮ่องกงในระยะต่อไป</p>

<p>ขณะเดียวกัน ได้หารือถึงการยกระดับความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) และองค์การสภาพัฒนาการค้าฮ่องกง (HKTDC) ที่จะมีการลงนาม MOU กันในการเดินทางเยือนฮ่องกงในครั้งนี้ เพื่อสร้างความร่วมมือใน 3 ด้าน ได้แก่ 1.การแลกเปลี่ยนข้อมูลทางการค้า 2.การสนับสนุนกิจกรรมการค้าเพื่อยกระดับความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมของธุรกิจ SMEs เช่น จัดการฝึกอบรมระหว่างกัน และ 3.ความร่วมมือในการส่งเสริมการค้าผ่านระบบอีคอมเมิร์ซ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ ได้ขอความร่วมมือฮ่องกงในการสนับสนุนและจัดการ Soft Power ของไทยให้มากขึ้น ทั้งอาหาร ผลไม้ ข้าวหอมมะลิไทย และธุรกิจบริการไทย เช่น โรงพยาบาล โรงแรม ให้ผู้บริโภคชาวฮ่องกงได้รับทราบ และช่วยสนับสนุนกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนกระชับความร่วมมือให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และยังขอให้ช่วยส่งเสริมการค้าในธุรกิจภาคบริการที่ไทยมีศักยภาพสูง อาทิ ธุรกิจบริการด้านสุขภาพและบริการสำหรับผู้สูงอายุ ธุรกิจ Startup และการค้นคว้าวิจัยสมัยใหม่ และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ด้วย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ปัจจุบัน ฮ่องกงเป็นตลาดส่งออกอันดับที่ 7 (คู่ค้าลำดับที่ 13) ของการค้าในปี 2566 มีมูลค่า 13,708 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 6.94% โดยเป็นการส่งออก ​11,096 ​ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 10.04% และการนำเข้า ​2,612 ​ล้านเหรียญสหรัฐ ลด 4.47% เกินดุลการค้า ​8,483​ ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 15.43% โดยสินค้าส่งออกของไทยไปฮ่องกงที่สำคัญ อาทิ อัญมณีและเครื่องประดับ​ แผงวงจรไฟฟ้า​​ นาฬิกาและส่วนประกอบ​ ข้าว​​​ ผลไม้​​​ และผลิตภัณฑ์เภสัชภัณฑ์​ เป็นต้น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/202403135c38bd4d4b7f157b99f1139d708823a1090324.jpg' type='image/jpg' length='359948' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”จับมือเจโทร ติวผู้ประกอบการ ใช้ประโยชน์จาก FTA 3 กรอบที่ไทยมีกับญี่ปุ่น]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/36819</link>
<guid isPermaLink="false">8f69dfbfa8d83e6549c7192ec0e7646a</guid>
<pubDate>Wed, 06 Mar 2024 12:12:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo; ร่วมมือกับเจโทร กรุงเทพฯ และศูนย์อาเซียน-ญี่ปุ่น จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการติวเข้มผู้ประกอบการเอ็มเอ็สเอ็มอีไทยและญี่ปุ่น พร้อมแนะแนวทางการขอใช้สิทธิประโยชน์จากความตกลงเอฟทีเอที่ไทยและญี่ปุ่นมีร่วมกัน จำนวน 3 ฉบับ เพื่อเร่งการใช้สิทธิประโยชน์ และเพิ่มโอกาสทางการค้าและการลงทุน&nbsp;เตรียมจัดอีก อัดฉีดความรู้การใช้ประโยชน์จาก FTA กรอบต่าง ๆ&nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ร่วมมือกับองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่นประจำกรุงเทพฯ หรือเจโทร กรุงเทพฯ และศูนย์อาเซียน-ญี่ปุ่น (ASEAN -Japan Centre) โตเกียว จัดงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการ (Workshop) เรื่อง &ldquo;โอกาส MSMEs ไทยและญี่ปุ่น : เจาะลึกการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้า ภายใต้ความตกลง JTEPA AJCEP และ RCEP&rdquo; เมื่อวันที่ 5 มี.ค.2567 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท กรุงเทพฯ เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSMEs) ทั้งชาวไทยและญี่ปุ่นที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทย โดยให้ข้อมูลการค้าเชิงลึกเกี่ยวกับเกณฑ์การขอใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้า ขั้นตอนการออกหลักฐานการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่ไทยและญี่ปุ่นเป็นภาคีร่วมกันทั้ง 3 ฉบับ ได้แก่ ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจอาเซียน-ญี่ปุ่น (AJCEP) และความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) เพื่อให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์กับธุรกิจของตนอย่างเต็มที่<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับผลการจัดงาน Workshop ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ได้รับความสนใจล้นหลามจากเอ็มเอ็สเอ็มอี ทั้งไทยและญี่ปุ่นที่ดำเนินธุรกิจในไทยและใช้ไทยเป็นฐานการผลิต เพื่อใช้สิทธิ์ประโยชน์จากเอฟทีเอนี้ จึงส่งผลให้มีผู้เข้าร่วมงานเกินเป้าหมายกว่า 100 ราย ซึ่งสอดรับกับนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ที่ต้องการสร้างความเข้มแข็งและติดอาวุธให้กับผู้ประกอบธุรกิจเอ็มเอ็สเอ็มอีไทย โดยเฉพาะเรื่องการใช้สิทธิประโยชน์จากความตกลงเอฟทีเอของไทยมากขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;งานวันนี้เป็นกิจกรรมความร่วมมือที่สำคัญมาก เพราะถึงแม้ว่ารัฐบาลจะมีเอฟทีเอมากหรือดีแค่ไหนก็ตาม หากไม่มีผู้ประกอบการทราบและรู้จักวิธีการใช้ก็ไม่สามารถเพิ่มพูนศักยภาพทางเศรษฐกิจให้กับประเทศได้เท่าที่ควร จึงได้สั่งการกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งผมกำกับดูแลโดยตรง เร่งอัดฉีดความรู้ วิธีการปฏิบัติเชิงลึกในการใช้สิทธิประโยชน์จากเอฟทีเอในวงกว้างยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจเอ็มเอ็สเอ็มอี&rdquo; นายนภินทรกล่าว</p>

<p>นายคุโรดะ จุน ประธานเจโทร กรุงเทพฯ กล่าวว่า จากข้อมูลเจโทร กรุงเทพฯ เกี่ยวกับผลสำรวจบริษัทญี่ปุ่นในไทย จำนวน 134 ราย พบว่า นโยบายเศรษฐกิจของไทยที่บริษัทญี่ปุ่นในไทยตั้งตารอมากที่สุด คือ การจัดทำความตกลงเอฟทีเอกับคู่ค้าสำคัญเพิ่มเติม เนื่องจากบริษัทญี่ปุ่นที่อยู่ในไทยส่วนใหญ่ ประมาณร้อยละ 70 ไม่เพียงแต่ผลิตสินค้าเพื่อจำหน่ายภายในประเทศไทยเท่านั้น ยังกำหนดให้ไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อการส่งออกไปยังประเทศคู่ค้าสำคัญทั่วโลก ดังนั้น ญี่ปุ่นมองว่าการเจรจาความตกลงเอฟทีเอของไทยมากขึ้น จะส่งผลให้บริษัทญี่ปุ่นในไทยได้รับประโยชน์มากขึ้นอีกด้วย<br />
<br />
ทั้งนี้ ในปี 2566 การค้าระหว่างไทยกับญี่ปุ่น มีมูลค่า 55,860.99 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 9.73 ของการค้าไทยกับโลก โดยไทยส่งออกไปญี่ปุ่น มูลค่า 24,669.70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยนำเข้าจากญี่ปุ่น มูลค่า 31,191.28 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญ อาทิ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ไก่แปรรูป เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล แผงวงจรไฟฟ้า เคมีภัณฑ์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่นๆ และเม็ดพลาสติก และสินค้านำเข้าสำคัญ อาทิ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ และเคมีภัณฑ์<br />
<br />
นอกจากนี้ สถิติของกระทรวงพาณิชย์ ในช่วงเดือน ม.ค.-พ.ย.2566 มีการส่งออกสินค้าจากไทยไปญี่ปุ่น ผ่านการใช้สิทธิประโยชน์จากความตกลง FTA ที่ไทยและญี่ปุ่นเป็นภาคีร่วมกัน 3 ฉบับข้างต้น รวมมูลค่า 6,971 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นร้อยละ 83.3 ของมูลค่าการส่งออกสำหรับสินค้าที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทั้งหมด โดยสินค้าส่วนใหญ่ที่ใช้สิทธิประโยชน์ ทั้ง 3 ฉบับ ได้แก่ เนื้อไก่และกุ้งปรุงแต่ง ปลาทะเลปรุงแต่ง ขนมจำพวกเบเกอรี่ ซอสปรุงรส เดกซ์ทรินและโมดิไฟด์สตาร์ชจากมันสำปะหลัง โพลิเอทิลีน ลวดและเคเบิลทำด้วยทองแดง เครื่องนุ่มห่ม ผ้าใบยางรถ และเส้นใยสังเคราะห์</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/202403061fdad45fc41a4b4a6af98cde93c41a51121317.jpg' type='image/jpg' length='283206' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”เผยการค้าชายแดนและผ่านแดน ม.ค.67 มูลค่า 1.41 แสนล้าน เพิ่ม 2.5%]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/36818</link>
<guid isPermaLink="false">f391254149fae7868704a2c275cb8fff</guid>
<pubDate>Wed, 06 Mar 2024 12:10:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าต่างประเทศ เผยการค้าชายแดนและผ่านแดน ประเดิมเดือนแรก ปี 67 มีมูลค่า 141,164 ล้านบาท เพิ่ม 2.5% เผยการค้ากับเพื่อนบ้าน สปป.ลาว โต 16.32% ส่วนการค้าผ่านแดน กับจีนบวกแรง 26.6%</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า การค้าชายแดนและการค้าผ่านแดน เดือน ม.ค.2567 มีมูลค่า 141,164 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.5% ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดี และสอดคล้องกับการส่งออกในภาพรวมที่ขยายตัวเป็นบวก โดยแยกเป็นการส่งออก มูลค่า 75,046 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.8% และการนำเข้า มูลค่า 66,119 ล้านบาท ลดลง 0.02% ได้ดุลการค้า มูลค่า 8,927 ล้านบาท<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ หากแยกเป็นการค้าชายแดนกับเพื่อนบ้าน 4 ประเทศ มีมูลค่าการค้ารวม 82,278 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.9% &nbsp;เป็นการส่งออก 50,088 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.4% การนำเข้า 32,190 ล้านบาท ลดลง 4.0% ได้ดุลการค้า 17,898 ล้านบาท &nbsp;โดยการค้าชายแดนกับ สปป.ลาว มีมูลค่าสูงสุด 25,959 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.32% รองลงมา คือ มาเลเซีย 23,989 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.02% เมียนมา 17,121 ล้านบาท ลดลง 13.05% และกัมพูชา 15,210 ล้านบาท ลดลง 2% ส่วนสินค้าส่งออกชายแดนสำคัญ เช่น น้ำมันดีเซล 3,891 ล้านบาท น้ำมันสำเร็จรูปอื่นๆ 1,650 ล้านบาท และน้ำตาลทรายขาว 1,334 ล้านบาท</p>

<p>สำหรับการค้าผ่านแดนไปประเทศที่สาม มีมูลค่าการค้ารวม 58,886 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.7% เป็นการส่งออก 24,958 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.5% และการนำเข้า 33,928 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.1% ขาดดุลการค้า 8,971 ล้านบาท โดยการค้าผ่านแดนไปจีน มีมูลค่าสูงที่สุด 31,316 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26.6% รองลงมาคือ สิงคโปร์ และเวียดนาม มีมูลค่า 8,206 ล้านบาท ลดลง 30.3% และ 5,716 ล้านบาท ลดลง 13.1%&nbsp; ตามลำดับ ส่วนสินค้าส่งออกผ่านแดนสำคัญ เช่น ฮาร์ด ดิสก์ ไดรฟ์ 5,520 ล้านบาท ยางแท่ง TSNR 2,628 ล้านบาท และไม้แปรรูป 1,913 ล้านบาท<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนผลการจัดมหกรรมการค้าชายแดน ณ จังหวัดมุกดาหาร ระหว่างวันที่ 29 ก.พ.-3 มี.ค.2567 ที่ผ่านมา ได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการ ประชาชนในพื้นที่ และจากเพื่อนบ้าน มาเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก โดยการจัดงานแสดงสินค้าไทยและสินค้าจากประเทศเพื่อนบ้าน จำนวน 120 คูหา มียอดการจำหน่ายกว่า&nbsp; 2.5 ล้านบาท และยังมีการจัดกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจออนไลน์ โดยเชิญผู้นำเข้าจากอาเซียนและจีนเข้าร่วม รวมทั้งจัดประชุมติดตามสถานการณ์การค้าชายแดน และการติดตามการดำเนินการศูนย์บริการ OSS นครพนม และมุกดาหาร<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20240306e4da337896558de9befd9de82738a082121144.jpg' type='image/jpg' length='319876' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​บริษัทตั้งใหม่ 2 เดือน ปี 67 จำนวน 17,270 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 45,794.41 ล้าน]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/36764</link>
<guid isPermaLink="false">15b1338dd1b6394c1789ed052bcd9164</guid>
