สำนักงานพาณิชย์จังหวัดสมุทรปราการ
เลขที่ 3/1 ถนนศรีสมุทร ซอย 1 ตำบลปากน้ำ
อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ 10270
โทรศัพท์ : 02-395-4269 Email : sp_ops@moc.go.th

เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า “นางศุภจี สุธรรมพันธุ์” จะมาเป็น “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์” ในรัฐบาล “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย
“ฝีไม้ลายมือ” ของนางศุภจี ไม่ต้องพูดถึง เป็นที่ “ยอมรับ” ในแวดวงธุรกิจเป็นอย่างมาก มีประสบการณ์ทำงานในบริษัทระดับโลกอย่าง IBM โดยเป็นผู้หญิงอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ขององค์กร และเป็นคนเอเชียคนแรกที่ได้ตำแหน่งผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหารที่สำนักงานใหญ่ IBM ในสหรัฐฯ
จากนั้นได้เข้ามาเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) สามารถพลิกฟื้นบริษัทให้กลับมามีกำไรได้ตั้งแต่ไตรมาสแรก หลังจากขาดทุนติดต่อกัน 5 ปี ต่อมาดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) และเป็นผู้บริหารคนนอกตระกูลคนแรกขององค์กรที่มีอายุมากกว่า 70 ปี
โดย “ที่มา-ที่ไป” ของการรับตำแหน่ง นางศุภจี บอกว่า “การทำงานการเมืองไม่เคยอยู่ในหัว ไม่สนใจ แต่นายอนุทิน โทรมาชักชวน และให้เวลาตัดสินใจแค่ครึ่งชั่วโมง จึงเอาไปปรึกษาครอบครัวและดุสิตธานี ทุกคนเห็นด้วย ก็เลยตอบตกลง”
ส่วนเหตุผลที่ยอมรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยหนึ่ง ประเทศกำลังเจอความท้าทาย ต้องมีคนมาช่วยเรื่องปากทอง และเศรษฐกิจภาพรวม และสอง ทราบอยู่แล้วว่า ภารกิจมีอายุไม่นานแค่ 4 เดือน หวังจะทำสิ่งที่สำคัญ ให้เห็นผลโดยเร็ว และมีรากฐานให้คนต่อ ๆ ไป
สำหรับแนวทางการทำงาน จะร่วมมือกับทุกฝ่าย ทั้งข้าราชการและทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล มีเป้าหมายร่วมกันในการสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืน เพราะ “ไม่จำเป็นต้องรู้ทุกอย่าง 100% ก่อนลงมือทำ แต่ขอให้ทำ 100% ในสิ่งที่รู้”
“ผู้เขียน” ในฐานะคลุกคลีทำข่าวกระทรวงพาณิชย์มานานคนหนึ่ง ก็ขอ “ชื่นชม” ความตั้งใจ และมีความ “คาดหวัง” กับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในกระทรวงพาณิชย์
แต่ทั้งนี้ ไม่ต้องการที่จะชื่นชมเพียงอย่างเดียว เรื่องร้อน-เรื่องฮอต ก็อยากที่จะ “นำเสนอ” ให้รับทราบ เพราะงาน “กระทรวงพาณิชย์” ไม่หมู-ไม่ง่าย และปัจจุบันมี “เผือกร้อน” เข้าคิวรออีกมากมาย
ที่สำคัญ การเข้ามาบริหารจัดการจะต้องทำให้ “สมดุล” เพราะเกี่ยวข้องกับคนทั้งประเทศ ตั้งแต่ “เกษตรกร-ประชาชน-ภาคธุรกิจเล็ก กลาง ใหญ่” หาก “เอนเอียง” ฝ่ายใด อีกฝ่ายจะได้รับผลกระทบทันที
บรรดาเผือกร้อนที่ว่า เริ่มจากปัญหาใหญ่ระวันปะทุ “ข้าวนาปี ปี 2568/69” ที่ผลผลิตกำลังจะออกสู่ตลาด และชาวนาเริ่มส่งเสียง ราคา “ตกต่ำ” มากที่สุดในรอบ 20 ปี ตอนนี้ ยังไม่เห็น “แสงสว่าง” ปลายอุโมค์ว่าราคาข้าวจะปรับขึ้นยังไง ขณะที่ “การส่งออก” ก็เจอปัญหา “เงินบาท” แข็งค่าซ้ำเติม โดยทุก ๆ 1 บาทที่แข็ง กระทบราคาข้าวเปลือกตันละ 500 บาท หากไม่มีการแก้ไขปัญหา ผู้ส่งออกประเมินไว้ว่า อาจได้เห็นข้าวเปลือกตันละ 4,000 บาท ช่วงผลผลิตออกมากก็เป็นได้
สำหรับพืชเกษตรสำคัญอื่น ๆ อย่าง “ข้าวโพด” ตอนนี้ “หมดห่วง” ไปได้เปราะหนึ่ง มีการขีดเส้นราคาให้โรงงานอาหารสัตว์รับซื้อไว้แล้ว “ปาล์มน้ำมัน” ยังราคาดี เพราะเป็นช่วงปลายฤดู “มันสำปะหลัง” ราคายืนแถว ๆ 2 บาท เพราะเป็นช่วงปลายฤดูกาลเช่นเดียวกัน
ส่วน “ผลไม้” ผลผลิตหลัก ๆ “มะม่วง ทุเรียน มังคุด เงาะ ลิ้นจี่ ลำไย” หมดไปแล้ว ที่ยังออกสู่ตลาด ก็มี “ลองกอง สับปะรด ส้ม” โดยปีนี้ ราคาส่วนใหญ่ ไม่ค่อยดีนัก เมื่อเทียบกับปีก่อน ๆ หน้า แต่ก็จบฤดูกาลไปแล้ว ปัญหาหลัก เป็นเรื่องที่ต้องเตรียม “รับมือ” ผลผลิตฤดูกาลใหม่มากกว่า
ทางด้าน “การส่งออก” ที่เป็นเครื่องจักรสำคัญ ช่วง 7 เดือนปี 2568 (ม.ค.-ก.ค.) “ทำได้ดี” มีมูลค่า 195,432.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 14.4% การนำเข้ามูลค่า 195,172.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 10.6% เกินดุลการค้า 259.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
โดยการส่งออก ที่ขยายตัวได้สูง เป็นผลจากการ “เร่งนำเข้า” เพื่อหนีภาษีสหรัฐฯ ที่จะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่เดือน ส.ค.2568 และนับจากนี้ การส่งออกจะยังคงเป็น “พระเอก” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อีกหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้อง “จับตา” และวัดฝีมือของนางศุภจี ที่จะ “พลิกเกม” ได้อย่างไร