<pubDate>Wed, 06 Mar 2024 10:08:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผยยอดจัดตั้งบริษัทใหม่ 2 เดือน ปี 67 มีจำนวน 17,270 ราย เพิ่ม 1.57% ทุนจดทะเบียนรวม 45,794.41 ล้านบาท เพิ่ม 14.52% คาดแนวโน้มโตต่อเนื่อง เหตุได้แรงหนุนจากท่องเที่ยวฟื้นตัว การบริโภคเอกชนกลับมา ส่งออกดีขึ้น ลงทุนโครงการใหญ่เดินหน้า และมีการส่งเสริมธุรกิจ BCG จับตาธุรกิจอีคอมเมิร์ซมาแรง ตั้งใหม่เพิ่ม ทั้งจำนวนและทุน</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่ทั่วประเทศ ในช่วง 2 เดือนของปี 2567 (ม.ค.-ก.พ.) มีการจัดตั้งจำนวน 17,270 ราย เพิ่มขึ้น 1.57% ทุนจดทะเบียนรวม 45,794.41 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.52% โดยธุรกิจที่มีการจดทะเบียนจัดตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจภัตตาคาร ร้านอาหาร ส่วนธุรกิจที่เลิกประกอบกิจการ ในช่วง 2 เดือน มีจำนวน 1,898 ราย ลดลง 12.37% ทุนจดทะเบียนรวม 6,361.29 ล้านบาท ลดลง 11.74% โดยธุรกิจที่มีการเลิกประกอบธุรกิจสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจภัตตาคาร ร้านอาหาร 71 ราย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับปัจจัยที่ทำให้การจดตั้งบริษัทใหม่ขยายตัว มาจากการฟื้นตัวและเติบโตอย่างชัดเจนของภาคการท่องเที่ยว หลังจากการชะลอตัวจากสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา โดยเห็นได้ชัดจากธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวมีการจัดตั้งเพิ่มสูงขึ้นเป็นอย่างมาก เพื่อรองรับกับความต้องการในสินค้าและบริการของผู้บริโภค และยังมีการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ จากการบริโภคภาคเอกชนที่กลับมาขยายตัว ภาคการส่งออกที่เริ่มฟื้นตัว และโครงการลงทุนก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐขนาดใหญ่ที่กลับมาเดินหน้าก่อสร้างโครงการอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงนโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจตามโมเดลเศรษฐกิจใหม่ Bio-Circular-Green Economy หรือ BCG Model ซึ่งส่งผลต่อธุรกิจที่เกี่ยวข้องให้มีการเติบโตตามไปด้วย แต่ยังคงต้องติดตามปัจจัยด้านเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย และหนี้ครัวเรือน เพื่อประเมินสถานการณ์ในระยะยาวต่อไป</p>

<p>ทั้งนี้ แนวโน้มการจดทะเบียนจัดตั้งใหม่ในไตรมาสแรกของปี 2567 คาดว่าจะฟื้นตัวขึ้นต่อเนื่อง โดยมีการจัดตั้งอยู่ที่ 23,000-27,000 ราย และตัวเลขทั้งปีจะอยู่ที่ 90,000-95,000 ราย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมนกล่าวว่า กรมได้วิเคราะห์การจัดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่ ในช่วง 2 เดือน ปี 2567 พบว่า ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ หรือธุรกิจขายปลีกทางอินเทอร์เน็ต มีการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่ เพิ่มขึ้นทั้งจำนวน และมูลค่าทุนจดทะเบียน โดยมีจำนวน 479 ราย เพิ่มขึ้น 31.96% ทุนจดทะเบียนรวม 555.06 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32.91% เนื่องจากกรมสรรพากรกำหนดให้อิเล็กทรอนิกส์แพลตฟอร์ม มีบัญชีพิเศษที่ต้องจัดทำและนำส่งข้อมูลผู้ประกอบการให้แก่กรมสรรพากร ซึ่งจากมาตรการดังกล่าว คาดว่าจะมีธุรกิจอีคอมเมิร์ซเข้ามาจดทะเบียนจดตั้งธุรกิจใหม่เพิ่มขึ้น และยังเป็นการส่งเสริมให้ธุรกิจของไทยเข้าสู่ระบบมากยิ่งขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 29 ก.พ.2567) มีธุรกิจที่ดำเนินกิจการอยู่ทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 905,544 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 21.86 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นบริษัทจำกัด 703,449 ราย สัดส่วน 77.68% ห้างหุ้นส่วนจำกัด/ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล 200,644 ราย สัดส่วน 22.16% และบริษัทมหาชนจำกัด 1,451 ราย สัดส่วน 0.16%</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20240306cbfc58a416316f5b2ca92a195babef55100908.jpg' type='image/jpg' length='160387' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​เงินเฟ้อ ก.พ.67 ลด 0.77% ลง 5 เดือนติด เหตุเนื้อสัตว์ ผักถูก ได้อานิสงค์ตรึงน้ำมัน-ไฟฟ้า]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/36569</link>
<guid isPermaLink="false">d0233c2397f4407aa6262b4b719efcbd</guid>
<pubDate>Tue, 05 Mar 2024 11:49:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เผยเงินเฟ้อ ก.พ.67 ติดลบ 0.77% ลดลงต่อเนื่อง 5 เดือนติดต่อกัน เหตุราคาเนื้อสัตว์ ผักสดปรับลดลง &nbsp;ได้อานิสงค์จากมาตรการรัฐ ลดน้ำมันและไฟฟ้า และฐานปีก่อนสูง ส่วนยอดรวม 2 เดือน ลด 0.94% คาดเดือน มี.ค.-เม.ย. จะติดลบต่อ แต่เดือน พ.ค. จะกลับมาบวก หลังมาตรการลดน้ำมัน ค่าไฟ หมด คงเป้าทั้งปี ติดลบ 0.3% ถึงเพิ่ม 1.7% ค่ากลาง 0.7%</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (เงินเฟ้อทั่วไป) เดือน ก.พ.2567 เท่ากับ 107.22 เทียบกับ ม.ค.2567 เพิ่มขึ้น 0.22% เทียบกับเดือน ก.พ.2566 ลดลง 0.77% เป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 ติดต่อกัน โดยมีสาเหตุสำคัญจากราคาอาหารสด ทั้งเนื้อสัตว์ และผักสด ที่ปริมาณผลผลิตเข้าสู่ตลาดจำนวนมาก และราคาปรับลดลง รวมทั้งน้ำมันดีเซลและค่ากระแสไฟฟ้า ราคายังต่ำกว่าเดือนเดียวกันของปี 2566 จากมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐ ประกอบกับฐานราคาเดือน ก.พ.2566 ที่ใช้คำนวณเงินเฟ้อยังอยู่ระดับสูง มีส่วนทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลง ส่วนสินค้าและบริการอื่น ๆ ราคาเคลื่อนไหวในทิศทางปกติ และหากรวมเงินเฟ้อ 2 เดือนของปี 2567 (ม.ค.-ก.พ.) ลดลง 0.94% &nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับรายละเอียดเงินเฟ้อเดือน ก.พ.2567 ที่ลดลง 0.77% มาจากการลดลงของหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ 0.97% ตามการลดลงของราคาเนื้อสุกร ปลาทู กุ้งขาว ปลากะพง ผักสด (มะนาว แตงกวา ผักกาดขาว มะเขือเทศ กะหล่ำปลี) เนื่องจากปริมาณผลผลิตเข้าสู่ตลาดจำนวนมาก รวมถึงน้ำมันพืช และน้ำปลา ราคาปรับลดลง ส่วนสินค้าที่ราคาสูงขึ้น อาทิ ข้าวสาร ไข่ไก่ นมถั่วเหลือง ครีมเทียม ผลไม้บางประเภท (แตงโม กล้วยหอม มะม่วง) น้ำตาลทราย กะทิสำเร็จรูป กาแฟสำเร็จรูปพร้อมดื่ม กับข้าวสำเร็จรูป ก๋วยเตี๋ยว และอาหารกลางวัน&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนหมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม ลดลง 0.63% เนื่องจากน้ำมันในกลุ่มดีเซล และค่ากระแสไฟฟ้า ราคายังต่ำกว่าเดือนเดียวกันของปี 2566 จากมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐ เสื้อผ้าบุรุษและสตรี สิ่งที่เกี่ยวกับทำความสะอาด (ผงซักฟอก น้ำยาล้างห้องน้ำ น้ำยาปรับผ้านุ่ม) เครื่องใช้ไฟฟ้า (เครื่องรับโทรทัศน์ เครื่องซักผ้า ตู้เย็น) รวมถึง สบู่ถูตัว แชมพูสระผม ผลิตภัณฑ์ป้องกันและบำรุงผิว ราคาปรับลดลง โดยสินค้าที่ราคาสูงขึ้นเล็กน้อย อาทิ แป้งทาผิวกาย น้ำยาระงับกลิ่นกาย ยาสีฟัน ยาแก้ไข้หวัด ยาลดกรดในกระเพาะ ค่าตรวจรักษาโรค ค่าทัศนาจรต่างประเทศ ค่าโดยสารเครื่องบิน บุหรี่ สุรา และไวน์</p>

<p>ทางด้านเงินเฟ้อพื้นฐานเดือน ก.พ.2567 เมื่อหักอาหารสดและพลังงานออก เพิ่มขึ้น 0.02% เมื่อเทียบกับเดือน ม.ค.2567 และเพิ่มขึ้น 0.43% เมื่อเทียบกับเดือน ก.พ.2566 เฉลี่ย 2 เดือน ปี 2567 (ม.ค.-ก.พ.) เพิ่มขึ้น 0.47%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือน มี.ค.2567 คาดว่าจะยังคงลดลงต่อเนื่อง และไตรมาสแรกปี 2567 เงินเฟ้อเฉลี่ยน่าจะอยู่ที่ลดลง 0.7-0.8% และเดือน เม.ย.2567 ก็จะยังลด โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการลดค่าครองชีพด้านพลังงาน ที่มีการตรึงราคาค่ากระแสไฟฟ้าที่ 3.99 บาทต่อหน่วย สำหรับครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 300 หน่วยต่อเดือน และที่ 4.18 บาทต่อหน่วย สำหรับครัวเรือนทั่วไป มาตรการตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร จนถึงวันที่ 19 เม.ย.2567 ฐานราคาที่สูงในปีก่อนหน้าของเนื้อสุกรและผักสด และเศรษฐกิจของไทยขยายตัวในระดับต่ำอย่างต่อเนื่อง โดยจีดีพีไตรมาส 4 ขยายตัว 1.7% และทั้งปี 2566 ขยายตัว 1.9% แต่เงินเฟ้อจะเริ่มเป็นบวกในเดือน พ.ค.2567 เพราะฐานเดือน พ.ค.2567 อยู่ในระดับต่ำ และมาตรการช่วยช่วยค่าครองชีพ โดยเฉพาะน้ำมันจะสิ้นสุด 19 เม.ย.2567 และค่าไฟฟ้าสิ้นสุด 30 เม.ย.2567 ซึ่งต้องติดตามมาตรการรัฐต่อไป<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ได้แก่ สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่สำคัญปรับสูงขึ้น โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่า ส่งผลให้การนำเข้าสินค้ามีราคาสูงขึ้น สภาพอากาศที่มีความแปรปรวนในช่วงท้ายของปรากฏการณ์เอลนีโญ รวมทั้งการเข้าสู่ฤดูร้อน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนและปริมาณผลผลิตทางการเกษตร และการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยว ส่งผลให้อุปสงค์และราคาของสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับภาคการท่องเที่ยวปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะราคาค่าโดยสารเครื่องบิน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม สนค.ยังคงคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2567 อยู่ระหว่างลบ 0.3% ถึงเพิ่ม 1.7% ค่ากลาง 0.7% ซึ่งเป็นอัตราที่สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน และหากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญจะมีการทบทวนอีกครั้ง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20240305620893266f5e3abcbb3df09edd1dee77115011.jpg' type='image/jpg' length='375268' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”เผยไก่ไทย มีโอกาสส่งออกเกาหลีใต้เพิ่ม หลังความต้องการบริโภคพุ่ง]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/36566</link>
<guid isPermaLink="false">49c6b8197edefc0b6799758433585956</guid>
<pubDate>Tue, 05 Mar 2024 11:47:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo; เผยไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง ไก่แปรรูป ไก่ปรุงรสพร้อมรับประทาน มีโอกาสส่งออกไปเกาหลีใต้ หลังทูตพาณิชย์รายงานมีความต้องการเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง จากการผลิตไม่เพียงพอและต้องนำเข้า</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ทำการตลาดเชิงรุกหาช่องทางและสร้างโอกาสทางการค้าให้ผู้ประกอบการไทยอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้รับรายงานผลการสำรวจตลาดสินค้าเนื้อไก่ในเกาหลีใต้ พบว่า มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง เพราะเป็นหนึ่งในเมนูที่ผู้บริโภคชาวเกาหลีใต้นิยม ทั้งไก่ทอด ไก่ตุ๋นโสม และไก่ผัดซอส และผู้ประกอบการที่ผลิตอาหาร ร้านอาหาร และแฟรนไชส์ไก่ต่าง ๆ เช่น Kyochon BHC และ BBQ ก็มีการแข่งขันที่รุนแรงในการพัฒนาเมนูไก่ทอดใหม่ ๆ ส่งผลให้เกิดการเติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่ปัจจุบัน ตลาดไก่ในเกาหลีใต้ เริ่มประสบปัญหาราคาในประเทศสูงขึ้น จากการผลิตที่ไม่เพียงพอ แม้ว่ารัฐบาลเกาหลีจะวางแผนเพิ่มกำลังการผลิตแล้วก็ตาม ทำให้ยังคงต้องนำเข้าจากต่างประเทศ เพื่อทดแทนส่วนที่ขาด<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ เกาหลีใต้ทำความตกลง FTA จำนวน 21 ฉบับ กับ 59 ประเทศ ทำให้ตลาดเนื้อไก่ถูกจับจ้องจากประเทศต่าง ๆ ที่หวังจะเข้าชิงพื้นที่ในตลาด โดยตั้งแต่ ม.ค.2566 เกาหลีใต้ได้ยกเลิกภาษีนำเข้าไก่จากสหรัฐฯ ทั้งหมด และตั้งแต่เดือน ก.ค.2567 จะยกเว้นภาษีนำเข้าไก่จากสหภาพยุโรป ซึ่งจะยิ่งทำให้มีการแข่งขันเพิ่มขึ้น โดยปัจจุบัน เกาหลีใต้นำเข้าไก่จากบราซิลอันดับหนึ่ง รองลงมา คือ ไทย สหรัฐฯ สวีเดน และเดนมาร์ก</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/202403053934ed078c8066d32d3263cf5c9c3f67114812.jpg' type='image/jpg' length='382110' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์” ชี้เป้าส่งออกอาหารทางเลือก ขายตลาดเกาหลีใต้ หลังความนิยมเริ่มเติบโต]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/36359</link>
<guid isPermaLink="false">ac1b0db75c1f967595fac087ce6a2c2d</guid>
<pubDate>Mon, 04 Mar 2024 13:08:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เผยตลาดอาหารทางเลือก ทั้งอาหารจากพืชอาหารจากเซลล์เพาะเลี้ยงอาหารหมักจุลินทรีย์ และอาหารจากแมลงในตลาดเกาหลีใต้มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องหลังผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการรักษาสุขภาพ และรักษาสุขภาพสัตว์ชี้เป็นโอกาสอาหารทางเลือกของไทยที่จะเข้าไปเจาะตลาด โดยเฉพาะอาหารที่ผลิตจากถั่ว สาหร่าย หรือแมลง รวมถึงเนื้อสัตว์เพาะเลี้ยง</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า กรมได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทำการสำรวจลู่ทางและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศ ที่ประจำอยู่ และให้รายงานผลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้รับรายงานจากน.ส.ชนัญญา พรรณรักษา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโซล เกาหลีใต้ ถึงตลาดอาหารทางเลือกของเกาหลีใต้ที่กำลังเติบโต&nbsp;และโอกาสในการส่งออกอาหารทางเลือกของไทยเข้าสู่ตลาดเกาหลีใต้&nbsp;&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยทูตพาณิชย์ได้รายงานข้อมูลว่า ปัจจุบันผู้บริโภคเกาหลีใต้รู้สึกตื่นตัวต่อการรักษาสุขภาพและให้ความสนใจต่อสวัสดิภาพสัตว์มากขึ้น โดยพฤติกรรมเหล่านี้ส่งผลให้จำนวนผู้บริโภคอาหารมังสวิรัติและสินค้าอาหารทางเลือกรูปแบบต่างๆเพิ่มขึ้นในตลาดอาหารของเกาหลีใต้ ซึ่งสินค้าอาหารทางเลือกนี้เป็นผลผลิตจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีด้านอาหารที่นำโปรตีนทางเลือกที่ไม่ใช่เนื้อสัตว์มาแปรรูป และยังมีอาหารทางเลือกอื่นๆ ที่ไม่ใช่เพียง Plant-based meat ก็เริ่มการผลิตเช่นกัน โดยอาหารทางเลือกหลักๆมี 4 ประเภท ได้แก่ อาหารทางเลือกจากพืช อาหารจากเซลล์เพาะเลี้ยง อาหารหมักจุลินทรีย์ และอาหารจากแมลง&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับพฤติกรรมผู้บริโภคเกาหลีในตลาดอาหารทางเลือกพบว่า ผู้บริโภคเกาหลีส่วนใหญ่เลือกซื้ออาหารทางเลือกผ่านไฮเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ถึง 47% และผ่านช่องทางออนไลน์ของห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ 20% ที่เหลือเป็นช่องทางอื่นๆ ส่วนปัจจัยในการพิจารณาซื้ออาหารทางเลือก ผู้บริโภค 54% คำนึงถึงประโยชน์ต่อสุขภาพและส่วนผสมทางโภชนาการเป็นอันดับหนึ่ง รองลงมาด้วยรสชาติความปลอดภัยของอาหาร และราคาตามลำดับ</p>

<p>น.ส.ชนัญญา พรรณรักษา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโซล กล่าวว่า ปัจจุบันผู้บริโภคเกาหลีบางส่วนของเกาหลีใต้ได้ตระหนักและให้ความสนใจต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและวิกฤตอาหารขาดแคลนที่แพร่กระจายไปทั่วโลก ซึ่งส่งผลต่อพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนจากเนื้อสัตว์เป็นอาหารทางเลือกเพื่อสุขภาพที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสวัสดิภาพของสัตว์มากขึ้น คาดว่าจะมีแนวโน้มการบริโภคสินค้าอาหารทางเลือกนี้เพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากการพัฒนาเทคโนโลยีด้านอาหารที่ดำเนินอย่างต่อเนื่อง อีกทั้ง อัตราการจำหน่ายและนำเข้าอาหารทางเลือกมีการเพิ่มขึ้นทุกปี<br />
<br />
ทั้งนี้ ในเกาหลีใต้อาหารทางเลือกอื่นๆที่ไม่ใช่เนื้อสัตว์จากพืช ถือว่าอยู่ในจุดเริ่มต้นของการสร้างตลาดสินค้าอาหารทางเลือกให้มีความหลากหลายของผลิตภัณฑ์และเพิ่มจำนวนบริษัทที่เข้าร่วม ดังนั้น สามารถคาดการณ์ได้ว่าในอนาคตจะมีโอกาสมากมายสำหรับผู้ประกอบการจากไทยในการเข้าสู่ตลาด โดยเฉพาะโปรตีนทางเลือกจากวัตถุดิบหลายชนิด อย่างเช่น ถั่ว สาหร่าย หรือแมลง รวมถึงเนื้อสัตว์เพาะเลี้ยงที่จะพัฒนาให้กลายเป็นสินค้าอาหารทางเลือกในรูปแบบใหม่และสามารถสร้างความน่าสนใจให้กับตลาดสินค้านี้ได้&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;แม้แนวโน้มของอาหารทางเลือกในไทยก็ยังคงอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่ก็เป็นที่สนใจของอุตสาหกรรมที่ทั้งบริษัทรายใหญ่และรายย่อย ต่างเปิดตัวสินค้าออกมาในตลาดในปัจจุบัน และคาดว่าการแข่งขันก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นไปอีกคล้ายคลึงกับสถานการณ์ของเกาหลีใต้ ด้วยเหตุนี้ การขยายตัวในตลาดเกาหลีใต้จึงมีโอกาสเป็นอย่างมากไม่ว่าจะเป็นการส่งออกรูปแบบอาหารพร้อมรับประทาน หรือวัตถุดิบชนิดต่างๆก็ถือเป็นวิธีการร่วมมือทางธุรกิจที่มีประสิทธิภาพและส่งเสริมการค้าระหว่างกันได้&rdquo;น.ส.ชนัญญากล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20240304db4f0139664b9056544c06451a73bc61130823.jpg' type='image/jpg' length='287572' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์ฯ จับมือ จ.ปัตตานี ศอ.บต. รวมพลังเสริมแกร่งสตรี 3 จังหวัดใต้ทำธุรกิจ]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/36117</link>
<guid isPermaLink="false">8f00f788125406c6e3d7dac984bdac49</guid>
<pubDate>Fri, 01 Mar 2024 15:54:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จับมือจังหวัดปัตตานี ศอ.บต. ร่วมกันพัฒนากลุ่มสตรี 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้มีขีดความสามารถในการทำธุรกิจ ทั้งช่วยเพิ่มพูนความรู้การทำธุรกิจ การทำตลาด ช่วยเพิ่มช่องทางขาย และสร้างเครือข่ายธุรกิจ พร้อมดึงรายใหญ่มาเจรจาจับคู่ธุรกิจ มั่นใจเพิ่มยอดขายได้ทันที ส่วนระยะต่อไป เล็งต่อยอดเป็นดิจิทัล วิลเลจ</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้จัดพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) และกิจกรรมการส่งเสริมสนับสนุนผู้ประกอบการกลุ่มสตรี 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ณ โรงแรม ซี.เอส. จังหวัดปัตตานี ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง 3 หน่วยงาน ได้แก่ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จังหวัดปัตตานี โดยนางพาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี และศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) โดยพ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรัตน์ เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อสร้างโอกาสในการพัฒนาทักษะการทำธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการกลุ่มสตรี 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีความสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างมาก และในพื้นที่ มีการรวมกลุ่มเป็นเครือข่ายทางธุรกิจกันอยู่แล้ว ทำให้ง่ายต่อการเข้าถึงและพัฒนา<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับแนวทางพัฒนากลุ่มสตรี ประกอบไปด้วย 3 ด้าน คือ 1.ปั้นธุรกิจให้แข็งแรง สร้างความรู้ด้านการตลาด ตั้งแต่เริ่มต้นวิธีก่อร่างสร้างธุรกิจของ SMEs , ทำอย่างไรให้สินค้า บริการเข้าไปสู่ตลาดออนไลน์ได้ ซึ่งเป็นช่องทางจำหน่ายสินค้าที่หลากหลายและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ในวงกว้างไม่รู้จบ รวมถึงการบริหารระบบหลังบ้านให้เป็นมืออาชีพคือสิ่งที่ SMEs ยังมีข้อจำกัด โดยกรมจะเชิญผู้เชี่ยวชาญไปให้ความรู้ด้านบริหารและการจัดการบัญชีให้มีมาตรฐานด้วย ประกอบกับสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าด้วยการพัฒนารูปแบบ Packaging ให้ดึงดูดน่าสนใจ สื่อสารถึงสินค้าได้อย่างชัดเจน 2.เพิ่มช่องทางขายของ สร้างโอกาสทางการค้าดึงของดีในท้องถิ่นของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีอยู่จำนวนมากให้เป็นของเด่นในประเทศ พร้อมด้วยการกำหนดกลยุทธ์ทางการตลาดให้เหมาะสมกับธุรกิจแต่ละประเภท และ 3.โยงใยเครือข่ายธุรกิจ เมื่อธุรกิจสามารถดำเนินไปอย่างมืออาชีพและมีช่องทางการขายที่หลากหลายแล้ว การทำธุรกิจในยุคนี้จะต้องมีการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจด้วย ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมโยงกับผู้ผลิตวัตถุดิบ ร้านค้าส่งที่จะช่วยกระจายสินค้า หรือแม้กระทั่งธุรกิจในประเภทเดียวกันเองก็สามารถรวมตัวกันเพื่อเกื้อกูลกันทางธุรกิจได้นั่นเอง</p>

<p>นอกจากพิธีลงนาม MOU ในข้างต้นแล้ว ยังมีกิจกรรมให้ความรู้แก่กลุ่มสตรี และเจ้าของธุรกิจที่อยู่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผ่านวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด โดยเป็นการอบรมในเรื่องการทำตลาดออนไลน์ และสอนการจัดแสดงสินค้าและผลิตภัณฑ์ (Display) ให้ดึงดูดลูกค้า รวมถึงกิจกรรมแสดงและจำหน่ายสินค้าจากกลุ่มสตรี 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 30 ราย อาทิ เช่น ผ้าบาติก เครื่องจักสาน ขนมโบราณ โรตีกรอบ ชุดข้าวยำพร้อมทาน น้ำบูดู ลูกหยีแปรรูป ข้าวเกรียบปลา และเกลือสมุนไพร เป็นต้น รวมถึงกิจกรรมสาธิตวิธีการผลิตสินค้าเด่นของปัตตานีอย่างกลุ่มสตรีรายาบาติก และสมุนไพรไทย จากศยาสมุนไพร และการจัดกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ร่วมกับนักธุรกิจ (Trader) รายใหญ่ของไทย อาทิ บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด บริษัท คิง เพาเวอร์ แท็กซ์ฟรี จำกัด บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอก-ชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด และสมาคมการค้าส่ง-ปลีกไทย ภายหลังจบกิจกรรมคาดว่าจะเกิดการซื้อขายขึ้น พร้อมสร้างออเดอร์ให้กับกลุ่มสตรีได้ทันที<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในอนาคตกรมจะขยายความสำเร็จนี้ ไปสู่การสร้าง Digital Village by DBD ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นโครงการภายใต้การส่งเสริมของกรม ที่สร้างชุมชนออนไลน์จากการดึงศักยภาพของผู้ผลิตในท้องถิ่น ประกอบกับเผยแพร่อัตลักษณ์และภูมิปัญญาท้องถิ่น ผ่านสินค้าที่ผลิตและจำหน่ายบนตลาดออนไลน์<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;การส่งเสริมธุรกิจในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ ถือเป็นภารกิจที่กรมได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยก่อนหน้านี้ ได้ปรับลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนธุรกิจทุกประเภทลง 50% ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ เป็นระยะเวลา 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2567 ถึงวันที่ 31 ธ.ค.2569 ซึ่งมี 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้รวมอยู่ด้วย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น และดึงดูดนักลงทุนให้เข้าสู่พื้นที่มากขึ้น ส่วนการ MOU ครั้งนี้ จะช่วยผลักดันให้ธุรกิจในท้องถิ่นสามารถสร้างรายได้ให้กับตนเอง ดูแลครอบครัวให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ที่สำคัญจะเป็นกุญแจไขอนาคตทางเศรษฐกิจเชื่อมโยงกับการค้าผ่านชายแดนนำสินค้าไทยส่งออกสู่ต่างประเทศตามมา&rdquo;นางอรมนกล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/2024030120a14f6ddc55644a0ec6e770039d4e3f155456.jpg' type='image/jpg' length='240808' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“นภินทร” เปิดมหกรรมการค้าชายแดน จ.มุกดาหาร หนุนค้าขายไทย-ลาว-เวียดนาม-จีน]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/35952</link>
<guid isPermaLink="false">e5d899b08a96fabf70f04e853e998854</guid>
<pubDate>Fri, 01 Mar 2024 08:35:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;นภินทร&rdquo; เป็นประธานเปิด &ldquo;มหกรรมการค้าชายแดน&rdquo; ครั้งที่ 1 ที่จังหวัดมุกดาหาร เพื่อขับเคลื่อนการค้าชายแดน และผ่านแดน ไปยังสปป.ลาว เวียดนาม และจีน เผยมีกิจกรรมไฮไลต์ ทั้งจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าไทยและเพื่อนบ้าน การเจรจาจับคู่ธุรกิจ การจัดสัมมนา และประชุมติดตามสถานการณ์การค้าและศูนย์บริหาร OSS มุกดาหาร-นครพนม ที่พร้อมเปิดรองรับการส่งออกฤดูผลไม้ปีนี้</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิด &ldquo;มหกรรมการค้าชายแดน ณ จังหวัดมุกดาหาร&rdquo; ระหว่างวันที่ 29 ก.พ.-3 มี.ค.2567 ณ ลานหน้าศาลากลางจังหวัดมุกดาหาร ว่า รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจบริเวณจังหวัดชายแดน โดยจังหวัดมุกดาหารเป็นหนึ่งในจังหวัดชายแดนที่เป็นหัวเมืองสำคัญในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากมีเส้นทางคมนาคมและโลจิสติกส์ที่สามารถเชื่อมโยงไปยัง สปป.ลาว เวียดนาม และจีน โดยมีเส้นทางขนส่งทางถนนที่สำคัญ คือ เส้นทาง R9 และยังเป็นจังหวัดที่มีจุดผ่านแดนซึ่งเป็นช่องทางการค้าสำคัญที่เป็นประตูการค้าไปสู่ สปป.ลาว และประเทศที่สาม คือ จุดผ่านแดนสะพานมิตรภาพ แห่งที่ 2 เป็นช่องทางสำคัญในการขนส่งสินค้าชายแดนและผ่านแดน กระทรวงพาณิชย์ จึงมีนโยบายในการเร่งรัดผลักดันและส่งเสริมการค้าชายแดนและผ่านแดนระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมการค้าและการลงทุนบริเวณชายแดน โดยเฉพาะพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจ ผ่านการจัดมหกรรมการค้าชายแดน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับการจัดงานครั้งนี้ เป็นการจัดมหกรรมการค้าชายแดน ครั้งแรกของปี 2567 ซึ่งได้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตร 7 หน่วยงาน คือ กรมการค้าต่างประเทศ จังหวัดมุกดาหาร กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดมุกดาหาร ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/2024030129fca6f9e21a4fc6fe7c8a4012e710d1083644.jpg' type='image/jpg' length='767360' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมการค้าต่างประเทศ สรุปยอดการใช้สิทธิ์ FTA ส่งออก ปี 66 อาเซียนครองแชมป์]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/35811</link>
<guid isPermaLink="false">4fcab725510d7974b58fa31922917abc</guid>
<pubDate>Thu, 29 Feb 2024 11:33:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าต่างประเทศเผยยอดใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้า ภายใต้ FTA ทั้งปี 66 มีมูลค่า 81,589.24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อาเซียนครองแชมป์ ตามด้วยอาเซียน-จีน ไทย-ญี่ปุ่น ไทย-ออสเตรเลีย และอาเซียน&ndash;อินเดีย คาดแนวโน้มปี&nbsp; 67 อาเซียนจะยังโตต่อ ส่วนจีน ทุเรียนสด จะยังเป็นสินค้าอันดับ 1 ที่ใช้สิทธิ์สูงสุด เตรียมลงพื้นที่อีก 6 ครั้ง ติวเข้ม SMEs ใช้สิทธิ์ FTA ส่งออก</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า การใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าสำหรับการส่งออกภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) ตลอดทั้งปี 2566 มีมูลค่า 81,589.24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนการใช้สิทธิ์ 82.31% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าที่ไทยได้รับสิทธิประโยชน์ภายใต้ FTA โดย FTA ที่ไทยใช้สิทธิ์ส่งออกมากเป็นอันดับหนึ่งตลอดทั้งปี 2566 คือ ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ATIGA) มีมูลค่า 29,871.86 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีสัดส่วนการใช้สิทธิ์ 75.75% ของมูลค่าการส่งออกของสินค้าที่ได้รับสิทธิ์ทั้งหมด โดยเป็นการใช้สิทธิ์ส่งออกไปเวียดนามสูงสุดมูลค่า 7,540.08 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รองลงมา คือ อินโดนีเซีย มูลค่า 7,127.58 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มาเลเซีย มูลค่า 6,839.56 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ฟิลิปปินส์ มูลค่า 5,385.78 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และกัมพูชา มูลค่า 1,018.45 ล้านดอลลาร์สหรัฐตามลำดับ<br />
<br />
สำหรับสินค้าที่มูลค่าการใช้สิทธิ์สูงที่สุด 5 อันดับแรก ภายใต้ความตกลง AFTA ได้แก่ ยานยนต์สำหรับขนส่งของที่น้ำหนักรถรวมน้ำหนักบรรทุกไม่เกิน 5 ตัน น้ำตาลที่ได้จากอ้อย น้ำมันปิโตรเลียมและน้ำมันจากแร่บิทูมินัส เครื่องจักรอัตโนมัติและรถยนต์สำหรับขนส่งบุคคล ความจุกระบอกสูบเกิน 1,500-2,500 ลบ.ซม.<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนความตกลง FTA ฉบับอื่นของไทย ที่มีการใช้สิทธิประโยชน์สูง อันดับ 2 คือ ความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA) มูลค่า 23,495.59 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีสัดส่วนการใช้สิทธิ์ 92.94% ของมูลค่าการส่งออกของสินค้าที่ได้รับสิทธิ์ โดยสินค้าที่มีมูลค่าการใช้สิทธิ์สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ทุเรียนสด ผลิตภัณฑ์ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ มันสำปะหลัง สตาร์ชทำจากมันสำปะหลัง และโพลิเมอร์ของเอทิลีน</p>

<p>อันดับ 3 ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) มูลค่า 6,803.96 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนการใช้สิทธิ์ 77.84% โดยสินค้าสำคัญที่มูลค่าการใช้สิทธิ์สูงสุด คือ เนื้อไก่ปรุงแต่ง อันดับ 4 ความตกลงการค้าเสรีไทย- ออสเตรเลีย (TAFTA) มูลค่า 6,280.45 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนการใช้สิทธิ์ 60.80% สินค้าที่มูลค่าการใช้สิทธิ์สูงสุด คือ รถยนต์และยานยนต์ที่มีเครื่องดีเซลหรือกึ่งดีเซล และอันดับ 5 ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-อินเดีย (AIFTA) มูลค่า 5,410 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนการใช้สิทธิ์ 69.42% โดยมีลวดทองแดง เป็นสินค้าสำคัญที่มีมูลค่าการใช้สิทธิ์สูงสุด<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายรณรงค์กล่าวว่า กรมได้คาดการณ์แนวโน้มการใช้สิทธิประโยชน์ FTA ในปี 2567 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากปี 2566 เนื่องจากนโยบายภาครัฐที่ส่งเสริมการส่งออกผ่านการใช้สิทธิ์ FTA โดยอันดับหนึ่งจะยังคงเป็นตลาดอาเซียน และน่าจะยังเป็นเวียดนาม ที่มีการใช้สิทธิ์สูงสุดอีก ส่วนตลาดจีน สินค้าทุเรียนสด จะยังคงเป็นสินค้าที่มีมูลค่าการส่งออกสูงที่สุดภายใต้ความตกลง FTA และมีแนวโน้มที่ทุเรียนไทยจะยังคงครองตลาดในจีนอย่างต่อเนื่องในปี 2567<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในปี 2567 กรมมีแผนจัดการสัมมนาเพื่อให้ความรู้และติดอาวุธให้แก่ผู้ประกอบการภายใต้โครงการส่งเสริม SMEs ให้แข่งขันได้ในตลาดสากล เรื่องยกระดับการค้าสู่สากลด้วยสิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ FTA อีก 5 ครั้ง ในจังหวัดชลบุรี เชียงใหม่ ขอนแก่น สงขลา และนครพนม และจะจัดเวิร์กชอปให้ผู้ประกอบการได้ทดลองใช้ระบบตรวจถิ่นกำเนิดสินค้าแบบไร้กระดาษ (ROVERs Plus) เสมือนจริง เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนกลยุทธ์การใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ FTA ตามสถานการณ์ทางการค้าที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20240229c9ef87f52475f83708b31e96541c5fc5113333.jpg' type='image/jpg' length='308279' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์” ชี้เป้าส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์ เจาะตลาดแอฟริกาใต้ รับตลาดรถมือสองบูม]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/35739</link>
<guid isPermaLink="false">c46cde88f59323811f23ff7424a45ac9</guid>
<pubDate>Thu, 29 Feb 2024 09:24:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo; เผยผลสำรวจตลาดรถยนต์มือสองในแอฟริกาใต้ ยังคงเติบโตต่อเนื่อง หลังเศรษฐกิจชะลอตัว คนหันซื้อรถมือสองใช้กันมากขึ้น ชี้เป็นโอกาสในการส่งออกอุปกรณ์และส่วนประกอบยานยนต์จากไทย เข้าไปทำตลาด รองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น แนะต้องคุมคุณภาพและราคาให้ดี</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายกฤษฎา ตันเทอดทิตย์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้มอบหมายให้ทีมพาณิชย์ ซึ่งมีผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (ทูตพาณิชย์) ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก เร่งทำการค้าเชิงรุก สำรวจสถานการณ์การค้า และสร้างโอกาสทางการค้าให้กับผู้ประกอบการไทย โดยล่าสุดได้รับรายงานจากทูตพาณิชย์ ณ กรุงพริทอเรีย ประเทศแอฟริกาใต้ ถึงโอกาสในการขยายตลาดส่งออกสินค้าในกลุ่มรถยนต์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบจากไทย โดยเฉพาะชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งปัจจุบันพบว่า เป็นสินค้าที่มีโอกาสในการส่งออกสูงมาก จากความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของตลาดรถยนต์มือสอง&nbsp;<br />
<br />
โดยปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนการส่งออกอุปกรณ์และส่วนประกอบยานยนต์เข้าสู่ตลาดแอฟริกาใต้ได้เพิ่มขึ้น เนื่องจากผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจต่ำตกในปี 2566 ที่ผ่านมา ทำให้ชาวแอฟริกาใต้จำนวนมากได้หันไปหาตลาดรถยนต์มือสอง โดยมีข้อมูลจาก Auto Trader ระบุว่าปี 2566 จำนวนรถยนต์มือสองขายได้เพิ่มขึ้น 4.6% เมื่อเทียบกับปี 2565 โดยยอดขายรถยนต์มือสอง รวมทั้งสิ้น 367,075 คัน ยอดขายเพิ่มขึ้นจากปี 2565 รวม 17,000 คัน มูลค่ารวม 146,5 พันล้านแรนด์ หรือประมาณ 272.6 ล้านบาท (อัตราแลกเปลี่ยน 1 แรนด์เท่ากับ 1.86135) ราคาขายเฉลี่ยคันละ 399,163 แรนด์ โดยราคาขายเฉลี่ยต่อคันเพิ่มขึ้น 7.7%</p>

<p>สำหรับแบรนด์รถยนต์มือสอง 10 อันดับแรกที่มียอดขายสูงที่สุด ในปี 2566 ได้แก่ 1.Ford Ranger ยอดขาย 20,156 คัน 2.Toyota Hilux ยอดขาย 17,555 คัน 3.Volkswagen Polo ยอดขาย 16,140 คัน 4.Volkswagen Polo Vivo ยอดขาย 10,990 คัน 5.Mercedes-Benz C-Class ยอดขาย 7,850 คัน 6.Mercedes-Benz C-Class ยอดขาย 7,850 คัน 7.BMW 3 Series ยอดขาย 6,855 คัน 8.Ford EcoSport ยอดขาย 6,032 คัน 9.Nissan NP200 ยอดขาย 4,506 คัน 10.KIA Picanto ยอดขาย 4,460 คัน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
จากข้อมูลข้างต้น พบว่า แบรนด์รถยนต์มือสองจากเอเชีย ยังคงติดอันดับต้นในตลาดแอฟริกาใต้ โดยโตโยต้ามียอดขายสูงที่สุด คือ 60,296 คัน ส่วนซูซูกิยอดขายขยายตัวเพิ่มขึ้น 28.8% และ Kia ยอดขายเติบโต 16.6% เมื่อเทียบกับปี 2565 ดังนั้น จึงอาจสร้างความกังวลต่อแบรนด์รถยนต์สัญชาติเยอรมันในการครองตลาดในแอฟริกาใต้ได้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;การที่ยอดขายรถมือสองในประเทศเพิ่มขึ้น ส่งผลให้มีความต้องการอะไหล่รถยนต์เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ที่ผ่านมา สินค้าที่ไทยส่งออกไปยังแอฟริกาใต้มูลค่ามากที่สุด คือ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เฉลี่ยประมาณ 30% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของไทยไปยังแอฟริกาใต้ โดยตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา ไทยส่งสินค้าดังกล่าวไปยังแอฟริกาใต้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2566 มีมูลค่า 1,240 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 27% เมื่อเทียบกับปี 2565 ซึ่งจำแนกเป็นการส่งออกส่วนประกอบและอุปกรณ์รถยนต์ 73% รถยนต์ 4 ที่นั่ง 16% และรถปิกอัพ รถบัสและบรรทุก 11% แสดงให้เห็นว่า รถยนต์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบจากไทย ยังคงมีศักยภาพและมีโอกาสเติบโตอย่างต่อเนื่องในแอฟริกาใต้ หากสามารถแข่งขันได้ในเรื่องคุณภาพและราคา&rdquo;นายกฤษฎากล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/202402298449a574e01a5b5e378be34f1664df0d092440.jpg' type='image/jpg' length='604009' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[อาเซียนเร่งยกร่างแผนพิมพ์เขียวรวมกลุ่มเศรษฐกิจ ฉบับใหม่ 20 ปี รายงานรัฐมนตรี มี.ค.นี้]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/35567</link>
<guid isPermaLink="false">fa5fb575f143839b2a2d0db82b324008</guid>
<pubDate>Wed, 28 Feb 2024 11:49:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>อาเซียนเดินหน้าจัดทำร่างเริ่มต้นแผนพิมพ์เขียวยุทธศาสตร์การรวมกลุ่มเศรษฐกิจอาเซียนฉบับใหม่ ครอบคลุม 20 ปี เตรียมรายงานรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนต้น มี.ค.นี้ เผยแบ่งรอบดำเนินการคราวละ 5 ปี เพื่อปรับปรุงให้ทันต่อรูปแบบการค้าที่เปลี่ยนแปลง ทำแผนงานสอดรับยุทธศาสตร์การเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวอย่างไร้รอยต่อ ขับเคลื่อนด้วยดิจทัลและเศรษฐกิจสีเขียว คาดสรุปร่างแรก พ.ค. ด้านกรมเจรจาฯ เตรียมพร้อมเปิดรับฟังความเห็นจากทุกฝ่าย</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายเอกฉัตร ศีตวรรัตน์ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้นำคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมคณะทำงานระดับสูงว่าด้วยการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของอาเซียน (High-Level Task Force on ASEAN Economic Integration : HLTF-EI) ครั้งที่ 45 ระหว่างวันที่ 19-21 ก.พ.2567 ที่ผ่านมา ณ สปป.ลาว โดยที่ประชุมได้หารือถึงการวางร่างเริ่มต้นแผนพิมพ์เขียวยุทธศาสตร์การรวมกลุ่มเศรษฐกิจอาเซียนฉบับใหม่ที่ครอบคลุมระยะ 20 ปี เพื่อสรุปร่างแรกภายในเดือน พ.ค.2567 ก่อนเสนอคณะทำงานระดับสูงประชาคมอาเซียนหลังปี 2568 ซึ่งรับผิดชอบการจัดทำวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียนฉบับใหม่ในภาพรวม&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ที่ประชุมจะรายงานต่อที่ประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน ช่วงต้นเดือนมี.ค.2567 ถึงความคืบหน้าและข้อเสนอแนะการจัดทำแผนพิมพ์เขียวยุทธศาสตร์ฉบับใหม่ 20 ปีของเสาเศรษฐกิจ ซึ่งแบ่งเป็นรอบการดำเนินการคราวละ 5 ปี เพื่อสามารถปรับปรุงให้ทันต่อรูปแบบการค้าที่เปลี่ยนแปลงไปในอนาคต และได้มอบหมายให้องค์กรรายสาขาภายใต้เสาเศรษฐกิจ จัดทำแผนงานและกิจกรรมภายใต้แผนพิมพ์เขียว ให้สอดรับกับเป้าหมายยุทธศาสตร์ 6 ด้าน ที่มุ่งเน้นเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวอย่างไร้รอยต่อ ขับเคลื่อนด้วยดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว เสริมสร้างการพัฒนาอย่างครอบคลุมและเท่าเทียมกัน พร้อมทั้งรับมือการเปลี่ยนแปลงในอนาคต และมีบทบาทเชิงรุกในสังคมโลก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับการวางวิสัยทัศน์ใหม่ ได้เปิดให้ภาคส่วนต่าง ๆ ในระดับภูมิภาค มีส่วนร่วมเสนอแนะและเสนอความคิดเห็น โดยได้หารือกับผู้ทรงคุณวุฒิด้านเศรษฐกิจและสมัชชารัฐสภาอาเซียน ซึ่งสะท้อนประเด็นสำคัญสำหรับวิสัยทัศน์ใหม่ อาทิ การพัฒนากฎระเบียบให้สอดคล้องกัน เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้า การผลักดันการเคลื่อนย้ายแรงงานภายในอาเซียนให้เสรีมากขึ้น การเตรียมรับสังคมสูงวัย การยกระดับชนชั้นกลางให้เป็นผู้บริโภคที่มีศักยภาพ เพื่อส่งเสริมการค้าภายในภูมิภาค การพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า และการแสวงหาตลาดคู่ค้าใหม่ รวมทั้งการเพิ่มความร่วมมือที่ใกล้ชิดกับองค์กรภาควิชาการ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และสาธารณชนมากยิ่งขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนไทย กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ จะจัดการรับฟังความเห็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเกี่ยวกับวิสัยทัศน์ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนฉบับใหม่ ในรูปแบบการสัมมนารับฟังความคิดเห็น ควบคู่กับการจัดทำแบบสำรวจความคิดเห็น (Survey) เพื่อให้ประชาชนสามารถร่วมให้ความเห็นในเรื่องดังกล่าว ตาม QR Code ที่ปรากฏด้านล่าง หรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่&nbsp;<a href="http://www.dtn.go.th/" target="_blank">www.dtn.go.th</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20240228d09262c3ebe7183b2d9dd28327832e02115017.jpg' type='image/jpg' length='402128' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สนค.เผยเทรดวอร์ ทำจีนเสียแชมป์แหล่งนำเข้าของสหรัฐฯ ไทยรุ่ง ส่งสินค้าไปขายแทนได้เพิ่ม]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/35189</link>
<guid isPermaLink="false">800888fbc8eadc7a1880875053765f9f</guid>
<pubDate>Tue, 27 Feb 2024 07:53:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>สนค.วิเคราะห์ผลความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน ความขัดแย้งในยูเครน ทำให้จีนเสียตำแหน่งแหล่งนำเข้าเบอร์ 1 ที่ครองมา 10 ปี ในตลาดสหรัฐฯ ให้กับเม็กซิโก ส่วนสินค้าสหรัฐฯ มีส่วนแบ่งในตลาดจีนลดลง สหภาพยุโรป นำเข้าจากรัสเซียลด นำเข้าจากจีนลด แต่นำเข้าจากสหรัฐฯ เพิ่ม ด้านไทยได้ประโยชน์ส่งออกสินค้าไปขายทดแทนได้เพิ่มขึ้น ทั้งตลาดสหรัฐฯ และจีน แนะจับตาปัญหาทะเลแดง ความไม่สงบอิสราเอล-ปาเลสไตน์ ภัยแล้ง เศรษฐกิจจีนฟื้นตัวช้า เหตุกระทบต่อการค้าไทยได้</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค.ได้ติดตามประเด็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ พบว่า ส่งผลต่อการค้าโลก โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และจีน ตั้งแต่สงครามการค้า สงครามเทคโนโลยี ไปจนถึงความพยายามในการแบ่งแยกห่วงโซ่อุปทาน และสถานการณ์ความขัดแย้งในยูเครนที่เป็นตัวเร่งการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจการค้าให้ชัดเจนขึ้น โดยในปี 2566 ทำให้จีนเสียตำแหน่งแหล่งนำเข้าอันดับ 1 ต่อเนื่อง 14 ปี ในตลาดสหรัฐฯ ให้แก่เม็กซิโก โดยส่วนแบ่งตลาดของจีนในตลาดสหรัฐฯ ลดลงถึง 7.7% ในช่วงการเกิดสงครามการค้า (ปี 2560-66) ในขณะที่ยังครองตำแหน่งแหล่งนำเข้าอันดับ 1 ในตลาดสหภาพยุโรปต่อเนื่อง 17 ปี แต่สัดส่วนของสินค้าจีนในตลาดสหภาพยุโรปลดลง 2% เหลือเพียง 20.4% จากระดับสูงสุดที่ 22.4% ในปี 2563 สำหรับสินค้าสหรัฐฯ ในตลาดจีน สัดส่วนลดลงถึง 1.9% ในช่วงการเกิดสงครามการค้า&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณารายละเอียดเจาะลึกเป็นรายตลาดตั้งแต่เกิดสงครามการค้า พบว่า ในตลาดสหรัฐฯ มูลค่าการนำเข้าจากจีนลดลงเฉลี่ย 2.8% และสัดส่วนสินค้าลดลง 7.7% จากระดับ 21.6% ในปี 2560 มาอยู่ที่ 13.9% (มีมูลค่า 427,229 ล้านเหรียญสหรัฐ) ในปี 2566 ขณะที่มีการนำเข้าสินค้าจากภายในภูมิภาคอเมริกาเหนือเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยขยายตัวเฉลี่ย 6.6% ต่อปี ในช่วงปี 2560-2566 โดยมูลค่านำเข้าจากเม็กซิโกและแคนาดาขยายตัวเฉลี่ย 7.2% และ 5.9% ตามลำดับ อีกทั้งสัดส่วนสินค้าจากเม็กซิโกเพิ่มขึ้น 2.1% แตะระดับ 15.4% (มีมูลค่า 475,607 ล้านเหรียญสหรัฐ) และสัดส่วนสินค้าจากแคนาดาเพิ่มขึ้น 0.9% ที่ระดับ 13.7% (มีมูลค่า 421,096 ล้านเหรียญสหรัฐ) และยังมีการนำเข้าสินค้าจากอาเซียนเพิ่มขึ้น ได้แก่ เวียดนาม สิงคโปร์ ไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ขยายตัวเฉลี่ย 16.2% 13.0% 10.4% 4.8% และ 3.6% ตามลำดับ&nbsp;&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับตลาดจีน แม้การนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ สูงกว่าก่อนเกิดสงครามการค้า แต่อัตราการขยายตัวเฉลี่ยต่ำที่ระดับ 1.8% โดยมูลค่าการนำเข้าเฉลี่ยของจีนในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา อยู่ที่ 6.2% และส่วนแบ่งตลาดของสหรัฐฯ ลดลง 1.9% มาอยู่ที่ระดับ 6.5% (มีมูลค่า 166,085 ล้านเหรียญสหรัฐ) ในปี 2566 ขณะที่มีการนำเข้าสินค้าเพิ่มขึ้นจากสวิตเซอร์แลนด์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รัสเซีย แคนาดา และบราซิล โดยขยายตัวเฉลี่ย 33.1% 21.7% 20.9% 14.3% และ 13.2% และยังมีการนำเข้าสินค้าจากอาเซียนเพิ่มขึ้น ได้แก่ อินโดนีเซีย เวียดนาม มาเลเซีย ไทย และสิงคโปร์ โดยขยายตัวเฉลี่ย 17.4% 14.8% 11.2% 3.4% และ 1.1% ตามลำดับ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนตลาดสหภาพยุโรป แม้จะไม่เห็นผลกระทบจากสงครามการค้าอย่างชัดเจน แต่พบว่าได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในยูเครน โดยสัดส่วนการนำเข้าจากรัสเซียลดลง 5.1% จากระดับ 6.9% ในปี 2564 มาอยู่ที่ 1.8% (มีมูลค่า 47,998 ล้านเหรียญสหรัฐ) ในปี 2566 อีกทั้งสัดส่วนการนำเข้าจากจีนลดลง 1.8% มาอยู่ที่ระดับ 20.4% ในช่วงเวลาเดียวกัน (มีมูลค่า 555,426 ล้านเหรียญสหรัฐ) ขณะที่สัดส่วนการนำเข้าจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นถึง 2.6% มาอยู่ที่ระดับ 13.5% (มีมูลค่า 366,392 ล้านเหรียญสหรัฐ)<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ขณะที่ไทย ถือเป็นประเทศหนึ่งที่ได้ประโยชน์จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จากการขยายตัวของการส่งออก ทั้งในตลาดสหรัฐฯ และจีน รวมถึงการขยายตัวของสินค้าเกษตรและอาหารตามมาตรการรักษาความมั่นคงทางอาหารของประเทศคู่ค้า โดยในปี 2566 แม้มูลค่าการนำเข้าในตลาดส่งออกหลักของไทยอย่างสหรัฐฯ จีน สหภาพยุโรป คิดเป็นสัดส่วนราว 37% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าของไทยในปี 2566 จะหดตัวที่ 4.9% 5.6% และ 14% ตามลำดับ แต่ภาพรวมหลายสินค้าของไทย สามารถส่งออกไปทดแทนสินค้าของสหรัฐฯ และจีน ที่มีปัญหาระหว่างกันได้เพิ่มขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;จากนี้ยังคงต้องติดตามความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานโลกและต้นทุนสินค้า โดยเฉพาะความตึงเครียดในทะเลแดงที่ยังไม่มีท่าทีจะจบลง ทำให้ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดว่าจะส่งผลกระทบต่อการส่งออก นำเข้า ของไทยอย่างไร รวมถึงดำเนินการเชิงรุกในการรับมือกับปัญหาที่อาจเกิดขึ้น โดย สนค. ได้ติดตามสถานการณ์ความไม่สงบอิสราเอล-ปาเลสไตน์ อย่างใกล้ชิดในทุกวัน และยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ ผลกระทบจากภัยแล้งในหลายพื้นที่ทั่วโลก และเศรษฐกิจจีนฟื้นตัวช้ากว่าที่คาด ที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจการค้าไทยในระยะข้างหน้า&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/202402271f5858e629b431bebb6dadf4beeb2561075403.jpg' type='image/jpg' length='314412' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กรมพัฒน์ฯ เปิดคลาสเรียนออนไลน์ ออฟไลน์กว่า 70 วิชา เพิ่มพูนความรู้ SMEs ทำธุรกิจ]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/35187</link>
<guid isPermaLink="false">2911c2ea2439b1a6d035f8e540e40544</guid>
<pubDate>Tue, 27 Feb 2024 07:49:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดคลาสเรียนออนไลน์ ออฟไลน์ กว่า 70 หัวข้อวิชา เรียนฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ช่วยผู้ประกอบการ SMEs มีความรู้ในการประกอบธุรกิจ ทั้งการบริหารจัดการ การตลาด การเงิน บัญชี และความรู้รอบตัว หวังให้นำความรู้ไปใช้ในการขับเคลื่อนและพัฒนาธุรกิจ&nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้เปิดคลาสเรียนออนไลน์และออฟไลน์ กว่า 70 หัวข้อวิชา โดยเฉพาะองค์ความรู้ใหม่ ๆ ที่มีความจำเป็นต่อการประกอบธุรกิจ ทั้งการบริหารจัดการ การตลาด การเงินและบัญชี และความรู้รอบตัวเรื่องอื่น ๆ ให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (SMEs) ได้เรียนรู้ตามความชื่นชอบ ตามประเภทธุรกิจ และเรียนรู้ได้ตลอดทั้งปี ไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถรับมือกับทุกสถานการณ์ด้วยความมั่นใจ พร้อมก้าวข้ามอุปสรรคมุ่งสู่ความท้าทายและความสำเร็จในโลกธุรกิจ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;หนึ่งในปัจจัยสำคัญของการประกอบธุรกิจในยุคปัจจุบัน ผู้ประกอบการต้องมีความรู้แบบ 360 องศา คือ รู้เรา รู้เขา รู้จักพันธมิตร รู้จักคู่แข่ง รู้จัก ยอมรับเทคโนโลยีสมัยใหม่ รู้เทรนด์ธุรกิจ และก้าวทันกระแสเศรษฐกิจโลก ที่สำคัญ ต้องรู้จักศึกษาหาความรู้เปิดรับวิทยาการใหม่ ๆ ไม่ปิดกั้นตัวเอง เพิ่มพูนประสบการณ์และทักษะจากบริบทรอบข้าง พร้อมปรับกรอบความคิดนำมาประยุกต์ใช้ให้ตรงตามประเภทธุรกิจที่กำลังดำเนินการอยู่ การพัฒนาและแสวงหาองค์ความรู้ใหม่ ๆ ที่หลากหลาย จะช่วยให้ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจ&rdquo;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับหลักสูตรการอบรมผ่านช่องทางออนไลน์ ทางเว็บไซต์&nbsp;<a href="https://dbdacademy.dbd.go.th/" target="_blank">https://dbdacademy.dbd.go.th</a>&nbsp;เป็นรูปแบบ e-Learning ที่สามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลาและต่อเนื่อง โดยไม่มีค่าใช้จ่าย สมัครสมาชิกและเข้าเรียนได้ทันที ใช้งานได้ทุกคนไม่ว่าจะเป็นประชาชนหรือผู้ที่มีธุรกิจเป็นของตนเอง เพราะมีหลักสูตรที่ครอบคลุมกับทุกความต้องการ เหมาะกับผู้เริ่มต้นประกอบธุรกิจไปจนถึงธุรกิจมืออาชีพ จำนวน 4 หลักสูตร 34 หัวข้อวิชา คือ 1.หลักสูตรการเริ่มต้นธุรกิจ ประกอบด้วย 12 หัวข้อวิชา 2.หลักสูตรการเงินและบัญชี แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มหลักสูตรวิชาบัญชี (นับชั่วโมง CPD ได้) ประกอบด้วย 8 หัวข้อวิชา และกลุ่มหลักสูตรการเงินและบัญชี (ไม่สามารถนับชั่วโมง CPD) ประกอบด้วย 2 หัวข้อวิชา 3.หลักสูตรความรู้ด้าน e-Commerce ประกอบด้วย 7 หัวข้อวิชา และ 4.หลักสูตรการประกอบธุรกิจและภาษาอาเซียน ประกอบด้วย 5 หัวข้อวิชา ทั้งนี้ ผู้เรียนสามารถพิมพ์หนังสือรับรองรายวิชาจากระบบได้ทันทีหลังจากเรียนจบวิชานั้นๆ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนหลักสูตรการอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบธุรกิจ (ออฟไลน์) จะเป็นการอบรมที่เน้นกลุ่มธุรกิจเฉพาะ เช่น ธุรกิจแฟรนไชส์ ธุรกิจค้าส่งค้าปลีก ธุรกิจร้านอาหาร ธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับผู้สูงอายุ ธุรกิจ e-Commerce ธุรกิจให้บริการโลจิสติกส์ ผู้ประกอบการสินค้าชุมชน ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ สมาคมการค้า ผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี สำนักงานบัญชีคุณภาพ การสร้างธรรมาภิบาลธุรกิจแก่ผู้ประกอบการ โดยตลอดปี 2567 กรมได้สร้างสรรค์องค์ความรู้รวมกว่า 33 หลักสูตร<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ จะมีการเพิ่มเติมหลักสูตรใหม่ ๆ ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ที่มีความทันสมัย เช่น SMEs กับ Climate Change , BCG และ ESG เพื่อเตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการรับมือกับทุกการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น มีแนวทางการบริหารจัดการธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ และขับเคลื่อนธุรกิจคู่ขนานไปกับการสร้างความยั่งยืนด้วย</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/202402271dbefca00d263186b832f406ad743d33075025.jpg' type='image/jpg' length='534597' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ไทยผนึกกลุ่มเคร์นส์ ผลักดันปฏิรูปเกษตร เรียกร้องเปิดตลาด ลดอุดหนุน ห้ามกีดกัน]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/35186</link>
<guid isPermaLink="false">42240b77e0fbd0b8923a2640ca5fa4ad</guid>
<pubDate>Tue, 27 Feb 2024 07:48:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>ไทยผนึกกลุ่มเคร์นส์ ประกาศเจตนารมณ์ผลักดันการเจรจาปฏิรูปเกษตรให้มีความคืบหน้าและเป็นรูปธรรม เรียกร้องเปิดตลาด ลดการอุดหนุนที่บิดเบือนการค้า และห้ามหรือจำกัดการส่งออกสินค้าเกษตร ยันพร้อมแสดงบทบาทนำในช่วงเป็นรองประธานกลุ่มเคร์นส์ แก้ปัญหาการค้าสินค้าเกษตร และต่อสู้กับวิกฤตความมั่นคงด้านอาหารโลก</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางพิมพ์ชนก พิตต์ฟีลด์ เอกอัครราชทูตคณะผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลกและองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก เปิดเผยว่า ในการประชุมรัฐมนตรีกลุ่มเคร์นส์ ครั้งที่ 43 ในช่วงการประชุมรัฐมนตรีองค์การการค้าโลก (WTO) ครั้งที่ 13 หรือ MC13 ระหว่างวันที่ 25-29 ก.พ.2567 ที่กรุงอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ไทยได้ร่วมรับรองแถลงการณ์รัฐมนตรีกลุ่มเคร์นส์ เพื่อประกาศเจตนารมณ์ของสมาชิกที่จะผลักดันการเจรจาปฏิรูปเกษตรให้มีความคืบหน้าและเป็นรูปธรรม หลังจากที่สมาชิกมีมติที่สำคัญในการยกเลิกการอุดหนุนส่งออกสินค้าเกษตรตั้งแต่ปี 2558 รวมทั้งตระหนักถึงสถานการณ์และความขัดแย้งที่อาจกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารของโลกและการใช้มาตรการทางด้านสิ่งแวดล้อมมาเป็นข้อจำกัดทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม<br />
<br />
โดยเรียกร้องให้สมาชิกกำหนดแนวทางที่ชัดเจนในการปฏิรูปการค้าสินค้าเกษตรใน 3 ประเด็นหลักภายใต้ WTO ได้แก่ การเปิดตลาดที่จะมีการลดภาษีระหว่างประเทศสมาชิกอย่างค่อยเป็นค่อยไป การลดการอุดหนุนที่บิดเบือนการค้าให้แก่สินค้าเกษตรและการให้สมาชิกปฏิบัติตามมติที่ให้ยกเลิกการอุดหนุนส่งออก รวมทั้งขับเคลื่อนการใช้มาตรการห้ามหรือจำกัดการส่งออกสินค้าเกษตรอย่างไม่โปร่งใสเพื่อสร้างความมั่งคงทางอาหารของนานาประเทศได้<br />
<br />
&ldquo;ไทยได้แสดงความมุ่งมั่นที่จะร่วมกับสมาชิกกลุ่มเคร์นส์ขับเคลื่อนการเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาการค้าสินค้าเกษตรในระยะสั้นและระยะยาว ควบคู่การแก้ไขวิกฤตทางอาหารและตอบรับการดำเนินการเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน และจะใช้โอกาสสำคัญในการเป็นรองประธานของกลุ่มเคร์นส์ในช่วงวาระ 1 ปี แสดงบทบาทของไทยในการขับเคลื่อนเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการค้าสินค้าเกษตรระหว่างประเทศให้เสรีเป็นธรรมและสร้างพันธมิตรกับสมาชิกอื่น ๆ และองค์การระหว่างประเทศ อาทิ FAO OECD WFP รวมทั้งจะสนับสนุนการสร้างเครือข่ายกับกลุ่มต่าง ๆ ภายนอกทั้งกลุ่มเกษตรกร ภาคเอกชน และภาควิชาการ&rdquo;นางพิมพ์ชนกกล่าว<br />
<br />
กลุ่มเคร์นส์เป็นการรวมกลุ่มของประเทศผู้ส่งออกสินค้าเกษตรรายสำคัญของโลก ประกอบด้วยสมาชิก 20 ประเทศ ได้แก่ อาร์เจนตินา ออสเตรเลีย บราซิล แคนาดา ชิลี โคลอมเบีย คอสตาริกา กัวเตมาลา อินโดนีเซีย มาเลเซีย นิวซีแลนด์ ปากีสถาน ปารากวัย เปรู ฟิลิปปินส์ แอฟริกาใต้ ไทย อุรุกวัย และเวียดนาม โดยล่าสุดยูเครนเข้าร่วมเป็นประเทศสมาชิกกลุ่มเคร์นส์อย่างเป็นทางการ มีเป้าหมายเพื่อร่วมกันผลักดันให้การค้าสินค้าเกษตรในระดับพหุภาคีภายใต้ WTO เป็นไปอย่างเสรี เป็นธรรม และมีความก้าวหน้ามากที่สุด<br />
<br />
ในปี 2566 กลุ่มเคร์นส์มีการส่งออกสินค้าเกษตรรวมทั้งสิ้น 587,627 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือร้อยละ 27 ของการส่งออกสินค้าเกษตรโลก โดยมีผู้ส่งออกสินค้าเกษตรในกลุ่มเคร์นส์ลำดับต้น ได้แก่ บราซิล มูลค่า 134,600 ล้านเหรียญสหรัฐ แคนาดา มูลค่า 66,171 ล้านเหรียญสหรัฐ อินโดนีเซีย มูลค่า 51,221 ล้านเหรียญสหรัฐ อาร์เจนตินา 46,496 ล้านเหรียญสหรัฐ ออสเตรเลีย 45,317 ล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับไทยเป็นผู้ส่งออกสำคัญลำดับที่ 6 โดยมีมูลค่าส่งออก 41,207 ล้านเหรียญสหรัฐ&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20240227c72f5a8b1f2ede46def3c84b332bc3f5074821.jpg' type='image/jpg' length='217199' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ดึงอินฟลูเอนเซอร์จีน ไลฟ์สดขายสินค้า SMEs ไทย]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/35185</link>
<guid isPermaLink="false">ec5883d7be2d1e20756451830a094bc1</guid>
<pubDate>Tue, 27 Feb 2024 07:41:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ รับลูก &ldquo;ภูมิธรรม&rdquo; เตรียมจัดไลฟ์ คอมเมิร์ซ ดึงอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังของจีน 30-50 ราย มาไลฟ์สดขายสินค้าไทย มีสินค้าจากผู้ประกอบการ SMEs จำนวน 250 บริษัทให้เลือกนำไปขาย เผยหลังไลฟ์จบ เชิญท็อป 10 ที่ทำยอดขายได้มากมารับรางวัล ส่วนแผนต่อไป จัดงานแฟร์เมื่อใด ดึงอินฟลูเอนเซอร์มาไลฟ์ควบคู่ด้วย ล่าสุดบางกอก เจมส์ ฟันยอดขายกว่า 400 ล้าน &nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมได้รับนโยบายนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้สั่งการให้ใช้การตลาดรูปแบบใหม่ในการส่งเสริมและผลักดันการส่งออกสินค้าไทย ด้วยการใช้อินฟลูเอนเซอร์ในตลาดต่าง ๆ มาช่วยในการขายสินค้าไทย โดยล่าสุด กำลังจะจัดมหกรรมไลฟ์ คอมเมิร์ซ โดยใช้อินฟลูเอนเซอร์ที่มีชื่อเสียงของจีนจำนวน 30-50 ราย มาไลฟ์สดขายสินค้าไทย โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมการ คาดว่าจะเริ่มไลฟ์ได้ในเร็ว ๆ นี้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับรูปแบบการจัดไลฟ์ คอมเมิร์ซ จะให้อินฟลูเอนเซอร์ไลฟ์สด กำหนดไว้ประมาณ 7 วัน ๆ ละหลาย ๆ รอบ มีสินค้าให้ขาย เช่น อาหาร เครื่องดื่ม ขนมขบเคี้ยว อัญมณีและเครื่องประดับ สินค้าแฟชัน เป็นต้น ซึ่งสินค้าแต่ละชนิด กรมจะเป็นผู้คัดเลือกจากผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ และเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ มาตรฐาน โดยขณะนี้ มีสินค้าจากบริษัทในกลุ่มเหล่านี้จำนวน 250 บริษัท ที่จะเป็นตัวเลือกให้กับอินฟลูเอนเซอร์จีน ที่จะมาเลือกว่าอยากจะไลฟ์ขายสินค้าอะไร<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;กรมได้คัดเลือกสินค้าจากผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งเป็นสินค้าดี มีคุณภาพ มีมาตรฐาน และนำรายการสินค้าไปเสนอให้อินฟลูเอนเซอร์จีน ได้คัดเลือกว่าจะเอาสินค้าอะไรไปไลฟ์สดขาย เพราะอินฟลูเอนเซอร์แต่ละราย ก็มีความเชี่ยวชาญในการขายสินค้าแตกต่างกัน โดยมั่นใจว่า เมื่อไลฟ์ขายสินค้าแล้ว จะขายได้ทันที เพราะคนเหล่านี้ มีชื่อเสียง โอกาสที่สินค้าของ SMEs ไทยจะขายไปจีน ก็จะมีมากขึ้น&rdquo;นายภูสิตกล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ เมื่อไลฟ์ขายสินค้าไทยจบแล้ว ก็จะมาดูว่าอินฟลูเอนเซอร์รายใดทำยอดขายติด 1 ใน 10 ก็จะเชิญมายังประเทศไทย และมอบรางวัลให้กับอินฟลูเอนเซอร์รายนั้น โดยนายภูมิธรรมจะเป็นผู้มอบรางวัลให้เอง เบื้องต้นคาดว่าน่าจะเป็นช่วงเดือน พ.ค.2567 หรือในช่วงงานแสดงสินค้าสำคัญ ๆ ของไทยที่จะมีขึ้น เพื่อเป็นการให้เกียรติอินฟลูเอนเซอร์ในฐานะที่ช่วยเหลือขายสินค้าไทย และทำให้สินค้าไทยเป็นที่รู้จักในตลาดจีนเพิ่มขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายภูสิตกล่าวว่า แผนระยะต่อไป ในช่วงที่กรมจัดงานแสดงสินค้าสำคัญ ๆ เช่น Bangkok Gems &amp; Jewelry Fair ซึ่งได้จัดไปแล้ว และจะมีงาน THAIFEX&ndash;HOREC Asia , STYLE Bangkok , THAIFEX-ANUGA ASIA , Tilog-LogistiX , Bangkok RHVAC and Bangkok E&amp;E และ Bangkok Gems &amp; Jewelry Fair ที่จะมีอีกครั้งช่วงปลายปี ก็จะเชิญอินฟลูเอนเซอร์จากประเทศต่าง ๆ มาร่วมงาน และร่วมไลฟ์สดขายสินค้าที่จัดแสดงในงานแสดงสินค้านั้น ๆ หรือในการนำผู้ประกอบการไปร่วมงานแสดงสินค้าในต่างประเทศ ก็จะเชิญอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังในประเทศที่ไทยไปเข้าร่วมงานมาไลฟ์ขายสินค้าไทยด้วย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;อย่างงาน Bangkok Gems &amp; Jewelry Fair ที่จัดขึ้นในเดือน ก.พ.2567 นี้ กรมได้เชิญอินฟลูเอนเซอร์จากจีน มาทดลองไลฟ์ขายสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ วันเดียวสร้างมูลค่าได้กว่า 400 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นยอดขายที่ไม่น้อยเลย และเชื่อว่า ต่อไปจะเป็นมติใหม่ในการทำตลาดสินค้าไทย และช่วยเพิ่มยอดขายให้กับสินค้าไทย&rdquo;นายภูสิตกล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/20240227ab6a24e9f62b197ae332323423942a58074219.jpg' type='image/jpg' length='168738' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ส่งออก ม.ค.67 ประเดิมสวย เพิ่ม 10% บวกต่อเนื่อง 6 เดือนติด สูงสุดในรอบ 19 เดือน ข่าว23 ก.พ. 2567116 เข้าดู]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/35104</link>
<guid isPermaLink="false">b67ace739a112ffa21f0ef2a931720eb</guid>
<pubDate>Fri, 23 Feb 2024 16:06:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เผยส่งออก ม.ค. ประเดิมเดือนแรกปี 67 มีมูลค่า 22,649.9 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 10% บวกต่อเนื่อง 6 เดือนติด สูงสุดในรอบ 19 เดือน ตามการส่งออกที่เพิ่มขึ้นทั้งสินค้าเกษตร สินค้าอุตสาหกรรมเกษตร และสินค้าอุตสาหกรรม ส่วนตลาดสำคัญ ส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และการค้าโลก คาดแนวโน้มยังส่งออกได้ดี ทั้งนี้ ยังคงเป้า 1-2%</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายกีรติ รัชโน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกเดือน ม.ค.2567 มีมูลค่า 22,649.9 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 10% ขยายตัวเป็นบวกต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 ติดต่อกัน และสูงสุดในรอบ 19 เดือน นับจาก มิ.ย.2565 ที่เพิ่มขึ้น 11.7% เมื่อคิดเป็นเงินบาทมีมูลค่า 784,580.4 ล้านบาท การนำเข้ามีมูลค่า 25,407.8 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 2.5% คิดเป็นเงินบาทมูลค่า 890,687.4 ล้านบาท ขาดดุลการค้ามูลค่า 2,757.9 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินบาทมูลค่า 106,106.9 ล้านบาท &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับการส่งออกที่เพิ่มขึ้น เป็นการเพิ่มขึ้นของการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร 9.2% โดยสินค้าเกษตร เพิ่ม 14% และอุตสาหกรรมเกษตร เพิ่ม 3.8% สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น ข้าว ไก่สดแช่เย็นแช่แข็งและแปรรูป ยางพารา ผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็งและแห้ง อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป อาหารสัตว์เลี้ยง เครื่องดื่ม ผลไม้กระป๋องและแปรรูป สิ่งปรุงรสอาหาร ผักกระป๋องและผักแปรรูป ผักสดแช่เย็นแช่แข็งและแห้ง ส่วนสินค้าที่หดตัว เช่น ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง น้ำตาลทราย ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 10.3% เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ยาง อัญมณีและเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำ) เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ส่วนสินค้าที่ลดลง เช่น รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ อุปกรณ์กึ่งตัวนำ ทรานซิสเตอร์ และไดโอด &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทางด้านตลาดส่งออก ส่วนใหญ่ขยายตัวตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจคู่ค้า การฟื้นตัวของการค้าโลก และการปรับตัวดีขึ้นของภาคการผลิต โดยตลาดหลัก เพิ่ม 10.5% ได้แก่ สหรัฐฯ เพิ่ม 13.7% จีน เพิ่ม 2.1% ญี่ปุ่น เพิ่ม 1% สหภาพยุโรป (27) เพิ่ม 4.5% อาเซียน (5) เพิ่ม 18.1% และ CLMV เพิ่ม 16.6% ตลาดรอง เพิ่ม 8.8% โดยเอเชียใต้ เพิ่ม 0.04% ทวีปออสเตรเลีย เพิ่ม 27.2% ตะวันออกกลาง เพิ่ม 2.9% รัสเซียและกลุ่ม CIS เพิ่ม 64.6% ส่วนตลาดที่ลดลง เช่น แอฟริกา ลด 24.2% ลาตินอเมริกา ลด 4% และสหราชอาณาจักร ลด 1.6% ตลาดอื่น ๆ เพิ่ม 11.2% อาทิ สวิตเซอร์แลนด์ เพิ่ม 5.1%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายกีรติกล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกในช่วงไตรมาสแรกของปี 2567 จะยังคงได้รับปัจจัยบวกจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจคู่ค้าตามภาวะเงินเฟ้อโลกที่เริ่มชะลอตัว ได้รับอานิสงส์จากมาตรการรักษาความมั่นคงทางด้านอาหารของหลายประเทศ ทำให้มีความต้องการสินค้าเกษตรและอาหารเพิ่มขึ้น ส่วนความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางยังไม่ส่งผลกระทบทางตรงต่อไทยมากนัก แต่ก็ยังคงต้องจับตา เพราะหากขยายวงกว้าง ก็อาจจะมีผลกระทบได้ รวมถึงต้องจับตาปัญหาค่าระวางเรือที่ยังไม่แน่นอน แม้ว่าจะปรับลดจากจุดพีกลงมาแล้วก็ตาม และอัตราแลกเปลี่ยนอาจยังมีความผันผวน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังคงยืนยันเป้าหมายการส่งออกในปี 2567 ที่ 1-2% ต่อไป โดยหากจะทำให้ได้ตามเป้า การส่งออกแต่ละเดือน จะต้องมีมูลค่า 24,009-24,358 ล้านเหรียญสหรัฐ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/202402232f97cc5d983800adc747902d06256cb4160648.jpg' type='image/jpg' length='241703' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”เจาะลึกส่งออกเกษตร ปี 66 พบ 5 สินค้ายึดยอดขาย 87.7% พึ่งพาแค่ไม่กี่ตลาด]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/34830</link>
<guid isPermaLink="false">8ad35b0812749ef60639af5fe6acfe57</guid>
<pubDate>Thu, 22 Feb 2024 12:40:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เผยผลวิเคราะห์การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ปี 66 พบมีสัดส่วนแค่ 17.3% ของการส่งออกทั้งหมด ที่เหลือเป็นสินค้าอุตสาหรรมถึง 78.6% เจาะลึกไปพบ 5 สินค้า &ldquo;ผลไม้ ข้าว ไก่ มันสำปะหลัง และยางพารา&rdquo; มีมูลค่าการส่งออกรวมกัน สัดส่วนถึง 87.7% ของการส่งออกเกษตรทั้งหมด และพึ่งพาตลาดหลักไม่กี่ตลาด อย่างจีนมีสัดส่วนสูงถึง 42% แนะเพิ่มความหลากหลายสินค้า กระจายตลาด ลดความเสี่ยง</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้รับข้อมูลการวิเคราะห์การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร ของปี 2566 จากสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) พบว่า ในปี 2566 ไทยส่งออกภาพรวม มูลค่า 284,561.8 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร คิดเป็นสัดส่วน 17.3% ของมูลค่าการส่งออกรวม และส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม สัดส่วน 78.6% ที่เหลืออีก 4.1% เป็นสินค้าแร่และเชื้อเพลิง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรสัดส่วน 17.3% นั้น มีมูลค่า 49,203.1 ล้านเหรียญสหรัฐ (1.69 ล้านล้านบาท) แบ่งเป็นสินค้าเกษตร 26,801.7 ล้านเหรียญสหรัฐ (0.92 ล้านล้านบาท) สัดส่วน 9.4% และสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร 22,401.4 ล้านเหรียญสหรัฐ (มูลค่า 0.77 ล้านล้านบาท) สัดส่วน 7.9%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในส่วนของสินค้าเกษตรส่งออกที่มีมูลค่าสูงสุด 5 อันดับแรก คือ 1.ผลไม้ 6,941.6 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 25.9% ของมูลค่าส่งออกสินค้าเกษตร 2.ข้าว 5,144.4 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 19.2% 3.ไก่ 4,082.3 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 15.2% 4.มันสำปะหลัง 3,704.4 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 13.8% และ 5.ยางพารา 3,648.6 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 13.6% รวม 5 อันดับแรก มีสัดส่วน 87.7% ของการส่งออกสินค้าเกษตรทั้งหมด ส่วนสินค้าเกษตรที่มูลค่าการส่งออกขยายตัวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ไข่ไก่สด เพิ่ม 72.4% 2.ข้าว เพิ่ม 29.3% 3.ผลไม้ เพิ่ม 22.8% 4.เนื้อและส่วนต่าง ๆ ของสัตว์ที่บริโภคได้ เพิ่ม 6.2% และ 5.กุ้งอื่น ๆ เช่น กุ้งสำหรับทำพันธุ์ เพิ่ม 6% ตลาดส่งออกสินค้าเกษตรที่มีมูลค่าสูงสุด 5 อันดับแรก คือ 1.จีน 11,262.3 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 42.0% 2.ญี่ปุ่น 3,206.0 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 12.0% 3.สหรัฐฯ 1,506.5 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 5.6% 4.มาเลเซีย 1,189.0 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 4.4% และ 5.อินโดนีเซีย 940.1 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 3.5% รวม 5 อันดับแรก คิดเป็นสัดส่วน 67.5% ของการส่งออกสินค้าเกษตรทั้งหมด และตลาดส่งออกสินค้าเกษตรที่มูลค่าการส่งออกขยายตัวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.สหราชอาณาจักร เพิ่ม 113.7% 2.ฟิลิปปินส์ เพิ่ม 63.1% 3.แอฟริกาใต้ เพิ่ม 35.4% 4.สปป.ลาว เพิ่ม 18.5% และ 5.สิงคโปร์ เพิ่ม 11%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรส่งออกที่มีมูลค่าสูงสุด 5 อันดับแรก คือ 1.อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป 3,477.8 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 15.5% 2.น้ำตาลทราย 3,452.0 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 15.4% 3.อาหารสัตว์เลี้ยง 2,464.5 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 11.0% 4.ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่น ๆ 2,432.3 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 10.9 % และ 5.เครื่องดื่ม 2,045.6 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 9.1% รวม 5 อันดับแรก คิดเป็นสัดส่วน 61.9% ของการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรทั้งหมด ส่วนสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรที่มูลค่าการส่งออกขยายตัวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.โกโก้และของปรุงแต่ง เพิ่ม 25.6% 2.ผักกระป๋อง และผักแปรรูป เพิ่ม 19.2% 3.น้ำตาลทราย เพิ่ม 10.0% 4.ไอศกรีม เพิ่ม7.3% และ 5.สิ่งปรุงรสอาหาร เพิ่ม 7.1% ตลาดส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรที่มีมูลค่าสูงสุด 5 อันดับแรก คือ 1.สหรัฐฯ 2,867.7 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 12.8% 2.จีน 2,033.1 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 9.1% 3.ญี่ปุ่น 1,712.5 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 7.6% 4.กัมพูชา 1,444.3 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 6.5% และ 5.อินโดนีเซีย 1,383.2 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 6.2% รวม 5 อันดับแรก คิดเป็นสัดส่วน 42.2% ของการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรทั้งหมด และตลาดส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรที่มูลค่าการส่งออกขยายตัวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.จีน เพิ่ม 41.6% 2.ฟิลิปปินส์ เพิ่ม 22.5% 3.สหราชอาณาจักร เพิ่ม 16.1% 4.ไต้หวัน เพิ่ม 12.4% และ 5.เกาหลีใต้ เพิ่ม 12.1%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายนภินทรกล่าวว่า จากข้อมูลดังกล่าว สินค้าเกษตรส่งออกของไทยส่วนใหญ่เป็นสินค้าโภคภัณฑ์ หรือมีการแปรรูปขั้นต้นเท่านั้น จึงต้องเร่งส่งเสริมและผลักดันให้ไทยส่งออกสินค้าเกษตรมูลค่าสูงและสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรเพิ่มขึ้น อาทิ อาหารแห่งอนาคต สินค้าเกษตรอินทรีย์แปรรูป และสารสกัดจากผลผลิตการเกษตร เพราะสินค้าเกษตรส่งออก 5 อันดับแรก คือ ผลไม้ ข้าว ไก่ มันสำปะหลัง และยางพารา มีมูลค่าการส่งออกรวมกัน คิดเป็นสัดส่วนถึง 87.7% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรทั้งหมด แสดงให้เห็นว่า ไทยพึ่งพาการส่งออกสินค้าเกษตรเพียงไม่กี่รายการ อีกทั้งมูลค่าส่งออกไปยังตลาดส่งออก 5 อันดับแรก คิดเป็นสัดส่วน 67.5% ของการส่งออกสินค้าเกษตรทั้งหมด ซึ่งแสดงว่าไทยพึ่งพาตลาดส่งออกหลักเพียงไม่กี่ตลาดเช่นกัน โดยเฉพาะจีนที่มีสัดส่วนสูงถึง 42.0% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรทั้งหมด จึงควรสร้างความหลากหลายของสินค้าและตลาดส่งออกสินค้าเกษตร เพื่อกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาเพียงบางสินค้าและบางตลาดมากเกินไป<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร สามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศ และกระจายรายได้สู่เกษตรกรซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ของประเทศ ซึ่งมีสัดส่วนถึง 46% ของประชากรทั่วประเทศ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจไทย อีกทั้งยังช่วยดูดซับผลผลิตส่วนเกินที่ไม่สามารถบริโภคภายในประเทศได้หมด แต่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องร่วมมือกันสนับสนุนให้เศรษฐกิจภาคเกษตรเติบโตอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการนำผลการวิจัยและเทคโนโลยีมาช่วยในการเพิ่มผลผลิต และลดต้นทุนด้านต่าง ๆ รวมถึงการปรับโครงสร้างการส่งออกสินค้าเกษตร อาทิ มุ่งสู่การส่งออกสินค้าเกษตรมูลค่าสูง ปรับสินค้าส่งออกให้มีความหลากหลายมากขึ้น และกระจายตลาดส่งออกใหม่ ๆ ควบคู่กับการรักษาตลาดเดิม เช่น สหรัฐฯ จีน และอาเซียน รวมทั้งต้องพัฒนาคุณภาพมาตรฐานสินค้า ปฏิบัติตามกติกาการค้าใหม่ ๆ อาทิ ไม่ทำลายหรือบุกรุกพื้นที่ป่า ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อให้เป็นไปตามที่ตลาดคู่ค้าต้องการ&rdquo;นายนภินทรกล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/202402229a984dc25700ea73f5227095794577ba124205.jpg' type='image/jpg' length='336453' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ภูมิธรรม”จับเข่าคุยผู้ช่วยทูตพาณิชย์ ฟังเสียงคนรุ่นใหม่ กำชับคิดนอกกรอบ ดึงเงินเข้าประเทศ]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/34782</link>
<guid isPermaLink="false">c80096320971c87d74f114521baad5f7</guid>
<pubDate>Thu, 22 Feb 2024 10:06:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ภูมิธรรม&rdquo;จับเข่าคุยผู้ช่วยทูตพาณิชย์ ที่เป็นคนรุ่นใหม่ จาก 28 สำนักงานทั่วโลก ที่นำคณะผู้ประกอบการมาร่วมงานบางกอก เจมส์ รับฟังปัญหา แนวคิด ประสบการณ์ทำงาน ร่วมวางแผนทำงานให้ดีขึ้นได้อย่างไร พร้อมกำชับให้คิดนอกกรอบ ทำสิ่งที่ไม่เคยทำภายใต้ข้อจำกัด เพื่อเป็นด่านหน้าหาเงินเข้าประเทศ</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ ว่า นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้พูดคุยเพื่อรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้ช่วยทูตพาณิชย์จาก 28 สำนักงานทั่วโลก ที่ได้เดินทางนำคณะผู้ประกอบการมาร่วมงานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ ครั้งที่ 69 The 69th Bangkok Gems and Jewelry Fair (BGJF) เพื่อรับฟังปัญหา และแนวคิดของคนรุ่นใหม่ ที่ได้มีประสบการณ์ไปทำงานประจำอยู่ต่างประเทศ โดยบรรยากาศเป็นไปด้วยความเป็นกันเอง ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อช่วงค่ำวันที่ 21 ก.พ.2567 ที่ผ่านมา</p>

<p>ทั้งนี้ นายภูมิธรรม ได้นั่งล้อมวงพูดคุย เพื่อรับฟังความคิดเห็นกับคนรุ่นใหม่ ว่า มีปัญหา อุปสรรคอย่างไร ในการทำงาน เพราะผู้ช่วยทูตพาณิชย์เป็นคนทำงานด่านหน้าในการค้าขายสินค้าให้ประเทศ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์คาดหวังให้เป็นผู้ที่ช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการ และนำรายได้เข้าประเทศให้มากขึ้น โดยการมาพูดคุย จะทำให้เห็นภาพการทำงานในเชิงกว้างและลึกมากขึ้น ในภาวะที่การค้าการขายในปัจจุบัน มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทุกคนต้องปรับให้ทันการเปลี่ยนแปลง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยนายภูมิธรรมได้ร่วมแชร์ประสบการณ์กับเหล่าผู้ช่วยทูตพาณิชย์ว่าจะทำงานให้ดีขึ้นได้อย่างไร และเปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็นกันได้อย่างเต็มที่ และถือโอกาสทำความรู้จัก เข้าใจการทำงาน แนวคิดระหว่างกันมากขึ้น แลกเปลี่ยนความเห็นระหว่างผู้บริหารและผู้ปฏิบัติ ซึ่งนายภูมิธรรมยังได้ให้แนวทางในการทำงาน ให้รู้จักการคิดนอกกรอบ ทำสิ่งที่ไม่เคยทำภายใต้ข้อจำกัด ใช้ความคิดสร้างสรรค์ เพราะกระทรวงพาณิชย์มีหน่วยงานอยู่ทุกจังหวัด และมีสำนักงานในต่างประเทศกระจายอยู่ทั่วโลก จะเป็นพลังสำคัญสร้างแต้มต่อทางการค้าได้</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/202402229533bdb862f550423fb23777280a4fb3100713.jpg' type='image/jpg' length='399930' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​WTO เปิด “อาบูดาบีแพกเกจ” ประชุมรัฐมนตรีครั้งที่ 13 สมาชิกชงประเด็นการค้าใหม่เพียบ]]></title>
<link>https://samutprakan.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/34580</link>
<guid isPermaLink="false">a444d7658e9cef67adb10cda87b2c085</guid>
<pubDate>Wed, 21 Feb 2024 12:49:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>WTO เผยแพร่ &ldquo;อาบูดาบีแพกเกจ&rdquo; การประชุมรัฐมนตรี WTO ครั้งที่ 13 ให้ความสำคัญกับการค้าและสิ่งแวดล้อม โลกร้อน แต่มีเรื่องใหม่เพียบ ทั้งการค้าและนโยบายอุตสาหกรรม การค้าและการมีส่วนร่วม ที่เสนอโดยประเทศพัฒนาแล้ว ส่วนประเทศกำลังพัฒนา เสนอการพัฒนาอุตสาหกรรม การค้าบริการระบบการแพทย์ทางไกล ต้นทุนการโอนเงิน ความหลากหลายทางชีวภาพ โกลบอลซัปพลายเชน ระบุยังต้องรอลุ้นว่าจะมีเรื่องใดได้รับฉันทามติให้ไปเจรจากันต่อ</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางพิมพ์ชนก พิตต์ฟีลด์ เอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลกและองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก ณ นครเจนีวา เปิดเผยว่า เมื่อวันศุกร์ที่ 16 ก.พ.2567 ที่ผ่านมา องค์การการค้าโลก (WTO) ได้เผยแพร่ อาบูดาบีแพกเกจ (Draft Abu Dhabi Package for the Thirteenth WTO Ministerial Conference) เพื่อนำเสนอในการประชุมรัฐมนตรีการค้าของ WTO ครั้งที่ 13 ที่กรุงอาบูดาบี ระหว่างวันที่ 26-29 ก.พ.2567 โดยหนึ่งในเอกสารสำคัญของ Abu Dhabi package คือ ร่างปฏิญญารัฐมนตรีอาบูดาบี ซึ่งเป็นเอกสารสรุปท่าทีร่วมกันของสมาชิก WTO ทั้งหมด 164 ประเทศต่อการดำเนินงานที่ผ่านมาหลังจากการประชุมระดับรัฐมนตรี ครั้งที่ 12 และแนวทางต่อการดำเนินงานของ WTO ในอนาคต<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ร่างปฏิญญาอาบูดาบีดังกล่าว ได้รวมข้อเสนอสำคัญที่ประเทศสมาชิกบางประเทศต้องการผลักดัน เพื่อให้ WTO ดำเนินการในช่วงต่อไป เพื่อตอบสนองต่อความท้าทายต่าง ๆ ในโลกการค้าปัจจุบัน ซึ่งเรื่องสำคัญที่ทุกประเทศสนใจจะเป็นเรื่องการค้าและสิ่งแวดล้อม โลกร้อน แต่ก็มีเรื่องใหม่ ๆ ที่มีประเทศเสนอเข้ามา&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางพิมพ์ชนกกล่าวว่า ในส่วนของประเทศพัฒนาแล้ว ได้พยายามผลักดันให้ WTO เริ่มหารือเกี่ยวกับการค้าและนโยบายอุตสาหกรรม (Trade and industrial policy) และการค้าและการมีส่วนร่วม (trade and inclusion) ที่เสนอโดยแคนาดาและออสเตรเลียตามลำดับ ซึ่งทั้งสองข้อเสนอนี้ มีพื้นฐานมาจากข้อเสนอของสหภาพยุโรปที่ถูกเผยแพร่ออกมาเมื่อปี 2566 โดยเรื่องการค้าและนโยบายอุตสาหกรรมมีวัตถุประสงค์เพื่อให้สมาชิก WTO หารือกันถึงความท้าทายและเครื่องมือทางนโยบายที่ประเทศสมาชิกใช้ในการพัฒนาอุตสาหกรรมของตน รวมทั้งแนวทางในการยกระดับความโปร่งใสในการแจ้งข้อมูลมาตรการอุดหนุนภาคอุตสาหกรรมและแนวทางในการปรับปรุงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องของ WTO ที่สหภาพยุโรปอ้างว่าจำเป็นต้องมีความเข้มงวดมากขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาการอุดหนุนภาคอุตสาหกรรม ที่ประเทศสมาชิกหลายรายนำมาใช้กันอย่างกว้างขวาง ก่อให้เกิดการผลิตล้นเกินและการบิดเบือนทางการค้าไปยังประเทศสมาชิกอื่น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับข้อเสนอของออสเตรเลีย เสนอให้ WTO หารือในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการค้าและการมีส่วนร่วม ซึ่งยังไม่ได้ระบุหัวข้อรายละเอียดที่ชัดเจน แต่คาดว่าน่าจะเป็นเรื่องของการยกระดับบทบาทของสตรีในการพัฒนาทางเศรษฐกิจ การสนับสนุน MSMEs และอาจรวมการส่งเสริมการกระจายผลประโยชน์จากการค้าระหว่างประเทศไปยังทุกภาคส่วนของประเทศสมาชิกต่าง ๆ ที่สหภาพยุโรปเคยเสนอเมื่อปี 2566<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนประเทศกำลังพัฒนา มีข้อเสนออยู่หลายข้อด้วยกัน ที่สำคัญ คือ ข้อเสนอของกลุ่มแอฟริกา 3 ข้อ หนึ่งในนั้นคือความพยายามผลักดันให้สมาชิกหารือถึงพื้นที่เชิงนโยบายสำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมและการสร้างความหลากหลายทางเศรษฐกิจ (Policy space for industrial development) ที่กลุ่มแอฟริกาอ้างว่ากฎระเบียบของ WTO ห้ามหรือไม่ให้ความยืดหยุ่นต่อประเทศกำลังพัฒนาในการใช้มาตรการทางการค้าเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรม อาทิ การห้ามใช้มาตรการอุดหนุนการส่งออก และมาตรการข้อบังคับใช้วัตถุดิบที่ผลิตในประเทศ (Local content requirement) สำหรับนักลงทุนจากต่างประเทศ ที่ประเทศพัฒนาแล้วเคยใช้จนประสบความสำเร็จในการพัฒนาอุตสาหกรรมของตนในอดีต โดยกลุ่มแอฟริกายังพยายามผลักดันให้มีการหารือเกี่ยวกับการค้าและการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Trade and transfer of technology) เพื่อหาทางส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้มากขึ้น และการหารือการค้าและหนี้ (Trade and debt) เพื่อหาทางออกให้กับประเทศกำลังพัฒนาที่เป็นหนี้ ทำให้ไม่มีทรัพยากรเพียงพอในการลงทุนในอุตสาหกรรม หรือจัดซื้อสินค้าและบริการที่จำเป็น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ ประเทศกำลังพัฒนาขนาดใหญ่อย่างอินเดียยังพยายามผลักดันให้ WTO หารือใน 3 หัวข้อ ได้แก่ 1.การค้าบริการระบบการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) และการจัดทำรายชื่อผู้ประกอบวิชาชีพทางสุขภาพ (Health professionals) 2.ต้นทุนการโอนเงินระหว่างประเทศ (Cost of remittances) และ 3.ความตกลง TRIPS และอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (Convention on Biological Diversity: CBD) โดยมีประเทศกำลังพัฒนามากมาย โดยเฉพาะในกลุ่มลาตินอเมริกาให้การสนับสนุน เนื่องจากประเทศกำลังพัฒนามีกำลังแรงงานภาคบริการจำนวนมาก รวมทั้งมีการส่งเงินจำนวนมากกลับประเทศมาตุภูมิ และยังมีความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สามารถถูกนำมาต่อยอดได้มากมาย ซึ่งไม่ควรจะถูกนำไปหาประโยชน์โดยนักลงทุนต่างชาติ และยังมีข้อเสนอการเกษตรยั่งยืนของบราซิลที่ให้ประเทศสมาชิกหารือแนวทางการยกระดับการผลิต ผลิตภาพ และการค้าสินค้าเกษตร และอาหารที่ยั่งยืนและยืดหยุ่น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;ทั้งหมดนี้ เป็นความพยายามของประเทศสมาชิก WTO ในการผลักดันให้ WTO เริ่มหารือเรื่องใหม่ ๆ เพื่อไม่ให้ตกขบวนความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจการค้าที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งนอกจากประเด็นข้างต้นนี้แล้ว ยังมีเรื่องอื่น ๆ ด้วย เช่น ความมั่นคงเรื่อง global supply chain เป็นต้น แต่ ณ ขณะนี้ ยังไม่ทราบว่า จะมีเรื่องใดที่ได้รับฉันทามติเห็นชอบให้อยู่ในผลลัพธ์การประชุม MC13 ที่อาบูดาบี ให้เป็นแนวทางให้ WTO หารือหรือเจรจาต่อไปบ้าง ซึ่งคำถามนี้เป็นคำถามสำคัญที่กำหนดอนาคตของการค้าโลก ซึ่งจะได้รับคำตอบจากการประชุม MC13 ภายในสิ้นเดือนก.พ.นี้&rdquo;นางพิมพ์ชนกกล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://samutprakan.moc.go.th/th/file/get/file/2024022150458d28b0969fd95e5bbe1c5aa13f3b124936.jpg' type='image/jpg' length='207784' />
</item>
</channel>
</rss>
